ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร

ข่าวร้าย

ธุรกิจร้าย ภารกิจรัก

- ติกาหลัง -

ตอนที่ 1 – ข่าวร้าย


                แสงไฟด้านหน้าห้องผ่าตัดดับลง เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าการทำงานด้านในจบลงแล้ว และญาติสนิทมิตรสหายด้านหน้าห้องผ่าตัดหลายชีวิตต่างลุกขึ้นยืน เพื่อรอจะพบกับแพทย์เจ้าของไข้ที่ต้องเดินออกมาแจ้งข้อมูล และอาการของคนไข้ที่ทำการผ่าตัดอย่างจดจ่อ หากเมื่อร่างสูงโปร่งของแพทย์ในชุดคลุมผ่าตัดสีเขียวเข้มเดินออกมาพร้อมแพทย์ผู้ช่วยอีกสองรายด้วยดวงหน้าเหนื่อยอ่อนและดวงตาที่ไร้แววความหวัง พร้อมการโค้งตัวลงต่ำเกินกว่าเก้าสิบองศา ผู้รอฟังอาการก็นิ่งงันและต่างเบือนหน้าหนีทันที กลุ่มสตรีหลายคนที่เฝ้ารอต่างปล่อยเสียงร้องไห้โฮออกมาระงมโถงด้านหน้าที่สงบจนก้องไปทั่วบริเวณ


                ท้องฟ้าที่มืดมิด แต่ถนนหนทางกลับสว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากป้ายโฆษณามากมาย จากไฟหน้าและท้ายรถยนต์หลากหลายแบรนด์ ทั้งยังมีแสงไฟสะท้อนรถสีเหลืองของแท็กซี่ที่ขับสวนไปมา เพื่อรับส่งลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวอีกด้วย ทำให้เบื้องล่างช่างแตกต่างจากผืนฟ้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตานัก

                ห้องพักหรูหราเงียบกริบ มีเพียงเสียงหายใจระรัวจากผู้อยู่ภายใน ไม่นานร่างเพรียวบางของหญิงสาวในห้องก็ทรุดลงกับพื้นพรมขนสัตว์เทียมสีเทาเข้ม ซึ่งปูอยู่บริเวณชุดโซฟานั่งเล่นริมผนังกระจกกว้างมุมห้องของอพาร์ทเม้นราคาแพง ห้องริมสุดหัวมุมของอาคารนี้ที่มีวิวสวยงาม มองเห็นเทพีสันติภาพอยู่ไกลๆ ในยามค่ำคืนที่มีแสงไฟสาดส่อง ถนนเบื้องล่างมีรถวิ่งไม่ขาด นครนิวยอร์คไม่เคยเหงา หากตอนนี้ข่าวจากบ้านเกิดทำให้เจ้าของห้องสวยหรูรู้สึกวังเวงจับใจ

                “หนูจะรีบทำเรื่อง และรีบกลับค่ะปู่” คนที่เพิ่งทรุดกายอย่างหมดแรงหลังฟังคำบอกจากโทรศัพท์ทางไกลเอ่ยด้วยเสียงพร่าสั่น น้ำตาไหลนองแก้มเนียนนวลเงียบๆ

                “แล้วหนูต้องทำอะไรต่อ” เอ่ยถามเสียงพร่า พยายามไม่สะอื้นให้ปลายสายได้ยิน จนเม้มปากแน่นเงียบๆ

                เธอฟังคำตอบจากปลายสายจบลง ทำได้แค่กดวางสาย และนั่งเหม่อมองออกไปสุดสายตา ค่ำคืนนี้ในนิวยอร์คไม่สวยงามเช่นเคยเลย ทำไมต้องมีเรื่องสูญเสียในวันที่เธอเพิ่งยินดีมากมายเมื่อเช้า ทำไมเธอต้องสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่เคยได้ทันเตรียมใจ

                “พ่อคะ... ทำไมพ่อทิ้งหนูไป...” น้ำตาไหลลงมาจากดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มมากมาย อย่างปวดร้าวในอก


                เสียงโทรศัพท์มือถือดังอีกครั้ง ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่เอ่อคลอด้วยน้ำในตาเหลือบมอง ก่อนกดรับสาย “อืม พี่รู้แล้ว”

                “ผมจะไปรับพี่ที่สนามบิน พี่จะถึงประมาณกี่โมง”

                “พี่คงต้องจัดการเรื่องที่นี่อีกสองวันนะ เพราะต้องทำเรื่องให้ส่งเอกสารกลับเกาหลี” เธอตอบน้องชายคนเดียวที่มี “ชอนบุน พี่ไม่อยากเป็นประธาน”

                คนฟังเสียงพี่สาวที่สั่นพร่าได้แต่หลับตาให้น้ำตาไหลลงเงียบๆ เขารู้มาตลอดว่า พี่สาวคนโตคนเดียววิ่งหนีการบริหารงานของตระกูลมาตลอด หากอุบัติเหตุร้ายแรงที่เพิ่งเกิด จนบิดาเสียชีวิตกลับดึงให้เธอต้องกลับมาทำในสิ่งที่เธอไม่เคยคิดจะทำ “พี่มาทำก่อน อีกสองปีผมก็เรียนจบแล้ว”

                “เธอทำเลยไม่ได้เหรอ”

                “ไม่ไหวหรอกฮะ รายงานมันเยอะจริงๆ นะ”

                “อืม” พี่สาวรับคำราบเรียบ “เราต้องใช้หนี้ใครบ้าง เธอรู้ไหม?”

                “พ่อยืนเงินคนๆ เดียวตลอดฮะ แล้วฝ่ายนั้นก็เหมือนคอยช่วยเหลือพ่อโดยไม่แสดงตัวมานานมากแล้วด้วย” เขาตอบ เพราะรับรู้ปัญหาการเงินของโรงแรมดีกว่าพี่สาว

                “ใครล่ะ?”

                “วิคเตอร์ ลี วอน บิสมาร์ค”

                “ลูกครึ่งเหรอ?” พี่สาวถามงุนงงกับชื่อและนามสกุล

                “ใช่ พ่อเขาเป็นตระกูลเก่าแก่ชั้นขุนนางของเยอรมนี ตระกูล วอน บิสมาร์ค แม่เขาเป็นคนเกาหลี เป็นเครือญาติของ อีจองแจ พี่จำได้ใช่ไหม คุณลุงอีจองแจ” น้องชายตอบ เพราะในมือเขามีข้อมูลของเจ้าหนี้รายใหญ่ที่น่ากลัวอยู่ในมือ ได้ยินเสียงพี่สาวตอบรับกลับมา เขารู้ดีว่าคนเป็นปู่จะไม่เล่าอะไรให้พี่สาวฟังแน่นอน

                “ปู่ไม่เล่าให้พี่ฟังแน่ เพราะไม่อยากให้พี่เข้าไปยุ่งเรื่องนี้ อยากให้พี่บริหารงานอย่างเดียว ส่วนเรื่องการเงินของโรงแรมปู่คงให้อาจีซูจัดการเงียบๆ”

                “ทำไมปู่ต้องปิดพี่”

                “คงกลัวเขามายุ่งกับพี่มั้ง”

                คนฟังน้องชายนิ่วหน้า “ไม่เข้าใจ”

                “ก็ถ้าเราใช้หนี้เขาไม่ทันกำหนดก็จับพี่ไปขัดดอกไง” น้องชายทำเสียงหงุดหงิดในความไร้เดียงสาของพี่สาว “พี่ก็ยี่สิบสามแล้วนะ ใช้ชีวิตในสหรัฐฯ ตั้งนาน ไร้เดียงสาไปถึงไหน”

                “ว่าพี่ทำไมเนี่ย?!” เธอทำเสียงงอนน้องชายทันที

                “ก็จริงนี่ มีแฟนสักทีเหอะ! ถึงหน้าจะอ่อนวัยเหมือนสิบเจ็ดสิบแปด แต่จริงๆ ก็แก่แล้วนะ”

                “เอ๊ะ !”

                น้องชายหัวเราะได้บ้าง เมื่อคนเป็นพี่สาวส่งเสียงไม่พอใจมาให้ “กลับมาแล้วเดี๋ยวผมให้ดูข้อมูลมิสเตอร์ลีแล้วกันนะ น่ากลัวมากทีเดียว”

                “ทำไมเธอถึงว่าน่ากลัว?”

                “ก็อิทธิพลครอบคลุมเอเชียและโซนยุโรปมาก ใครมีเรื่องไม่ยอมตามหรือผิดสัญญาก็หายไปดื้อๆ หลายรายแล้ว บางรายก็เป็นอัมพาตก็มี อีกอย่างอายุก็จะสี่สิบแล้วแต่ยังโสด ผมว่าแมร่งน่ากลัวอ่ะ ไม่รู้ฆ่าผู้หญิงที่นอนด้วยแล้วทำไม่ถูกใจไปด้วยหรือเปล่า ถึงยังไม่มีเมียสักที”

                คนฟังคำน้องชายทำหน้าเหยเกอย่างบอกไม่ถูก หากก็รับคำน้องชายในลำคอ และวางสายเพื่อเตรียมจัดกระเป๋าย้ายที่อาศัยกลับบ้านเกิด เธอตัดสินใจได้ในทันทีว่าของบางอย่างในห้องนี้จะไม่นำกลับไป ห้องนี้อาจจะต้องขายทิ้ง เพื่อนำเงินกลับไปโปะหนี้อีกทาง หากต้องรอความเห็นปู่ก่อน เพราะห้องนี้ปู่เป็นคนซื้อหาไว้เผื่อเวลาลูกหลานมาทำธุระที่นิวยอร์ค

                หญิงสาวยืนมองภาพถ่ายครอบครัวของตนเองที่จัดวางไว้หลายกรอบบนชั้นวางหนังสือในห้องทำงานเงียบๆ ไม่นานน้ำตาที่แห้งไปก็ไหลลงมาอีกครั้ง ภายในใจเจ็บปวดกับการจากลา โดยไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใดต่อกันเลย เป็นการจากกันที่เธอทรมาน และรู้สึกสูญเสียอย่างสาหัสมากอีกครั้งหนึ่ง


                ห้องทำงานกว้างใหญ่ที่ผนังด้านหลังของโต๊ะทำงานไม้ขัดเงาสีดำเป็นกระจกทั้งด้าน เจ้าของห้องกำลังนั่งไขว้ห้างบนเก้าอี้บุนวมหนังสีดำ พิงแผ่นหลังกว้างกับพนักในท่าทางสบายอารมณ์ หันข้างให้กับโต๊ะทำงาน ซึ่งมือซ้ายก็ทำการเคาะนิ้วมือลงบนโต๊ะเบาๆ โดยมือขวาจับเครื่องมือสื่อสารไล่นิ้วเลื่อนอ่านข้อความมากมายในจอที่ถูกส่งมาอย่างตั้งใจ ก่อนจะจบรายงาน เขาก็เลื่อนลง จนพบภาพของหญิงสาวผิวขาวคนหนึ่งในอิริยาบถต่างๆ เกือบสิบภาพที่แนบมา ทำให้ดวงตาสีเทอร์คอยซ์ (Turquoise) ฉายแววสุขสันต์ออกมาอย่างไม่เคยเป็น

                หญิงสาวดวงหน้าเนียนใส คิ้วโค้งได้รูปรับดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้ม เมื่อแสงแดดส่องผ่าน จมูกโด่งมน ผมยาวหยักศกเล็กน้อยสลวยสีน้ำตาลเข้ม ยิ่งทำให้เธอสวยอย่างธรรมชาติ และยิ่งสวยเมื่อเธอเผยรอยยิ้มจนเห็นฟันเรียงสวยงาม และแก้มบุ๋มลงด้วยลักยิ้มที่ข้างแก้มเนียน

                “เตรียมเครื่องบินไปนิวยอร์คให้หน่อยสิ โจ” เสียงที่เอ่ยขึ้นราบเรียบติดเยือกเย็น

                ผู้นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่หลังโต๊ะทำงาน มีดวงหน้าที่ได้รูปล้อมกรอบไปด้วยไรหนวดเคราหนา ซึ่งตัดแต่งไว้เรียบร้อยเสริมให้ผู้พูดดูน่าเกรงขามขึ้นไปอีก ถึงไม่ได้เป็นชายหนุ่มในวัยยี่สิบปลายๆ สามสิบต้นๆ หากความคมเข้มที่คงเค้าไว้ก็ยังฉายชัด อีกทั้งเมื่อคนพูด ตวัดขาที่ไขว่ไว้ลง และลุกขึ้นเต็มความสูง ซึ่งมีมากถึงร้อยเก้าสิบเซนติเมตร และด้วยโครงรูปร่างกายที่หนากำยำ บึกบึน ไร้ไขมันส่วนเกินรอบเอว ภายใต้เชิ้ตเนื้อดี ก็ทำให้เขาดูดีน่ากลัวไปอีก

                “บอสจะไปทันที!?” เสียงเอ่ยถามเกรงใจ หากมีความประหลาดมาด้วย

                “ใช่!” เขาตอบ ระหว่างหยิบสูทจากเสาแขวนเสื้อใกล้ๆ โต๊ะทำงานใหญ่มาสวมทับ “อยู่กับฉันมาตั้งแต่เกิด เคยเห็นฉันอยากได้อะไรแล้วไม่ได้ด้วยเหรอ?”

                “เอ่อ...ไม่ไปงานศพคืนแรกก่อนหรือครับ?” คนถามต้องก้มศีรษะให้ และรีบหันหลังเดินออกไป เมื่อเจ้านายใหญ่หันมองด้วยแววตาชนิดหนึ่ง ที่เขารู้ดีว่าเริ่มไม่พอใจ โดยมือก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าด้านในสูทกดหาศูนย์การบิน เพื่อสั่งการตามคำสั่งของเจ้านายทันที


                หนุ่มใหญ่ที่ยืนจัดการให้สูทสีกรมท่าเข้าที่เข้าทาง และเดินเลี่ยงไปยังประตูมุมห้อง ซึ่งมีห้องไว้พักผ่อน และห้องน้ำด้านใน เพื่อทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย ก่อนเดินมาล้างมือ และส่องกระจกภายในห้องน้ำส่วนตัวของห้องทำงาน มองดูความเรียบร้อย มือใหญ่จับเนกไทให้เข้าที่โดยมีกั๊กสีเดียวกับสูทและกางเกงซ้อนทับอยู่ เมื่อเรียบร้อยเขาก็จ้องดูดวงหน้าตนเอง แม้จะมีหนวดเคราหนาล้อมไว้ หากริ้วรอยก็ชัดเจน

                “แก่ขึ้นทุกวัน...”

                ถึงจะบอกว่าตนเองแก่ หากความจริงเขาก็ดูดีนัก เพราะการออกกำลังกายสม่ำเสมอ รูปร่างที่สูงใหญ่หนา จึงไร้ไขมันส่วนเกินเช่นบุรุษในวัยเดียวกันหลายคนในสังคม อีกทั้งเงินที่มีก็สามารถสรรหาอาหารและยาบำรุงชั้นยอดได้เสมอ หากที่ดูจะแก่คงเป็นผมและหนวดเคราที่มีเส้นผมและขนสีเทาเริ่มขึ้นแซมปละปลายนั่นมากกว่า ขายาวที่ก้าวมั่นคง ออกสู่ประตูด้านหน้าห้องทำงาน โต๊ะด้านข้างประตูหน้าห้องที่เลขานุการสาวใหญ่นั่งอยู่ลุกขึ้น เมื่อผู้เป็นนายเดินออกมา

                “ผมจะไปนิวยอร์คสักวีคนึง  แต่กรุณาอย่าบอกใครว่าไปไหน มีอะไรโทรหาโจก่อนแล้วกัน” เขาเอ่ยเรียบราบตามประสา พยักหน้าให้เธอ เมื่อได้ยินเสียงรับคำ ก่อนเดินออกไปหาลิฟท์ที่ลูกน้องหนุ่มยืนรออยู่

                “ถึงนู้นบอสจะเข้าโรงแรมก่อน หรือว่าไปหาคุณหนูคิมก่อนครับ?”

                คนเป็นนายตวัดสายตามองลูกน้องคนสนิทที่ยืนเยื้องอยู่ด้านหน้าเบื้องขวา “ดูนายห่วงเธอนะ”

                “คือ...” คนถูกถามอ้ำอึ้ง “คือเธอยังไม่ประสา”

                คนเป็นเจ้านายทำเสียง “เฮอะ” เมื่อคนสนิทพูดจบ “หมั้นก็เคยมาแล้ว บ้าล่ะไม่ประสา”

                โจเหลียวมองหน้าเจ้านายที่ทำปากเบ้ ก่อนหนุ่มใหญ่จะยืนนิ่งดวงหน้าขรึมเช่นปกติ คนเป็นลูกน้องจึงหันมายืนสงบนิ่งเช่นเดิม จนลิฟท์เปิด


                เครื่องบินส่วนตัวจอดสนิท เมื่อประตูเปิดออก ร่างสูงใหญ่ก็เดินตาม โจ ลงมายังพื้นสนามบิน โดยที่ชายหนุ่มรีบวิ่งไปเปิดประตูรถยนต์สีดำคันหรูด้านหลังให้เจ้านายใหญ่ตามหน้าที่ ก่อนบอดี้การ์ดเบื้องหลังเขาอีกหลายคนจะวิ่งกันไปขึ้นรถที่เคลื่อนมารอรับอยู่ไม่ไกลนัก

                “ไปอพาร์ทเม้นผู้หญิงคนนั้น”

                โจ หันไปส่งภาษากับคนขับรถ หลังได้ฟังคำสั่งเจ้านายที่เอ่ยขึ้นทันที เมื่อเขาเข้ามานั่งยังเบาะข้างคนขับแล้ว ไม่นานรถเคลื่อนตัวออกจากสนามบิน เพื่อไปยังจุดหมายปลายทาง ลูกน้องหนุ่มได้แต่ลอบเหลียวมองเจ้านายที่นั่งเคาะนิ้วกับกรอบหน้าต่าง ดวงตาสีเทอร์คอยซ์ของหนุ่มใหญ่แลดูฉายแววสนุกสนานกว่าที่เขาเคยพบมา

                อีกใจนั้น โจก็เชื่อว่าเจ้านายหลงรักผู้หญิงคนนั้น เพราะทั้งชีวิตเขาก็ไม่เคยเห็นเจ้านายจะลงทุนลงแรงเดินทางไกลข้ามทวีป เพื่อทำแบบนี้ ที่ผ่านมามีแต่นั่งรอให้ได้ในสิ่งที่อยากได้อยู่ในที่ของตนเองเสียมากกว่า คิดได้พักใหญ่รถยนต์คันหรูก็จอดลงเบื้องหน้าอาคารสูงสี่ชั้นมุมถนนหลักของรัฐแมนฮัตตัน นครนิวยอร์ค


…………………


ลงตอนที่ 1 สักนิด

หลังเปิดจองชื่อเรื่องไว้เมื่อ 14 มีนาคม 2560

ยังไงขอฝากไว้ให้ผู้อ่านติดตามอีกสักเรื่องนะคะ ^_^

ชื่อเล่น นิหน่า เรียก นิ ดีกว่าเรียก หน่า !!!

ปัจจุบันล่องลอยตามอารมณ์ อายุ 30 กว่าๆ

 

#

 

อ่านมากกว่าเขียน

แต่ก็จะไม่หยุดเขียน

เพราะบางครั้งการเขียน ก็ทำให้เรารู้ว่า กำลังคิดสิ่งใดอยู่...

 

มีเพจแล้วนะคะ ^___^

ติกาหลัง

https://www.facebook.com/Tikalung/

#

 

แสดงเพิ่มเติม
แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นทั้งหมด ()

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น