ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 4 : สาวน้อยดูแลตัวเอง

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 : สาวน้อยดูแลตัวเอง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ม.ค. 2561 19:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 : สาวน้อยดูแลตัวเอง
แบบอักษร

ตอนที่ 4 : สาวน้อยดูแลตัวเอง  

หลังจากอาเรียวาดแผนการคร่าวๆไว้ในหัวแล้ว สิ่งต่อไปที่เธอจะทำคือการฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรง

ในอีกโลกตอนที่ริรินยังมีอายุได้ไม่ถึงสิบปีดี เธออาศัยอยู่กับอาจารย์และพี่ชาย อาจารย์เป็นคนที่เก่งกาจมาก เขาสอนพวกเธอทุกเรื่องที่ควรรู้ และมันรวมไปถึงการปรุงยา

เนื่องจากสถานที่ที่เธอเคยอาศัยอยู่ มันราวกับเป็นศูนย์กลาง​ของทางเชื่อมมิติแต่ละโลก ดังนั้น อาจารย์จึงสามารถเดินทางไปแต่ละที่ได้เพียงเดินผ่านบานประตู​เหล่านั้น

สมุนไพรและตัวยามากมายที่อาเรียไม่เคยพบ อาจารย์ก็​เป็นคนสอนให้เธอหาและรู้สรรพคุณ​ของพวกมัน และตอนที่ดวงตากลมสีมรกตมองผ่านหน้าต่างลงไป ในสวนรอบคฤหาสน์​หลังใหญ่นี้ มีสมุนไพรหลายชนิดที่เธอรู้จัก

เพราะสาเหตุนี้จึงทำให้เจ้าของเรือนร่างผอมแห้งรู้สึกอารมณ์ดี​เป็นอย่างมาก

อาเรียเดินบ้าง วิ่งบ้าง บางทีเจ้าตัวก็ก้มตัวหมอบ บางครั้งก็กระโดดสุดตัว ร่างผอมแห้งขยับตัวไปเรื่อยๆอย่างไม่หยุดพัก ตามแต่สมุนไพรที่เธอพบ ไม่นานนัก ตะกร้าสานที่ห้อยไว้ก็เต็มจนเกือบล้น 

หญ้าประกายน้ำค้าง มีสรรพคุณ​ช่วยในเรื่องผิวพรรณ​และซ่อมแซมร่างกาย ดอกกุหลาบเจ็ดสี ทำให้เส้นผมและผิวพรรณ​เนียนนุ่ม ต้นเสี้ยวสุริยัน ช่วยบำรุงร่างกายและเสริมสร้าง​กล้ามเนื้อให้แข็งแรง ของพวกนี้แม้จะไม่ใช่ของดีหายากอะไร แต่หากมาอยู่ในมืออาเรีย วาบิลเล่ เด็กสาวสามารถปรุงให้มันกลายเป็นยาราคาแพงได้โดยง่าย 

เมื่อเก็บส่วนผสมครบ อาเรียจึงคิดจะเดินกลับห้องส่วนตัว เพื่อทำการปรุงยาสูตรพิเศษ แต่ระหว่างทางเจ้าของดวงตาสีมรกตกลับสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างที่ส่องประกายอยู่บนพื้น 

มือบางหยิบหินสีชมพูขึ้นมา มันมีขนาดเล็กเท่าปลายนิ้วก้อย ยามกระทบกับดวงตะวัน ช่างส่องแสงระยิบระยับ​อย่างชวนมอง อาเรียมองของในมืออย่างครุ่นคิด ไม่นานนักจึงวางมันลงในตะกร้า 

ค่อยถามคนอื่นแล้วกัน ว่ามีใครทำของมีค่าตกหรือเปล่า

ร่างผอมบางคิดแล้วเดินกลับห้องนอนตัวเอง

อาเรีย วาบิลเล่ เด็ดดอกกุหลาบเจ็ดสีลงหม้อสแตนเลส​ขนาดเท่าเด็กโอบ มือบางหยิบขวดโพชั่นสีแดงแล้วหยดลงไปสามสี่หยด ก่อนจะคนให้เข้ากัน

โพชั่นที่อาเรียมี เธอปรุงด้วยสูตรพิเศษของอาจารย์ ซึ่งเด็กสาวพึ่งเห็นหลังจากทานอาหารเสร็จ ว่าตรงมุมห้องมีกระเป๋าข้าวของที่ติดตัวริรินวางไว้ครบถ้วนไม่มีขาด นับเป็นอีกเรื่องที่ทำให้ประหลาดใจไม่น้อย ราวกับว่ามีใครวางแผนไว้แล้วอย่างไรอย่างนั้น

แต่ในเวลานี้ อาเรียยังไม่พร้อมที่จะคิดเรื่องราวให้ลึกซึ้ง เธออยากจะบำรุงร่างกายให้แข็งแรงก่อน แล้วค่อยหาทางกลับทีหลัง

"เสร็จแล้วล่ะ โพชั่นแห่งความงาม" ดวงตาสีมรกตมองขวดยาสีใสที่มีน้ำสีชมพูข้างในอย่างภูมิใจเล็กๆ จากนั้นหยิบขวดยาสีฟ้า และสีเหลืองขึ้นมาวางเรียงกัน

ขวดยาสีฟ้าทำให้ร่างกายแข็งแรง ส่วนขวดยาสีเหลืองฟื้นฟูอวัยวะ​ภายในร่างกาย ที่เธอต้องปรุงยาสีเหลือง เป็นเพราะอาเรียคนก่อนไม่รักตัวเองเป็นอย่างมาก ทำลายทั้งสุขภาพ​กายและสุจภาพจิตของตนเอง ที่ยังสามารถวิ่งแจ้นไปหาเจ้าชายให้เขารุมตบถึงที่ก็นับว่าปาฎิหารย์​อย่างมากแล้ว 

ดังนั้นอาเรียจึงต้องรักษาร่างกายจากต้นเหตุเสียก่อน 

เด็กสาวดื่มยาทีละขวด เริ่มจากฟื้นฟู สร้างความแข็งแรง และบำรุงผิวพรรณ​ตามลำดับ ไม่นานนัก ร่างกายผอมซูบซีดก็เกิดความเปลี่ยนแปลง 

อาการอึดอัดจนหายใจลำบากลดน้อยลง อาการปวดหัวที่บีบรัดเป็นระยะก็หายไปเช่นกัน แม้แต่ผิวพรรณ​และเส้นผมก็เนียนนุ่มชุ่มชื้นขึ้นมาก 

ทั้งที่เป็นอย่างนั้น แต่พอมองภาพสะท้อนในกระจก อาเรีย วาบิลเล่ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แม้ผิวจะชุ่มชื่นมากขึ้นแต่ขอบตาดำคล้ำยังไม่ลดลง ร่างกายก็ยังคงผอมแห้งซูบซีดดังเดิม 

ดูเหมือนเธอจะดูถูกอาการป่วยของร่างกายนี้เกินไปหน่อย 

"เรื่องร่างกายคงต้องทานอาหารเยอะๆเอาเองสินะคะ" เสียงเล็กพึมพัม 

เมื่อตั้งมั่นได้แล้ว เด็กสาวจึงเดินลงไปที่ห้องครัว แล้วกวาดอาหารมื้อเย็นส่วนของคนสามคนจนเรียบ ท่ามกลางสายตาตกใจและหวาดกลัวของเหล่าสาวใช้

ตะวันลับขอบฟ้าไม่นานนัก เด็กสาวจึงนอนหลับพักผ่อน ขณะที่กำลังเคลิ้มอยู่นั้น เสียงสะอื้น​เล็กๆของใครสักคนก็รบกวนการนอนของเธอ

เนื่องจากอาเรียหูดีมาก แม้ระยะการได้ยินจะไม่เท่าร่างเดิมที่เป็นอมตะ แต่เธอก็ยังได้ยินมากกว่าคนปกติอยู่ดี 

ร่างผอมแห้งลุกขึ้นนั่งอย่างสะลึมสะลือ​ คิ้วบางขมวดมุ่นอย่างหงุดหงิดไม่น้อย จนนั่งฟังสักพักและแน่ใจแล้วว่าเสียงสะอื้นชวนหนวกหูนี่ไม่มีทางหยุดลงง่ายๆ เธอจึงลุกขึ้นเพื่อออกตามหาที่มาของเสียง

อาเรียเดินไม่เร็วนัก ทุกการก้าวย่างกระทบพื้นอย่างนุ่มนวลและเงียบเชียบ เด็กสาวไม่อยากรบกวนให้คนอื่นๆต้องมาวุ่นวายในเรื่องของเธอ 

จนกระทั่งสองขาเรียวเล็กเดินออกมานอกคฤหาสถ์​ เสียงร้องไห้นั้นยิ่งชัดเจนมากขึ้นราวกับอยู่ใกล้มาก 

ดวงตากลมสีเขียวกวาดมองรอบๆ จนมาสะดุดกับบางอย่างที่ดูไม่เข้ากันนัก เมื่อเธอพบว่ามีก้อนกลมดิ๊กขนาดเท่ากำปั้นวางอยู่บนพุ่มไม้ดัดเหลี่ยม อาเรียก้าวเท้าช้าๆเข้าหาสิ่งนั้น จนเมื่อเห็นภาพตรงหน้าชัดเจน เด็กสาวจึงเลิกคิ้ว แล้วเอ่ยปาก

"คุณคือภูติสินะคะ?" 

สิ่งมีชีวิตตรงหน้าสะดุ้ง เงยหน้าสบตากับอาเรียโดยพลัน 

ดวงตากลมโตสีชมพูสวยราวอัญมณี​มีหยาดน้ำตาคลอทั่วเบ้า ร่างจิ๋วหลิ๋วอยู่ในชุดสีเหลืองครีมระบายยาว เรือนผมสีทองสวมหมวกเข้าชุดกัน ด้านหลังมีปีกบางใสคู่หนึ่ง

เมื่อเห็นว่าภูติตัวน้อยตรงหน้ายังนิ่งค้าง อาเรียจึงยกยิ้มเพื่อแสดงความเป็นมิตร แต่เด็กสาวอาจจะลืมไปแล้วว่าตอนนี้ร่างกายของเธอซีดเซียวเพียงใด ยิ่งมาอยู่ท่ามกลางความมืดสลัวกลับยิ่งเผยความเยือกเย็น​ราววิญญาณ​ชวนให้อีกฝ่ายหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา 

"ฮึก ฮือ! อย่ากินผมเลย ผมไม่อร่อยหรอกครับ" เด็กชายภูติน้ำตาไหลพราก รีบอ้อนวอนขอร้อง พร้อมกระถดตัวหนีเมื่อเห็นรอยยิ้มคุกคามจากเด็กสาว 

ใบหน้าซูบยิ้มค้าง ก่อนจะเผลอบึนปากเล็กๆอย่างน้อยอกน้อยใจ "ใจร้ายจริงนะคะ มากล่าวหากันแบบนี้" 

"อะ..เอ๋ คุณจะไม่กินผมเหรอครับ" เมื่อเห็นว่ามนุษย์​ขาวซีดผู้นี้ ไม่ได้มีท่าทีคุกคาม กลับกันออกจะดูใจเย็นผิดจากมนุษย์​คนอื่นๆที่พบเจอ เขาจึงหยุดสะอื้น นิ้วเล็กปากน้ำตาออกช้าๆ

"ฉันไม่ได้มีรสนิยมชอบ​ทานเนื้อภูตินะคะ ไม่ต้องทำท่าหวาดกลัวขนาดนั้นหรอกค่ะ" อาเรียพูดยิ้มๆ ร่างเล็กยังคงเว้นระยะห่างเพื่อให้อีกฝ่ายไว้ใจตนมากขึ้น 

"ฉันชื่ออาเรีย วาบิลเล่ค่ะ เป็นลูกสาวของบ้านนี้....แล้วคุณภูติละคะ?" 

"ผะ..ผมชื่อฟานฟาน เป็นภูติดอกไม้ที่ดูแลพื้นที่แถวนี้" 

ภูติน้อยยังดูกล้าๆกลัวๆที่จะพูดกับเธอ เห็นแล้วอาเรียรู้สึกเสียความมั่นใจหน่อยๆ แต่เพื่อสุขภาพในอนาคต เธอจึงพร้อมที่จะช่วยภูติตัวน้อยให้หยุดร้องไห้

"ค่ะ คุณภูติฟานฟาน ขอโทษที่มารบกวนนะคะ แต่พอดีฉันได้ยินเสียงร้องไห้ดังมาจากแถวนี้ เลยอดไม่ได้ที่จะมาดู" ร่างเล็กนั่งลงกับพื้นหญ้า ทำเอาภูติน้อยอดสะดุ้งไม่ได้

อาเรียไม่ใส่ใจการแสดงออกนั้น เธอบอกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงจริงใจ "แล้วทำไมคุณภูติถึงร้องไห้ล่ะคะ ถ้ามีปัญหาอะไรบอกมาเลยนะ ฉันพร้อมช่วยเต็มที่ค่ะ"

ฟานฟานน้อยเป็นภูติไร้เดียงสา เขามองผู้คนเพียงเบื้องหน้า และมักจะหลบหลีกตนเองให้พ้นจากสายตาคนอื่นเสมอ มันนานมากแล้วที่เขาจะพูดคุยกับใครสักคน และเพราะเหตุนั้น ฟานฟานจึงคิดว่าเด็กสาวตรงหน้าช่างเป็นมนุษ​ย์ที่มีจิตใจดีงามยิ่ง

"ไดมอนด์​ฟลอร่าของผมหายไปแล้ว ไม่ว่าจะหายังไงก็ไม่เจอ ฮึก" ฟานฟานเริ่มเบะปากสะอื้นอีกหน "ถ้าถูกขโมยไปต้องแย่แน่ๆ ดอกไม้ทุกสายพันธุ์​ในพื้นที่นี้จะต้องเหี่ยวเฉาหมด ฮือ" 

"ใจเย็นๆก่อนค่ะ ไดมอนด์​ฟลอร่าที่ว่าคืออะไรคะ แล้วลักษณะ​ของมันเป็นยังไง ฉันจะช่วยคุณภูติหาเองค่ะ" อาเรียปลอบอีกฝ่าย

"ไดมอนด์​ฟลอร่าคือหัวใจของมวลดอกไม้ เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานของภูติดอกไม้อย่างพวกผม ถ้าเกิดไม่มีมัน ผมก็ใช้พลังไม่ได้ ฮือ" นิ้วเล็กของฟานฟานปาดไปทั่วทั้งหน้า แต่น้ำตาหยดเล็กยังไหลลงมาไม่หยุด หยดแล้วหยดเล่าจนอาเรียอดคิดไม่ได้ว่าตัวเล็กแค่นั้น ผลิตน้ำตามากมายจากไหนกัน

"อย่าร้องไห้สิคะ ตาช้ำหมดแล้ว" มือบางหยิบผ้าเช็ดหน้าแล้วยื่นให้ภูติตัวเล็ก 

เธอไม่ค่อยถูกกับน้ำตาของเด็กเท่าไร ถึงแม้ภูติตรงหน้าจะไม่ใช่เด็กก็ตาม แต่ความไร้เดียงสา​เนี่ย เทียบเท่าเด็กน้อยเลยทีเดียว

ฟานฟานมองผ้าเช็ดหน้าที่เด็กสาวมอบให้ สลับกับใบหน้าซีดเซียว เขายื่นมือไปรับมันมา แม้ขนาดของผ้าผืนบางจะไม่ได้ใหญ่พอที่จะคลุมร่างของเขาได้หมด แต่มันก็อบอุ่นอย่างไม่น่าเชื่อ 

"ถ้าใจเย็นลงแล้ว ก็บอกมาทีค่ะ ลักษณะ​ของไดมอนด์​ฟลอร่าเป็นยังไงคะ" 

ฟานฟานสะดุ้งแล้วรีบก้มหน้าซุกเข้ากับผ้าหอม อยู่ๆเขาก็ไม่กล้าสบดวงตาสีเขียวขึ้นมาเสียดื้อๆ จากนั้นจึงอ้อมแอ้มตอบ "พลอยสีชมพูครับ สีเดียวกับสีผมคุณ ยามเมื่อแสงอาทิตย์​หรือแสงจันทร์​กระทบก็จะเปล่งประกาย...และงดงามมากครับ"

อาเรียได้ยินเพียงคำว่าพลอยสีชมพู สมองก็ฉุกคิดได้ถึงเมื่อตอนกลางวัน หินที่เธอเก็บได้เป็นของฟานฟานคนนี้นี่เอง เธอมัวแต่จมอยู่กับความคิดตนเอง จนไม่ได้รู้ตัวเลยว่าดวงตากลมสีชมพูกำลังแอบมองเธออย่างเขินอาย 

เด็กสาวแอบรู้สึกผิดที่การกระทำของเธอทำให้ภูติตัวหนึ่งต้องมาร้องไห้ จึงรีบเอ่ยขอโทษและบอกให้ฟานฟานรออยู่ตรงนี้

แม้ฟานฟานจะงุนงง แต่ความเขินอายกลับมีมากกว่า เขาจึงพยักหน้าและรอคอยอย่างใจลอย

ไม่นานนักร่างผอมแห้งก็มาหยุดยืนที่เดิม มือบางยื่นของที่เคยเก็บได้ให้ร่างเล็กจิ๋วด้วยสีหน้าสำนึกผิด 

"ขอโทษค่ะ เมื่อกลางวันฉันเห็นมันตกอยู่แถวนี้ เลยเก็บไปก่อนแล้วกะว่าจะหาเจ้าของทีหลัง ก็เลย..." 

ภูติดอกไม้เห็นของที่ตนตามหาอยู่กลางฝ่ามือบาง เขาก็ตาโต ประโยคที่เด็กสาวเอ่ยมาล้วนฟังอย่างผ่านๆ เพราะความดีใจมีมากกว่า "ขอบคุณ​มากนะครับ ผมดีใจมากเลย" เขาพูดพร้อมหลุบตามองใบไม้ใต้ฝ่าเท้าตนเอง

อาเรียเห็นอีกฝ่ายไม่ติดใจเอาความ  เลยยิ้มเป็นคำขอบคุณ​กลายๆ ด้วยความน่าเอ็นดูของภูติน้อยน่ารัก นิ้วเรียวจึงเผลอลูบเรือนผมทองเบาๆ "ขอบคุณ​เช่นกันค่ะ ที่ไม่โกรธ​กัน" 

ฟานฟานน้อยเขินจนใบหน้าแทบจมลงผ้าเช็ดหน้า ขณะที่หัวสมองขาวโพลน หูพลันได้ยินเสียงหวานเอ่ยราตรีสวัสดิ์​ คำกล่าวลาราวกับอีกฝ่ายกำลังจะจากไป ทำให้เขาเผลอเอ่ยคำรั้ง

"เดี๋ยวก่อนครับ!" 

อาเรียชะงัก เธอหันมายิ้มมองภูติดอกไม้เป็นเชิงถาม "มีอะไรหรือคะ"

"ผมอยากจะมอบสิ่งนี้ให้คุณอาเรียเป็นของตอบแทน" สองมือเล็กชูขึ้นแล้วแล้วกวาดขึ้นลงสองสามครั้ง จนเกิดแสงสีชมพูหวานอาบร่างเล็กจิ๋ว 

ชั่วพริบตาดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์​ขนาดเท่ากำปั้นเด็กสาวก็ลอยโผล่มาอยู่ตรงหน้าอาเรีย เธอยกสองมือรองมันไว้ เมื่อมองอย่างวิเคราะห์​ก็จดจำได้ว่าดอกไม้สายพันธุ์​นี้หายากยิ่ง เธอเคยเห็นแค่ในสมุดตำราของอาจารย์เท่านั้น เนื่องจากมันจะออกดอกทุกเจ็ดสิบปี สรรพคุณ​ช่วยในเรื่องของความงามเป็นหลัก อีกทั้งยังทำให้ผู้รับประทานมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวอีกด้วย

"สิ่งนี้คือดอกสโนว์พัวร์ครับ สามารถทานได้ มันจะช่วยให้คุณแข็งแรงขึ้น เป็นของตอบแทนที่อยากจะมอบให้คุณ" ฟานฟานบอกด้วยสีหน้าขัดเขิน

อาเรียยิ้มอย่างถูกใจกับของตอบแทนที่ได้รับ เสียงที่เอ่ยออกไปจึงหวานกว่าปกติ "ขอบคุณ​ค่ะ คุณภูติฟานฟาน" จากนั้นจึงหันกายกลับเข้าคฤหาสถ์​

ตอนนี้เธอได้ของดีมาอีกชิ้นแล้วล่ะ

เมื่อเดินถึงห้องดอกสโนว์พัวร์สีขาวบริสุทธิ์​ก็ถูกเด็ดออกมากลีบหนึ่ง ซึ่งดอกที่เธอได้รับมามีทั้งหมดแปดกลีบ เธอคิดจะใช้มันอย่างคุ้มค่าเลยทีเดียว 

คิดแล้วจึงเก็บดอกสโนว์พัวร์ในโหลแก้วพิเศษ ร่างบางเดินไปหยิบอุปกรณ์​ทำตัวยาอย่างลืมความง่วง เปิดไฟ เทส่วนผสมทุกอย่างที่เตรียมไว้ และนั่งรอคอยอย่างใจเย็น 

จนเมื่อถึงเวลา อาเรียเทยาสีม่วงลงขวดโพชั่นสีใส ดื่มมันลงคอจนหมด ดวงตาสีมรกตเหลือบมองนาฬิกา ยามนี้เวลาตีสองแล้ว เธอควรจะนอนพักผ่อนอีกแปดชั่วโมงเพื่อให้ยาที่ดื่มลงไปทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ​

ร่างผอมบางจึงเอนตัวลงบนเตียง จบภารกิจทุกอย่างไว้เพียงเท่านี้ 

ในที่สุดเธอก็ได้พักผ่อนอย่างสงบเสียที

____________________

มาแล้วน้า อาจจะมาไม่บ่อย แต่จะลงเรื่อยๆ

แล้วก็ Happy new years 2018 นะคะทุกคน

ขอให้มีความสุขสำหรับปีนี้ค่า

อิมเมจน้องภูติ ให้จิ้นเป็นร่่างจิบินะคะ

ความคิดเห็น