ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บาปที่ ๗ ข้าช่วงชิงชีวิต

ชื่อตอน : บาปที่ ๗ ข้าช่วงชิงชีวิต

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 173

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ม.ค. 2561 16:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บาปที่ ๗ ข้าช่วงชิงชีวิต
แบบอักษร

บาปที่ ๗ ข้าช่วงชิงชีวิต


เมื่อสังขารล่วงเลย ข้าอาศัยเพียงลำพังในกระท่อมหลังเล็กบนยอดเขาสูงห่างไกลผู้คน สหายเดียวที่หลงเหลือคือความผิดบาปในวัยหนุ่มที่ตามหลอกหลอนข้าทุกคืนวันดุจวิญญาณร้าย ทรัพย์สมบัติล้ำค่าก่ายกองที่เคยเห็นว่ามันสำคัญนักหนาจนต้องช่วงชิงมา บัดนี้เป็นเพียงเศษขยะที่ข้าไม่แม้แต่เหลือบแลมอง    

ข้าเพียงหายใจรดทิ้งไปวันๆ เฝ้ารอให้ความตายมาดับทุกข์

จนกระทั่งวันหนึ่งที่ท้องฟ้าสดใสไม่มีเมฆเพียงก้อน เป็นวันที่กรรมในอดีตตามมาคืนสนอง

ข้ามองเห็นบุตรชายที่มิได้พบเจอนับแต่เยาว์วัยมาปรากฏกายตรงหน้า ในมือของเขาคือกระบี่คมที่ง้างสูงหมายชีวิตนักบาปชรา

ข้าจำมิได้เสียแล้วว่าได้บาปกรรมใดหนอที่ผลักดันให้บุตรหมายปิตุฆาตบิดา กล้าทำบาปที่ต้องทำให้วิญญาณตนต้องโทษทรมานในนรกชั่วกัปชั่วกัลป์

ข้าอยากขอโทษเขา

ข้าอยากปลอบประโลมว่าเขาไม่ผิดอันใด

ข้าอยากเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาที่เขาหลั่งรินให้แก่ชายผู้ไม่สมควรได้รับมัน

...แต่ข้าอ่อนแรงยิ่ง

ในลมหายใจเฮือกสุดท้าย ห้วงคำนึงที่เหลืออยู่คิดได้เพียงว่า...

‘ชีวิตนี้...ข้าบาปหนานัก...’

***



เสียงย่ำฝีเท้าของทัพอสูรดังเป็นทำนองแว่วมาตามสายลม บัดนี้กระทั่งชาวบ้านธรรมดาที่ไม่เจนจบเวทศาสตร์ยังได้ยินเสียงเดินทัพของข้าศึกนับไม่ถ้วนกระทบผืนพสุธา ขอเพียงเงี่ยหูฟัง


เหล่าผู้อพยพที่รับรู้ถึงอัตรายที่มาจดจ่อถึงหลังคอ รีบเร่งเคลื่อนขบวนผ่านประตูเมืองทิศตรงข้ามชายแดนให้เร็วที่สุด บ้างทิ้งวัสดุสัมภาระที่ไม่จำเป็นเพื่อให้แทรกตัวฝ่าฝูงชนได้สะดวกขึ้น


กองทหารบนกำแพงเมืองเริ่มเห็นเค้าลางศัตรูที่ซ่อนตัวในเงาทมิฬของรัตติกาล พลธนูและนักเวทของกองทัพเตรียมพร้อมโจมตีระยะไกล ใจหนึ่งหวังให้พวกมันเดินทัพเข้าระยะจู่โจมโดยไว อีกใจหวังให้พวกมันชักช้าไม่มีวันมาถึง


เหล่าทหารเกณฑ์หมื่นนายตั้งแถวรอเบื้องหลังกำแพงเมือง บรรดาคนหนุ่มที่เพิ่งพ่นคำอวดเก่งไม่ถึงชั่วยามก่อน พยายามคุมมือถืออาวุธไม่ให้สั่นไหว การมองไม่เห็นสถาณการณ์นอกเมืองย่ิงทำให้พวกเขากดดัน หลายคนอยากวิ่งหนีหางจุกตูดไปเสียตอนนี้ แต่พวกเขาย่อมถูกกองทหารบั่นคอฐานทิ้งทัพเป็นแน่


ในกลุ่มตื่นตระหนก ไม่มีผู้ใดสนใจนายทหารเจ็ดหน่อที่เข้ามาเบียดกายค้นหาบุคคลที่บุตรีเคานต์นับเป็นญาติผู้ใหญ่


หัวหน้ากองอัสวินราชองครักษ์ที่สามได้แต่ก่นด่าชะตากรรมตนเองที่ต้องมาเสียเวลาช่วยท่านหญิงสติไม่สมประกอบเช่นนี้ แต่น้ำเสียงทรงอำนาจของดรุณีน้อยทำให้เขาไม่อาจปฏิเสธได้ดุจมีมนตร์สะกด


‘…’


‘…บางทีอาจเป็นมนตร์สะกดจริงๆนั่นแหละ’


อัสวินหนุ่มได้แต่ภาวนาขอให้องค์ราชินีทรงไม่รับทราบถึงสภาพหน้าอับอายของเขา...โดยหารู้ไม่ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายพระเนตรของพระนางตั้งแต่ต้น และพระองค์ทรงกำลังพยายามอย่างย่ิงยวดที่จะไม่ลั่นพระสรวลออกมาให้เสียภาพพจน์ที่เพียรสร้างขึ้นอย่างยากลำบาก 


หลังจากนี้พระนางคงต้องลดยศของเขาสี่ห้าขั้น ได้ยินมาว่าฝ่ายพนักงานขัดห้องน้ำยังขาดแคลนคน พวกเขาคงอ้าแขนรับคนหนุ่มอนาคตไกลไปฝึกงานด้วยสักครึ่งปี


หากเขามีชีวิตรอดจากคืนนี้ไปได้ล่ะก็นะ


แม้แต่พระนางเองยังไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กลับไปเขกพระเศียรเจ้าราชาไก่อ่อนนั่นหรือไม่...



[ตู้ม!!!]


เสียงสนั่นหวั่นไหวเป็นสัญญาณเริ่มรบ!


ไม่มีใครทราบว่าเป็นฝ่ายใดที่เริ่มโจมตีก่อน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มีใครที่คิดเสียเวลาตั้งคำถาม พลธนูรีบง้างสายปล่อยลูกธนูไฟนับพันให้ปกคลุมฟากฟ้าไปตกใส่ทัพอสูรกาย เหล่านักเวทเองก็รีบปล่อยพลังหลากสีหมายระเบิดข้าศึกให้สิ้นซาก!


แต่การโจมตีเพียงนี้มิอาจหยุดยั้งฝูงปีศาจที่เคลื่อนทะลักเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งประชิดเท่าไร การโจมตีโต้ตอบระหว่างทั้งสองฝ่ายยิ่งรุนแรงขึ้นเพียงนั้น! ในฝ่ายอสูรเองก็มีพวกที่สามารถใช้พลังเวทได้ แม้เป็นเพียงการควบคุมธาติพื้นฐาน แต่มันเพียงพอที่จะสร้างความเสียหายให้แก่ฝ่ายมนุษย์!


กลุ่มผู้อพยพที่ยังหลงเหลือในตัวเมืองรีบเร่งหนีหวาดกลัวลูกหลง! ทุกคนผลักดันแย่งชิงทางรอดโดยมิสนผู้อื่น เหล่ากองทหารไม่อาจควบคุมชาวบ้านผู้กลัวตายได้อีกต่อไป! บางคนโชคร้ายถูกผลักล้มไปกับพื้นแล้วถูกฝูงคนเหยียบทับร่างจนตายคาที่!


ในที่สุดฝูงเดรัชฉานสามารถบุกมาถึงกำแพงหินสูงของเมืองมนุษย์! พวกมันทั้งหลายพยายามปีนป่ายกำแพงสูงใหญ่หมายเข่นฆ่าทำลายทุกชีวิตในเผ่าพันธุ์ที่พวกมันแสนเดียจฉันท์!


บรรดาทหารพยายามใช้อาวุธและเวทมนตร์กระทบร่างอสูรป้องกันไม่ให้ขึ้นมาได้ แต่ด้วยจำนวนที่มากยิ่ง หลายต่อหลายตัวจึงสามารถเล็ดลอดขึ้นมาได้และเริ่มเข่นฆ่าเหล่าทหารกล้า! พวกเขาพยายามใช้หอกแหลมทิ่มแทงมัน แต่ด้วยผิวอันแข็งกล้ามันจึงสามารถหักเหคมแหลมส่วนมากมิให้ทะลุกายเนื้อ และไล่ฉีกกระชากร่างมนุษย์เนื้ออ่อน


สิบชีวิตทหารต่อหนึ่งอสูร!


เสียงกรีดร้องของทหารแดนตายบนกำแพงสูงทำให้เหล่าชายฉกรรจ์ที่ถูกหมายเกณฑ์มาเบื้องล่างหวาดผวายิ่ง หากปล่อยให้มันไปถึงครอบครัวที่กำลังหนีตายอยู่เบื้องหลัง น่ากลัวว่าพวกเขาทั้งหมดคงกลายเป็นเศษเนื้อในไม่กี่อึดใจ!


ไม่ต้องรอนาน มีอสูรบางตัวที่เริ่มหันคมเขี้ยวมายังผู้คนเบื้องล่างและกระโดดลงมาหมายโรมรัน!


[ชิ้ง! ควับ!]


ร่างสัตว์ร้ายที่กระโจนลงมาถูกนักล่าผู้มากประสบการณ์ใช้พลังเวทหุ้มใบดาบหนาฟันขาดเป็นสองส่วน! เลือดแดงฉานทะลักจากร่างสัตว์อาบร่างผู้โจมตี ในหมู่พวกเขามีคนมากฝีมืออยู่หลายท่าน หากมันบุกมาเพียงร้อยคงสามารถรับมือไหว

แต่กองกำลังอสูรที่บุกมานั้นมีมากกว่าสามพันตน!



และยังมีบางสิ่งที่ยังมาไม่ถึง 

บางสิ่งที่ทำให้บุตรีเคานต์ตื่นกลัว 

บางสิ่งที่องค์ราชินีมิอาจหวังเอาชนะ

บางสิ่งที่สามารถทำลายทัพหลวงที่องค์ราชากำลังกรีฑาทัพมาสมทบ

บางสิ่งที่ซ่อนตัวในเงามืดของแมกไม้ป่าลึก

บางสิ่งที่ไม่อาจอธิบายรูปลักษณ์ด้วยภาษาของมนุษย์

ความตายกำลังจะมาเยือน



***



ข้าทอดสายตามองสมรภูมิเบื้องหน้า สนามรบที่เต็มไปด้วยการเข่นฆ่า การช่วงชิง การทำร้ายทำลายซึ่งกันและกัน สำหรับข้าแล้วมันเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง...บ้านอันน่าสะอิดสะเอียนที่ข้าจากมาแสนนาน

ข้ารู้สึกถึงเส้นเลือดในร่างที่สูบฉีดไปทั่วกายา รู้สึกถึงฝ่ามือที่สั่นไหวต้องการจับอาวุธไปร่วมประหัตประหารบนสนามรบ

ช่างน่าสมเพช

แม้ว่าฟ้าจะประทานโอกาสที่สองแก่ข้าผู้ไม่สมควรได้รับ


ได้ชีวิตใหม่


ได้ร่างใหม่


ได้ครอบครัวที่รักข้าอย่างแท้จริง


แต่สิ่งที่อยู่ภายในคือวิญญาณเน่าเฟะดวงเดิม ยังเป็นคนบาปคนเดิมไม่เสื่อมคลาย


ชีวิตก่อนข้าท่องยุทธภพ ฆ่าคนเป็นผักปลา ก่อกรรมทำบาปไว้หนักหนา ชีวิตนี้ข้าตั้งใจจะทำตัวเป็นบุตรีที่ดีของบุพการี เป็นภรรยาที่ดีของคนรัก เป็นมารดาที่ดีของบุตร

แต่ดูเหมือนว่า...


ชีวิตนี้ข้าก็บาปหนานัก


[หวี้ด ~ ปัง!]


“นั่นมันพลุสัญญาณที่ให้นายทหารไป! พวกเขาคงพบตัวเจ้าของร้านแล้ว เราควรนำเขาไปจุดนัดหมายและรีบลี้ภัยโดยเร็ว!”


“พวกท่านทั้งสองพาท่านลุงไปเถิด...ข้าน้อยยังมี ‘ธุระ’ ที่ต้องทำในเมืองนี้อยู่ขอรับ”

“พูดอะไรของท่านน่ะคุณหนู! การที่พวกข้าไม่พาท่านหนีไปตั้งแต่แรกนับว่าเป็นความผิดที่ไม่น่าให้อภัยแล้ว! พวกเราไม่อาจปล่อยให้ท่านดื้อรั้นทำอำเภอใจได้อีกต่อไ-”


ร่างองครักษ์ทั้งสองผู้ไม่เคยหวาดกลัวสิ่งใดหยุดค้างแข็งเมื่อบุตรีร่างเล็กใช้ดวงตาที่ปราศจากผ้าปิดทึบจับจ้อง พวกเขา ดวงตาที่เคยเป็นสีเขียวอ่อนของนาง บัดนี้ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นสีฟ้าจาง


ดวงตาคู่นั้นทำให้พวกเขาเหน็บหนาวไปถึงขั้วหัวใจ!



“พวกเจ้าทั้งสองเป็นคนของบิดา เท่ากับว่าเป็นคนของข้าเช่นกัน”

วาจาที่ร่างเล็กกล่าว แม้แผ่วเบา หากสามารถแทรกซึมถึงสมองของสองไม่ตกหล่นแม้ครึ่งคำ



“ทุกวาจาที่ข้าผู้เป็นนายเอ่ย คือคำขาด”

อำนาจในน้ำเสียงกดดันให้ทั้งสองไม่อาจขัดขืนนาง ดั่งพวกเขาเป็นเพียงหนอนแมลงในกำมือร่างเล็ก



“หากข้าสั่งตาย...พวกเจ้าตาย”

การที่จะเป็นองครักษ์ได้นั้นต้องผ่านการฝึกฝนป้องกันเวทควบคุมจิตมิให้ผู้ใดสามารถใช้มนตราทะลวงเข้าได้ แต่สิ่งที่ออกจากปากหญิงสาวมิใช่การชักจูงดั่งเช่นที่บัญญัติไว้ในตำรา



“หากข้าสั่งรอด...”

มันคืออาญาสิทธิ์จากสรวงสวรรค์ที่มนุษย์เดินดินไม่อาจปฏิเสธได้



“...ไปซะ”

สองร่างใหญ่ค้อมหัวรับน้อมคำสั่งของสตรีสูงศักดิ์ ความคิดที่จะขัดขืนใดๆล้วนสลายหายไปเป็นปริดทิ้งเหมือนไม่เคยมีมาก่อน แล้วรีบกระโจนร่างไปกระทำภารกิจที่นางสั่งอย่างไม่บกพร่อง


เด็กหญิงยกผ้าสีทึบที่นางมักสวมใส่เป็นประจำขึ้นมาลูปไล้อย่างคนึงหา แล้วคลายมือปล่อยให้มันล่วงหล่นไปแปดเปื้อนพื้นดิน


มันไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว...


แสงสว่างไม่อาจกระทำอันใดนางได้อีก...



บัดนี้ดวงตาทั้งสองของเด็กหญิงมืดบอดอย่างแท้จริง


***


ข้าชอบคืนข้างแรม

ข้าชอบป่าทึบที่ไม่มีแสงใดลอดทะลุถึง

ข้าชอบสถานที่มืดสนิทดุจม่านควันดำปกคลุม

แต่นั่นคือคำโกหก

เพราะไม่ว่าสถานที่นั้นจะมืดมิดเพียงไร ข้ายังสามารถเห็นเค้าลางวัตถุรอบกาย แม้เลือนลาง แต่มันยังเป็นหลักฐานว่าสิ่งแปลกประหลาดในภพภูมิใหม่นี้เป็นของจริง มิใช่เพียงสิ่งที่ชายแก่ใกล้ตายจินตนาการขึ้น

รอยยิ้มของบิดา ใบหน้างดงามของมารดา สีสันสวยสดของเวทมนตร์ ภาพผู้คนส่งเสียงหัวเราะในร้านอาหารของท่านลุงท่านป้า ไม่มีทางที่จอมยุทธผู้ใช้ชีวิตในวังวนโลหิตจะสามารถจินตนาการถึงสิ่งสวยงามเหล่านี้ขึ้นมาได้

ท่านเซียนเคยสอนสั่งข้าว่าเวทมนตร์นั้นไร้ซึ่งขอบเขต ขีดจำกัดของมันขึ้นอยู่กับจินตนาการของผู้ร่าย

ข้าผู้ไร้จินตนาการนึกถึงได้เพียงสิ่งเดียวที่ทรงอำนาจ...สิ่งเดียวที่ไร้ผู้ต้านทาน...สิ่งเดียวที่ช่วงชิงได้ทุกสรรพสิ่ง...

นัยน์ตาของสตรีชราผู้นั้น


***



[กี๊ซ!]

เสียงกรีดร้องของอสูรดังแหวกอากาศไปทั่ว สร้างความสงสัยให้แก่เหล่าทหารรับจ้างหนุ่มที่เมื่อสักครู่ถูกมันต้อนจนมุมแต่บัดนี้สถานการณ์กลับพลิกผัน เมื่อสัตว์ร้ายร่างค้างแข็งไม่เคลื่อนไหว มีเพียงเสียงหวาดกลัวที่ออกมาจากลำคอที่เป็นหลักฐานว่ามันยังมีชีวิต หาใช้รูปปั้น



“ข้าคือผู้ช่วงชิงชีวิตเจ้า ทุกสรรพสิ่งของเจ้าล้วนเป็นของข้า”


เสียงเล็กใสหากทรงอำนาจดั่งกระดิ่งสวรรค์ดังแว่วตามสายลม แม้แผ่วเบา หากสามารถแทรกซึมถึงสมองของเดรัชฉานได้ไม่ตกหล่นแม้ครึ่งคำ



“กายเนื้อของเจ้าล้วนเป็นของข้า”


ร่ายกายปีศาจที่ค้างแข็ง ถูกบางสิ่งยกขึ้นไปบนฟากฟ้าสร้างความแตกตื่นให้กลุ่มทหารโดยรอบ หากแต่อสูรลอยขึ้นด้วยความต้องการของตัวมันเองไม่



“โลหิตของเจ้าล้วนเป็นของข้า”


อสูรกรีดร้องอ้อนวอนขอชีวิตเมื่อมันรู้สึกถึงเลือดที่เดือดพร่านในร่างกาย สร้างความทรมานมี่เท่าทวีทุกลมหายใจ



“พลังของเจ้าล้วนเป็นของข้า”


มันรู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงที่เคยมีถูกบางสิ่งดูดกลืนไปสิ้น พลังเวทของมันถูกนำไปเติมเต็มให้ใครบางคน บางคนที่มันไม่อาจขัดขืนได้



“ข้าสั่งตาย...”


ร่างอสูรกระตุกอย่างรุนแรงและระเบิดออกเป็นเศษเนื้อ! แต่แทนที่เลือดแดงฉานจะล่วงลงสู่พื้นมันกลับเกาะกลุ่มแน่นดุจน้ำแข็งสีชาดในอากาศ แล้วค่อยๆแยกออกเป็นลิ่มแหลมคมประกายระยับนับไม่ถ้วน 


แข็มน้ำแข็งพุ่งลงทิ่มแทงร่างอสูรตนอื่นดุจฝนเลือด!


[กี๊ซ! กี๊ซ! กี๊ซ!]



“ข้าคือผู้ช่วงชิงชีวิตเจ้า ทุกสรรพสิ่งของเจ้าล้วนเป็นของข้า”

เหมือนภาพฉายซ้ำซ้อนเมื่อเหตุการณ์เดิมเกิดขึ้นอีกครั้ง หากแต่คราวนี้เกิดกับอสูรนับสิบที่ถูกเข็มคมทะลวงร่าง!


เหล่าทหารกล้าที่เห็นศัตรูคู่แค้นดับดิ้นง่ายดายดั่งหนอนแมลงเงยหน้าขึ้นมองหาผู้ที่มาช่วยเหลือบนท้องนภากว้าง ใครกันที่มาโปรด ใครกันที่ตอบเสียงสวดภาวนาของพวกเขาทั้งหลาย...



...สิ่งที่พวกเขาเห็น...


...สูงส่งเกินกว่าจะอาจเอื้อม...


...บริสุทธิ์เกินกว่าที่จะเหยียบย่ำในสมรภูมิ...


...ตัวตนผู้เป็นตัวแทนแห่งสรวงสวรรค์...


...ผู้ที่มาลงมาเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์ผู้อ่อนแอ...




ความคิดเห็น