ขยายเวลาจองถึง 15 ม.ค. 2562 ส่งหนังสือ 25 ม.ค. 2562 สนใจติดต่อที่เพจสนพ.ตะวันเปรมปรีดิ์ค่ะ ปิดตอน5 ม.ค. 2562

ชื่อตอน : 2 กำเนิดใหม่

คำค้น : หลิงหลง,อี้เทา,ปราบผี,วาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 31.8k

ความคิดเห็น : 51

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ม.ค. 2561 07:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
2 กำเนิดใหม่
แบบอักษร

2018-01-04

หมออดิสรณ์ร่วงลงมาในบ่อน้ำโดยไม่ทันตั้งตัว เขารู้สึกว่าร่างของตัวเองจมไปเรื่อยๆ โอเคจริงๆก็ไม่มีร่างเขามีแต่วิญญาณนี่นะ

เขาจมไปเรื่อยๆโดยไม่ถึงก้นเสียที จนเขาเริ่มเปลี่ยนท่า ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่เขาก็รู้สึกถึงการมีตัวตนของตัวเองที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำอบอุ่น แสนสบาย มีเสียงผู้หญิงคุยกับเขาพร้อมกับความรู้สึกที่ว่าได้รับความรักอย่างเปี่ยมล้น ​

หมออดิสรณ์เดาว่าตอนนี้เขากำลังอยู่ในครรภ์มารดา น่าแปลกที่ความทรงจำของชาติที่แล้วยังอยู่ครบถ้วน แต่ก็ช่างเถอะถือว่าเป็นไอเท็มลับของเขาก็แล้วกัน

หลับหลับตื่นตื่นๆอยู่ในครรภ์มารดาอยู่นาน ก็ ได้ออกมาชมโลกภายนอกเสียที วินาทีแรกที่โผล่พ้นครรภ์มารดาได้รับแสงจ้าจนหมออดิสรณ์ต้องหรี่ตา แต่แล้วกลับถูกมือหนาอวบใหญ่ตบเข้าที่ก้นอย่างแรงจนเขาแหกปากด่าแต่กลายเป็นเสียงร้องไห้ของทารก

"เสียงดังฟังชัดมาก จะต้องเติบโตมาเป็นเด็กแข็งแรงแน่ๆ" เสียงผู้หญิงหัวเราะกันคิกคัก 

"ข้าได้บุตรชายหรือบุตรสาว" เสียงอ่อนระโหยถามน่าจะเป็นเสียงของมารดา 

"เจ้าได้บุตรชาย หน้าตาน่ารักน่าชังไม่น้อยดูคลับคล้ายเจ้านัก" หมอตำแยนำเด็กน้อยที่อาบน้ำแล้วห่อผ้าส่งให้หญิงสาวบนเตียง นางมีนามว่าถางซือซือมีใบหน้างดงามดวงตาโศกซึ้ง ผิวพรรณดูคล้ายคุณหนูลูกผู้ดีมีตระกูล แต่กลับแต่งตัวด้วยผ้าฝ้ายเนื้อหยาบอยู่ในบ้านเก่ามอซอในส่วนที่อยู่อาศัยของชนชั้นล่างในเมือง 

นางมาจากที่ใดไม่มีผู้ใดทราบและไม่มีผู้ใดสนใจ คนในเมืองนี้ล้วนไปๆมาๆเพราะว่านี่คือเมืองท่าอันดับ 1 ของแคว้นเล่ย

"ขอข้าอุ้มน้องได้ไหมขอรับท่านแม่" เด็กน้อยถามขึ้นเขามีอายุประมาณ 6 ขวบมีนามว่าถางอี้เทา เด็กน้อยมิใช่บุตรแท้ๆของถางซือซือ เดิมทีอี้เทาเป็นเพียงเด็กเร่ร่อนไร้ชื่อแซ่อยู่ในเมือง ตอนที่ ถางซือซือพเนจรมาถึง นางมีอายุครรภ์ได้ 5 เดือนแล้ว นางเช่าบ้านจากป้าจาง ก็เห็นอี้เทาเดินของานทำแลกกับอาหารอยู่แถวนั้น นางอาศัยไหว้วานเขาบ่อยๆให้ไปซื้อของหรือรับงานเย็บปักมาให้นางทำที่บ้าน ผ่านไป1เดือนถางซือซือก็รับเขาเป็นบุตรบุญธรรมพร้อมตั้งชื่อให้และใช้แซ่เดียวกับนาง

ถางซือซือส่งทารกให้อี้เทา มองเด็กสองคนด้วยความเอ็นดู

"น้องชื่ออะไรหรือขอรับท่านแม่"

"นั่นสินะ น้องชื่อหลิงหลงดีไหม" นางยิ้ม

"ดีขอรับ น้องหลงของพี่โตเร็วๆนะ" อี้เทาหอมแก้มน้อง แขนเล็กที่เพิ่งจะเริ่มมีเนื้อหนังหลังจากมาอยู่กับมารดาบุญธรรมกอดทารกไม่ยอมปล่อย จนกระทั่งหลิงหลงร้องหิวนมจึงยอมส่งให้มารดา


สามแม่ลูกอาศัยอยู่ในบ้านเช่าอย่างเรียบง่ายแต่มีความสุข รายได้มาจากการรับเย็บผ้าของถางซือซือ นางมีฝีมือในการปักผ้าเป็นเลิศจึงเป็นที่นิยม จากร้านตัดเสื้อในเมือง ทำให้ความเป็นอยู่ของสามแม่ลูกไม่ลำบาก

จนกระทั่งหลิงหลงอายุได้ 3 ปี ถางซือซือก็เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ แม้จะเชิญหมอมารักษา ก็เพียงจ่ายยาให้มาต้มรับประทาน แต่ไม่ว่าจะรับประทานยาเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้น 

แม้แต่หลิงหลงที่มีความทรงจำของการเป็นหมอเมื่อชาติก่อนเหลืออยู่ ก็ยังไม่สามารถตรวจหาสาเหตุอาการป่วยของมารดาได้ ใจของเด็กน้อยเฝ้าคิดถึงเครื่องMRI เครื่องเอกซเรย์เครื่องสารพัดเครื่องที่โลกเก่าของเขามี ส่วนโลกนี้แค่จับชีพจรจะรู้ได้อย่างไรว่ามารดาป่วยเป็นมะเร็งหรืออย่างไร

"หลิงหลงอยากเรียนหนังสือหรือลูก" ถางซือซือนอนปักผ้าอยู่บนเตียง แม้นางจะป่วยแต่เด็กสองคนในบ้านยังต้องกินต้องใช้ นางจึงพยายามทำงานเท่าที่จะทำได้

"ข้าอยากศึกษาเรื่องสมุนไพรจะได้รักษาอาการของท่านแม่ได้" หลิงหลงซบใบหน้าอยู่บนตักของมารดา

"เด็กเอ๋ยเด็ก แม่ไม่เป็นอะไรหรอกจะอยู่กับเจ้าไปอีกนานแสนนาน" ซือซือลูบศีรษะของเขาด้วยความปราณี

แม้รู้ดีว่านี่เป็นคำโกหกหลิงหลงยังยิ้มรับ อี้เทาที่ไปเรียนที่สำนักศึกษากลับมาเห็นมารดากับน้องกอดกันกลมก็เข้ามากอดด้วย

"กลับมาแล้วหรืออี้เทา วันนี้ศึกษาเรื่องใดบ้าง" ซือซือรับอี้เทาเข้าสู่อ้อมอก แคว้นเล่ยมีกฎว่าเด็กอายุแปดขวบขึ้นไปต้องรับการศึกษา โดยทางแคว้นจะจัดหาอาจารย์ไว้ให้ มิจำกัดว่าต้องเรียนกี่ปี หากสามารถสอบผ่านหลักสูตรก็สามารถจบการศึกษาชั้นต้นได้ซึ่งการสอบนี้จะจัดสอบทุกสามเดือน ส่วนผู้ที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติมก็สามารถเข้าเรียนในหลักสูตรชั้นกลางและชั้นสูงต่อไปได้โดยใช้เวลาหลักสูตรละ 3 ปี อี้เทานับว่าเป็นเด็กหัวดีผู้หนึ่งตอนนี้ศึกษาอยู่ในหลักสูตรชั้นกลางปีที่ 2 แล้ว เพราะถางซือซือสอนหนังสือให้ตั้งแต่เด็ก หลิงหลงก็พลอยได้เรียนกับพี่ชายไปด้วย

"วันนี้อาจารย์สอนเรื่องการปกครองเบื้องต้นขอรับท่านแม่ อาจารย์บอกว่าแม้ไม่ได้เข้ารับราชการแต่ก็ใช้วิธีนี้ดูแลคนในปกครองได้"

หลิงหลงพยักหน้าเห็นด้วยนับว่าท่านอาจารย์ผู้นี้มีความรู้และจิตวิทยาดีทีเดียว 

"ฟังดูน่าสนุกดีนะลูก หิวหรือเปล่าเดี๋ยวแม่จะทำอาหารให้เดี๋ยวนี้แหละ" 

"ท่านแม่อย่าลุกเลยเดี๋ยวข้าทำเอง หลิงหลงไปช่วยพี่ทำอาหารแล้วกันนะ ให้ท่านแม่พักผ่อน" 

เด็กน้อยรับคำอย่างว่าง่ายเดินตามอี้เทาเข้าครัวไป


จากนั้นอีกไม่กี่เดือนเด็กทั้งสองก็กลายเป็นเด็กกำพร้า ถางซือซือจากไปด้วยอาการสงบ นางหลับไปแล้วก็ไม่ตื่นอีกเลย มีเพื่อนบ้านมาช่วยกันฝังศพอย่างเรียบง่ายที่สุสานนอกเมืองเพราะทุกคนก็ไม่ได้มีเงินทองอะไร

"อี้เทา หลิงหลง ป้าขอโทษนะแต่ว่าถ้าเธอสองคนไม่มีเงินมาจ่ายค่าเช่าบ้าน ป้าก็คงต้องให้คนอื่นเช่าต่อ ป้าให้เธออยู่ได้จนถึงสิ้นเดือนแล้วกันนะ  ช่วยหาทางขยับขยายเสียเถิด" ป้าจางพูดกับพวกเขาเป็นคำสุดท้ายก่อนจะจากไปทิ้งให้สองพี่น้องมองหน้ากัน

อี้เทาถอนหายใจ เขาเคยเป็นเด็กเร่ร่อนมาก่อนสามารถทนต่อความลำบากได้ แต่หลิงหลงน้อยจะสามารถใช้ชีวิตอยู่บนถนนไปได้นานแค่ไหนกัน

"อี้เทาไม่ต้องกลุ้มใจทุกอย่างต้องมีทางออก พวกเรากลับไปบ้านแล้วค่อยๆหาทางคิดอ่านกัน" หลิงหลงเป็นฝ่ายปลอบพี่ชาย

"ได้ แต่ไหนๆมาถึงนี่แล้วลองเข้าป่าไปหาเห็ดกันไหม เผื่อจะได้ติดมือกลับไปทำอาหาร ไม่รู้ว่าที่บ้านมีเงินเหลือเท่าไหร่ พวกเราต้องช่วยกันประหยัดให้มากที่สุด" อี้เทาชวนน้อง

"เอาสิ" หลิงหลงยังเด็ก จะได้เข้าป่าก็ตื่นเต้นลืมความเสียใจไปชั่วขณะมือเล็กป้อมจับจูงพี่ชายเข้าป่าไป 

อี้เทาเคยเป็นเด็กเร่ร่อนมาก่อน ดังนั้นการหาของป่าจึงพอจะหาเป็นอยู่บ้าง เด็กชายพาน้องน้อยหาเห็ดได้หอบใหญ่ รวมทั้งไข่ไก่ป่าอีกหลายฟอง จนสองพี่น้องรู้ตัวก็เป็นเวลาโพล้เพล้แล้ว 

"หลิงหลงจะค่ำแล้วเรารีบกลับกันเถอะ" 

"อื้ม" เด็กน้อยรับคำเดินเตาะแตะตามพี่ชายออกจากป่า

"พี่ เราจะไปไหนกันเหรอ" หลิงหลงเห็นเป็นคนละทางกับขามาจึงถามขึ้น

"ป่านนี้ประตูเมืองคงปิดแล้ว ข้าจะพาเจ้าเข้าอีกทาง" อี้เทาทราบแผนผังของเมืองทุกซอกทุกมุม ผู้ใดจะทราบดีกว่าเด็กจรจัดอย่างเขา

"เข้าใจแล้ว" หลิงหลงกวาดตาไปรอบๆอย่างสนใจ พวกเขาเดินกันไปเรื่อยๆจนเห็นหลังคาอาคารในย่านตลาดอยู่ไม่ไกล รวมทั้งแสงไฟ กลิ่นอาหารและเสียงพูดคุยของชาวบ้านดังแว่วมา

"พี่แล้วทางนี้ล่ะ" หลิงหลงชี้ไปทางถนนกว้างสายหนึ่งปูด้วยหินสีเทาอมเขียวอย่างดีแต่กลับรกร้างเต็มไปด้วยเศษใบไม้

"ตรงนั้นเป็นบ้านร้าง ข่าวว่ามีปีศาจสิงอยู่ เจ้าของเดิมบอกขายมานานแล้วแต่ไม่มีผู้ใดกล้าซื้อจึงทิ้งร้างไว้แบบนั้น" อี้เทากระตุกมือน้อง ไม่ทันเห็นหลิงหลงมองบ้านร้างด้วยสายตาหมายมาด


"หลิงหลง พี่จะออกไปหางานทำ เจ้าอยู่บ้านคนเดียวระวังตัวด้วยนะ อย่าออกไปซุกซนเข้าใจหรือไม่"อี้เทาสั่งน้องรอบที่สิบเห็นจะได้ ปกติหลิงหลงอยู่กับมารดามิค่อยออกไปวิ่งเล่นสักเท่าไหร่ แต่วันนี้เขารู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ

"พี่ไม่ต้องห่วง ข้าจะอยู่บ้าน" หลิงหลงยิ้มเผล่ ยิ่งดูไม่น่าไว้ใจมากเข้าไปอีก

อี้เทาจำต้องไปหางานทำ แม้จะเป็นห่วงน้องแต่ค่าเช่าบ้านของป้าจางก็ยังต้องจ่าย เด็กชายถอนหายใจแล้วมุ่งหน้าไปตลาด

หลิงหลงยืนส่งอี้เทาจนลับตา เด็กน้อยก็วิ่งไปอีกทาง ยังบ้านร้างท้ายตลาดที่เขาจดจำเส้นทางไว้เมื่อวาน 

ถนนปูด้วยหินสีเทาอมเขียวทอดตัวอยู่ด้านหน้าดูรกร้างหดหู่ 

"เอาน่า เกิดมาตั้ง 2 ชาติแล้วจะกลัวอะไรปีศาจไม่มีเสียหน่อย" หลิงหลงพูดปลุกปลอบใจตนเองแล้วเดินไปตามทางหิน

เด็กน้อยเดินมาเป็นระยะเวลาชั่วน้ำเดือด บรรยากาศโดยรอบก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากบรรยากาศหดหู่ตรงทางเข้า ยามนี้เปลี่ยนเป็นบรรยากาศเสียดแทง ทุกย่างก้าวคล้ายก้าวสู่เส้นทางมรณะ แต่เด็กน้อยไม่ยอมถอย หยีตาสู้ลมที่เข้ามาปะทะสืบขามาถึงหน้าประตูใหญ่

"หากสามารถอยู่ได้ข้ามคืนยินดีจำหน่ายให้ในราคาสิบตำลึงเงิน เจิ้งลี่เฉิง" 

อ่านจบหลิงหลงก็ยิ้มอย่างถูกใจ เงื่อนไขเล็กน้อยมากแค่นี้ข้าก็จะมีบ้านอยู่แล้ว มือเล็กลองผลักบานประตู ปรากฏว่าเปิดออกอย่างง่ายดาย หลิงหลงก้าวไปสำรวจด้านในทันที

"โอ้โหที่นี่ทั้งกว้างทั้งสวย น่าเสียดายจริงที่ปล่อยทิ้งร้างไว้แบบนี้ มีที่กว้างแบบนี้ข้าก็จะเลี้ยงไก่ปลูกผักได้" หลิงหลงมองไปรอบๆอย่างถูกใจ ขาสั้นป้อมก้าวไปยังตึกใหญ่ เมื่อผลักประตูเข้าไปเขาได้ยินเสียงปลดสลัก ครืนนนน........ หลิงหลงชักขาถอยด้วยความกลัวว่าตึกจะถล่ม แต่แล้วเมื่อเด็กน้อยมองอีกครั้งทุกอย่างกลับเป็นปกติ

"หรือจะเป็นเสียงประตู มันอาจจะมีสลักก็ได้ เก่าขนาดนี้คงจะฝืด" หลิงหลงพึมพัมกับตัวเองระหว่างที่เดินสำรวจห้องโถง

เด็กน้อยเห็นทางสายหนึ่งทอดเข้าไปด้านในดูเรียกร้องให้เขาเข้าไปพิสูจน์มาก แต่เมื่อเหลือบมองแสงตะวันด้านนอกเห็นว่าอี้เทาคงใกล้จะกลับมาแล้ว เด็กชายจึงวิ่งแน่บกลับบ้านโดยไม่หันมองด้านหลังจึงไม่เห็นว่ามีมือโปร่งแสงคู่หนึ่งกวักเรียกเขาอยู่


พอจะแซ่บน่าติดตามกันบ้างไหมคะ เรื่องนี้ก็จะเป็นผีตลกๆคนละแนวกับผีของน้องลูกจันนะคะ ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

ป.ล.สำหรับเรื่องนี้จำนวนเฉลี่ยประมาณ5 หน้าต่อหนึ่งตอนนะคะ

ความคิดเห็น