ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 3 การรุกฆาตของเงา

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 การรุกฆาตของเงา

คำค้น : สืบสวน , โคนัน , จอมโจรคิด , กองปราบ , กองปราบฯ , กองปราบปราม , ตำรวจ , โจร , ไทย , ประเทศไทย , ตลก , กวน , ป่วน , แสบ , ฮา , บ้าบอ , แก๊ง , โรบินฮู้ด , เก่ง , ขโมย , รหัส , ปริศนา , เงื่อนงำ , ก่อการร้าย , ระเบิด , ตื่นเต้น , ระทึก , ตาย , แอคชั่น , บู๊ , เลือด

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 526

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ม.ค. 2561 01:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 การรุกฆาตของเงา
แบบอักษร

ตอนที่ 3 การรุกฆาตของเงา

เช้าวันใหม่มาเยือนอีกครั้ง ตราบเท่าที่ดาวเคราะห์นามว่าโลกยังคงอยู่ รวมทั้งดวงอาทิตย์ไม่ได้ดับสูญไป และเช่นเคยที่หูตาสับปะรดอย่างเหยี่ยวข่าวทั้งหลาย ต่างแสวงหาข่าวชวนหดหู่มากมายมาตีแผ่เจาะลึกกันในรายการอันเป็นเสมือนกับแกล้มยามเช้า ซึ่งหลายคนมักจะเสพย์มันควบคู่กับหนังสือพิมพ์ ขนมปังปิ้ง โจ๊ก ข้าวต้ม ไปจนถึงไข่ดาว หมูแฮม

....พวกเขาทั้งคู่ก็เช่นกัน

“แกเลิกยุ่งกับคดีนี้ได้แล้ว นี่เป็นคำสั่ง หรือจะต้องรอให้เรื่องแบบเมื่อคืนเกิดขึ้นซ้ำอีก แกถึงจะเข็ด” คนเป็นพ่อพูดขึ้นก่อน หลังพิธีกรรายการข่าวยามเช้าขุดคุ้ยเหตุทำร้ายร่างกายของฆาตกรต่อเนื่อง ซึ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้ว และมีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตนเป็น 1 ในผู้ร่วมเหตุการณ์ด้วย

“ผม... ขอโทษครับ”

เป็นอีกครั้งที่ธนูต้องเอ่ยคำคำนี้ สีหน้าของชายหนุ่มสลดลงเมื่อหวนนึกถึงความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าของตัวเอง ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ใช่เหตุผลที่เขาควรจะยอมแพ้

“แค่ขอโทษอย่างเดียวใช่ไหม?” ท่านนายพลจ้องหน้าลูกชายเหมือนจะค้นหาคำตอบให้ได้ ก่อนที่อีกฝ่ายจะอ้าปากพูด ทั้งที่รู้คำตอบของคำถามนี้ดีอยู่แล้ว

“ครับ ถึงยังไงผมก็ต้องหาข้อมูลให้ผู้กองภูผากับพี่เอก ลากคอหมอนั่นมารับความผิดที่ตัวเองก่อให้ได้”

ใบหน้าของชายหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม เขายังจดจำได้ดีถึงรังสีบางอย่างที่แผ่ออกมาจากดวงตาในความมืดคู่นั้น มัน... บ่งบอกถึงความคับแค้นและอาฆาตพยาบาทได้เป็นอย่างดี

หลังขี่มอเตอร์ไซค์คู่ใจออกจากบ้าน ธนูไม่ได้มุ่งหน้าไปยังมหาวิทยาลัยตามอย่างที่ควรทำ แต่กลับแวะไปที่กองปราบปรามเพื่อสอบถามเรื่องราวความคืบหน้าของคดีที่เกิดขึ้นเมื่อคืนกับผู้กองหนุ่มรุ่นพี่ทั้งสอง สีหน้าของเขายังคงเคร่งเครียดและเคร่งขรึมตลอดเวลา จนเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาของคนเป็นพ่อพากันวิตกกังวลถึงอาการผิดปกติที่ไม่เคยบังเกิดกับชายผู้นี้มาก่อนตลอดชีวิตการเป็นสายสืบ

“คุณธนูมีอะไรให้ผมช่วยบอกได้เลยนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ ผมยินดีมากๆ เลยล่ะครับ” พงศ์ สิบตำรวจเจ้าของหุ่นมะขามข้อเดียวตรงรี่เข้าไปหาไอดอลของตัวเอง พร้อมขันอาสาด้วยท่าทางแข็งขัน เหมือนต้องการช่วยอีกฝ่ายให้คลายจากความทุกข์อย่างสุดกำลังความสามารถ

“ขอบคุณพี่พงศ์มากๆ นะครับ” ธนูก้มหัว ยิ้มอ่อน แล้วเดินต่อไปโดยไม่ได้ปริปากบอกถึงบางสิ่งที่อัดแน่นอยู่ในใจ และเป็นต้นสายปลายเหตุของใบหน้าเข้มๆ เสมือนนั่งจิบกาแฟดำตลอดเวลาอย่างเช่นที่เขากำลังทำอยู่ในเวลานี้

“โถ... คุณธนู พงศ์เป็นกำลังใจให้นะครับ” พงศ์มองตามไอดอลหนุ่มของตน และยืนตาละห้อยอยู่เป็นนาน จนถูกจ่าๆ ไล่ให้กลับไปทำงานที่ยังกองคาราคาซังเป็นพะเรอเกวียน

ขณะเดียวกัน...

“อ้าว! ว่าไงน้องนู มีอะไรหรือเปล่าทำหน้าเครียดเชียว?” เอกพลเอ่ยทักสายสืบหนุ่มรุ่นน้อง ซึ่งยืนเคาะประตูห้องทำงานของเขาที่เปิดแง้มอยู่ด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ

“พี่เอกย้ายคนเจ็บไปโรงพยาบาลตำรวจหรือยังครับ?” ธนูถามขึ้นทันทีอย่างไม่อ้อมค้อม และยังคงเป็นสิ่งผิดปกติวิสัยที่นานแสนนานจะเกิดขึ้นกับเขาสักครั้ง

“เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วล่ะ” เอกพลเองก็ตอบอย่างไม่อ้อมค้อม เพราะรู้ดีว่าธนูร้อนใจแค่ไหน

“อย่างนั้นหรือครับ”

สีหน้าของธนูดีขึ้นนิดหนึ่งเมื่อได้ยินคำตอบที่รอคอยอยู่ หากแต่นั่นก็ยังไม่ใช่ทั้งหมดของความกังวล

“แล้วจัดเจ้าหน้าที่เฝ้า 24 ชั่วโมงหรือเปล่าครับ?” เขาถามต่อไปอีก

“ก็ต้องแบบนั้นสิ ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ไม่มีใครเล็ดรอดเข้าไปได้หรอก” ผู้กองหนุ่มรุ่นพี่ตบไหล่สายสืบหนุ่มรุ่นน้อง พลางหัวเราะปากกว้างให้อีกฝ่ายสบายใจ แม้ว่าตัวเองจะไมได้รู้สึกเช่นนั้นสักนิด

...ความรู้สึกของเขาในเวลานี้ไม่ต่างไปจากธนูเลยสักนิดเดียว มันทั้งเครียด กังวล และหวาดระแวง ในเมื่อฆาตกรต่อเนื่องในครั้งนี้นั้นอำมหิตซึ่งๆ หน้า ซ้ำยังสามารถลอยนวลไปได้เสียทุกครั้ง แม้แต่คราวล่าสุดที่ต้องพบเจอกับสายสืบอัจฉริยะประจำกองปราบปรามอย่างธนูก็ตาม

“ผมไปเยี่ยมคนเจ็บได้ใช่ไหมครับ?” ธนูยังไม่เลิกตั้งคำถาม และนั่นก็เป็นอีกหนึ่งความกังวลของเขาเช่นกัน

“ได้อยู่แล้ว ไม่เห็นจะเป็นไรนี่ จะได้ช่วยเป็นหูเป็นตาให้พวกพี่ด้วยไง” เอกพลยังคงปั้นสีหน้าร่าเริงต่อไป เขารู้ดีว่าธนูเริ่มขาดความมั่นใจในตัวเองจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และหากเรื่องราวนี้เกิดขึ้นกับเขา... ก็คงไม่ต่างกัน

“ขอบคุณมากๆ ครับ” ธนูฝืนยิ้มตอบท่าทางร่าเริงเกินเหตุของเอกพล เขาเองก็ใช่จะไม่รู้ถึงจุดประสงค์ของอีกฝ่าย หากแต่ตราบใดที่คนผิดยังไม่ถูกนำตัวมาลงโทษ เขาก็คงยิ้มออกมาอย่างเคยไม่ได้

ในเมื่อ... เขาเองก็มีส่วนต้องรับผิดชอบในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น... ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“เอ่อ... ถ้าอย่างนั้นผมไปก่อนนะครับพี่เอก”

เสียงตอกย้ำที่ดังก้องอยู่ในใจเสมอทำให้ธนูทนหายใจทิ้งอยู่เฉยๆ ไม่ได้ เขาก้มหัวขอตัวลาผู้กองหนุ่มรุ่นพี่ออกมา เพื่อมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลตำรวจสถานที่พักรักษาตัวล่าสุดของเหยื่อคดีทำร้ายร่างกาย ซึ่งเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเขาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน

“ทำหน้าเหมือนอยากกินยาเบื่อหนูประชดชีวิตเลยนี่ ฉันซื้อมาฝากเอาไหมล่ะ?”

เสียงกวนประสาทระคนประชดประชันของใครคนหนึ่ง เรียกให้ธนูหันหน้าซังกะตายไปหาช้าๆ เหมือนลานที่คนเป็นพ่อเคยไขไว้ใกล้จะหมดอย่างไรอย่างนั้น

“ก็เอาซี่”

คำตอบที่ได้รับกลับมากวนประสาทและประชดประชันไม่แพ้กัน แม้สีหน้าของคนพูดจะยังคงเปี่ยมไปด้วยอาการซังกะตายอยู่เช่นเดิมก็ตาม

“ได้! ฉันจะช่วยเอากรอกปากแกเอง” ชวินเดินตรงเข้ามา และตั้งท่าราวกับจะเอาบางสิ่งบางอย่างในกระเป๋าเป้ที่สะพายอยู่ออกมากรอกปากธนูจริงๆ อย่างที่พูด

...วันนี้อดีตหัวหน้าแก๊งหนุ่มอยู่ในชุดลำลองเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีน้ำเงิน กับกางเกงขายาวสีเทา ดูอย่างไรก็ไม่เข้ากันกับเป้สีเจ็บที่สะพายอยู่สักนิด

“ฉันเดาว่านั่นน่าจะเป็นน้ำยาขัดห้องน้ำมากกว่า... ในเป้ของนาย” ธนูยังคงกวนประสาทไม่เลิก สีหน้าของเขาดีขึ้นนิดหนึ่งหลังจากได้ลับฝีปากกับคู่ปรับตลอดกาล

“ฉันติดมาให้นายกินไง” ชวินยิ้มเหี้ยม ระหว่างที่ดึงบางสิ่งบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเป้ และยัดมันใส่มือธนู

“ฉันซื้อกินเองได้” ธนูรับถุงพลาสติกสีทึบมาเปิดดูด้านใน แล้วต้องแปลกใจระคนดีใจทันทีที่เห็นว่าสิ่งสิ่งนั้นคือ...

“พี่ชายฉันฝากมาให้นาย”

คราวนี้ชวินบอกธนูอย่างเป็นการเป็นงาน เพราะไม่อยากให้บทสนทนาลอยทะเลออกไปชนิดกู่ไม่กลับตามวิสัยอันเป็นไปได้เสมอของอีกฝ่าย นั่นคือเหตุผลหนึ่ง

“พี่ชายนายไปได้ไอ้นี่มาจากไหน?” ธนูเองก็กลับเข้าสู่โหมดเป็นการเป็นงานเช่นกัน เพราะกลัวว่าชวินจะรำคาญและหงุดหงิดจนพาลไม่ยอมบอกรายละเอียดใดๆ นั่นคือเหตุผลหนึ่ง

“เพื่อนของพี่ชายฉัน เขาเป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู”

คำตอบของชวินทำให้ธนูอดเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจไม่ได้

“พี่ชายไฮโซทายาทมหาเศรษฐีพันล้านของนาย มีเพื่อนเป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูด้วย?”

“เขาเป็นเจ้าของบริษัทส่งออกปลาคาร์ฟ พอว่างก็ไปช่วยงานมูลนิธิ” ชวินตอบสวนด้วยท่าทางเอือมระอาเล็กน้อย แท้จริงแล้วเขาเองก็แปลกใจไม่น้อยเช่นกัน หลังจากได้รับรู้ว่าเจ้าของหลักฐานชิ้นนี้มีงานอดิเรกที่ยิ่งใหญ่และเสียสละเช่นนั้น

“ดีแฮะ คนแบบนี้หายากนะเนี่ย ฝากขอบคุณเขากับพี่ชายนายด้วยก็แล้วกัน”

ท่าทางของธนูเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จนชวินอดขำไม่ได้ เขาไม่เข้าใจนักว่าของชิ้นนี้มีความสำคัญแค่ไหนและอย่างไร แต่หากมันทำให้หมอนี่กลับมาปากเสียเป็นปกติได้ โดยไม่ต้องมีใครเดือดร้อน เขาก็ยินดี

“ถ้างั้นฉันกลับล่ะ ฝากนายช่วยผู้กองลากคอไอ้มนุษย์อำมหิตนั่นมาเข้าตะรางด้วยก็แล้วกัน” ชวินสะพายเป้ขึ้นบ่าก่อนจะเดินออกไปทันที คล้ายกลัวว่าอีกฝ่ายจะตอบกลับด้วยประโยคคำพูดที่ทำให้ตนต้องยืนปะทะคารมต่อไปอีก

“แน่นอน!”

เสียงตอบรับกลั้วเสียงหัวเราะของธนูดังไล่หลังไป เวลานี้สีหน้าท่าทางร่าเริงของเขาเป็นที่จับตามองของใครต่อใครภายในโรงพยาบาลตำรวจ หมายรวมถึงคนคนหนึ่งที่คอยจับตามองเขาอยู่ตลอดเวลานั่นด้วย

“ดันมาตอนนี้ซะได้ ชิ!” มันพึมพำ ตาชำเลืองมองไปที่ห้องพักฟื้นของเหยื่อเคราะห์ร้ายคนเมื่อคืน แล้วตัดสินใจเดินเร็วออกไป คลาดกับธนูที่พึ่งเดินเข้ามาเพียงเสี้ยววินาที และเป็นเวลาเดียวกับที่แพทย์เจ้าของไข้และพยาบาลเปิดประตูห้องออกมา

“คุณหมอครับ คนไข้เป็นยังไงบ้างครับ?” ธนูตรงรี่เข้าไปถาม สีหน้าจริงจังผิดจากเมื่อครู่ราวกับเป็นคนละคน

“คงยังต้องรอดูอาการไปอีกสักระยะครับ แต่คิดว่าน่าจะไม่มีปัญหา ถ้าไม่มีอะไรแทรกซ้อน”

คำตอบจากปากเจ้าของเสื้อกาวน์สีขาวสะอาด ทำให้ธนูกลับมายิ้มได้อีกครั้ง เขากล่าวขอบคุณนายแพทย์วัยกลางคนประจำโรงพยาบาลตำรวจ แล้วยืนมองอีกฝ่ายเดินจากไปพร้อมพยาบาลวัยใกล้เคียงกัน

“เอ่อ... มีใครมาป้วนเปี้ยนหน้าห้องนี้บ้างไหมครับ?”

คราวนี้จอมกะล่อนเปลี่ยนไปตั้งคำถามกับสองเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เอกพลส่งมาคุ้มครองพยานบ้าง

“มีแต่คุณชวินนั่นแหละครับ มาตั้งแต่เช้าเลย”

คำตอบของ 1 ใน 2 จ่าทำเอาธนูชะงักไป แม้ไม่รู้ว่าหมอนั่นมาเพื่อเยี่ยมคนเจ็บหรือเพื่อดักรอเขา แต่ธนูก็อดยิ้มให้กับตัวตนและความเป็นชวินไม่ได้

“อย่างนั้นหรือครับ ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วล่ะครับ งั้นผมกลับก่อนนะครับ” สายสืบมือดีประจำกองปราบปรามลาสองจ่า แล้วเดินเร็วฝ่าผู้คนภายในโรงพยาบาลกลับมาที่รถมอเตอร์ไซค์คู่ใจ โดยไม่ลืมที่จะเอาของฝากจากอดีตหัวหน้าแก๊งปล้นนักการเมืองใส่ลงไปในกระเป๋าเป้ใบเก่งของตัวเองก่อน

“ลองเอาไปให้พี่เอกกับผู้กองภูผาช่วยกันตรวจสอบดีกว่า” เขาพึมพำกับตัวเอง ระหว่างที่ขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปจากลานจอดรถของโรงพยาบาลตำรวจ ราวกับไม่รู้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งคอยจับจ้องเขาอยู่ห่างๆ

...และเจ้าของดวงตาคู่นั้นกำลังวางแผนอะไรบางอย่างอยู่เงียบๆ!!

หลังผ่านการจราจรอันติดขัดบนท้องถนน อันเปี่ยมไปด้วยมลพิษจากควันท่อไอเสียของกรุงเทพเมืองฟ้าอมร ธนูก็กลับมาถึงลานจอดรถของอาคารสำนักงานกองปราบปราม แล้วก็นับว่าเป็นโชคดีของเขาที่รถยนต์ของภูผาและเอกพลยังคงจอดนิ่งอยู่ตรงที่เดิม

“อ้าว! กลับมาจากเยี่ยมคนเจ็บแล้วเหรอน้องนู?” เอกพลยิ้มทักสายสืบหนุ่มรุ่นน้อง ทันทีที่อีกฝ่ายเปิดประตูห้องเข้าไป หลังการเคาะเบาๆ สองสามครั้ง และได้รับอนุญาตจากเจ้าของห้องแล้ว

“ครับ เจอชวินที่นั่นด้วย แล้วก็...” ธนูชะงักคำพูดแค่นั้น ขณะที่ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเป้ที่ถูกเปิดซิปไว้เพียงครึ่งเดียว เป็นท่าทางแบบเดียวกับที่ชวินทำไม่ผิดเพี้ยน

“อะไรน่ะน้องนู?” เอกพลอดนิ่วหน้ามองด้วยความสงสัยไม่ได้

“หลักฐานใหม่น่ะครับ” คนถูกถามตอบ นัยน์ตาซึ่งยังคงจับจ้องไปที่สิ่งของบางอย่างในมือเป็นประกายขึ้นอย่างมีความหวัง ผิดจากเมื่อเช้าราวกับเป็นคนละคน

“ได้มาจากไหนล่ะ?” เอกพลเองก็เผยรอยยิ้มออกมาได้ เมื่อได้ยินคำตอบของอีกฝ่าย ในเมื่อเขาและภูผาก็กดดัน เคร่งเครียดกับคดีนี้ไม่แพ้กัน

“พี่ชายของชวินได้มาจากเพื่อนที่เป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิน่ะครับ” ธนูจ้องมองเศษท่อแป๊บเหล็กชิ้นเล็กบู้บี้ๆ ที่เอกพลรับไปดู ราวกับจะฝากความหวังสุดท้ายไว้ที่มัน

“อย่างนั้นหรือ ไม่แน่อาจจะกลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญก็ได้ คงต้องให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายพิสูจน์หลักฐานลองตรวจสอบดู” ผู้กองหนุ่มรุ่นพี่พยักหน้ารับ ระหว่างที่พลิกเศษท่อแป๊บบนผ้าเช็ดหน้าในมือไปมาเพื่อสำรวจร่องรอยต่างๆ ที่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

“ครับ ถ้ามีรอยนิ้วมือติดอยู่บ้างก็คงดี” สายสืบหนุ่มรุ่นน้องสะพายเป้ขึ้นบ่า เตรียมพร้อมสำหรับการกลับไปเรียนตามอย่างที่ควรจะเป็น ในเมื่อนั่นคือหน้าที่หลักของนักศึกษามหาวิทยาลัยอย่างเขา

“หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น พี่ฝากขอบคุณชวิน พี่ชายของเขา แล้วก็เพื่อนพี่ชายของเขาด้วยก็แล้วกันนะ เพราะพี่ไม่ค่อยจะได้เจอชวินสักเท่าไหร่ ถ้าคดีคืบหน้าเพราะเศษท่อแป๊บนี่ คงต้องนัดขอบคุณอย่างเป็นทางการ”

ดูเหมือนเอกพลก็ฝากความหวังไว้กับหลักฐานใหม่ชิ้นนี้เช่นกัน

“ได้ครับ ผมจะบอกหมอนั่นเองครับ พักนี้คงได้เจอกันบ่อย” ธนูรับปากด้วยความมั่นใจ เพราะรู้ดีถึงนิสัยของชวินว่า หากคนเจ็บซึ่งหมอนั่นเป็นคนพามาส่งที่ห้องฉุกเฉินกับมือยังไม่ออกจากโรงพยาบาล หมอนั่นก็คงเพิกเฉยที่จะไปคอยสอบถามอาการไม่ได้เช่นกัน

“ขอบใจมาก แต่เรื่องนี้เอาไว้ทีหลัง รีบไปเรียนเถอะเราน่ะ ยัยอ้อโทรมาบ่นกับพี่จนหูชาตั้งแต่เช้าแล้วเนี่ย”

คราวนี้คำพูดของเอกพลทำเอาธนูยิ้มเจื่อนๆ เขาผิดเองที่บอกกับอริศราว่าจะไปเรียนทั้งในช่วงเช้าและช่วงบ่าย แต่กลับเปลี่ยนจุดหมายปลายทางเป็นโรงพยาบาลแทนมหาวิทยาลัยอย่างที่ควรทำ

“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ ถ้าอ้อโทรมาอีก พี่เอกบอกว่าผมกำลังไปนะครับ” จอมกะล่อนก้มหัวให้อีกฝ่าย ก่อนจะเดินเร็วออกไปจากห้อง ทิ้งให้เอกพลนั่งมองเศษท่อแป๊บเหล็กบนโต๊ะอย่างพิจารณา ระหว่างที่ใช้โทรศัพท์ภายในติดต่อให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายพิสูจน์หลักฐานมารับมันไปตรวจสอบ

และไม่กี่นาทีถัดมา...

“ขออนุญาตค่ะ จากฝ่ายพิสูจน์หลักฐานค่ะ”

เสียงหวานๆ ใสๆ ของเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานผู้เป็นตัวแทนจากหน่วยงานของตัวเอง ดังขึ้นด้านหน้าห้องทำงานของเอกพล ก่อนที่ประตูห้องจะถูกเปิดออกหลังเสียงอนุญาต เผยให้เห็นร่างเล็กๆ บางๆ ของเจ้าของเสียงในชุดข้าราชการตำรวจเต็มยศ

“ขอโทษนะครับที่ไม่ได้เอาไปให้เอง คือ... อย่างที่เห็นนี่แหละครับ” เอกพลยิ้มเจื่อนๆ ให้กับหญิงสาวซึ่งก้าวเข้ามายืนเบื้องหน้าโต๊ะทำงานของผู้กองหนุ่ม ซึ่งมีแฟ้มคดีมากมายกองสูงเป็นพะเรอเกวียน

“ไม่เป็นไรค่ะ เข้าใจค่ะ” เธอตอบยิ้มๆ แล้วรับหลักฐานชิ้นล่าสุดของคดีฆาตกรรมต่อเนื่องบนท้องถนนซึ่งสะเทือนขวัญประชาชนไปทั่วทั้งกรุงเทพฯ กลับไปยังหน่วยงานเพื่อเตรียมดำเนินการขั้นต่อไป

และแม้จะเป็นเพียงหญิงสาวตัวเล็กๆ ที่ดูจะไม่เหมาะกับงานในตำแหน่งนี้ หากแต่เธอก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดที่มีเพื่อให้งานที่ต้องรับผิดชอบได้รับผลสำเร็จอันเป็นที่น่าพอใจโดยเร็ว

ถึงอย่างนั้นมนุษย์โลกก็ไม่ได้มีหน้าที่ และความรับผิดชอบเพียงอย่างเดียวในชีวิต...

“เดี๋ยวแหม่มไปทานข้าวกับพ่อแล้วค่อยกลับบ้านนะคะ” เจ้าของร่างเล็กพูดโทรศัพท์พลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้กับคำตอบของบิดาทางปลายสาย

...พ่อผู้เป็นแรงบันดาลใจของเธอรับราชการตำรวจชั้นประทวน และเวลานี้ก็กำลังทำหน้าที่ของตัวเองอย่างขะมักเขม้นอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับเหยื่อร่ายล่าสุดของคดีที่เธอเองก็กำลังรับผิดชอบในฐานะเจ้าหน้าที่ฝ่ายพิสูจน์หลักฐานอยู่เช่นกัน

“รีบมาจะได้รีบกลับ กลางค่ำกลางคืนมันอันตราย ไอ้คนร้ายโรคจิตนั่นมันจะออกมาอีกตอนไหนก็ไม่รู้” คนเป็นพ่อบอกลูกสาวคนเล็กด้วยความห่วงใย และมิวายบอกย้ำครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ว่าอีกฝ่ายจะมาปรากฏตัวตรงหน้าแล้วก็ตาม

“ค่ะพ่อ หนูไม่กลับดึกมากหรอกค่ะ พรุ่งนี้ยังต้องเตรียมตรวจหาลายนิ้วมือในเศษท่อแป๊บนั่นอีก” คนเป็นลูกตอบยิ้มๆ ระหว่างที่ตักอาหารมื้อเย็นจากโรงอาหารของโรงพยาบาลเข้าปากไปด้วย

“ถ้าคืบหน้าก็ดีหรอก ไอ้โรคจิตนั่นจะได้รับโทษของมัน อยู่ดีๆ มาฆ่าคนเป็นผักปลาได้ยังไง ตรวจสอบให้ดีๆ ถึงไม่มีรอยนิ้วมือก็อาจจะมีอย่างอื่นก็ได้”

คำพูดนั้นเรียกรอยยิ้มของคนฟังได้อีก หากแต่นั่นไม่ใช่รอยยิ้มของคนฟังทุกคนที่ได้ยินมัน ในเมื่อความรู้สึกของคนล้วนเปลี่ยนแปลงไปตามสถานะของผู้ได้รับผลกระทบจากคำพูดและการกระทำนั้น

และบางครั้งมันก็อาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ เพราะการกระทำหนึ่งอาจไม่ได้กระทบเพียงหนึ่ง...

“ตายล่ะ! ยางแบน 3 ล้อเลยเหรอเนี่ย ไปเหยียบอะไรเข้าล่ะฉัน... เฮ้อ!”

หลายต่อหลายครั้งที่ชีวิตมนุษย์ไม่อาจเป็นไปตามที่วางแผนไว้ หญิงสาวจำต้องทิ้งรถไว้ที่อู่ซ่อมรถย่านโรงพยาบาลตำรวจ เพื่อให้ช่างประจำอู่เปลี่ยนยางที่แบนติดถนนชนิดที่ไม่สามารถนำมาใช้ซ้ำได้อีก โดยที่ตัวเธอเองเลือกขึ้นรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างกลับบ้านแทน

ทว่า...

บรืนนนนน!!

เสียงรถมอเตอร์ไซค์ที่ดังไล่หลังมารบกวนสมาธิของวินมอเตอร์ไซค์วัยกลางคนพอๆ กับไฟหน้ารถที่สาดส่องเข้ามาที่กระจกมองข้างพอดี และไม่ทันที่ใครจะได้ตั้งตัว...

โครมมมม!!

เสียงมอเตอร์ไซค์ล้มกระแทกพื้นดังขึ้นในความเงียบของอุโมงค์ลอดทางแยก ซึ่งเวลานี้แทบไม่มีรถราแล่นผ่าน เนื่องจากกิตติศัพท์แสนอำมหิตของฆาตกรต่อเนื่อง คนเดียวกับที่กำลังลงจากมอเตอร์ไซค์ของตัวเอง ตรงมายังร่างของหญิงสาวในชุดข้าราชการตำรวจที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นถนน ขณะที่วินมอเตอร์ไซค์ซึ่งเวลานี้ถูกมอเตอร์ไซค์ของตัวเองทับขา ก็พยายามถัดตัวหนีออกมาเพื่อเอาชีวิตรอด

ทั้งที่มัน... ไม่น่ามีหนทางสำเร็จ!!

ครืดดดด... ครืดดดด...

เสียงลากของหนักๆ ดังใกล้เข้ามา... ใกล้เข้ามา... ขณะที่หญิงสาวยังคงนอนนิ่ง ไม่ไหวติง

และทั้งที่เป็นเช่นนั้น...

พลั่ก! พลั่ก! พลั่ก!

ท่อนเหล็กที่ถูกฟาดลงไปบนร่างของเธอครั้งแล้วครั้งเล่า ปลุกหญิงสาวซึ่งนอนสลบไสลไม่ได้สติให้ตื่นขึ้นรับรู้ความเจ็บปวดที่แล่นไปทั่วร่าง เวลานี้เธอไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะร้องขอชีวิตหรือความช่วยเหลือจากใคร

เลือดสีแดงสดทะลักออกจากบาดแผลบริเวณศีรษะปะปนกับหยาดน้ำตาที่ไหลริน เนื้อตัวภายนอกร่มผ้าฟกช้ำและเริ่มแตกเป็นแผล ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจหยุดการกระทำของฆาตกรอำมหิตตรงหน้าได้ มือของมันกำท่อนเหล็กแน่นตลอดเวลาที่กระหน่ำสิ่งสิ่งนี้ลงไปบนร่างบางซ้ำแล้วซ้ำเล่า

พลั่ก! พลั่ก! พลั่ก!

เสียงนั้นบาดลึกลงไปถึงขั้วหัวใจของชายวัยกลางคนผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน ถ้าขาเจ้ากรรมนี่ไม่เจ็บล่ะก็ เขาคงวิ่งออกไปร้องขอความช่วยเหลือจากผู้คนด้านนอกอุโมงค์แล้ว หากแต่ในความเป็นจริงเวลานี้ เขาเองก็ได้แต่พยายามกระเสือกกระสนถัดตัวไปตามพื้นถนน เพื่อหนีจากชะตากรรมเดียวกันที่รอคอยเขาอยู่เท่านั้น

ครืดดดด... ครืดดดด...

เสียงลากของหนักไปบนพื้นถนนดังขึ้นอีกครั้ง และคราวนี้มันก็ดังใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ หูของชายวัยกลางคนผู้จำต้องรับชะตากรรมเป็นคนถัดไปได้ยินมันอย่างชัดเจน

พลั่ก! พลั่ก! พลั่ก!

เสียงฟาดท่อนเหล็กดังกลบเสียงร้องขอชีวิต และแม้มันจะไม่ได้ดังกลบเสียงร้องแสดงความเจ็บปวดไปด้วย แต่มันจะมีประโยชน์อันใด ท่ามกลางถนนและอุโมงค์ที่ว่างเปล่าเช่นนี้!!


จบตอน



ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว