ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 39 กลุ่มคนแปลกหน้า (100%)

ชื่อตอน : "ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 39 กลุ่มคนแปลกหน้า (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.2k

ความคิดเห็น : 75

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ม.ค. 2561 20:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 39 กลุ่มคนแปลกหน้า (100%)
แบบอักษร

หุบเหวลึกเบื้องหน้าที่มองลงไปไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืดมิดและลมที่พวยพุ่งขึ้นมาปะทะหน้าจนร่างบางที่ยืนอยู่เหนือชะง่อนหินโงนเงนทรุดลงนั่งอย่างอ่อนแรง ในหัววิงเวียน ภายในท้องปั่นป่วนจนอยากขย้อนสิ่งที่อยู่ด้านในออกมาให้หมด มองไปรอบตัวก็มืดมิดราวกับว่าตาสองข้างได้บอดสนิท สัมผัสที่ได้รับมันช่างหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก ทำให้มือที่เอื้อมไปข้างหน้าหดกลับมากอดตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า

ที่นี่ที่ไหน?......

ผมอยู่ที่ไหน?...........

เจ้านาย.......เจ้านายล่ะ?........

ผมอยู่นี่ไงครับ......ช่วยผมที......

โทรศัพท์ผม?

แย่แล้ว โทรศัพท์หาย!

อย่า อย่าเอาโทรศัพท์ผมไป!

กรุณะเถอะครับ.......

ผมจะโทรบอกเขายังไง.....

ตอนนี้คงกำลังเป็นห่วงอยู่แน่ๆ........

ได้โปรด......

ได้โปรดเถอะครับ..........

สิ้นเสียงอ้อนวอนอย่างอ่อนแรงห้องอันมืดมิดก็พลันสว่างวาบ รอบตัวกลายเป็นภาพทุ่งดอกไม้ที่ไหนซักแห่งในโลกที่ทั้งสวยงามและอบอุ่น กรุ่นด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้หลากชนิดและต่างพากันเบ่งบานชูช่อต้อนรับอย่างร่าเริงทันทีที่ร่างบางขยับลุกขึ้นมองอย่างไม่แน่ใจ

ทุกเนื้อที่ ทุกตารางนิ้วบนพื้นเบื้องหน้าเต็มไปด้วยกลีบดอกสวยงามทำให้ร่างบางไม่กล้าขยับ ได้แต่ยืนนิ่งชื่นชมอยู่กับที่พราะกลัวว่าเท้าเปล่าเปลือยของตนจะไปเหยียบย่ำความงามเหล่านั้นเข้า

แต่แล้วตาหวานก็เหลือบไปเห็นโทรศัพท์ที่ตัวเองกำลังตามหา ร่างบางรีบถลาเข้าไปหยิบมากอดไว้กับอกแน่นด้วยมือที่สั่นเทา หัวเราะและกลิ้งไปบนความนุ่มและหอมของกลีบดอกไม้ที่รองรับ

แดดที่นี่สว่างจ้าแต่ไม่เห็นร้อนสักนิด อุ่น อุ่นดีจัง ใบหน้าหวานเปื้อนยิ้มเกลือกกลิ้งหน้าลงไปบนความนุ่มหอมอย่างหลงไหล

“หนู”

ใครเรียก?

“ตื่นได้หรือยังเอ่ย ลุกขึ้นมาคุยกันหน่อยสิจ๊ะ”

จะให้ตื่นแล้วเหรอ เดี๋ยวสิ อย่าเพิ่งมากวนตอนนี้

“ขออีกเดี๋ยว.....นะครับ”

คนหลับตาพึมพำแล้วขยับเปลี่ยนท่า แม้จิตใต้สำนึกจะบอกตัวเองว่าลุกได้แล้ว แต่ตะวันกลับลืมตาไม่ขึ้น รู้สึกถึงความบางเบาอุ่นๆกำลังแทรกเข้ากลุ่มผมเส้นละเอียดปัดออกจากหน้าผากมนให้อย่างแผ่วเบา

ใครกัน?

“เอาอย่างงั้นก็ได้”

ตะวันไม่ได้ยินประโยคตอบสั้นๆนั้น เพราะกำลังหลับลึกลงอีกครั้งอย่างรวดเร็วและง่ายดายเหลือเกิน

“หวังว่าพรุ่งนี้คงจะรู้สึกตัว”

“ถูกใจเหรอครับ?”

กิริยากรีดนิ้วไล้วงหน้าหวานที่กำลังหลับสนิทบนเตียงราวกับเด็กหญิงที่กำลังเห่อของเล่นใหม่ทำให้คนที่กอดอกอิงกรอบหน้าต่างเงียบๆเอ่ยถาม

นัยตาสีฟ้าสวยที่บ่งบอกถึงชาติพันธุ์ที่แท้จริงละจากภาพภายนอกหน้าต่างเข้ามาสบตาคนที่นั่งอยู่ข้างเตียง แต่คนถูกถามกลับแค่อมยิ้มน้อยๆเหมือนเป็นการยอมรับทำให้คนถามส่ายหน้าแล้วหัวเราะ รู้สึกได้ทันทีว่าถ้ายิ้มแบบนี้ทีไรคงได้มีใครเหนื่อยกันอีกแน่ๆ

'ลีออง' คิดในใจแล้วเดินออกจากห้อง ปล่อยให้ 'แม่บุญธรรม' นั่งเฝ้าหนุ่มน้อยที่กำลังหลับไม่รู้เรื่องตามลำพัง และถึงแม้จะมีพยาบาลคอยเปลี่ยนเวรมาเฝ้าไว้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงหรือแม้งานจะรัดตัวแค่ไหนนางก็ขยันเข้ามาดูแลและเจ้ากี้เจ้าการเอง แบบนี้จะไม่ให้ลีอองว่านางเหมือนเด็กเห่อของเล่นใหม่ได้ยังไง นี่ก็รออยู่ว่าเมื่อไหร่จะตื่นขึ้นมาให้แม่ซัก และก็คงซักฟอกจนสะอาดเอี่ยมและพอใจแล้วนั่นแหละถึงจะส่งตัวกลับ หรือเปล่าหว่า? ลีอองเริ่มไม่แน่ใจ นึกสงสารคนที่อยู่เมืองไทยจริงๆ ป่านนี้คงเป็นห่วงแทบบ้าแล้วละมั้ง

.....................................................


“ไอ้วินจอดรถ จอด จอด จอดโว้ยยยยย!!”

เอี๊ยดดดด!!!!

แกร๊ก

“เฮีย!”

ปิ๊นนนนนน ปิ๊นนนนนน ปี๊นนนนนนนนนน!!!!

“อยากตายหรือไววะ!”

เสียงสรรเสริญบวกกับเสียงบีบแตรไล่ไม่ได้ทำให้พจน์หยุดวิ่ง ขณะที่ภีมตะโกนตามหลังพี่ชาย ชีวินกลับปาดเหงื่อทั้งๆที่ภายในห้องโดยสารก็ออกจะเย็นฉ่ำ ไม่ใช่เพราะกลัวว่ารถที่ตามหลังมาจะเบลกไม่ทัน แต่ภาพที่พจน์วิ่งตัดหน้ารถไปแบบเฉียดซี่โครงต่างหากที่ทำเอาชีวินเกือบช็อก

“แล้วตามไปนะ”

ภีมบอกแล้วลงจากรถวิ่งตามหลังพี่ชายไปอีกคนซึ่งก็ตรงกับความคิดของชีวินพอดี เสียอยู่หน่อยตรงที่ตนวิ่งตามไปทันทีไม่ได้ เวลาแปดโมงเช้ากับการจราจรแบบนี้นะเหรอ เฮอะ ยิ่งคิดยิ่งหัวเสีย “ให้ตาย ชะลอให้กันแค่สองสามวิแค่นี้ไม่ได้หรือไงวะ!” หัวหน้าการ์ดหนุ่มสบถ ตาเล็งหาที่ข้างทางแล้วเสียบแทนรถคันหน้าที่เพิ่งออกชนิดที่เรียกว่าจี้ตูดไล่

ปี๊นนนนนนนน!!!

“เออ อยากด่าด่าไป ขอกูไปดูเพื่อนกูก่อน”

ชีวินกดล็อกรถแล้วรีบเดิน แต่สุดท้ายก็กลายเป็นวิ่งไปจนได้ แต่ให้ตาย กลิ่นหมูปิ้งที่เพิ่งวิ่งผ่านมานั่นหอมชะมัด ใส้ในท้องสั่นสะเทือนระดับสิบจนอยากย้อนกลับไปซื้อมานั่งแทะกับข้าวเหนียวปั้นโตๆจริงๆพับผ่า

ซอยที่ชีวินเพิ่งวิ่งผ่านเข้ามาผู้คนเริ่มบางตาเพราะด้านหลังตึกแบบนี้ไม่มีร้านรวงหรือของขาย ต่างจากด้านหน้าชนิดหน้ามือกับหลังมือ แต่พอวิ่งผ่านซอยนั้นมาก็พบว่าข้างหน้ามีเซเว่นและก็เห็นภีมยืนเท้าสะเอวหอบแฮ่กๆ ขณะที่พจน์นั่งอยู่ริมฟุตบาท

“อะไรของแกอีกวะ จู่ๆก็วิ่งออกมาแบบนั้น ดีที่ไม่ถูกเสยเอา” 

“เมื่อกี้เหมือนเห็นตะวัน”

คำตอบของพจน์ทำให้ภีมกับชีวินหันไปมองหน้ากัน แม้จะรู้ว่าพจน์เอาตัวรอดได้แต่การวิ่งแบบเมื่อครู่มันก็ทำให้คนมองเสียววาบไปถึงใส้ขดสุดท้ายเลยเชียว

ริ้วรอยความกังวลฉายชัดออกมาทางสายตา แน่ละใครจะไม่ห่วง ตะวันที่หายไปสองวันยังไม่มีวี่แววว่าจะเจอหรือกลับมา ทั้งนักสืบฝีมือดี ทั้งระดมลูกน้องทั้งหมดพร้อมกับทุกหลักฐานที่มี ภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดที่หาได้จากทุกมุมเสา ทุกสี่แยก ทั่วทุกแห่งในรัศมีการหายตัวไปของตะวันและบริเวณโดยรอบหลายกิโลเมตร ตำรวจที่เป็นเพื่อนกันกับเพื่อนอีกหลายคนที่ทำงานเกี่ยวกับด้านนี้พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่คนที่ไม่เป็นอันกินอันนอนแทบล้มอยู่รอมร่อนี่กลับไม่ได้สนใจเลยว่าตัวเองจะมีสภาพแบบไหน

ภีมมองพี่ชายแล้วถอนใจ ผมที่ยาวเป็นรากไทรอยู่แล้วตอนนี้ถูกลมยียุ่งจนไม่เป็นทรง เสื้อผ้าที่ดูก็รู้ว่าไม่ได้เปลี่ยนตั้งแต่เมื่อวาน หนวดเคลายาวอย่างไร้การเอาใจใส่ นี่ถ้าใครไม่รู้จักคงคิดว่าเป็นมหาโจรที่เพิ่งหลุดออกจากป่าแน่ๆ

ตอนเช้ามืดสารวัตรอินทรีย์โทรมาบอกว่าได้รับแจ้งเหตุจากพลเมืองดีว่ามีการฆาตรกรรมเด็กหนุ่มวัยรุ่นอายุประมาณ23ปีในตึกร้างนอกเมือง ตอนไปที่เกิดเหตุภีมก็นึกหวั่นและภาวนาช่วยพี่ชายและขอให้ไม่ใช่อย่างที่คิด แล้วก็โชคดีที่ไม่ใช่ แม้พจน์จะบอกว่าไม่เป็นไรขอให้ได้เจอตัวก็พอ แต่เชื่อเถอะว่าถ้าเกิดไปเห็นภาพตะวันในสภาพที่ไม่น่าเห็นเข้าก็ทำเอาบ้าได้ง่ายๆ

ดูอย่างเมื่อกี้เป็นต้น

“ชักหิวแล้วว่ะ ไปหาอะไรกินกัน” ชีวินชวน แต่คนที่มีสภาพที่ต้องหาอะไรกินก่อนใครเพื่อนกลับบอกแค่

“ฉันไม่หิว”

“เฮียจะกินแต่กาแฟเลี้ยงชีพไม่ได้ กินอะไรอย่างอื่นบ้างสิ จะกินข้าวไหม หรือจะก๋วยเตี๋ยวแถวนี้”

ตกลงนี่มันเป็นน้องหรือพ่อวะ ถามเหมือนถามลูก

“ฉันไม่หิว”

เออ ดูมัน ปกติก็พูดน้อยอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอเรื่องนี้เข้ามันก็เลยพูดเป็นอยู่แค่ ไม่หิว ไม่ง่วง ไม่นอน คนยืนมองได้แต่พากันส่ายหน้า

ถ้าเวลาแค่สองวันทำให้คนที่แข็งแกร่งกำยำซูบได้ขนาดนี้ หากผ่านไปเป็นเดือนเป็นปีโดยที่ยังมีความรู้สึกนี้ค้างคาจะทำยังไง

“ผมรู้ว่าเฮียเป็นห่วง ผมเองก็ห่วง แต่ถ้าเฮียยังไม่ยอมกินยอมนอนจะเอาแรงที่ไหนตามหา”

“ฉันไม่เป็นไร”

“จะไม่เป็นไรได้ยังไง แค่สองวันเป็นขนาดนี้ เฮียดูหน้าตัวเองในกระจกครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่”

พจน์ยกมือลูบหน้า ความกังวลมีมากซะจนคิดแค่อยากตามหาตัวตะวันให้เจอจนทำให้ละเลยตัวเองและตอนนี้ก็คงกำลังทำให้คนอื่นเป็นห่วง 

“งั้นจะกินอะไร” พจน์ลุกขึ้นยืนทำให้ชีวินดีใจจนกระโดดเข้ากอดคอ มันยอมพูดมากกว่าคำว่าไม่แล้วโว้ยยยย!

“มันต้องอย่างนี้สิเพื่อน ฉันพาไปเอง รับรองว่าร้านนี้เด็ด!”

ร้านเด็ดที่ว่าเป็นเพิ้งมุงคาที่สร้างขึ้นง่ายๆริมคลอง คนขายเป็นชายร่างอ้วนเตี้ย แต่เห็นแบบนั้นกลับคล่องแคล่วอย่างไม่น่าเชื่อ มือลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวเป็นระวิงเพราะลูกค้าสามคนแรกที่เดินเข้ามาเปิดร้านให้แต่เช้าไม่รู้ว่าหิวโซมาจากไหน พิเศษไม่พอนี่ก็ซัดไปแล้วคนละสาม หลักฐานก็เห็นจะเป็นซากถ้วยเปล่าที่กินจนเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่น้ำซุบซักหยดวางกองสุมกันอยู่กลางโต๊ะ

แม้จะแค่แต่งตัวเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์รองเท้าผ้าใบทะมัดทะแมง แต่สำหรับคนที่นั่งมองลูกค้ามาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าวันละสามสิบคนตั้งแต่เริ่มขายมากว่ายี่สิบปีจนตอนนี้ลูกเต้าเรียนจบกันหมดแล้ว รู้ได้ทันทีว่าทั้งสามหนุ่มที่กำลังนั่งโซ้ยก๋วยเตี๋ยวแบบไม่พูดไม่จาและไม่ได้ยินเสียงคุยอื่นไดนอกจากเสียงซดน้ำซุปโฮกๆนั่น ไม่ใช่คนที่ใช้แรงงานหรือกรรมกรที่รับจ้างรายวันตรงตึกที่เพิ่งสร้างแถวนี้แน่ๆ

แต่แล้วในขณะที่คนขายคิดว่าคงจะเริ่มอิ่มกันแล้วล่ะมั้ง ก็ต้องตาเหลือกเมื่อทั้งสามคนตะโกนสั่งเพิ่มอีกคนละถ้วย

'ไอ๋หย๋า ลูกผัวไควะ กินเหมือนห่าลง'



“มีแรงแล้วโว้ย ค่อยยังชั่ว”

ไม่ใช่เสียงของจน์หรือภีมแต่เป็นชีวินที่เดินไปลูบท้องไปปากก็คาบไม้จิ้มฟันไว้ ดูไม่จืดจริงๆ

“แกมารู้จักร้านนี้ได้ยังไงวะ ไกลขนาดนี้”

“เด็ดใช่ไหม ฉันบอกแล้ว”

“ก็ใช้ได้”

“ใช้ได้มากเลยไอ้พจน์ แกกินไปห้าชาม”

คนถูกดักคอไม่ตอบโต้ จริงๆก็อร่อยอย่างที่มันบอกเพราะไม่ค่อยได้เจอร้านก๋วยเตี๋ยวที่ใส่ใจตั้งแต่การปรุงน้ำซุปให้เข้มข้นกับตุ๋นกระดูกจนเปื่อยแบบนี้มานานแล้ว

“ไหนๆก็เดินมาทางนี้แล้ว ฉันจะพาพวกแกไปไหว้พระเผื่ออะไรๆมันจะคลี่คลาย อยู่ใกล้ๆนี่เอง เดินแป๊บเดียวก็ถึง”

พจน์นิ่ง ส่วนภีมก็ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่ช่วยดูสภาพหน่อยได้ไหมไอ้วิน ผู้ชายร่างถึกสามคนดูเหมือนโจรที่เพิ่งหลุดมาจากดงเดินเข้าวัด ไม่มีธูปเทียนดอกไม้ในมือ พระท่านจะคิดว่าพากันเข้าไปปล้นหรือเปล่าวะ

แต่จะว่าไปมันก็ผ่านไปนานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เข้าวัด คงตั้งแต่บวชสามเณรภาคฤดูร้อนละมั้ง นั่นมันก็ผ่านมาเป็นชาติแล้ว ส่วนคนที่เจ้ากี้เจ้าการก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ผู้หญิงหนึ่งเดียวในใจที่อยู่ไกลกันเกือบครึ่งโลก

“เข้ามาไหว้ข้างในสิโยม”

พจน์หันไปทางต้นเสียงเพราะมัวแต่คิดนั่นคิดนี่เรื่อยเปื่อยจนไม่แน่ใจว่าเดินมาไวหรือวัดอยู่ใกล้จริงๆอย่างที่ชีวินมันบอกกันแน่

ร่างสูงถอดรองเท้าแล้วคลานตามน้องชายกับชีวินที่หันไปกราบพระสงฆ์แล้ว ส่วนตัวเองที่เข้าไปทีหลังก็พนมมือขึ้นจรดเหนือหน้าผากแล้วน้อมจิตน้อมใจก้มกราบพระประธานองค์ใหญ่สีเหลืองนวลผ่องอย่างสวยงามที่สุดเท่าที่ลูกผู้ชายคนหนึ่งจะทำได้ จากนั้นก็หันไปกราบพระสงฆ์รูปที่ทักตนเมื่อครู่เสร็จแล้วก็หมายจะคลานออกมา

“มีเรื่องอะไรหรือโยม?”

“ครับ?”

พจน์ชะงักแล้วเปลี่ยนเป็นนั่งพับเพียบเพราะไม่แน่ใจในคำถามของพระท่าน

“ตาโยมดูเหนื่อย”

“ครับ ผม มีเรื่องไม่สบายใจนิดหน่อยครับ” พจน์ตอบเลี่ยงๆ

“ทุกสิ่งบนโลกนี้มันมีที่มาที่ไปของมันนะโยม”

“ครับ”

“อาตมาเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีเรื่องสบายใจกันทั้งนั้น มันเหมือนกับการโดนทดสอบ ถ้ารู้ว่าปัญหามันมีมาตั้งแต่รากตั้งแต่โคนแล้วถ้าขุดรากนั้นทิ้งไปซะมันจะหมดไปไหม แต่ถ้ารู้แล้วว่าอยู่ที่รากแต่จะตัดแค่ปลายไม่นานมันก็จะงอกออกมาใหม่ไม่สิ้นสุด”

“ครับ ผมจะจำไว้”

“โยมเชื่อเรื่องเวรกรรมไหม?”

“กระผมเชื่อครับ” พจน์พนมมือก้มกราบ

“ไหว้อาตมาแล้วก็อย่าลืมกลับไปไหว้พระที่บ้านล่ะ ไม่มีพระที่ไหนยิ่งใหญ่กว่าพระอรหันต์ที่บ้านหรอกโยม ขนาดพระอย่างอาตมายังสู้ไม่ได้เลย ไหว้แล้วก็ขอพร พรจากปากพ่อแม่เป็นพรที่ประเสริฐที่สุด บางทีเรื่องไม่สบายใจที่โยมมีโยมอาจจะเห็นทางสว่างก็ได้”

พจน์ก้มหน้ามือจรดหน้าผากเหมือนรับคำสอน แต่พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นแต่ชายผ้าเหลืองไวๆเดินหายเข้าไปด้านในแล้ว ร่างสูงจึงหันไปก้มกราบลาพระประธานอีกครั้งแล้วเดินออกมาสมทบกับสองคนที่ยืนรออยู่ด้านนอก

“มีใครส่งข่าวอะไรมาบ้างไหม?”

“ยัง”

พจน์ได้ยินแล้วถอนหายใจ หันไปมองโบสถ์ที่เด่นตระหง่านอยู่เบื้องหลัง 

'แล้วผมควรจะเริ่มจากตรงไหนก่อนดีละครับ?'


..............................................


เปลือกตาสีอ่อนที่เอาแต่หลับพริ้มมาหลายวันในที่สุดก็เริ่มขยับยุกยิก แล้วค่อยๆปรือขึ้น แต่ไม่นานหลังจากที่ปรับโฟกัสภาพได้ชัดเจนคิ้วเรียวก็เริ่มขมวดมุ่น มองโคมไฟระย้าแก้วคริสตัลที่ห้อยอยู่บนเพดานนิ่งนานเพราะไม่คุ้นกับโคมไฟแบบนี้มาก่อน

“เอ๊ะ!”

มือบางเริ่มป้ายเปะปะไปบนผ้าปูที่นอนเนื้อดีที่กำลังนอนทับอยู่ นอกจากความนุ่มแล้วตะวันยังเริ่มรู้สึกแปลกๆเพราะไม่ชิน ลำแขนเรียวที่กำลังจะยืดออกเพื่อบิดขี้เกียจก็พลันชะงักกึกเหมือนเครื่องยนต์ขัดข้อง แล้วเอาแขนตัวเองมาจ้องเหมือนไม่เคยเห็น

เสื้อแขนยาว?

นี่ละเมอใส่เสื้อแขนยาวนอนด้วยเหรอเนี่ย?

คิดพลางตลบผ้าห่มสีขาวออกจากตัวแล้วลุกขึ้นนั่ง มันสะอาดและหอมมากเลยละ แต่ทำไมไม่เห็นมีอะไรคุ้นตาเลยซักอย่าง คิดแล้วก็ไถลตัวลงจากเตียง จากนั้นก็ลูบแขนลูบขาตัวเองเพื่อสำรวจ

“ไม่เจ็บตรงไหนนี่นา ไม่เป็นไรเลย เอ๊ะ? หรือว่าเรากำลังฝันอยู่? ........อูยยย!” 

ผิวเนื้อตรงหลังมือแดงขึ้นมาทันตาเห็นเพราะคนที่คิดว่ากำลังฝันอยู่ทำการหยิกตัวเองเต็มที่เพื่อพิสูจน์ แต่ความเจ็บที่ได้มามันก็ไม่น่าจะใช่ฝันแล้วล่ะ

ตะวันขมวดคิ้ว หรือจะเป็นโรงพยาบาล แต่ถ้าใช่มันก็น่าจะมีอะไรที่เป็นสัญลักษณ์พอที่จะบอกได้ว่าที่นี่คือที่ไหน แต่นี่ไม่เห็นมีอะไรสักอย่าง

แล้วสมองก็เริ่มคิดทบทวนว่าตัวเองเป็นใคร

ก็จำได้นี่นา

ตะวันยิ้มกว้าง รู้สึกดีใจที่ตัวเองไม่ได้เลอะเลือนไปอย่างที่คิด จำได้ทั้งที่ทำงาน บ้านอยู่ไหน คนรู้จัก จำได้แม้กระทั่ง......

!!!!

ภาพเหตุการณ์วันนั้นวิ่งเข้ามาในหัวเหมือนวีดีโอที่ถูกฉายซ้ำ หน้าหวานหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาคนคุ้นเคย แต่แล้วความแปลกตาของห้องนอนที่ไม่รู้ว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงก็สู้ภาพที่ปรากฏอยู่ภายนอกหน้าต่างไม่ได้เลยสักนิดเดียว

ตะวันอ้าปากค้างไม่พอ ตายังค้างอย่างไม่อยากเชื่อ นอกจากไม่เชื่อแล้วยังยกมือขยี้ตาตัวเองแล้วมองใหม่ สะบัดหัวแล้วขยี้ตาซ้ำแล้วทำเหมือนเดิม แต่ภาพที่ได้ก็ไม่เปลี่ยนไปซักที โดยเฉพาะเกร็ดสีขาวที่เกาะขอบหน้าต่างกับภาพข้างนอกที่ขาวโพลนไปหมดบวกกับภาพที่มีเม็ดสีขาวตกลงมาหนักจนเหมือนกับฝนโปรยปรายนั่น ทำให้ร่างบางสืบเท้าเข้าไปมองใกล้ๆ เพื่อให้แน่ใจว่ามันไม่ใช่ทีวีจอใหญ่ที่กำลังเปิดสารคดีขั่วโลกเหนือทิ้งเอาไว้

หิมะเหรอ?

หิมะจริงๆด้วย!

ใบหน้าหวานเจือทั้งความสงสัยและความรู้สึกตื่นเต้นไปพร้อมๆกัน แต่เสียงแกร็กของลูกบิดประตูเหมือนมีใครกำลังเปิดเข้ามาทำให้ตะวันหันไปยิ้มกว้างเพราะคิดว่ายังไงก็ต้องเป็นพจน์แน่ๆ

“โอ มาย ก๊อดชชช!”

เสียงอุทานเป็นภาษาต่างด้าวพร้อมกับหญิงผมบลอนวัยกลางคนยกมือขึ้นปิดปากทำให้ตะวันหุบยิ้มฉับ มองสบตาสีน้ำตาลอ่อนที่กำลังเบิกโตเป็นไข่ห่านเหมือนได้เห็นของแปลก แล้วฝ่ายหญิงก็เป็นฝ่ายผลุบออกนอกประตูไปปล่อยให้ตะวันยืนอึ้งอยู่อย่างนั้นเพราะแปลกใจจนไม่ทันได้เรียกไว้

อะไรอ่ะ

เมื่อกี้ใครกัน ไม่ใช่คนไทยแน่ๆ แต่ที่อยากรู้คือที่นี่มันที่ไหนกัน?

ความสงสัยที่มีมากแต่เดิมเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว ทำให้ร่างบางรีบเดินไปยังประตูบานที่เพิ่งถูกปิดลงเผื่อว่าพจน์อาจจะอยู่ข้างนอก หรือจะเป็นใครก็ได้ที่สามารถให้คำตอบว่าที่นี่คือที่ไหน ทำไมมันถึงมีหิมะขาวโพลนไปหมดเหมือนไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทย

คิดมาถึงตรงนี้ร่างบางก็ชะงักกึก

ชัดเลย

ก็มันไม่ใช่ประเทศไทยไง เมืองไทยมีหิมะที่ไหนกัน ตั้งแต่เกิดมาจนป่านนี้ยังไม่เคยเห็นมีหิมะตกที่บ้านเลยซักครั้ง แล้วมาโผล่ที่นี่ได้ยังไง?

เดี๋ยวนะ.....หรือว่าพจน์พามา ….ทำไมล่ะ ให้เซอไพร้เหรอ? นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ โอยยยย!!!

ตะวันเริ่มมึนหัว ขัดแย้งและไม่สมเหตุสมผลจนตีกันยุ่งไปหมด ในจังหวะนั้นเองประตูห้องก็ถูกเปิดเข้ามาอีกครั้ง แต่ในคราวนี้นอกจากจะเริ่มมึนหัวแล้วตะวันกลับยิ่งเอ๋อหนักเมื่อเห็นฝรั่งแปลกหน้าสี่คนเดินเข้ามาใกล้ เท่านั้นแหละร่างบางต้องรีบถอยหลังอย่างระวังตัวเพราะไม่รู้จักใครเลย และไม่รู้ด้วยว่ามาดีหรือมาร้าย แล้วดูหุ่นแต่ละคนเถอะ กินข้าวกับอะไรถึงได้ตัวใหญ่ขนาดนี้

“ฮ....ฮ...ไฮ”

เอาวะ ยังไงก็เซไฮไว้ก่อน …..

ทักเขาแล้วก็ยิ้มสิตะวัน คนหน้าหวานบอกตัวเอง แต่ไหงอารมณ์มันถึงได้ตรงข้ามขนาดนี้ล่ะ

ตะวันมองไปที่คนแปลกหน้าขณะที่ตาเริ่มมีน้ำซึม คิดถึงพ่อแก้วแม่แก้วไว้ ทำไมตัวเองถึงมาอยู่ที่นี่ได้ อยากจะถามแต่ไหงขากรรไกรมันไม่ยอมขยับซักที อีกทั้งเริ่มกลัวเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง เดาไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ซ้ำคนพวกนี้ทำไมไม่มีใครยิ้มหรือพูดทักทายให้ดีใจเลยสักนิดล่ะ

“เดี๋ยวเถอะ น่าตีจริงๆเด็กพวกนี้!”

ขณะที่น้ำตาจวนเจียนจะหยดแหล่ไม่หยดแหล่ ตาหวานก็พลันเบิกโพลงเมื่อได้ยินภาษาไทยชัดเปรี๊ยะดังเข้าหู ไม่นานหลังจากนั้นเจ้าของเสียงก็ปรากฏตัวตรงช่องประตูและไม่รีรอสักนิดที่จะเดินตรงดิ่งเข้ามาหาตะวัน

“โถ ตาแดงเชียว ตกใจเหรอจ๊ะ โอ๋ โอ๋ โอ๋ ไม่เอาลูกไม่ต้องร้อง”

เคยมีใครบอกไหมว่าเวลาเด็กจะร้องให้ห้ามโอ๋เด็ดขาดเพราะยิ่งโอ๋จะยิ่งร้องหนักว่าเดิม แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นอย่างนั้น

จุดอ่อนอีกอย่างหนึ่งของตะวันที่ไม่เคยมีใครรู้ความลับนี้นอกจากยายที่เสียไป ทำให้น้ำตาเม็ดโตๆร่วงกราวลงมาทันทีที่ได้ยินคำพูดต้องห้าม

เด็กหนุ่มกลั้นสะอื้นจนปากสั่นเมื่อนิ้วนุ่มๆของหญิงนิรนามคนที่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนปาดน้ำตาออกจากแก้มให้อย่างเบามือ พลางลูบหัวลูบไหล่ให้อย่างปลอบประโลม

สัมผัสอ่อนโยนกระแทกเข้ากลางหัวใจเล็กๆที่กำลังโหยหาอย่างจัง

อยากจะบอกใครสักคนว่าตัวเองไปเจอกับอะไรมา

อยากจะฟ้องว่ามีใครรังแก

อยากได้ยินเสียงปลอบว่าตอนนี้ปลอดภัยแล้ว ไม่เป็นอะไรแล้วและกอดเอาไว้แน่นๆเพื่อยืนยันสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องจริงทำให้ตะวันคิดถึงยาย

เพียงไม่นานร่างบางก็ยอมแพ้ตัวเอง สะอื้นฮักออกมาเหมือนเด็กชายตัวเล็กๆคนหนึ่ง

คุณพีรดากอดหนุ่มน้อยที่นางเพิ่งรู้จักไว้ ไม่ได้พูดอะไร และไม่ได้นึกรังเกียจเมื่ออีกฝ่ายซุกหน้าลงกับอกอุ่นๆแล้วกอดตนไว้แน่นราวกับยึดไว้เป็นที่พึ่ง

ตรงกันข้าม

นางกลับกอดร่างบอบบางที่เหมือนจะปลิวลมได้ทุกเมื่อไว้แน่น ทำตาดุไปยังเด็กหนุ่มตัวโตอีกสี่คนที่พากันยิ้มกว้างและขยับปากบอกใบ้ว่าอย่าเพิ่งพูดอะไรออกมาตอนนี้เชียว

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานกี่นาที และคุณพีรดาเองก็ใจเย็นพอที่จะนิ่งรอ ภายในห้องนอนที่ใช้รับแขกจึงค่อนข้างเงียบเมื่อคนทั้งหมดสามัคคีทำเหมือนกัน มีเพียงเสียงสะอื้นเล็กๆให้ได้ยินเป็นพักๆเท่านั้น

“ขอโทษครับ”

ในที่สุดเสียงอู้อี้ก็ดังขึ้นทำงายความเงียบทั้งหมด ตะวันขยับตัวเองออกจากอ้อมกอดของอีกฝ่ายมานั่งตัวตรง แล้วก็ทำหน้าไม่ถูกเมื่อเห็นทุกคนยังอยู่กันครบแถมยังมองมาทางนี้เป็นตาเดียว

หลังมือที่กำลังจะเช็ดน้ำออกจากหน้าถูกห้ามไว้ แล้วถูกซับด้วยทิชชู่นุ่มๆแทน

คุณพีรดายิ้มอ่อนโยน ยกมือรับนิ้วเรียวขาวเมื่อหนุ่มน้อยพนมมือไหว้ตนอย่างธรรมเนียมไทยแท้อย่างอายๆเพราะดูเหมือนจะเพิ่งนึกได้เอาตอนนี้

“ไหว้พระเถอะจ๊ะ”

“ทำไมถึง?”

คำถามที่อยู่ในหัวประเดประดังเข้ามาจนทำให้คนอยากถามสับสนว่าจะถามคำถามไหนก่อนดีที่จะไม่เสียมารยาท แต่นั่นไม่ใช่คุณพีรดาที่มองออกตั้งแต่แรก

“สงสัยเหรอจ๊ะ?”

ตะวันพยักหน้าคอแทบหลุด สงสัยสิ มากๆด้วย

“ฉันชื่อพีรดาจ๊ะ หนูจะเรียกฉันว่าแม่แพรเหมือนคนอื่นๆก็ได้ เอ้า แนะนำตัวเองซิจ๊ะอย่ามัวแต่เก็กหล่อ”

“เก็กหล่อตรงไหนฮะ ก็เมื่อกี้แม่ห้ามไม่ให้พูด ไง ฉันแม็ค”

“ฉันเจ”

“ฉันโคลด์”

“ฉันแดนี่ เรียกว่าแดนก็ได้”

เพราะมัวแต่คิดว่าทำไมคนที่มีหน้าตาออกไปทางตะวันตกแท้ๆถึงได้พูดภาษาไทยได้ไม่ผิดเพี้ยนขนาดนี้ทำให้ตะวันจนลืมแนะนำตัวเองไปซะได้

“แล้วหนูชื่ออะไรลูก?”

“ผม ผมชื่อตะวันครับ สวัสดีครับ” ว่าแล้วก็ยกมือไหว้ทันทีทำเอาสี่หนุ่มรีบบอกด่วนจี๋

“เฮ้ย! ไม่ต้องไหว้สิ รู้สึกว่าฉันกับนายจะอายุเท่ากัน”

“ฉันก็ด้วย”

หา....

ตะวันตาโตอย่างไม่อยากเชื่อ ดูไม่ออกเลยจริงๆว่าจะอายุเท่ากัน ….แต่เดี๋ยวก่อน รู้ได้ยังไงว่าอายุเท่าไหร่ จำได้ว่ายังไม่ได้บอกอะไรใครเลย

“ทีนี้เราก็รู้จักกันแล้ว ตะวันหิวไหมลูก”

“เอ่อ.....”

จ๊อกกกกก!!!!!

ปากยังไม่ทันจะอ้า ร่างกายที่เหมือนจะอยากได้อาหารก็ประท้วงออกมาอย่างแรงจนเจ้าของมันก้มหน้างุด

“หิวแล้วสินะ ไม่ได้ทานอะไรเลยตั้งหลายวัน ไป งั้นเราออกไปทานข้าวกันก่อน”

“เดี๋ยวครับ”

ตะวันคว้ามือนุ่มๆไว้แน่น “บอกผมหน่อยได้ไหมครับว่าที่นี่ที่ไหน.... ทำไมถึงมีหิมะตกอยู่ข้างนอกนั่นล่ะครับ ที่นี่ไม่ใช่เมืองไทยเหรอครับ แล้วคนอื่นๆ....?”

“คนอื่นๆเหรอจ๊ะ”

“ครับ เจ้านายผมเขามาด้วยไหม คุณภีม คุณชีวิน แล้ว....”

“เอาละ เอาละ แม่ว่าเราออกไปทานข้าวกันก่อนดีกว่า ก่อนที่หนูจะเป็นลมแล้วหลับไปอีก ไว้หลังจากนั้นเราค่อยมาคุยเรื่องนี้กัน ตกลงไหม?”

“ตกลงครับ”

“ดีจ่ะ งั้นไปกัน”

ตะวันกุมมือคุณพีรดาไว้แน่นเพราะรู้สึกว่าเธอเป็นคนเดียวที่น่าไว้ใจที่สุดในตอนนี้

ตาหวานมองประตูไม้แสนหรูหราที่เดินผ่านมาหลายห้องอย่างสนใจ จนเมื่อเดินพ้นด้านในออกมาสู่ตัวบ้านด้านนอกแล้วเลี้ยวอีกครั้งซึ่งแน่ใจแล้วว่าเป็นห้องอาหารขนาดใหญ่เพราะไม่ได้มีเพียงแต่เพื่อนใหม่ที่เพิ่งรู้จักกันเมื่อครู่เท่านั้นที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว แต่ยังมีเมดถึงห้าคนยืนเรียงแถวคอยอย่างมีระเบียบ กับผู้หญิงคนที่เพิ่งอุทานแล้ววิ่งออกมาเมื่อครู่ก็ยืนอยู่ด้วย

“เมื่อสักครู่เรากำลังจะทานอาหารเช้ากันจ่ะ แต่คาร่าวิ่งหน้าตื่นมาบอกว่าหนูตื่นแล้วก็เลยพากันลุกไปยังไม่มีใครทันได้ลงมือกันสักคน”

“ขอโทษครับ”

“ไม่ไม่ เราไม่ได้ว่าอะไรหนูนะลูก แต่เราดีใจที่หนูตื่นขึ้นมาและได้มาทานอาหารด้วยกันแบบนี้”

“ขอบคุณครับ”

แม้จะมีความสงสัยมากมายแต่มาถึงตอนนี้ตะวันกลับรู้สึกดีขึ้นอย่างบอกไม่ถูก หลังจากพึมพำขอบคุณคนที่ยกข้าวต้มมาวางตรงหน้าก็พบว่าตัวเองหิวมากขนาดจัดการข้าวต้มถ้วยใหญ่ได้หมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว

หลังจากเสร็จจากมือเช้าที่ไม่ค่อยจะเช้าเท่าไหร่คุณพีรดาก็พาตะวันมานั่งอีกห้องหนึ่งซึ่งนางบอกว่าเป็นห้องนั่งเล่นที่เอาไว้เวลาครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ตะวันก็ไม่ยักกะเคยเห็นห้องนั่งเล่นที่ไหนใหญ่และกว้างแถมมีเก้าอี้สำหรับนั่งเล่น โซฟาเบดสไตล์ต่างๆหลายตัวราวกับร้านขาย สงสัยจริงว่าน่าจะมีคนอาศัยอยู่ที่นี่เยอะ

แม้จะวางใจขึ้นว่าหน่อยแล้วว่าคนเหล่านี้คงไม่ทำอะไรที่เป็นอันตราย แต่ความแปลกใจก็ยังมีมาก มากเสียจนมันแสดงออกมาทางสายตาเวลาที่คุณพีรดากับลูกชายของนางพูดคุยโต้ตอบกันด้วยภาษาไทยอย่างเคยชิน แม้แต่คำพูดแซวเล่นหรือคำแสลงที่ไม่คิดว่าฝรั่งจะรู้จัก แต่ทุกคนกลับพูดตอบโต้กันอย่างคล่องแคล่วเสียจนตะวันคันปากยิบๆ

“เอาละจ่ะ คราวนี้สงสัยอะไรถามมาได้เลย”

“ที่นี่คือที่ไหนเหรอครับ?”

สิ่งที่คาใจที่สุดก็เห็นจะเป็นตรงนี้ละ

“อเมริกาจ่ะ”

คุณพีรดายิ้มเอ็นดูเมื่อเห็นตากลมโตเบิกโพลง “คงอยากรู้ว่าหนูมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงใช่ไหม?” ตะวันพยักหน้า และยังกระเถิบเข้าไปหาอีกประมาณว่ารีบๆเล่ามาเร็วเถอะครับ ผมอยากรู้ใจจะขาดแล้ว

“มันเป็นเรื่องบังเอิญน่ะจ่ะ พวกเขาไปทำธุระให้แม่ที่เมืองไทย แต่ในระหว่างที่กำลังทำงานก็ไปเห็นสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรเข้า หนูจำได้ใช่ไหมว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง?”

ตะวันพยักหน้า วันนั้นจำได้ว่ากำลังเดินเที่ยวอยู่กับรินทร์แต่หลังจากหลงเข้าไปเล่นเกมส์แปลกๆนั่นเข้าทุกอย่างก็เริ่มลางเลือนเหมือนจะจำได้บ้างไม่ได้บ้าง

“ทีแรกพวกเรากะว่าจะดูอยู่เฉยๆ”

“แต่เฉยไม่ไหว เพราะดูเหมือนนายตอนนั้นจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย”

ใช่ ตะวันยอมรับ ที่ผ่านมาก็อยู่กับพจน์ตลอดจึงไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แม้ขนาดอยู่ด้วยกันแท้ๆยังไม่วายเจอดีเข้าจนได้ และก็เชื่อด้วยว่าตอนนี้พจน์คงกำลังเป็นห่วงมากแน่ๆ

หน้าหวานหมองลงไปนิดเมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ไม่ทันเห็นแววตาอ่อนแสงของผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างกัน

ดังนั้นทุกคำถามทุกอย่างที่คาใจก็ถูกปล่อยออกมาแบบไม่มีกั๊กแม้กระทั่งภาษาไทยที่ใช้คุยกันอยู่นี่ก็ถามซะด้วยเลย แม้มันออกจะเป็นเรื่องไร้สาระไปซักหน่อย เพราะเดี๋ยวนี้ภาษาไทยใครๆก็พูดได้ แถมบางคนยังพูดได้ดีและชัดกว่าคนไทยแท้ๆบางคนด้วยซ้ำ

“นายคงไม่อยากรู้หรอกว่าตอนเด็กๆพวกเราต้องถูกทำโทษโดยการให้อดกินของอร่อยที่แม่ทำทุกครั้งเวลาที่ไม่ยอมพูดภาษาไทยกับท่าน”

“ใช่ ใครจะยอม”

หลังจากนั้นก็เล่าเรื่องสัพเพเหระสู่กันฟังและตะวันก็ได้รู้ว่าทุกคนเป็นลูกบุญธรรมที่คุณพีรดาและสามีรับมาเลี้ยงเมื่อหลายสิบปีก่อน เจคอปเป็นเด็กกำพร้าที่แม่ไม่ต้องการ เขาถูกแม่แท้ๆทิ้งไว้ที่ศูนย์รับเลี้ยงเด็กในมิชิแกนตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสองขวบ แดนี่หนุ่มร่างใหญ่ผิวสีที่ยิ้มทีเห็นแต่ฟัน เคยเป็นเด็กไร้บ้านที่เคยอาศัยพื้นที่ซอกตึกเพื่ออาศัยหลับนอน ใช้อาหารที่คนทิ้งประทังชีวิตไปวันๆ เคยถูกรังเกียจและคำพูดดูถูกเพราะสีผิวมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนและถูกหลอกให้ส่งของจนเกือบเข้าไปพัวพันกับยาเสพติดเพียงเพราะเงินไม่กี่เหรียญ

โคลด์เด็กที่หนีออกจากบ้านเพราะถูกพ่อเลี้ยงตบตีอย่างไร้เหตุผลครั้งแล้วครั้งเล่าจนทนไม่ไหวเพราะแม่ไม่เคยใส่ใจความรู้สึกของลูกมากไปกว่าคำยุแยงของพ่อเลี้ยง ส่วนแม็คซิมัสก็มีชีวิตไม่ต่างกับสามคนแรกเท่าไหร่นัก

ก่อนที่ทุกคนจะโคจรมาพบคุณพีรดาและสามีก็แทบเกือบเอาชีวิตและจิตใจไม่รอด ด้วยเพราะความเป็นเด็กและยังเล็กซึ่งอ่อนต่อโลกมาก ซึมซับทุกอย่างที่เข้ามาได้ง่ายจึงทำให้จิตใจแข็งกระด้าง ปิดกั้นตัวเอง ไม่เคยรู้ว่าในโลกนี้ยังมีอีกด้านหนึ่งเสมอ และกว่าคุณพีรดาจะกระเทาะเปลือกที่ห่อหุ้มจิตใจของพวกเขาออกมาได้ขนาดนี้ก็ใช้เวลานานเลยทีเดียว

ชีวิตของพวกเขาไม่ได้สวยหรูมาแต่แรกอย่างที่ตะวันเข้าใจ พวกเขาผ่านอะไรมาตั้งหลายอย่าง ทำให้ตะวันรู้สึกยินดีลึกๆที่ตัวเองยังมียาย ถึงแม้ยายจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับแต่ความรักความเอ็นดูทั้งหมดที่ยายมีให้ก็หลอมรวมกันจนกลายมาเป็นตะวันอย่างทุกวันนี้

น้ำตาที่ไม่รู้ว่าไหลออกมาได้ยังไงจู่ๆก็ไหลลงมาเปื้อนแก้มขาวทำให้คุณพีรดาขยับเข้าไปหาอย่างเป็นห่วง

“หนูร้องให้ทำไมลูก?”

“อ๊ะ!” ตะวันไม่รู้ตัวพลางยกมือขึ้นเช็ดพัลวัน “ขอโทษครับ.....”

“เป็นอะไร เจ็บตรงไหน?”

“คือ ผมอยากจะขอ....ขอให้ไป...เอ่อ” ตะวันกัดปากอย่างไม่แน่ใจ แต่เสียงทักไม่คุ้นหูดังขึ้นก่อนที่จะทันได้เอ่ยปาก

“สวัสดีครับแม่”

“แอล ทำไมกลับมาไวจังลูก เกิดอะไรขึ้น?”

แต่ชายหนุ่มผมบลอนตาสีฟ้าที่เอามือซุกกระเป๋าเสื้อโค้ทตัวใหญ่ไม่ตอบในทันที แต่เดินเข้ามากอดคุณพีรดาที่นั่งอยู่ข้างตะวันแล้วจากนั้นก็หันมาทักแล้วยื่นมือมาตรงหน้า

“หวัดดี ฉันลีออง”

“สวัสดีครับ ผมตะวัน” ท่าทางทำมือแบบเช็กแฮนด์ทำให้ตะวันยื่นมือไปจับแล้วแนะนำตัวบ้าง

“ไม่ต้องพิธีรีตองก็ได้ ฉันกับนายอายุไล่ๆกัน”

อีกแล้วนะ อีกครั้งที่ทำให้ตะวันแปลกใจมาก ทุกคนรู้ได้ยังไงว่าอายุเท่าไหร่และจำได้ว่าตอนแนะนำตัวตะวันยังไม่ได้บอกใครซักคนเลยนี่นา

กำลังจะอ้าปากถามเสียงคุณพีรดาก็ชิงตัดหน้าจนตะวันต้องเงียบฟังอย่างสงสัย

“แล้วพ่อละลูก?”

“กำลังบอกให้คนขนของขึ้นไปไว้บนห้องสมุดครับ ถามเมดบอกว่าแม่อยู่ที่นี่ผมเลยเดินเข้ามาหาแม่ก่อน”

“พ่อมาด้วยเหรอ?”

“ไหนบอกว่าจะกลับวันศุกร์ไง เฮ้ย รอด้วย!...” แม็คตะโกนตามหลังเจดังลั่นแล้ววิ่งแข่งกันออกไป ส่วนอีกสองคนก็วิ่งตามออกไปทันทีเหมือนเด็ก ทำให้ลีอองหันมามองแม่แล้วยังไหล่อย่างเคยชิน แต่คุณพีรดากลับหัวเราะแล้วจับมือตะวันดึงให้ลุกขึ้น

“ไปจ่ะ แม่จะแนะนำตะวันให้รู้จักกับคนพิเศษของแม่อีกคน”

“ครับ”

ด้านนอกค่อนข้างวุ่นวายพอสมควรเพราะกลุ่มชายชุดดำหลายคนเดินสวนกันขวักไขว่ คลายคนช่วยกันยกกล่องสี่เหลี่ยมแบนๆที่ข้างในไม่รู้ว่าเป็นอะไรขึ้นบันไดอย่างระวังและต่างก็พากันโค้งจนหัวแทบจรดพื้นเมื่อคุณพีรดาเดินไปถึง นางแค่พยักหน้ารับและพาคนหน้าหวานที่เดินขึ้นบันไดวนอันแสนหรูหราที่หรูและสวยซะจนตะวันไม่กล้าเอามือตัวเองไปลูบ เพราะถ้าเกิดของเขาเป็นรอยเสียหายแล้วจะมีปัญญาที่ไหนใช้คืน

ตะวันเห็นเพียงด้านหลังของชายร่างสูงใหญ่ที่กำลังกอดอกสั่งการด้วยภาษาอังกฤษรัวเร็ว ด้วยเสื้อผ้าที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงทำให้คิดว่าต้องเป็นชายคนนี้แน่ๆ และก็เริ่มมั่นใจขึ้นเพราะคุณพีรดาเองก็หยุดยืนรอนิ่งๆยังไม่เอ่ยทักไดๆออกไปเพราะดูเหมือนว่าอีกฝ่ายกำลังยุ่ง ทำให้ตาหวานของคนมาด้วยมีโอกาสมองกวาดไปรอบๆห้องที่เพิ่งจะมีโอกาสเข้ามาเห็นเป็นครั้งแรก

ห้องที่เต็มไปด้วยหนังสือนานาชนิดเรียงเป็นตับนับยี่สิบชั้นบนผนัง มีบันไดทางเดินล้อมรอบและเหล็กกั้นเพื่อกันการพลัดตกจากที่สูง แต่ไม่รู้ทำไมพอมองไปมองมาแล้วตะวันชักเริ่มกลัวนิดๆแฮะ อาจจะเพราะคิดว่าถ้าเกิดได้เข้ามาคนเดียวก็หลอนใช้ได้เลยละ

“คุณคะ”

เสียงหวานของพีรดาทำให้ตะวันละตาจากหนังสือมามองบ้าง แต่แล้วก็รู้สึกว่าหัวใจตัวเองกำลังกระตุกอย่างรุนแรงจนเกือบช็อก สาบานได้ว่าตาตัวเองไม่ได้ฝาดและแน่ใจว่าไม่ได้นอนหลับฝันอยู่แน่ๆเมื่อรู้สึกว่ากำลังมองหน้าพจน์อยู่

พจน์แน่ๆ

แต่เป็นพจน์ในเวอร์ชั่นอีกยี่สิบปีข้างหน้า เพราะริ้วรอยเล็กๆตรงหางตาเวลายิ้มเมื่อหันมาเห็นคุณพีรดากับหนวดที่ตัดแต่งอย่างดีเหนือริมฝีปากที่กำลังยิ้มกว้าง

ตะวันรู้สึกว่าตัวเองคอแห้งขึ้นมากระทันหัน แล้วก็เกือบสะดุ้งเมื่อตาคมกริบของชายวัยกลางคนที่ตะวันเพิ่งเคยเห็นหน้า เอ หรือจะบอกว่าคุ้นหน้าดีหันมามองเขม็ง บวกกับคำพูดที่ทำเอาตะวันอยากทรุดตัวลงแล้วหลอมละลายหายไปกับพรมนุ่มๆที่กำลังยืนอยู่ตอนนี้จริงๆ

“คนนี้เหรอของเจ้าคนโต”

“ค่ะ”

คุณพีรดาตอบแล้วหันมายิ้มให้ตะวันเหมือนเป็นกำลังใจ แต่เหตุไฉนคนหน้าหวานกลับขยับปากยิ้มตอบกลับไปไม่ได้

ทั้งเนื้อทั้งตัวก็เริ่มสั่นขึ้นมาเหมือนเจ้าเข้า แถมยังหนาวยะเยือกทันทีที่รู้สาเหตุ

แต่ที่แน่นอนที่สุดตอนนี้หัวใจดวงเล็กแทบจะหยุดเต้นลงในทันทีที่เริ่มประติดประต่ออะไรบางอย่างในหัวได้ สาเหตุเพียงหนึ่งเดียวที่พอจะทำให้นึกอะไรออกบ้างก็ตอนเห็นใบหน้าคมคายของชายวัยกลางคนที่เป็นแม่แบบ เอ้ย พ่อแบบที่พจน์ได้ก็อปปี้เอาไปชนิดไม่ผิดเพี้ยนกันเลยสักนิดเดียวนี่เอง



.............................................................................................

แม่แพรบอกเป็นเรื่องบังเอิญใช่ไหม?

ช่ายยยยยย

แต่แค่เรื่องที่ตะวันอยู่ในอันตรายเท่านั้นนะ นอกนั้นเจตนาล้วนๆ ข่ะ

เอิ๊ก! เอิ๊ก! เอิ๊ก! 

มีคนสงสารพจน์ ก็น่าสงสารอยู่นะ เมียหาย ไม่รู้ว่าหายไปไหน 

ตอนหน้าพจน์จะยิ่งน่าสงสารหนักกว่านี้อีก 

เป็นยังไงมาลุ้นกันนนนนน!!!!!





ความคิดเห็น