ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บาปที่ ๖ ข้าท้าทายเบื้องสูง

ชื่อตอน : บาปที่ ๖ ข้าท้าทายเบื้องสูง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 143

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ม.ค. 2561 16:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บาปที่ ๖ ข้าท้าทายเบื้องสูง
แบบอักษร

บาปที่ ๖ ข้าท้าทายเบื้องสูง


สัญญาณแตรที่ดังขึ้นในยามหัวค่ำทำให้เหล่าผู้คนที่เพิ่งกลับถึงบ้านหลังทำงานเหน็จเหนื่อยตลอดวันต้องเงี่ยหูฟังอย่างสงสัย บ้างคิดว่ามันเป็นเพียงทหารฝึกซ้อม บ้างคิดว่าเป็นวัยรุ่นเล่นพิเรณ เมืองนี้ห่างหายจากสงครามมาหลายชั่วอายุคนจึงแทบไม่มีใครสนใจเชื่อเสียงประกาศเตือนภัย 


จนกระทั่งกองทหารนำกำลังมาสั่งอพยพและเกณฑ์กำลังพล ประชาชนจึงเริ่มตระหนักถึงอันตรายที่ใกล้เข้ามา


มารดารีบใช้ผ้าผูกทารกกับอก และวิ่งวุ่นรื้อหาเสื้อผ้าใส่ถุงแบกหลัง, พ่อค้าแม่ขายเร่งเก็บสินค้าใส่เกวียนลาก นำเงินทองที่ลำบากหาอย่างยากเข็ญซุกซ่อนในซอกหลืบเสื้อผ้าทั่วร่างกาย, เหล่าผู้คุ้มกันเร่งพาเจ้านายหลบหลีกออกจากเมืองก่อนที่ทั้งจะโดนหมายเรียกตัวไปเสี่ยงชีพ


ความวุ่นวายลุกลามไปทั่วทุกหนแห่งอย่างรวดเร็ว



กองทัพเรียกรวมบรรดาผู้มีกำลังไปรวมกลุ่มที่สนามใหญ่ใกล้ค่ายทหาร แล้วลำเลียงอาวุธ ชุดเกราะมาแจกจ่าย แน่นอนว่ามันเป็นเพียงของชั้นเลวเก่าเก็บ น่ากลัวว่าใบดาบบิดเบี้ยวสนิมเขรอะที่ให้มา นำไปฟันกิ่งไม้ยังไม่ขาดเสียด้วยซ้ำ


ดังนั้นคนส่วนมากจึงเลือกที่จะนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้ เหล่าทหารรับจ้างและนักล่าสัตว์อสูรที่มีอุปกรณ์ครบครันก็โชคดีไป ในขณะที่ชาวนาชาวไร่ต้องถือจอบถือเสียมมาร่วมรบ ส่วมใส่เสื้อผ้าเนื้อแข็งทับกันหลายชั้น กระทั่งมีดปลอกเปลือกมันยังหวังพึ่งได้มากกว่าของที่ทางการเจียดมาให้


เหล่าคนหนุ่มไฟแรงกุมอาวุธแน่นจนมือแดงเถือก ในใจฝันหวานถึงเกียรติศักดิ์ศรีที่จะได้นำไปคุยโวในวงเหล้าหากตนรอดตาย บางคนจินตนาการไปไกลถึงขั้นกลายเป็นวีรชนที่ผู้คนยกย่องดั่งเช่นท่านผู้กล้าในตำนานที่ปราบราชาอสูรเมื่อสองร้อยปีก่อน



แต่ในสายตาของอดีตนักล่า เด็กน้อยเหล่านี้คงกลัวจนตัวค้างแข็งเยี่ยวราดทันทีที่เห็นข้าศึก เขาหันไปมองทางค่ายทหารที่กำลังลำเลียงเสบียงขึ้นเกวียนเทียบม้า มีเพียงเหล่าทหารปลายแถวไม่กี่กองร้อยที่จับหอกธนูจัดทัพบนกำแพงเมือง


กำลังพลส่วนมากถูกส่งไป ‘อารักขา’ ผู้อพยพ


[หึ!]


เขาเค้นเสียงหัวเราะเย้ยหยันตนเองและเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกหมื่นชีวิตรอบกาย


ดูท่าผู้สั่งการคงไม่ได้หวังให้พวกเขาผู้ขาดวินัยและการฝึกฝนเอาชนะทัพอสูร



แค่หวังใช้เป็นกำแพงมนุษย์ประวิงเวลาเพียงเท่านั้น

อดีตนักล่าก้มลงมองแหวนที่เขาคล้องสายห้อยคอ มันคือแหวนวงเดียวกันกับที่ท่านเคานต์ผู้เมตตามอบให้เขาและภรรยาซื้อชีวิตใหม่ 


ใช้เวลานานหลายปีกว่าพวกเขาจะรวมรวมเงินไปซื้อมันกลับมาได้ 


          ความจริงแล้วเขาควรมอบมันให้แด่ท่านหญิงน้อยตั้งแต่วันแรกที่พบเจอ 


                    แต่เขาโลภนัก


                              เขาอยากมอบมันคืนให้ผู้มีพระคุณด้วยมือตนเอง


                                        ดูท่า...โอกาสนั้นคงไม่มีวันมาถึง


[หึ!]


เขานึกถึงใบหน้าคนรักที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมาตั้งแต่ต้น...โตมาเป็นขอทานข้างถนนร่วมกัน...ขึ้นสายคันธนูไปสมัครเป็นนักล่าอสูรร่วมกัน...สร้างครอบครัวอันอบอุ่นที่กำพร้าเฉกพวกเขาไม่เคยได้รับ...ร่วมกัน


[หึ!]


เขานึกถึงคุณหนูผู้แปลกประหลาดตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าที่มาร่วมอาศัยในบ้านหลังน้อยของเขาได้สี่เดือน


คุณหนูแปลกประหลาดที่เรียกคนไม่มีหัวนอนปลายเท้าเช่นเขาว่า ‘ท่านลุง’


[หึ!]


คิดๆดูแล้ว ชีวิตของเขาก็ไม่ได้เลวร้ายสักเท่าไร 


หากการใช้ร่างแก่ๆ ถ่วงเวลาข้าศึก ช่วยให้สตรีทั้งสองรอด


นับว่าคุ้มค่าอยู่


***



สามร่างซุกซ่อนตัวตนให้แนบเนียนไปกับท้องนภาสีหมึก


บุตรีร่างเล็กใช้พลังเวทค้นหาบุรุษใหญ่ที่ตนนับถือเป็นญาติ แต่การหาคนเพียงหนึ่งในกลุ่มทหารเกณฑ์กว่าหมื่นนายนั้นช่างยากเย็นดั่งหาเข็มในกองฟาง นางจึงต้องให้สององครักษ์ที่มิมีสายตาพิการเช่นตนเฟ้นหาเป้าหมายในฝูงชน


เวลาล่วงเลยผ่านไปเม็ดเหงือพราวพรายผุดขึ้้นบนใบหน้าดรุณีน้อย เนื้อกายนางเปียกโชคไปด้วยเหงื่อแม้ปะทะลมหนาวบนฟ้าสูง นางหาได้มีพลังเวทไร้ก้นบึ้งเฉกท่านอาจารย์ การใช้พลังติดต่อโดยไม่หยุดพักทำให้ร่างเล็กที่เดิมทีมีสุขภาพย่ำแย่อยู่แล้วแทบประคองตัวไม่ไหว การที่นางเดินเหินได้สะดวกในแต่ละวันเกิดจากการประยุกต์ใช้เวทเป็นกำลังภายในหล่อเลี้ยงอวัยวะ 


ปราศจากมันแล้ว เพียงวิ่งรอบคฤหาสถ์บิดายังทำให้นางสลบไสล


ในที่สุดหล่อนจึงเลือกเก็บพลังที่เหลือไว้สำหรับยามวิกฤติและพาผืนน้ำแข็งร่อนลงพื้น องครักษ์ข้างกายรีบใช้แขนประคองร่างคุณหนูผู้ยืนเซ


[หวีด!]


ลูกธนูยาวพุ่งแหวกอากาศหมายทะลวงร่างผู้บุกรุกค่ายทหาร! หนึ่งในองครักษ์รีบกางมนตร์ป้องกัน หักเหหัวลูกศรให้ปักลงพื้นดิน


สองผู้ติดตามรีบชักดาบขึ้นปกป้องบุตรีอ่อนแรง สี่ตาคมกวาดระวังภัยจากรอบทิศ!


เจ็ดร่างกระโจนเข้าจู่โจมพวกเขาอย่างพร้อมเพรียงกัน! เพียงสี่มือขององครักษ์ย่อมไม่เพียงพอปัดป้อง!


แต่เหล่าทหารทั้งเจ็ดไม่รู้ว่าตนกำลังท้าทายผู้ใด!


[ฉึก! ฉึก! ฉึก!]


วีรชนคนกล้าทั้งเจ็ดหน่อรีบหยุดชะงักกายไว้โดยพลัน คนที่สติตอบสนองชักช้าต้องลิ้มรสอาวุธแหลมคมขนาดเล็กทิ่มแทงเรียกเลือดสด


รอบกายของพวกเขาคือเข็มน้ำแข็งขนาดเล็กมากมายที่ส่องประกายระยิบระยับสะท้อนแสงคบเพลิง ขอเพียงเด็กหญิงโบกมือ พวกเขาย่อมกลายเป็นศพอเนจอนาถมีรูทะลุรอบกายา


หัวหน้ากองอัสวินราชองครักษ์ที่สามต้องน้ำตาตกในอีกครั้ง เมื่อเห็นโฉมหน้าของคนที่เขาบังอาจหันคมดาบใส่


“แหม่ นายท่านทหารนี่เอง! ท่านมาได้จังหวะพอดีเลยขอรับ!”

หลังจากนี้อัสวินหนุ่มคงไม่พ้นถูกโยกย้ายไปเป็นคนล้างส้วมเป็นแน่



***



“น่าสนใจ ช่างน่าสนใจ”


เสียงงดงามดุจระฆังสวรรค์ถูกเอื้อนเอ่ยจากโอษฐ์ของพระนางผู้ค้ำจุลบัลลังก์ ดวงตาประกายใสสะท้อน หลี่ลงจนคล้ายอสรพิษเห็นเหยื่ออันโอชะ


พระนางยกพระกรหักห้ามคนสนิทไม่ให้ส่งกำลังไปจับกุมร่างเล็ก ภัยร้ายที่จะมาถึงสำคัญเกินกว่าที่จะมาละเล่นตัดกำลังกันเองในยามนี้ นอกจากนั้น...นางใคร่รู้นักว่าตัวตนน้อยที่คาดเดาไม่ได้จะเปลี่ยนวิกฤตินี้ไปในทิศทางใด


องค์ราชินีทรงได้ยินเรื่องราวของศิษย์น้องคนนี้จากมาบ้าง


แต่เมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นด้วยพระองค์เองแล้ว...



ใบหน้าจิ้มลิ้มพันผ้าทึบปิดบัง 


เมื่อเพ่งมองผ่านจะเห็นนัยน์ตาดุจมณีมรกต


ผิวกายดรุณีน้อยถูกอาบไล้เป็นสีแดงสดจากคบเพลิงสว่าง 


ดูผิวเผินคล้ายโลหิตชโลมร่าง...



ช่างงดงามนัก



ผู้ถูกขนานนามว่าราชินีเพชฌฆาตเห็นเด็กหญิงแล้วอดคำนึงถึงตนเองในวัยเยาว์มิได้ นางคลี่รอยยิ้มกว้าง หากมันมาจากใจ มิใช่สิ่งที่นางปรุงแต่งขึ้นใช้หลอกชาวบ้านดั่งเช่นทุกเมื่อเชื่อวัน


คิดๆ ดูแล้วนางมิน่าหลวมตัวเสียรู้ให้เจ้าราชาไก่อ่อนนั่นจริงๆ


งานสบาย เงินดี มีกินมีใช้ไปตลอดชาติบ้านบิดามันเถอะ!


หากหมุนนาฬิกากลับไปได้ นางจะทำงานในฐานะนักฆ่าให้สำเร็จ กระหน่ำแทงอกเจ้าราชาไก่อ่อนนั่นตั้งแต่สมัยมันยังเป็นแค่เจ้าชายลูกเจี๊ยบ!


แต่ในเวลานี้ นางได้แต่ถอนลมหายใจเฮือกใหญ่ แล้วชักใบมีดสีเงินยวงคู่ใจขึ้นเตรียมไว้





ศัตรูมาถึงแล้ว



ความคิดเห็น