ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : PAPII :)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.8k

ความคิดเห็น : 40

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ม.ค. 2561 18:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
PAPII :)
แบบอักษร

“ว่าไงครับ เมื่อวานก็เจอกันแล้วไม่ใช่หรอถ้าหมอจำไม่ผิด”


โทนเสียงนุ่มทุ้มที่ใช้เป็นประจำทุกวันกับคนไข้ของออฟ หรือพี่หมอออฟของสาวๆทั้งโรงพยาบาลตั้งแต่พยาบาลจนถึงคนไข้ทั้งสาวแท้สาวเทียมที่ทำทีเป็นป่วยเล็กๆน้อยๆเพียงเพื่อให้ได้มานั่งมองหน้าคุณหมอสุดหล่อคนนี้เท่านั้น


“วี๊ดดด มึงง พี่หมอจำกูค่า มีใจแน่นอนน” กลุ่มเด็กนักเรียนชายที่ดูอย่างไรก็รู้ว่าเด็กเหล่านี้เป็นชายแค่เพศสภาพเท่านั้น กำลังหันไปวี๊ดว๊ายใส่กันหลังจากที่เขาเพียงเอ่ยทักตามมารยาทเท่านั้น ซึ่งนั่นกลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเขาไปเสียแล้ว


“ว่าไงครับ สรุปว่าวันนี้เป็นอะไรดี”


“เมื่อคืนหนูนอนไม่หลับเลยค่ะพี่หมอ”


“หื้ม เครียดอะไรรึเปล่า”


“เปล่าค่ะ หนูแค่…” สีหน้าสลดลงพร้อมกับน้ำเสียงที่ถูกบีบเล็ก ยิ่งถูกบีบให้ดูแผ่วเบาสั่นเครือให้ดูน่าสงสารที่สุด จนคุณหมอต้องยอมเล่นตามน้ำไปด้วย


“มีอะไรรึเปล่า บอกหมอได้นะ”


“คือ หนูแค่…คิดถึงพี่หมอจนนอนไม่หลับเลยค่ะ วี๊ดดดดด” ทั้งกลุ่มหันไปวี๊ดว๊ายใส่กันอีกครั้งหลังจากเอ่ยแซวคุณหมอหน้าตี๋สุดหล่อคนนี้ได้สำเร็จ


ออฟหลุดหัวเราะให้กับท่าทางคนเด็กๆเหล่านั้นก่อนจะส่ายหน้าไปมาอย่างอ่อนใจ เขาไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดหรือรำคาญแต่อย่างใด สำหรับเขามันดูเป็นสีสันในการทำงานเสียมากกว่า


“หึหึ ครับ พอใจพวกเรารึยังหื้ม หมอจะได้ทำงานต่อ” เอ่ยถามออกไปยิ้มๆ จริงๆการคุยกับเด็กๆพวกนี้ก็คลายเครียดได้ดีเหมือนกัน แต่ติดตรงที่เขามีคนไข้อีกนับไม่ถ้วนรอตรวจอยู่นี่สิ


“อีอุ๊บอิ๊บ พี่หมอไล่มึงอ่ะ”


“ไล่มึงสิอีฟลาวเวอร์”


“โห นั่นชื่อหรอครับ”


“เปล่าค่ะ พวกหนูแค่ไม่อยากพูดคำหยาบต่อหน้าสามีในอนาคต กรี๊ดดดด” หนึ่งในนั้นตอบกลับพลางหันไปแปะมือกับเพื่อนไปมา ก่อนจะเชิดหน้าราวกับตัวเองภูมิใจนักหนาที่ได้เอ่ยแซวเขา


“สรุปว่าจะปล่อยให้หมอไปทำงานได้รึยังครับเนี่ย”


“โถ่ พี่หมออ่ะ มากี่ครั้งก็ไล่ ไม่หวั่นไหวซักนิดเลยหรอคะ” เด็กชายตัวเล็กที่สุดในกลุ่มเอ่ยถามพลางทำสีหน้างอแง


“ฮ่าๆๆ หมอไม่ชอบเด็กครับ”   …หมายถึงเด็กคนอื่นอ่ะนะ


“โห่ยยยย” เสียงโห่ร้องติดไปทางโอดครวญดังออกมาทันทีที่พี่หมอตอบออกมาแบบนั้น ออฟหลุดขำกับท่าทางโอเวอร์แอคติ้งของทุกคนในกลุ่ม ก่อนจะเอ่ยตัดบทเพื่อให้ตัวเองได้ทำงานต่อเสียที


“เอาเป็นว่าเดี๋ยวหมอสั่งวิตามินให้พวกเราคนละชุดแล้วกันนะ จะได้สวยๆกันทุกคนเลยดีมั้ย” พูดพร้อมกับก้มลงเขียนโน๊ตถึงห้องยา


“ป่วยยังไงก็ได้แค่ยา แล้วต้องป่วยเป็นอะไรหรอคะถึงจะได้พี่หมอมาดูแล”


“อ๊ายยยย อีแจมชนะเลิศค่า”


 ออฟยกยิ้มขบขันพลางส่งกระดาษโน๊ตนั้นให้คนนึงรับไว้  “บอกเค้าว่าหมอออฟให้มาเอา แล้วไม่ต้องไปจ่ายเงินนะ หมอให้”


“วี๊ดดดด สายเปย์ด้วยมึงงง”


“อีกระเทยมารยาททราม เค้าให้ของพวกมึงต้องทำไงคะ” หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นเสียงแข็ง จนทุกคนเงียบกริบแล้วเริ่มเรียงตัวเข้าแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่งพร้อมกันจนคุณหมอได้แต่นั่งมองอย่าง งงๆ


“ทำความเคารพพี่หมอ สามสี่ สามสี่!”


“ขอบบคุณค่า” ทั้งหมดยกมือไหว้พร้อมย่อเข่าอย่างสวยงามจนคุณหมอรับไหว้แทบไม่ทัน ก่อนจะเดินเรียงแถวเชิดหน้ากันออกไปราวกับกำลังประกวดนางสาวไทยก็ไม่ปาน


“หึหึ กลับกันดีๆนะสาวๆ” คุณหมอหน้าตี๋ตะโกนส่งท้าย ก่อนจะส่ายหน้าไปมาอย่างอ่อนใจกับเด็กๆกลุ่มนั้น


…ว่าแล้วก็คิดถึงเด็กน้อยของตัวเองจังแฮะ


มือใหญ่คว้าโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาทันทีที่ใจนึก กดปุ่มเพื่อดูเวลาก็พบว่าเป็นเวลาใกล้เลิกเรียนของคนตัวเล็กแล้ว ชั่งใจอยู่พักหนึ่งว่าจะกดโทรไปหาดีมั้ย ด้วยกลัวว่าอีกคนจะไม่ว่างรับสาว แต่สุดท้ายความคิดถึงก็ชนะ


‘ฮัลโหล พี่ออฟ’ รอสายไม่นานเสียงหวานที่คุ้นเคยก็ดังมาตามสาย และเพียงแค่นั้น ความเหน็ดเหนื่อยที่สะสมมาทั้งวันก็แทบจะปลิวหายไปทั้งหมดแล้ว


“เลิกเรียนรึยัง”


‘เลิกแล้วครับ อาจารย์พึ่งปล่อยเมื่อกี๊เลย’


“อืม”


‘พี่ออฟโทรมามีอะไรรึเปล่า’


“เปล่าหรอก พี่แค่…”


บทสนทนาเงียบไป คนหนึ่งรอฟังว่าอีกคนจะพูดอะไร กับอีกคนหนึ่งที่กำลังหลับตานึกถึงรอยยิ้มน่ารักๆและกลิ่นหอมๆของคนปลายสาย ก่อนจะสรุปอาการของตัวเองได้สั้นๆ ว่า


“คิดถึง”


ความเงียบเข้าครอบงำคนทั้งคู่อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ต่างออกไปเมื่อคนหนึ่งกำลังกลั้นยิ้มอย่างหนักเมื่อได้ฟังคำตอบผ่านน้ำเสียงนุ่มทุ้มของคนปลายสาย กับอีกคนที่ปล่อยให้ตัวเองยิ้มออกมากว้างๆยามเมื่อได้บอกความรู้สึกของตัวเองให้อีกคนได้ฟัง


และสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือจังหวะการเต้นของหัวใจที่เปลี่ยนเป็นจังหวะรัวเร็วเพียงจากบทสนทนาเพียงไม่กี่คำ


ไม่สิ…ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน


‘คิดถึงเหมือนกันครับ’


เสียงใสตอบกลับทำเอาคนฟังถึงกับต้องยกมือขึ้นมานวดแก้มของตัวเอง ด้วยไม่สามารถยิ้มออกมาให้กว้างไปกว่านี้ได้แล้ว


…พึ่งเข้าใจที่เค้าบอกว่าปากจะฉีกถึงหูก็วันนี้แหละ


“ให้พี่ไปรับมั้ย”


‘ไม่เป็นไร เดี๋ยวกันไปหาเอง ว่าจะแวะซื้อขนมให้แม่ด้วย’


“แล้วของพี่ล่ะ”


ปลายสายเงียบไปหลังคำถามนั้น สุดท้ายก็เป็นเขาเองที่ต้องเอ่ยตัดบทด้วยกลัวน้องจะลำบากใจ


“เฮ้ย พี่ล้อเล่…”


‘ก็กันไง’


คำพูดสะดุดพร้อมกับจังหวะลมหายใจเมื่อน้ำเสียงแผ่วๆจากปลายสายแทรกมา ปากหนาอ้าค้างด้วยไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ก่อนจะเปลี่บยเป็นคลี่ยิ้มเมื่อสรุปกับตัวเองได้ว่า


…เด็กน้อยของเขาก็ร้ายใช่ย่อย


“เด็กขี้อ่อยเอ้ย เดี๋ยวจะโดน”


‘กันเปล่าอ่อยซะหน่อย คิก ไปดีกว่า แค่นี้นะครับเสี่ยย’


“หึหึ เดี๋ยวเจอกันครับอิหนู” ปลายสายส่งเสียงคิกคักปิดท้ายก่อนจะตัดสายไป


ภาพที่คุณหมอรูปหล่อขวัญใจคนทั้งโรงพยาบาลกำลังนั่งยิ้มให้กับจอโทรศัพท์เหมือนสาวน้อยวัยใสทำเอาเต ตะวัน ถึงกับเบ้ปาก เกือบเดือนแล้วที่เขาได้เห็นไอ้เพื่อนปากหมาคนนี้มีอาการเหมือนคนอินเลิฟ ไม่สิ มันก็อินเลิฟจริงๆนั่นแหละ กับเมียเด็กของมันไง


“มึงเลิกยิ้มแบบนั้นดิ้ไอ้หมอ กูขนลุก” เสียงทักทายของเพื่อนทำให้ออฟพึ่งรู้ตัวว่ามีอีกหนึ่งสิ่งมีชีวิตอยู่ในห้องด้วย แต่ก็ไม่ได้หุบยิ้มอยากที่เพื่อนบอกแต่อยากใด


…ทำไงได้ ก็คนมันมีความสุขอ่ะ


“โอโห อย่ามาทำตาเยิ้มใส่กูไอห่า กูถามจริงๆนี่ได้เมียหรือเมากาววะ ตาลอยเชียวไอสัด”


“ไม่ได้เมากาว”


“…”


“กูเมากัน”


“รำคาญ!”


ออฟหัวเราะเสียงดังให้กับท่าทางของเพื่อนรักที่ทำหน้าหงุดหงิดเหมือนรำคาญเขาเสียเต็มประดา


“รำคาญแล้วมาหากูทำเหี้ยไรครับ เป็นเจ้าของโรงบาลนี่มันว่างมากหรอวะ”


“ก็อยากมาดูเพื่อน กลัวเพื่อนทาผนังห้องตรวจเป็นสีชมพูแล้วคนไข้จะตกใจ”


“ฮ่าๆๆๆ ไอสัด กวนตีน”


สี่โมงคือช่วงเวลาพักของออฟ เขาพึ่งขอแลกเวรทั้งหมดกับคุณหมอคนอื่นๆ และขอไม่รับเวรหลังสี่โมงอีกต่อไป แต่ก็ยังต้องเข้ามาช่วยในกรณีที่โดนโทรตามเมื่อมีผู้ป่วยฉุกเฉิน และแน่นอนว่าไม่มีใครทักท้วงถึงเรื่องนี้ ด้วยรู้ดีว่าคุณหมอคนเก่งต้องเอาเวลาไปใช้กับใคร


“แล้วนี่เมียเด็กมึงยังไม่มาหรอ”


“เมียห่าไร ยังไม่ได้กันโว้ยย”


“ห้ะ…ไอ้ออฟ กูผิดหวังในตัวมึงมาก เสียแรงที่อุสส่าชื่นชม บอกตรงๆว่าหมดศรัทธาไปเลยว่ะ” ท่าทางการส่ายหน้าไปมาราวกับผิดหวังในตัวเพื่อนตัวเองนักหนานั้นทำให้ออฟอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปตบหัวเพื่อนรักอย่างหมันไส้ในท่าทางการผิดหวังแบบโอเวอร์ของมัน


“เวอร์ไปไอสัด แปลกตรงไหนวะ นี่พึ่งอยู่ด้วยกันได้เดือนเดียว”


“ไม่แปลกหรอกถ้าไม่ใช่น้องกันอ่ะ ถ้ากูได้หน้าแบบนั้นมาอยู่ในบ้านนะ บอกตรงๆว่าไม่เกินสองวัน เสร็จ”


“มึงเหี้ยไง”


“จ้า คนไม่เหี้ย สาบานเถอะว่ามึงไม่อยากอ่ะ”


“อยากดิแม่ง คนบ้าไรวะ  แค่นั่งกระพริบตาเฉยๆกูนี่เกือบเสร็จ”


“ไอสัด ไอหมอเหี้ย โอ้ยย ฮ่าๆๆๆๆ”


เตถึงกับปรบมือให้กับคำพูดนั้นเพราะมันสมกับเป็นไอ้หมอเพื่อนเขาจริงๆ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจที่เด็กตัวเล็กๆคนนั้นจะทำให้เพื่อนเขาอาการหนักขนาดนี้ เพราะยอมรับเลยว่าครั้งแรกที่ไอ้หมอเอาเด็กมันมาแนะนำ เขาเองก็เผลอมองค้างไปชั่วขณะหนึ่งเลยเหมือนกัน ยิ่งได้คุยก็ยิ่งรู้ว่าเด็กคนนี้ทั้งน่ารักและน่าเอ็นดู โดยเฉพาะเวลาอยู่กับไอ้หมอเหี้ยนี่ ยิ่งดูอ้อนๆเขินๆ น่ารักเข้าไปใหญ่


…น้องกันน่ารักนะครับ แต่จะน่ารักที่สุดก็เวลาอยู่กับไอ้ออฟนี่แหละ


“แล้วแม่ครูเป็นไงบ้างวะมึง” เอ่ยถามถึงคนไข้ประจำตัวที่คงได้ควบตำแหน่งแม่ยายของเพื่อนในอีกไม่นาน


“ไม่มีอะไรน่าห่วงแล้วแหละ เดี๋ยวก็คงกลับบ้าน กลับไปทำงานได้ปกติ”


“ขายข้าวแกงอ่ะนะ”


“เปล่า กลับไปเป็นครู ที่โรงเรียนที่เค้าควรจะได้สอนอยู่ตั้งแต่แรก” เตพอเข้าใจในสิ่งที่เพื่อนพูด เขาจำได้ว่าไอ้หมอเคยพูดไว้ว่าจะไปซื้อหุ้นที่โรงเรียนที่แม่ครูเล่าให้ฟังว่าโดนเพื่อนโกงมาคืนให้แม่ครู แน่นอนว่ามันไม่เกินความสามารถของไอ้เศรษฐีพันล้านคนนี้หรอก


“ซื้อหุ้นคืนได้แล้วหรอวะ”


“หึ ไม่ได้ว่ะ ตำแหน่งผู้ถือหุ้นแม่งไม่ว่าง”


“อ้าว แล้วแม่ครูจะกลับไปทำงานได้ไง”


“ได้ดิ ในเมื่อซื้อหุ้นไม่ได้ กูก็ซื้อโรงเรียนแม่ง” คำตอบของเพื่อนทำเอาคนฟังเหวอไปชั่วขณะหนึ่ง ด้วยว่าไม่คิดว่าเพื่อนตัวเองจะลงทุนทำถึงขนาดนี้ แต่ก็อดยอมรับไม่ได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาแบบ ‘คนรวยที่กวนตีน’ สมกับเป็นมันดี


“โอโห แก้ปัญหาได้รวยมากครับหมอ”


“แน่นอนครับเพื่อน เพื่อแม่เมียกูทำได้ว่ะ” พูดพร้อมยักคิ้วกวนตีนให้เพื่อน ขณะที่คนฟังถึงกับยกนิ้วให้ความป๋าของคนตรงหน้า แม่งไม่แปลกเลยที่น้องกันจะเรียกมันว่าเสี่ยจนติดปาก


“หลงเด็กชิบหายไอห่า”


“ก็เด็กแม่งน่าหลงชิบหายไง คนอะไรวะยิ้มทีเหมือนกูหลุดไปขี่ม้าโพนี่อยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์อ่ะ แม่งน่ารักจนหายใจไม่ทัน”


กลับมาอีกครั้งกับไอ้สีหน้าเคลิ้มๆตาลอยๆของไอ้หมอ เตทำได้เพียงฟังมันเพ้อหาอิหนูของมันแล้วส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอากับอาการหลงเด็กขั้นโคม่าของเพื่อน


“อาการหนักมากเพื่อนกู”


สองเพื่อนซี๊พูดคุยกันต่ออีกนิดหน่อย ก่อนที่เสียงเคาะประตูจะขัดบทสนทนานั้นเรียกให้คนทั้งคู่กันกลับไปมอง ก่อนที่ใบหน้าหวานจะค่อยๆโผล่เข้ามาช้าๆเหมือนเกรงว่าเจ้าของห้องจะติดธุระอยู่


“อะ เอ่อ พี่เตกับพี่ออฟคุยกันก่อนก็ได้ครับ เดี๋ยวกันรอด้านนอก” น้ำเสียงติดเกรงใจส่งไปให้คนในห้อง ก็เขาไม่รู้นี่ว่าวันนี้พี่ออฟจะมีแขก พี่พยาบาลด้านหน้าไม่เห็นจะบอกอะไรเลย


“ไม่ต้องหรอกครับน้องกัน พี่มาคุยเล่นกับมันเฉยๆ กำลังจะกลับแล้ว” เตพูดพลางลุกขึ้นยืน บอกให้รู้ว่าตัวเองกำลังจะกลับแล้วจริงๆ คนตัวเล็กจึงยอมเข้ามาในห้อง


“พี่เตอยู่กินขนมด้วยกันก่อนสิครับ กันซื้อมาเยอะแยะเลย” สองแขนชูถุงขนมที่ถืออยู่เต็มสองมือ เยอะเสียจนออฟต้องลุกไปช่วยถือไวเอง


“ไม่เป็นไรครับน้องกัน พี่ว่าคนแถวนี้คงอยากอยู่กับน้องกันสองคนมากกว่า” พูดพลางยักคิ้วเพื่อนที่กำลังยกนิ้วโป้งมาให้อย่างถูกใจอยู่ด้านหลังคนตัวเล็กที่ยังคงยืนหน้าแดงเรื่อจากการโดนแซว


“พูดแล้วก็ไปเถอะครับ คนเค้าจะสวีทกัน” แขนแกร่งโอบรั้งเอวบางเข้ามาชิดตัว ก่อนจะก้มลงหอมแก้มใสโชว์เพื่อนไปหนึ่งที และยืนยิ้มรับฝ่ามือบางที่ตีแขนเขาไม่หยุด


“ฮื่ออ พี่ออฟทำอะไรเนี่ยย”


“หอมแก้มกันไง”


“ค่อยหอมได้มั้ยเล่า พี่เตก็อยู่” เอ่ยเถียงเสียงแผ่ว พลางก้มหน้างุดๆ น่ารักเสียจนออฟต้องก้มลงไปฟัดแก้มอีกข้าง


“โอ้ยยยย ยอมแล้ววว ไปแล้วคร้าบบ ไม่ต้องไล่คนโสดแบบกูด้วยวิธีนี้ก็ได้”


“บ๊ายบายนะครับเพื่อนเต” มือหนารีบยกขึ้นโบกมือลาเพื่อนอย่างกวนตีน ก่อนจะโดนฝ่ามือเล็กตีเข้าที่อกอีกทีโทษฐานที่ไล่เพื่อนแบบนั้น


“กลับบ้านดีๆนะครับพี่เต”


“ครับผม…เอ้อ ไอหมอ”


“อะไรอีก”


“กูแค่จะบอกว่า โรงบาลเป็นสถานที่ราชการนะครับ จะทำอะไรก็…เบาๆหน่อยแล้วกันเนอะ”


“พี่เต!!!”


“ฮ่าๆๆๆ” ประตูหน้าเปิดออกพร้อมกับเจ้าของโรงพยาบาลที่ออกจากห้องไปพร้อมเสียงหัวเราะ ก่อนที่ทั้งห้องจะกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง


…แล้วทำไมมันเงียบได้ชวนเขินแบบนี้วะ ฮื่ออ


“อ่ะ เอ่อ พี่ออฟกินขนมมั้ย เดี๋ยวกัน…อุ้บ”


คำพูดที่เหลือถูกดูดกลืนเมื่อปากหน้าก้มลงประกบริมฝีปากบางของคนตัวเล็กโดยไม่ทันตั้งตัว ตากลมเบิกโพล่งอย่างตกใจ ก่อนจะหลับพริ้มลงไปเมื่ออีกคนเริ่มละเลียดชิมริมฝีปากแดงอิ่มของตัวเอง มือเล็กยกขึ้นประคองใบหน้าหล่อคมพลางเอียงหน้าปรับองศารับรสจูบหวานๆของคนพี่โดยอัตโนมัติ สองเท้าก้าวถอยหลังตามทิศทางที่อีกคนชักนำ รู้ตัวอีกทีเมื่อแผ่นหลังแนบไปกับกำแพงห้องเสียแล้ว


“คิดถึง”


 เสียงทุ้มกระซิบความรู้สึกชิดริมฝีปากบางที่กำลังขยับยกยิ้มรับคำพูดหวานๆนั่น ร่างเล็กไม่ได้ตอบสิ่งใดออกไป ทำได้เพียงรั้งใบหน้าอีกคนเข้าหาแล้วบรรจงแนบริมฝีปากลงบนตำแหน่งเดียวกันของอีกคนอีกครั้ง ก่อนจะถอนออกมาช้าๆแล้วยิ้มให้อย่างน่ารัก


“เขินจะตายอยู่แล้วรู้มั้ย” ออฟยิ้มรับคำพูดนั้น นิ้วโป้งยกขึ้นไล้พวงแก้มแดงเรื่อไปมาอย่างรักใคร่


“รู้ครับ เพราะพี่ก็ตั้งใจทำให้เราเขินอยู่นี่ไง”


กันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังหน้ามืดตาลายกับรอยยิ้มอุ่นๆที่อีกคนมอบให้ สุดท้ายก็ต้องก้มหลบสายตาของคนตรงหน้า เพราะไม่อยากให้หัวใจทำงานหนักไปมากกว่านี้  


“กะ…กันอยากกลับบ้านแล้ว”


“หึหึ ครับๆ กลับบ้านกันเนอะ” กายสูงผละออกมามองผลงานตัวเอง พลางยกยิ้มให้กับท่าทีที่บอกให้รู้ว่าเขาทำให้คนตรงหน้าเขินมากขนาดไหน


“หยุดมองได้แล้วพี่ออฟ” พูดพร้อมกับยกมือขึ้นปิดตาคนตัวโตด้วยไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับสายตานั้นดี “มองอยู่ได้ ไม่กลัวกันหัวใจวายรึไง” น้ำเสียงงอนๆเอ่ยทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกไปหยิบถุงขนมทั้งหมดมาไว้ในมือ เป็นการบอกกลายๆว่าตัวเองจะกลับบ้านแล้ว ออฟยกยิ้มให้กับความน่ารักนั่น ก่อนจะเดินไปเก็บเอกสารใส่แฟ้มและของใช้ของตัวเองแล้วแย่งของทั้งหมดในมือน้องมาถือไว้อีกที


“ไม่เอา ให้กันถือบ้างสิ”


สุดท้ายผลที่ออกมาจึงกลายเป็นภาพที่พี่ๆพยาบาลต้องอมยิ้มให้กับความน่ารักของคนทั้งคู่ เมื่อคนตัวเล็กเดินยิ้มพอใจออกมาพร้อมกอดแฟ้มเอกสารที่บางแสนบางของคุณหมอไว้พลางยกมือบ้ายบายพี่ๆทุกคนอย่างสดใสจนอดไม่ได้ที่จะโบกมือตอบ ขณะที่สองมือของคุณหมอเต็มไปด้วยถุงขนมและผลไม้ที่อีกคนซื้อมาให้ยังไม่รวมเป้บนหลังที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นของใคร ร่างสูงจึงทำได้เพียงพยักหน้ารับไหว้จากทุกคนที่เดินสวนไปเท่านั้น


…หมดกันมาดคุณหมอคูลๆที่สั่งสมมา


เป็นที่รู้กันว่าช่วงเย็นคือเวลาเลิกงานของคนทั้งกรุงเทพ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจหากท้องถนนจะแออัดไปด้วยรถรามากมายที่สามารถขยับนาทีละเซนสองเซนเช่นนี้และก็ไม่น่าแปลกใจที่มันจะทำให้หลายๆคนหงุดหงิด ถ้าเป็นเมื่อก่อนออฟก็คงรู้สึกไม่ต่างจากคนเหล่านั้น แต่บังเอิญว่าตอนนี้เขามรตุ๊กตาหน้ารถนั่งฮัมเพลงอยู่ข้างๆนี่สิ ถึงได้นั่งยิ้มอย่างอารมดีอยู่ท่ามกลางการจราจรที่ติดขัดแบบนี้ได้


“นี่พี่ออฟ”


“ครับ”


“ทำไมต้องพูดเพราะกับกันด้วยล่ะ”


“หืม ไม่ชอบหรอ”


“ไม่ใช่ไม่ชอบ แต่แบบ…กันเขิน”


ออฟละสายตาจากการจราจรตัดขัดตรงหน้า มามองเด็กตัวเล็กข้างๆทันทีเมื่อได้ยินเหตุผลน่ารักๆที่อีกคนบอก


“หึหึ แล้วจะให้พี่แทนตัวว่าอะไร”


“มึงกูไง แบบที่พูดกับพี่เต”


“เห็นหน้ากันแล้วพี่ใช้มึงกูไม่ลงนี่ดิ”


“ก็ใช้ให้ชินสิ นะนะ ถือว่าช่วยเซฟหัวใจกันแล้วกัน”


…หึหึ ไอ้เด็กบ้านี่


“ครับๆ”


“พี่ออฟ!”


“เออๆ พอใจรึยัง”


“พอใจม๊ากกก” เสียงใสตอบรับก่อนจะกอดแขนซ้ายของพี่ไว้พร้อมกับเอนหัวซบไหล่ถูไถไปมาราวกับกำลังขอบคุณ


กันเป็นเด็กขี้เขิน โดยเฉพาะกับคนตัวโตข้างๆยิ่งทำให้เขินเก่งเข้าไปใหญ่ บางทีแค่จับมือกันคนตัวเล็กก็หน้าแดงแล้ว แต่บ่อยครั้งที่เจ้าตัวมักจะเผลอให้สัมผัสใกล้ชิดกับอีกคนอย่างลืมตัว อย่างเวลาดีใจหรืออยากอ้อน ซึ่งนั่นก็ถือเป็นกำไรสำหรับออฟนั่นแหละ


“แต่มึงเรียกกูพี่ออฟๆแบบนี้ไม่สมกับเป็นอิหนูของเสี่ยเลยอ่ะ”


“แล้วให้กันเรียกว่าอะไร ป๋าหรอ” เอ่ยถามพลางใช้เสียงออดอ้อนเรียกอีกคน ด้วยรู้ว่าคนตรงหน้าแพ้ท่าทีแบบนี้ของตัวเองมากขนาดไหน


“ป๋าขาาา~~~~”


“เดี๋ยวจะโดน”


คนตัวเล็กหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจเมื่ออีกคนแกล้งผลักหัวตัวเองออกไปไกลๆ ขณะที่ออฟเองก็ยกยิ้มเมื่อเห็นอีกคนอารมดีแบบนี้ บรรยากาศในรถเต็มไปด้วยความสบายใจที่ทั้งสองคนมอบให้กัน ฝ่ามือหนาคว้ามือคนข้างกายมากุมไว้ กันมองการกระทำนั้นแล้วยกยิ้ม ก่อนจะเป็นฝ่ายเอนตัวไปกอดแขนพี่ไว้อีกครั้ง สอดประสานฝ่ามือเข้ากับมืออุ่นๆของอีกคน กดจูบลงบนหัวไหล่แล้วส่งยิ้มหวานไปให้ ปิดท้ายด้วยการเอนตัวซบไหล่พี่อย่างที่ชอบทำ


“กันมีความสุขจัง”


“กูก็เหมือนกัน”


…อยากจะขอได้ไหมหยุดเวลานี้ไว้อยู่อย่างนี้ไปนานๆ


ไฟจราจรเปลี่บยจากสีเขียวเป็นสีแดง การเคลื่อนตัวบนท้องถนนจึงหยุดลงอีกครั้ง ในเวลานี้ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้ม บอกรู้ว่าดวงอาทิตย์ใกล้จะลาลับขอบฟ้าเต็มที ออฟก้มมองกลุ่มผมที่ซบอยู่บนลาดไหล่ของตัวเอง ขณะที่คนตัวเล็กเองก็เงยมองพี่เช่นกัน


“จูบมั้ย”


…อยากเก็บความทรงจำที่มีเธอข้างฉันอีกสักพักได้หรือเปล่า


“หึหึ” ไม่มีคำพูดใดๆหลุดออกมา มีเพียงสัมผัสอุ่นๆที่ริมฝีปากกินระยะเวลาเพียงหนึ่งลมหายใจ แต่กลับเพิ่มความอบอุ่นในใจให้คนทั้งได้มากมายเหลือเกิน


…อยากจะขอให้ฟ้ายืดระยะวินาทีนี้ให้นานๆ


ปี๊นนนนน


เสียงแตรจากรถคันหลังเรียกสติคนทั้งคู่ให้หลุดออกจากภวังค์ของกันและกัน ใบหน้าหล่อเหล่ารีบหันกลับมาตั้งสมาธิกับการขับรถ ขณะที่อีกคนยังคงหัวเราะคิกคักอย่างอารมดีพิงไหล่พี่อยู่อย่างนั้น ไม่มีคำพูดใดๆหลุดออกมาจากคนทั้งคู่อีก พวกเขาเพียงนั่งเคียงข้างกัน จับมือกัน ใช้หัวใจเก็บความรู้สึกของกันและกัน


…ปล่อยให้ฉันได้ชื่นใจ กับความสุขใจที่เราได้ให้กัน :)





รถพอร์ชสีขาวจอดสนิทในรั้วบ้านหลังใหญ่  ร่างเล็กทำท่าจะลงจากรถแต่กลับโดนอีกคนคว้าแขนเอาไว้ก่อน


“ตกลงจะเรียกกูว่าอะไร”


“แดดดี๊”


“ไม่เอาอ่ะ”


“ทำไม ก็กันอยากเรียนว่าแดดดี๊”


“ป่าปี๊มั้ย”


“แดดดี๊”


“ป่าปี๊”


“แดดดี๊ แดดดี๊ แดดดี๊!!”


“แดดดี๊มันซ้ำ”


“ซ้ำกับอะไร กันยังไม่เห็นใครเรียกเลย”


“ซ้ำกับลูกของเราไง กูอยากให้ลูกเรียกกูว่าแดดดี๊”


ปากเล็กอ้าพงาบๆอย่างพยายามที่จะเถียงแต่กลับแพ้ความเขินของตัวเองต่อคำตอบและรอยยิ้มมุมปากที่แสนจะเจ้าเล่ห์ของคนพี่จนต้องยอมเงียบไป ปล่อยให้ความร้อนทั้งกายมากองรวมอยู่บนหน้าอีกครั้ง กันไม่รู้ว่าอีกคนจริงจังแค่ไหนกับคำพูดนั้น แต่ถ้าจะมีลูกขึ้นมาจริงๆ มีหรอที่คนอย่างพี่ออฟจะทำไม่ได้


“หึหึ ว่าไงครับ สรุปจะเรียกกูว่าอะไร”


“กะ..ก็ป่าปี๊ไง กันจะเข้าบ้านแล้ว”


ปั้ง!


ออฟมองคนตัวเล็กที่กุลีกุจอเดินเข้าบ้านไป ก่อนที่จะทิ้งตัวลงชิดเบาะ แล้วปล่อยให้ตัวเองนั่งยิ้มอยู่อย่างนั้น


…นี่กูเป็นบ้ารึยังวะ


“คุณหนูกันกลับมาแล้วหรอคะ” ป้าแช่มคือคนแรกที่รีบวิ่งเขามาหา ขณะที่คนตัวเล็กเองก็พุ่งเข้าไปกอดแม่บ้านคนสนิทด้วยความเคยชิน กันชอบร่างนิ่มๆของป้าแช่มเพราะมันให้ความรู้สึกเหมือนเขาได้อ้อนแม่ของตัวเอง


“แหมป้าแช่ม กอดคุณหนูซะขนาดนี้เดี๋ยวคุณออฟก็หึงหรอกป้า” น้ำฝน หรือที่ชอบเรียกตัวเองว่าเรนนี่ เป็นเด็กรับใช้อีกคนที่ออฟรับมาไว้ในบ้าน หลังจากที่พ่อแม่นำมาทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลตั้งแต่สองสามปีก่อน ไม่เพียงแต่ให้ที่อยู่ที่กิน แต่ยังส่งให้เรียน สั่งสอนทุกอย่าง เรียกได้ว่าให้ชีวิตใหม่แก่เธอเลยก็ได้ ดังนั้นงานถนัดที่สุดของน้ำฝน ก็คือการเข้าข้างเจ้านาย แต่ล่าสุดดูเหมือนคะแนนความนิยมจะตกมาอยู่ที่คุณหนูกันเสียมากกว่า


“กันบอกแล้วไงว่าอย่าเรียกคุณหนู” ใบหน้าหวานงอง้ำเมื่อทั้งสองคนไม่ยอมทำตามใจ


“อ้อ ป้าลืม งั้นน้องกันไปล้างหน้าล้างตาก่อนนะลูก เดี๋ยวป้าไปตั้งโต๊ะอาหารไว้ให้”


“ขอบคุณครับ”


“พี่กัน ทำไมพี่กันเข้าบ้านมาคนเดียวล่ะ ไม่ได้กลับมาพร้อมคุณออฟหรอคะ”


“อ่อ ป่าปี๊อยู่ในรถมั้ง เดี๋ยวก็คงมาแหละ”


“อ่อ”


“พี่ไปล้างหน้าก่อนนะ เดี๋ยวมาเล่นด้วย” ขยี้หัวเด็กขี้สงสัยไปหนึ่งทีก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้น้ำฝนยังคงยืนงงกับศัพท์ใหม่ที่พึ่งได้ยินวันนี้เป็นครั้งแรก


‘ป่าปี๊’


“ทำหน้างงอะไรขนาดนั้นอิฝน”


“ป้า ตามที่เรนนี่เคยดูหนังฝรั่งมา ป่าปี๊มันใช้เรียกพ่อไม่ใช่หรอ สรุปพี่กันกับคุณออฟนี่เค้าเป็นพ่อลูกกันหรอป้า”


คำถามที่มาพร้อมกับแววตาใสซื่อทำเอาคนแก่ถึงกับหลุดหัวเราะอย่างเอ็นดู ก่อนตอบคำถามนั้นแล้วทิ้งให้เด็กสาวยืนประมวลผลอยู่ตามลำพัง


“งั้นเอ็งจำใหม่นะ สำหรับบ้านนี้ ป่าปี๊ไม่ได้แปลว่าพ่อ”


.


.


.


ช่วงเวลาอาหารเย็นผ่านไปอย่างเรียบง่าย กันพยายามที่จะขอเก็บล้างเองแต่ก็ไม่มีใครยอมให้ทำอย่างทุกวัน จนสุดท้ายก็ต้องเดินหน้างอมาหาคนตัวสูงที่จดจ่ออยู่กับเอกสารมากมายตรงหน้า


“เป็นอะไร ป้าแช่มไม่ให้ล้างจากอีกแล้วหรอ” เงยหน้าขึ้นถามคนที่พึ่งเดินเข้ามา พลางรั้งเอวบางให้ลงมานั่งพาดตัก


“อือ ป้าแช่มจะทำให้กันกลายเป็นเด็กนิสัยไม่ดีแล้วเนี่ย” พูดพลางก้มมองเอกสารที่ดูยังไงก็ตาลายไปหมดของอีกคน


“ป่าปี๊ยังทำงานไม่เสร็จหรอ”


“อืม เหลืออีกนิดเดียว เดี๋ยวก็ได้ขึ้นไปนอนกอดเด็กแถวนี้แล้ว” วงแขนโอบกระชับร่างกายนิ่มบนตักพร้อมกับซุกหน้าลงบนแผ่นอกบางเมื่อคนบนตักก็หันมาโอบกอดอีกคนไว้เช่นเดียวกัน


“ป่าปี๊เหนื่อยมั้ย” ถามพร้อมกับลูบหัวคนตัวโตที่ดูเหมือนกำลังอ้อนเขาอยู่อย่างไรอย่างนั้น


“เหนื่อยดิ” คนโดนถามตอบออกไปตามความจริง จนกันหัวเราะออกมา การเป็นทั้งแพทย์ประจำโรงพยาบาลและCEOของบริษัทนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถของเขา


“มันเหนื่อย แต่มันก็ท้าทาย เหมือนได้พิสูจน์ความสารมารถตัวเองทุกวัน”


“ป่าปี๊ของกันท่ห์จัง” ออฟหลุดหัวเราะให้กับคำพูดนั้น เงยหน้ามองคนบนตักที่ใช้มือหน้าหนึ่งประคองใบหน้าเขาแล้วยิ้มให้ราวกับต้องการให้กำลังใจ


“กันเคยอิจฉาคนที่เค้ารวยๆนะ กันว่าเค้าโชคดี ที่มีกินมีใช้ จะทำอะไรก็ได้ แต่เห็นป่าปี๊ทำงานขนาดนี้กันต้องคิดใหม่เลย”


“ใครๆก็คิดว่ากูโชคดี ขนาดกูเองเมื่อก่อนยังคิดเลยว่าตัวเองโชคดีที่มีเงินขนาดนี้”


“อ้าว แล้วตอนนี้ไม่คิดว่าตัวเองโชคดีแล้วหรอ”


“คิดสิ” ตอบพร้อมกับเงยขึ้นสบตากับดวงตาแววใสของคนตรงหน้า “แต่ตอนนี้รู้แล้วว่ากูไม่ได้โชคดีเพราะมีเงินหรอก” ฝ่ามือหนายกขึ้นทาบทับมือเล็กที่ประคองหน้าของตนไว้อีกทีหนึ่ง ก่อนจะเอนหน้าซบฝ่ามือนุ่มนิ่มนั่นอย่างแสนรัก




“กูโชคดีเพราะมีมึงต่างหาก”

ความคิดเห็น