ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 38 เลขาหาย (100%)

ชื่อตอน : "ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 38 เลขาหาย (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.7k

ความคิดเห็น : 63

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ม.ค. 2561 21:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 38 เลขาหาย (100%)
แบบอักษร

เลขาหาย

** **



“ว๊าว พี่ตะวันดูนั่น น่ากินอ่ะน่ากิน เราจะกินร้านไหนก่อนดี”

“รินทร์ ไม่ต้องรีบก็ได้ ยาวเหยียดขนาดนี้ดูไปก่อนดีกว่า ร้านไหนน่าอร่อยจริงๆเราค่อยชิม ขืนจะกินตั้งแต่ร้านแรกก็ได้ท้องแตกกันพอดี”

“ไม่เอาอ่ะ ก็มันหิวแล้วอ่า งั้นรินทร์ซื้อเจ้านี้ พี่ตะวันซื้อเจ้านั้นมาลองชิมดู โอเคไหมพี่”

คนที่มาด้วยกันถึงกับส่ายหน้า เพราะดูเหมือนว่าจะมีแค่สองคนเท่านั้นที่ผูกขาดการสนทนาทั้งหมดไป

ท่ามกลางผู้คนมากมายทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ไหนจะพ่อค้าแม่ค้าที่ต่างก็ขนเอาของที่ตัวเองมีมาขายออกมาอวดสรรพคุณ ทำให้สองข้างทางแน่นขนัดไปด้วยสินค้าหลากชนิด ทั้งของกินของใช้ ทั้งอาหารง่ายๆ ที่ตั้งเป็นแผงลอยสำหรับใครที่อยากกินไปเดินดูของไปก็ไม่ว่ากัน

นรินทร์ที่กำลังคุยเจื้อยแจ้วเมื่อมายืนคู่กันแบบนี้ทำให้ดูตัวเล็กและบางกว่าใครเพื่อน ส่วนตะวันนั้นมองเผินๆคล้ายสาวหล่อมากกว่าที่จะมองให้เป็นเด็กหนุ่ม คงเพราะผมที่เริ่มยาวระต้นคอทำให้หน้าหวานๆนั้นน่ามองเป็นเท่าตัว จึงไม่แปลกนักที่คนที่เดินผ่านไปแล้วยังหันกลับมามองอย่างสนใจ

“พี่ตะวันไปร้านนั้นกัน”

คนถูกลากแขนหันไปสบตาพจน์ที่เดินเรื่อยๆตามมา รู้สึกอุ่นใจทุกครั้งที่พอหันกลับไปก็จะเห็นร่างสูงอยู่ข้างหลังเสมอ แต่ถึงกระนั้นก็ยังรู้สึกหงุดหงิดเล็กๆกับเสน่ห์อันฟุ้งกระจายของคนตัวสูงจนทำให้สาวๆหลายคนชะม้ายชายตาให้อย่างจงใจ

“อร่อยเน๊อะพี่”

“อื้อ”

ปากบางๆเป่าแล้วยัดของกินหน้าตาแปลกเข้าปาก แล้วทำเสียงตอบรับกับรสชาติที่ถูกลิ้นแล้วหันไปมองคนตัวสูงข้างหลังเพราะอยากให้ชิมบ้าง

“เร่เข้ามา เร่เข้ามาครับพ่อแม่พี่น้อง วันนี้เราขอเสนอมายากลสุดแปลก สุดพิเศษ สุดตะการตา ที่รับรองว่าท่านไม่เคยเห็นที่ไหนในโลก.............”

“อะไรน่ะ?”

“ไปดูกันเธอ”

เสียงจากโทรโข่งที่ดังแทรกขึ้นและดังกว่าทุกสรรพเสียงบวกกับเสียงเซ็งแซ่ของคนรอบตัวทำให้สองหนุ่มน้อยที่กำลังจิ้มของกินใส่ปากอย่างเมามันถึงกับหยุดเคี้ยวเงี่ยหูฟัง

“พี่ตะวันไปดูไหม?”

“อื้อ ไปสิ”

นรินทร์สะกิดชวนพอๆกับคนถูกชวนก็พยักหน้ารับอย่างอยากรู้ ก่อนจะพากันกลืนหายไปกับฝูงชนที่พากันไหลไปในทิศทางเดียวอย่างน่าแปลกจนพจน์จิ๊ปาก ทำสัญญาณมือให้ลูกน้องที่ยืนมองอยู่รอบๆประกบไว้อย่าให้คลาดสายตา

พริบตาเดียวจริงๆให้ตาย!

“อ่าว หายไปไหนแล้ว”

เสียงเจ้าโทนพึมพำตามมาอีกคน ขณะที่อาศัยความสูงของตัวเองยืดคอขึ้นช่วยมองหาอีกแรง แล้วก็ชี้โบ้ชี้เบ้เพราะจำรูปร่างและสีผมของทั้งสองหัวที่เดินคู่กันไปข้างหน้าได้

“ไปถึงโน่นแล้วนาย ทำไมไวจังวุ๊ย”

พจน์พยักหน้าขณะก้าวตามไปทำให้ไม่ทันมองสิ่งที่อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาตัวเองจนได้ยินเสียง “อุ๊ย” ตรงช่วงอกตัวเองนั่นแหละถึงได้ก้มลงมอง

“เป็นอะไรหรือเปล่า?”

“ไม่เป็นไรค่ะ อูย”

สาวเจ้าก้มลงกุมข้อเท้าตัวเองแล้วทำหน้าเหย กางเกงตัวสั้นร่นขึ้นจนเห็นขาอ่อนขาวจั๊วอย่างจงใจ พอๆกับเสื้อคอกว้างที่คนยืนมองได้ลึกถึงไหนต่อไหน แต่ถ้าถามพจน์ตอนนี้คืออยากเขย่าผู้หญิงตรงหน้าจนหัวหลุดแล้วถามว่าคนตัวเท่าควายขนาดนี้มองไม่เห็นหรือว่าจงใจเดินเข้ามาขวางกันแน่

จงใจ?

“โทษทีที่ชน ถ้าไม่เป็นไรมากก็ดีแล้ว ถ้างั้นผมขอตัว”

“เดี๋ยวสิคะคุณ คุณชนฉันนะ จะไม่รับผิดชอบหน่อยเหรอ”

“รับผิดชอบ ยังไง?”

ชีวินได้ยินเข้าถึงกับส่ายหน้ายอมแพ้และไม่ได้สนใจนักเพราะรู้ว่าพจน์จัดการได้ แต่ที่ต้องรีบตามไปคือตะวันกับนรินทร์เพราะกลัวหายมากกว่า

“ไปส่งฉันหน่อยสิคะ ฉันมาคนเดียวแล้วกำลังจะกลับ.....” สาวแปลกหน้าชะงักเมื่อเห็นพจน์ทำมือแปลกๆ และเห็นชายสองคนเข้ามายืนเหมือนรอคำสั่ง

“ช่วยไปส่งคุณผู้หญิงคนนี้แทนฉันที ให้เธอถึงที่หมายอย่างปลอดภัย เท่านี้ใช่ไหมครับที่คุณต้องการ” วลีหลังพจน์หันมาถามคนที่ยืนอึ้งทำตาโตเพราะไม่คิดว่ามันจะกลายเป็นแบบนี้

“ขอตัวนะครับ”

“เดี๋ยวสิคะ คุณเป็นคนชนนะ เรื่องอะไรที่ต้องให้คนอื่นไปส่งล่ะ คู๊ณณ” เสียงแหลมตวาดแว๊ดตามหลัง แต่นั่นไม่ได้ทำให้พจน์หันกลับมาแลแม้เศษเสี้ยวหางตา

“เชิญครับคุณ รถอยู่ทางนี้”

“บ้า ใครจะไปกับพวกแก”

“อ่าว คุณไม่ได้เจ็บข้อเท้าหรอกเหรอครับ?”

สาวผู้มั่นใจในความสวยของตัวเองอยากกรี๊ดให้ลั่น นานทีจะเห็นผู้ชายถูกเสป็กแบบนี้สักคน กำลังคิดว่าจะเดินตามไปตื้อก็ต้องชะงักเมื่อนายสองคนยืนขวางไม่ให้ผ่าน

“หลีกไปซิมาขวางไว้ทำไม”

“ไปทางอื่นได้ครับยกเว้นทางนี้”

“นี่มันทางสาธารณะฉันจะไปทางไหนก็ได้”

“ไปทางอื่นได้ครับ ยกเว้นทางนี้ทางเดียว”

“ไอ้พวกบ้า ฉันไปหาคนอื่นก็ได้ ชิ” ว่าแล้วก็สะบัดบ็อบเดินหนีไปด้วยท่าทางที่ผิดมาดเมื่อครู่จนลูกน้องของพจน์พึมพำตามหลัง

“ผู้หญิงสมัยนี้ทำไมน่ากลัวงี้วะ”

“กูก็คิดเหมือนมึง”



ตะวันเขย่งเท้ายืดคอขึ้นเพื่อมองหาใครบางคน จากที่เคยหันกลับไปเห็นพจน์แต่ตอนนี้กลับเจอแต่คนแปลกหน้าทำให้ในใจวูบโหวงแปลกๆ “รินทร์ คนอื่นหายไปไหนกันหมด”

“นั่นสิ แต่อีกเดี๋ยวคงตามมาแหละ เจ้านายเคยห่างพี่ตะวันได้ที่ไหน”

“ว่าไปนั่น”

“ก็จริงนี่นา ปาท่องโก๋ยังน้อยไปด้วยซ้ำ ฮือ ของพี่เหลือแค่นั้นเหรอ ของรินทร์เหลือตั้งเยอะ”

“พี่ไม่ช่วยนะ กินหมดนี่คงอิ่มตื้อเลยละ”

ตะวันบอกขณะรอว่าจะมีกลอะไรแปลกกว่าที่เคยเห็นตรงไหนออกมาโชว์ให้ดู อย่างคนที่กำลังกลืนดาบยาวๆเข้าปากนั่น คนดูบางคนถึงกับเอามือปิดหน้าเพราะหวาดเสียว แต่ถ้าใครจับไต๋ได้ก็จะรู้ว่าผู้แสดงจะต้องมีทักษะและเทคนิคเฉพาะตัว และอาศัยการฝึกฝนให้เกิดความชำนาญถึงจะแสดงได้เพราะถ้าพลาดแค่นิดเดียวนั่นหมายถึงชีวิตเลยทีเดียว

“แปลกจัง รินทร์ไม่ค่อยเห็นตัวตลกมาแสดงกลมาก่อนเลยพี่”

“นั่นสิ พี่ก็คิดเหมือนกัน”

คงเป็นอันนี้ละมั้งที่มองแล้วแปลกๆ เพราะส่วนมากพวกนักมายากลจะใส่สูทหรือไม่ก็แต่งตัวปกติ แต่นี่มันน่าจะเรียกว่าคณะละครสัตว์มากกว่า นี่ถ้ามีสิงโตเดินออกมาเพ่นพ่านละก็ใช่เลย

ตะวันละสายตาจากกลุ่มคนที่กำลังต่อตัวบนจักรยานล้อเดียวเพื่อมองหาพจน์ แต่ก็ไม่มีวี่แววคนตัวสูงว่าจะตามมาก็หมายจะสะกิดชวนนรินทร์

“เดี๋ยวครับเดี๋ยว อย่าเพิ่งขยับเดินหนีไปไหนเพราะนั่นเป็นแค่ไฮไลท์ แต่กลของเรากำลังจะเริ่ม ณ.บัดนี้”

สิ้นเสียง ณ.บัดนี้ กลุ่มควันสีขาวก้อนใหญ่ก็บึ้มขึ้นมาจากกลางวงตรงที่กำลังแสดงอยู่พอดิบพอดี ทำให้คนดูพากันปรบมือกันเกรียวอย่างชอบใจเมื่อตัวแสดงที่แต่งเป็นโจกเกอร์ในภาพยนตร์เรื่องแบทแมนอันโด่งดังเดินออกมาจากควันที่ยังฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ

มีคนชอบก็ไม่แปลกที่จะมีเสียงวิจารณ์เซ็งแซ่ว่าอันตรายเกินไป บางคนตกใจจนต้องอุ้มลูกหนี แต่คนส่วนใหญ่ก็ชอบแถมตะโกนเชียร์ว่าเอาอีกๆดังลั่น แต่ตะวันกลับแค่กระพริบตาปริบๆ เพราะไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอย่างที่ควรจะเป็นเลยสักนิด หรืออาจจะเพราะมัวแค่คิดว่าพจน์กำลังไปยืนอยู่ตรงจุดไหนจะได้เดินไปหา เลยไม่ได้สนใจนักมายากลที่กำลังดึงผ้าสีดำผืนใหญ่ออกมาสะบัดโชว์

“รินทร์ พี่ว่าเราไปกันเถอะ คนเยอะขนาดนี้เจ้านายคงหาเราไม่เจอ”

“อื้อ ไปสิไป รินทร์เริ่มปวดฉี่แล้ว”

“เรานี่น๊า กินเข้าไปได้ยังไงเยอะขนาดนั้น เดี๋ยวก็ได้ท้องแตกไปจริงๆหรอก”

“จะทิ้งก็เสียดายอ่า รินทร์เลยใส่ลงในท้องไปหมดเลย” ตะวันขำกับท่าลูบท้องแบบอิ่มจริงจังของคนบอก แต่เสียงอันดังของคนที่ถือโทรโข่งทำให้ตะวันหันไปมอง

“คุณ คุณครับ”

“ผมเหรอ”

ตะวันชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง “ผมทำไม?” เมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายเรียกตนแน่ๆก็ยิ่งงงหนัก

“ช่วยเดินออกมาตรงนี้สักประเดี๋ยว” บอกแล้วทำมือว่าให้เดินไปตรงไหนจนตะวันเกิดความลังเลขึ้นชั่วขณะเพราะปกติก็ไม่ชอบเป็นจุดสนใจของคนอยู่แล้ว “ผมไม่เล่นครับ คุณเรียกคนอื่นเถอะ”

“เดินมาหน่อยเถอะครับ แค่ไม่กี่วิเอง แล้วคุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต”

ชีพจรตรงต้นคอถึงกับกระตุกเพราะคำพูดที่ฟังดูโม้เกินจริง และตะวันก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในข่ายของคนที่ชอบความตื่นเต้นเร้าใจแบบนั้น

“ผมไม่ชอบเปลี่ยนแปลง ผมชอบแบบที่มันเป็นอยู่ตอนนี้มากกว่า ไปเถอะรินทร์”

ตะวันบอกปัดอย่างไม่สนใจแล้วเดินนำ และอาจจะเพราะความหนาแน่นของจำนวนคนมุงดูนั้นมากมายจนร่างบางเริ่มมึนเพราะไม่รู้จะแหวกออกไปจากทางไหนดี

“ตะวันทางนี้”

ราวกับเสียงสวรรค์เมื่อเสียงทุ้มคุ้นหูดังบอกทาง ทำให้นรินทร์ที่เดินตามหลังหันขวับแล้วออกวิ่งไปหาพจน์ทันทีและคิดว่าพี่ตะวันจะวิ่งตามมาด้วยเพราะการวิ่งผ่ากลางวงที่กำลังมีนักมายากลแสดงแบบนั้นมันไม่ได้ผิดอะไรตรงไหนทำให้ตะวันก็วิ่งตามหลังไปทันที

แต่ลืมไปสนิท

ใช่ เพราะความดีใจที่เห็นพจน์ทำให้ตะวันลืมไปว่าเมื่อกี้นักมายากลขอให้ตะวันทำอะไร และกำลังจะเดินผ่านไปได้อยู่แล้วเชียวข้อมือบางก็ถูกคนที่เป็นโจกเกอร์คว้าเอาไว้แน่นจนร่างบางหยุดกึก

แต่ภาพที่คนตัวบางกำลังบิดข้อมือหนีขณะที่โจกเกอร์พูดอะไรบางอย่างอยู่นั้นทำให้ร่างสูงที่ยืนรออยู่นอกวงคิ้วกระตุก

“ยังเข้าไม่ได้ครับคุณ เรากำลังจะโชว์ แต่เดี๋ยวก็คงเสร็จ ใช้เวลาไม่นานหรอก” คนที่เพิ่งจบการต่อตัวบนจักรยานล้อเดียวกันไม่ให้พจน์เข้าไปมากกว่านั้น และคนดูรอบข้างพากันทั้งเฮทั้งปรบมือลั่นเมื่อโจกเกอร์เริ่มสบัดผ้าสีดำผืนใหญ่ในมือโดยมีอาสาสมัครหน้าหวานยืนทำหน้างงอยู่ใกล้ๆ

“นายครับ พี่ตะวันบอกว่าไม่อยากเล่นนะแล้วทำไมพี่เขาไปยืนนิ่งๆตรงนั้นได้” พจน์มองหน้ารินทร์ แล้วหันกลับไปมองร่างบางพลางจ้องนิ่งไม่ให้คลาดสายตา ระยะห่างจากจุดนี้ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็จะเห็นได้ง่ายที่สุดและเข้าไปได้ไวที่สุด พจน์ไม่แน่ใจว่าโฟเบียที่ตะวันเป็นอยู่จะมีอาการอย่างอื่นรวมอยู่ด้วยโดยที่เจ้าตัวเองก็ยังไม่รู้หรือไม่เพราะดูยังไงก็น่าเป็นห่วง

“ทุกท่านครับ จับตาดูวินาทีนี้ให้ดีๆ”

พจน์กอดอกหน้าเครียด กรามบดเข้าหากันจนได้ยินเสียงกรอดๆข้างหู บอกไม่ถูกเลยว่ารู้สึกยังไงกับภาพที่เห็นและรอว่าเมื่อไหร่การแสดงห่วยๆตรงหน้าจะจบลงซักที เพราะการที่ตนออกมาเดินเล่นชิวๆปนกับคนมากๆวันนี้ก็เป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายของตัวเองไปไกลโขแล้ว

ตาคมมองสบตาลูกน้องที่พากันขยับออกมายืนแทรกกับคนทั่วไป ทุกคนพยักหน้ารับทันทีเพราะความหมายของมันคงไม่ต้องให้พจน์มานั่งอธิบาย แต่ถ้าผลของมันออกมาผิดจากที่คาดหมายเหล่าลูกน้องก็เตรียมตัวรับระเบิดเวลาที่พร้อมจะเบิ้มได้ทุกวินาทีได้เลยเหมือนกัน

โจกเกอร์ร่างผอมเพรียวที่สูงกว่าตะวันนิดเดียวเดินวนไปรอบๆ พลางสะบัดผ้าสีดำมันผืนใหญ่ในมือคล้ายกับจะทำให้คนดูลุ้นว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ เสียงคนดูที่พากันเฮดังอยู่รอบตัวยิ่งทำให้ตะวันหลับตาครั้งแล้วครั้งเล่า พลางสูดลมหายใจลึกๆ

“หลังจากนี้ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็อย่าถือโทษโกรธเคืองกันเลยนะ”

“เอ๊ะ?!”

ยังไม่ทันจะเข้าใจว่ามันหมายความว่ายังไงและทำไมถึงต้องพูดแบบนั้น จู่ๆร่างบางก็ตาพร่าจนต้องรีบกระพริบตาอย่างไม่เข้าใจ แต่ร่างบางที่กำลังโงนเงนคล้ายทรงตัวไม่ได้นั้นทำให้คนที่จ้องตาไม่กระพริบอยู่อีกฝั่งตะโกนเรียกชื่อคนหน้าหวานดังลั่น และเสียงนั้นก็ดังพอที่จะทำให้ร่างบางที่กำลังจะโงนเงนหันมามอง ก่อนที่ทุกอย่างก็มืดสนิท

พจน์สบถ มือหนาผลักคนที่ยืนขวางหน้าจนคนพวกนั้นกระเด็นไปคนละทาง ภาวนาในใจขออย่าให้คนตัวบางเป็นอะไร และมันต้องไม่ใช่อย่างที่คิด ต้องไม่ใช่

พรึ่บ

แต่แล้วไฟสว่างหลากสีที่กำลังส่องแสงที่ห้อยระโยงระยางอยู่เหนือหัวขึ้นไปต่างสามัคคีกันดับพรึ่บลงเพียงเสี้ยววินาทีขณะที่ร่างสูงวิ่งเข้าไปให้ถึงห่อผ้าสีดำที่เข้าใจว่าคลุมร่างของของตะวันไว้

“นาย”

“กันคนพวกนั้นออกไป!”

พจน์คำราม ลูกน้องกว่าสิบชีวิตต่างก็กรูกันเข้ามาช่วยกันคนที่อยากรู้อยากเห็นเรื่องของชาวบ้านออกไปให้ห่างเพราะเมื่อเห็นคนวิ่งก็จะพากันวิ่งตามจนเกิดความโกลาหลย่อมๆอย่างที่เป็น

นรินทร์ตามหลังพจน์ไปติดๆ ขณะที่ชิต โทนกับลุงสังข์ก็เห็นเหมือนอย่างที่คนอื่นเห็น แต่ไม่มีใครรู้อย่างที่พจน์รู้ และพจน์ก็แน่ใจว่าความกลัวบางอย่างนอกจากความสูงแล้วตะวันยังมีความกลัวบางอย่างซุกซ่อนอยู่เป็นแน่

ความมืด?

“ตะวัน”

พจน์ร้องเรียกคนตัวบาง รู้สึกใจชื้นเมื่อผ้าสีดำที่คลุมตัวยังขยับได้บอกใบ้ให้รู้ว่าคนที่ถูกห่อตัวไว้ไม่ได้หมดสติไป มือหนาจึงพยายามทั้งถลกและดึงผ้าออกและดูเหมือนคนข้างในจะพยายามที่จะออกมาจากผ้ามาให้ได้เช่นกัน

เสียงอู้อี้อื้ออึงบวกกับเสียงความวุ่นวายของไทยมุงและเสียงเพลงที่เปิดมาจากทั่วทุกทิศทำให้จับใจความไม่ได้ว่าเสียงใครเป็นเสียงใคร นรินทร์เห็นอย่างนั้นก็ตามเข้ามาช่วยดึงผ้าหนาหนักที่ดูเหมือนจะหนาและหนักผิดปกติออกช่วยเพราะตอนนี้รู้สึกเป็นห่วงพี่ตะวันมากกว่าอะไรทั้งหมด

แต่แล้วพจน์ถึงกับตัวชา เมื่อห่อผ้าที่พยายามเปิดออกกลับเป็นใครอีกคนที่ตนไม่เคยรู้จักมาก่อน

“เฮ้ย! นี่มันอะไรกัน?”

คำถามแรกหลุดออกมาทำให้เหล่าการ์ดหันขวับมามองก่อนจะกรูเข้ามาล้อมร่างสูงของพจน์เอาไว้และต่างก็มองไปยังร่างของหญิงสาวที่นั่งอยู่บนพื้นเป็นตาเดียว

“เธอเป็นใคร มาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง”

“ฉัน ฉันไม่รู้ค่ะ ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

“ว่าไงนะ บอกมาว่าอีกคนหายไปไหน?”

มือหนาเขย่าไหล่บางๆจนหัวคลอนและนั่นทำให้หญิงผู้เคราะห์ร้ายบ่อน้ำตาแตกทันที “ฉัน ฉันก็ไม่รู้ค่ะ แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

“เฮี้ยเอ้ย”

“เอ้ยพจน์ ใจเย็นๆ ดูท่าว่าผู้หญิงคนนี้จะไม่รู้เรื่องอะไร”

“ไม่รู้เรื่องแล้วมานั่งอยู่ตรงนี้ได้ยังไงวะ”

“ฉันไม่รู้จริงๆค่ะ แล้วพวกคุณเป็นใคร ลูกฉันล่ะสามีฉันอยู่ไหน?” แต่ละคำที่หลุดออกมาสร้างความแปลกใจจนคนที่ได้ยินหันไปมองหน้ากัน

“ยุ้ย” เสียงเรียกอยู่อีกฝั่งทำให้หญิงที่กำลังทำอะไรไม่ถูกหันขวับไปมอง “พี่ชาญ” หญิงปริศนาโผเข้าหาชายคนหนึ่งที่กำลังอุ้มเด็กน้อยหน้าตาน่ารักไว้ในอ้อมแขนแต่ถูกลูกน้องของพจน์กันเอาไว้ไม่ให้เข้ามาได้

“พวกคุณเป็นใคร แล้วเมียผมทำไมไปอยู่ตรงนั้น”

ชายคนนั้นบอกขณะที่เด็กน้อยแผดเสียงร้องจ้าทันทีที่เห็นแม่ตัวเองและต่างก็โผกอดกันกลมจนคนที่มองเหตุการณ์ไม่แน่ใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น

“ใครเป็นคนรับผิดชอบ” เสียงทุ้มคำรามขณะหันมองไปรอบๆเพื่อยืนยันว่าตนไม่ได้ฝันร้ายไปชั่วขณะ

“นายครับ”

พจน์หันไปเห็นลูกน้องสองคนกำลังหิ้วปีกใครบางคนที่เพิ่งแสดงฉากเมื่อกี้จบลงเข้ามา ใช่ ใครบางคนที่จะให้คำตอบพจน์ได้และใครบางคนที่มันกำลังจะโดนบีบคอเพราะความโมโหมันจะต้องเป็นไอ้ตัวโจกเกอร์คนนี้แหละ

“พวกคุณเป็นใคร จะทำอะไรผม” หน้างงๆกับกิริยาไม่รู้เรื่องรู้ราวนั้นทำให้พจน์กัดฟันกรอด แต่เพราะยังไม่อยากฆ่าใครก่อนได้ตะวันคืนทำให้พจน์ถามเสียงเย็น

“เขาอยู่ไหน?” ถึงอย่างนั้นคนฟังก็ยังทำหน้างงอย่างน่าแจกหมัดให้ซักตั๊บ

“เขา? เขาอะไร?”

“ไอ้เฮี้ย แล้วเมื่อกี้มึงทำอะไรไปล่ะวะ เขาอยู่ไหน คนที่มึงเพิ่งดึงเขาเข้าไปเล่นกลหลอกเด็กในผ้าผืนนั้นเขาหายไปไหน บอกกูมาเดี๋ยวนี้”

“ผม ผมไม่รู้”

“จะไม่รู้ได้ยังไงวะ ผ่านไปยังไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ”

มือหนากระชากคอเสื้อคนที่แต่งตัวเป็นโจกเกอร์แต่งหน้าตาน่าหัวร่อที่กำลังฉีกยิ้มจนถึงหูเขย่าจนหัวคลอน แต่หน้าตาของพจน์มันทำให้ไอ้โจกเกอร์อยากร้องให้มากกว่า

“ผมไม่รู้ว่าพวกคุณพูดเรื่องอะไรกัน เขาที่ว่าคือใคร?”

สิ้นคำพูดนั้นเหมือนมีกรรไกรที่มองไม่เห็นมาตัดฉับให้ฟิวส์ที่รั้งไว้จนสุดความสามารถของพจน์ขาดปั๊ด ทำให้กำปั้นเพียวๆลุ่นๆชกตั๊บเข้าครึ่งปากครึ่งจมูกคนพูดอย่างเหลืออด ทำให้เลือดทะลักเพราะความแรงแบบไม่มีสตั้นแสดงแทนเล่นเอาคนที่เห็นเหตุการณ์อ้าปากค้าง

“อั๊ก คุณชกผมทำไม”

ไอ้คนกุมปากยังถามหน้าซื่อ และนั่นก็ทำให้คนที่แต่งเป็นตัวตลกอดไม่ได้ต้องถามแทนเพราะเป็นหนึ่งในคนที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด

“ไอ้เอ็มเมื่อกี้มึงเพิ่งแสดงกลไปใช่ไหมวะ?”

“ห๊ะ?”

“แล้วคุณคนเมื่อกี้ล่ะ กูก็งงอย่างที่ทุกคนงงเนี่ย เขาอยู่ไหน?”

“มึงพูดเรื่องอะไร?”

“อ่าวไอ้เฮี้ย ก็มึงเพิ่งเล่นกลจบไปไม่ใช่หรือไง!” เพื่อนอีกคนถามอย่างนึกโมโห

“ห๊ะ เออ ใช่ กูกำลังจะออกมาเล่นกลแหละ แต่ทำไมไม่รู้กูง๊วงง่วงกูเลยกะจะงีบหน่อยตอนที่พวกมึงต่อตัวกัน กะว่าเสร็จแล้วพวกมึงคงเข้าไปเรียก มารู้สึกก็มีคนลากกูออกมาเนี่ย แล้วใครออกมาเล่นกลแทนกูวะ”

“พวกมึงไม่ได้มาด้วยกันหรือไงถึงมาถามกันแบบนี้”

พจน์ตวาดเสียงดัง อยากจะซัดใครซักคนให้หมอบสมกับความรู้สึกโกรธตอนนี้ ทั้งโกรธตัวเองที่ไม่เด็ดขาดพอ ถ้าตอนนั้นยืนยันที่จะเอาตะวันกลับมาคงไม่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น

นรินทร์ตัวสั่นน้ำตาซึม นึกไม่ถึงว่าจะเป็นแบบนี้ พี่ตะวันหายไปได้ยังไง ใครเป็นคนทำแบบนี้ หรือนี่เป็นเรื่องล้อกันเล่นก็เล่นแรงเกินไป

“อึ๊ก!”

เสียงสะอื้นของไอ้ตัวเล็กยิ่งทำให้พจน์โมโหหนัก มองกวาดไปรอบๆอย่างทำอะไรไม่ได้ ไฟก็ยังสว่างดีและไม่มีตรงไหนมืดมิดอย่างที่คิด คนที่มุงดูก็เหลือแค่บางส่วนที่ยังยืนดูห่างๆอย่างคนที่อยากรู้เรื่องชาวบ้านเขาไปทั่วว่าเขามีเรื่องอะไรกันแถมยังกระซิบกระซาบกันซะอีก แต่นั่นไม่ได้อยู่ในความสนใจของพจน์ แม่ค้าพ่อค้าบางคนก็ยังขายของปกติ จะมีบ้างที่พากันชะเง้อคอยาวแต่ก็ไม่มีใครมีท่าทางมีพิรุจน์อย่างที่คิด จะมีก็แต่ทางนี้ที่การ์ดยืนล้อมเหล่าตัวตลกนับสิบโดยมีพจน์ยืนหน้าเครียดราวกับจะฆ่าคนได้

ในขณะที่กำลังกัดฟันกรอดๆเพราะความโมโห ความผิดปกติบางอย่างก็ทำให้พจน์ถึงบางอ้อขมวดคิ้วเพ่งมองแล้วคิดให้ถี่ถ้วน

ตัวโจกเกอร์ที่ยืนอยู่กับตะวันเมื่อครู่ถึงแม้จะเห็นไกลๆก็ยังเห็นถึงความแตกต่างชัดเจนอย่างเช่น

'สีผิว'

ตะวันนั้นผิวขาวพจน์จำได้ขึ้นใจ และไอ้โจกเกอร์ที่เพิ่งแสดงไปก็ขาวพอๆกัน ผิดกันกับโจกเกอร์ที่เพิ่งโดนหมัดซัดพั๊วเข้าให้ตรงหน้าออกจะคล้ำไปหน่อยแถมเตี้ยกว่าอย่างเห็นได้ชัด

“บัดซบ”

พจน์สบถลั่น พร้อมกันนั้นชีวินก็โพล้งออกมาว่าจะไปเช็กกล้องทุกตัวที่สามารถเช็กได้ว่ามีใครน่าสงสัยหรือทำอะไรแปลกๆบ้าง อย่างเช่นแบกของ พยุงคน หรือหิ้วอะไรน่าสงสัยออกไปจากบริเวณนี้ให้เร็วที่สุดทำให้พจน์พยักหน้าแต่ใช่ว่าจะคลายกังวน

โทรศัพท์เครื่องเล็กถูกยกขึ้นแนบหูและคำสั่งที่ส่งลงไปทำให้ลูกน้องพากันเสียวสันหลังวาบเพราะภารกิจผิดพลาดเหตุเพราะคนสำคัญที่สุดที่ให้เฝ้าอย่าให้คลาดสายตาเกิดหายกระทันหันและถ้าไม่ได้ตัวกลับมาเร็วไวรับรองเลยว่าไม่มีใครได้หายใจปกติแน่ๆ

แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ความสงสัยอย่างแรกไม่พ้นคู่กรณีที่มาอันดับหนึ่ง คนที่ทำให้พจน์กัดฟันกรอด พลางคำรามชื่อมันออกมาแล้วขยับตัวออกเดินทันทีโดยที่ลูกน้องพากันวิ่งตามเป็นพรวนอย่างไม่มีใครกล้าขวาง

กระชากดวงใจออกไปแบบนี้มันจะต้องได้เห็นดีกัน




ต่อ


ตะวันเดินสะลืมสะลือด้วยดวงตาที่พร่ามัว แม้จะพยายามเพ่งมองทางข้างหน้าแค่ไหนแต่ภาพที่ได้ก็เห็นเพียงเงาลางๆของคนรอบข้างที่เดินสวนกันไปมาดูวุ่นวายเท่านั้น

เรากำลังจะไปไหน?

แล้วเจ้านายล่ะ ทุกคน ผมอยู่ทางนี้

ไม่มีใครสนใจความผิดปกตินี้เลยเหรอ ผมไม่รู้จักเขานะครับ ใครก็ได้ช่วยผมที

ความคิดมากมายวิ่งสวนกันวุ่นในมโนสำนึก อยากขยับปากเปล่งเสียงออกไปอย่างที่ใจคิด แต่ร่างบางกลับเดินตามคนจูงต้อยๆไม่มีแม้แต่จะสะบัดข้อมือหนีสักนิด

เจ้านายครับ

ตะวันรู้สึกมึนหัว น้ำตาคลอหน่วยจวนเจียนจะหยด เหงื่อเริ่มซึมไปทั่วขมับและร่างกายจนแผ่นหลังบางเริ่มชื้นคล้ายกับมีอะไรบางอย่างอัดอั้นจวนเจียนระเบิด

“เฮ้ย!!”

“อ๊วกกกก!!!”

ไอ้โจกเกอร์มันหันมาเพราะคนที่มันกำลังจูงอยู่เริ่มก้าวตามช้าจนผิดสังเกตุ แล้วมันก็เผลอปล่อยมือทันทีทำให้ร่างขาวบางทรุดนั่งอย่างทรงตัวไว้ไม่ได้อีกต่อไป มือบางกุมท้องแล้วโก่งคอคายทุกอย่างที่เพิ่งกินเข้าไปออกมาตรงข้างทางจนคนที่เห็นเหตุการณ์ถึงกับเบือนหน้าหนี

“หนู เป็นอะไรไหมน่ะ?”

พลเมืองดีที่แทรกอยู่ทุกที่ทุกแห่งบนโลกเอ่ยถามเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แม้จะไม่รู้จักสักนิดแต่ลักษณะการแต่งตัวและผิวที่สะอาดสะอ้านนั้นไม่น่าจะเป็นเด็กสำมะเลเทเมา

“ไม่ ไม่เป็นไรครับป้า น้องผมไม่เคยดื่มน่ะ เลยหนักไปหน่อย”

“อ๋อเหรอ ยังเด็กอยู่เลยกินเหล้ากินยาซะแล้ว เฮ้อ เด็กสมัยนี้”

แม้จะแปลกใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะคนนั่งอวกเองก็ปิดปากเงียบสนิทเหมือนกับยอมรับกลายๆ แต่ถ้าใครสังเกตุสักนิดจะรู้ว่าตะวันตัวสั่นเทิ้มแค่ไหน

“ลุกขึ้น ไปกันได้แล้ว”

ร่างบางที่สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวถูกพาลัดเลาะไปในทางที่มืดและอับชื้นเริ่มห่างไกลไร้ผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ 

“เข้าไปนั่งรอในนั้น”

มันบอกแล้วล้วงโทรศัพท์ออกมากดหาใครบางคน หวังอย่างเดียวว่าของที่มันได้มาและกำลังจะนำไปส่งจะทำให้เงินรางวัลเพิ่มพูลขึ้นมาอีกหลายเท่าตัว

“ได้ตัวมาแล้วครับนาย

[….....]

“ไม่มีปัญหาครับ พวกมันคงกำลังตามหาอยู่ แต่กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรผมก็ไปไกลลิบแล้ว”

[…......]

“รับรองว่าผมไม่ให้พวกมันตามเจอหรอกครับ แล้วนายอย่าลืมเรื่องที่เราตกลงกันไว้ ครับ ครับ อีกเดี๋ยวผมจะเอาสินค้าไปส่งให้ถึงมือแบบไร้รอยขีดข่วน ครับ สวัสดีครับนาย”

ตี๊ด.....

“หึๆ หวานหมู”

“งานดีๆไม่ชอบ ชอบทำงานชั่วๆเหรอมึง?”

“เฮ้ย พวกมึงเป็นใครวะ!”

ไอ้ตัวร้ายถามลั่นอย่างตกใจ ยกมือขึ้นบังตาเมื่อแสงไฟจ้าขนาดสปอร์ตไลท์ย่อมๆส่องมาจนมองอย่างอื่นไม่เห็นและไม่ทันสังเกตุรอบๆว่ามีบางอย่างผิดปกติไป แต่ยังไม่ทันจะเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า คนแปลกหน้าที่ต่อให้โง่แค่ไหนก็ต้องรู้ว่าเป็นฝรั่งเดินออกมาล้อมตัวมันเอาไว้

“โอ๊ยยยย!!!!”

ความคิดที่จะล้วงหยิบอาวุธออกมาต่อสู้เป็นอันถูกพับพร้อมๆกับแขนข้างหนึ่งของมันที่รู้สึกราวกับมันจะหลุดออกจากตัวเล่นเอามันร้องลั่นหน้าเหยเกเลิกขัดขืนในบัดดล

ข้อพับขาด้านหลังถูกถีบอย่างแรงจนมันทรุดฮวบเข่ากระแทกพื้น

แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่โดนมานั้นยังไม่เท่าเสียงฟุ๊บจากวัตถุสีดำวาวในมือบุรุษปริศนาตรงหน้าที่ดังขึ้นในเสี้ยววินาทีต่อมา

“อ๊ากกกกก!!!!!”

ไอ้โจกเกอร์กลืนน้ำลายไม่ลงคอ เหงื่อแตกพลั่ก น้ำหูน้ำตาทะลักออกมาอย่างน่าสมเพชเมื่อรู้ว่าหน้าขาของมันเกิดรูขึ้นทันทีที่สิ้นเสียงนั้นตามมาด้วยความเจ็บปวดแทบแดดิ้น แถมมีน้ำสีคุ้นตาไหลออกมายังกับทำนบพัง “อื๊ออออออ!!!!” ปากของมันถูกมือใหญ่ภายใต้ถูกมือหนังของคนที่ล็อกมันไว้แน่นจากด้านหลังทาบปิดไว้หมับทำให้เสียงที่เล็ดลอดออกมาอื้ออึงจับใจความไม่ได้

“นี่แค่ออเดิฟ แต่หลังจากนี้ไม่บอกดีกว่า กูให้มึงตื่นเต้นเล่น”

ฝรั่งตาสีฟ้าทรุดนั่งชันเข่าให้อยู่ในระดับสายตาของไอ้โจกเกอร์ที่กำลังเหลือกถลน สีหน้ายิ้มๆอย่างนึกสนุกนั้นไม่ได้บ่งบอกเลยว่าเพิ่งจะยิงคนให้ดิ้นปั๊ดๆไปสดๆร้อนๆ

“ปล่อยปากมันซิ”

มือใหญ่ๆที่ปิดปากไอ้โจกเกอร์ไว้ขยับออกทันทีที่ได้ยินคำสั่ง ความใหญ่ของมันเล่นเอาไอ้คนถูกกระทำเสียวสันหลังวาบ

“มึง มึงเป็นใครวะ?”

“นึกแล้วว่าต้องถาม แต่ไม่บอกหรอก ปล่อยให้งง”

นั่น ฝรั่งหลงที่ไหนกวนขนาดนี้วะ แถมยังใช้ภาษาไทยได้ชัดเปรี๊ยะราวกับเป็นเจ้าของภาษามาเองยังไงอย่างงั้น

“เป็นไงบ้าง”

วลีนี้ไม่ได้ถามคนที่เพิ่งโดนเจาะหน้าขา แต่ถามอีกคนที่เข้าไปดูร่างบางที่นั่งหอบหายใจตรงเบาะหลังรถเก๋งกลางเก่ากลางใหม่ที่จอดเงียบอยู่ไม่ห่าง

“โดนยา คงอีกหลายชั่วโมงกว่าจะรู้สึกตัว”

“ก็ไม่เป็นไร พาไปทั้งอย่างนั้นแหละเดินทางไม่กี่ชั่วโมงหรอก”

“ผ่านไปแล้วสามนาทีพรรคพวก เหลือเวลาไม่มาก”

“โอเคเริ่มเลย”

ไอ้โจกเกอร์หันมองคนแปลกหน้าที่กำลังคุยกันด้วยเรื่องที่มันไม่เข้าใจ แถมแต่ละคนดูเหมือนจะหลุดออกมาจากสนามอเมริกันฟุตบอลยังไงอย่างงั้น ทั้งหนาทั้งสูง จับบิดคอทีเดียวคงไม่ต้องคิดต่อว่าจะเกิดอะไรขึ้น

เฮือก!

แล้วมันก็สะดุ้งอีกครั้งเมื่อคนที่เพิ่งทำหน้าขามันเป็นรูทรุดลงนั่งชันเข่า จนตาจ้องตา

ทุกคนตัวใหญ่ยักษ์หมดยกเว้นคนที่กำลังคุยกับมันนี่แหละ

“โจกเกอร์”

“อะ อะไร?”

ยิ้มที่ประดับบนใบหน้าหล่อเหลาราวกับลืมไปแล้วว่าเพิ่งจะยิงคนไปหมาดๆคล้ายกับว่าสิ่งที่กำลังทำเป็นเรื่องล้อเล่น ทำเอาคนที่ถูกเรียกไม่กล้าขยับตัว

“ถ้ากูเป็นมึงนะ กูไม่มานั่งแต่งหน้าแบบนี้ให้เสียเวลาหรอกว่ะ ปัญญาอ่อน”

มีเสียงหลุดขำพรืดให้ได้ยิน แต่ไอ้คนที่แต่งหน้ามาและเพิ่งถูกว่าปัญญาอ่อนกลับขำไม่ออก บวกกับงงตัวเองเหลือจะกล่าวว่ากูไปมีเรื่องกับฝรั่งตาน้ำข้าวคนนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ตอนไหนวะ ทำไมมันถึงพูดชัดไม่มีเพี้ยนเลยสักนิด นี่ถ้าหลับตาฟังคงคิดว่าเป็นคนไทยพูดเอง

“เอามือถือมันมา”

“เอ้านี่ ปลดล็อกเรียบร้อย”

“เฮ้ย พวกมึงรู้รหัสได้ไงวะ”

“ของหมูๆ”

“แล้วพวกมึงจะทำอะไรกู?”

คนเจ็บหน้าขาขยับตัวอย่างยากลำบาก จะถอยหนีก็เลิกคิดได้เลยเพราะไอ้ยักษ์ข้างหลังคงไม่ให้มันเดินได้เกินสองก้าว

แต่แล้วในอีกวินาทีต่อมาไอ้โจกเกอร์ก็ตาเหลือกเมื่อปลายกระบอกปืนเล็งมายังขาอีกข้างของมันนิ่งๆและท่าทางแบบนั้นมองก็รู้ว่าไม่ได้ขู่ซะด้วย

“อย่า อย่าเพิ่ง กูยอมแล้ว มึงจะเอาอะไรเอาไปเลย เอาเงินไหม หรือจะเอาสร้อย กู กูมีอยู่ในรถ ยกให้พวกมึงหมดเลย เอารถไปด้วยก็ได้”

“ฮะฮะฮะ นี่มึงคิดว่ากูเป็นโจรปล้นทรัพย์เหรอวะ กระจอกชิบหาย กูไม่เอาทรัพย์สินของมึงหรอก ของกิ๊กก๊อกแค่นั้นกูไม่อยากได้”

“แล้วมึงจะเอาอะไร”

“เดี๋ยวก็รู้ ไม่ต้องให้เห็นหน้าเดี๋ยวจะตามหาได้ง่ายเกินไป แต่ที่อยากให้ชัดก็หน้าไอ้นี่คนเดียว ก็พอ พร้อม” วลีหลังๆฝรั่งพูดไทยหันไปคุยกับพวกเดียวกันเองและความหมายของมันยิ่งสร้างความสงสัยให้กับไอ้ตัวตลกจนมันลนลานถามและนึกไม่ออกกับสิ่งที่จะตามมา

“พวกมึงจะทำอะไรกู” ไอ้โจกเกอร์มองซ้ายมองขวา หนึ่งในพวกมันเข้าไปอุ้มร่างบางที่เพิ่งหมดสติไว้ในอ้อมแขน ทำให้อีกสองคนเดินมาสมทบกับไอ้ยักษ์ข้างหลัง และอีกหนึ่งที่กำลังคุยกับมันอยู่ตอนนี้

“อีกสองนาที” สิ้นเสียงคนที่คอยจับเวลาไอ้โจกเกอร์ถึงกับตาเหลือกเมื่อปลายกระบอกปืนเล็งมาที่ขามันแน่วแน่ไม่ว่อกแว่กไปทางไหนพร้อมกับเสียงกำกับ

“แสดงละครกันหน่อย ชอบไม่ใช่เหรอแสดงละครน่ะ ตีบทให้แตกเลยนะมึง นับสาม”

“สาม”

ปัง!

“อ๊ากกกกกก!!!!”

ยังไม่ทันจะนับหนึ่งให้ไอ้โจกเกอร์ได้ตั้งตัว กระสุนอีกนัดก็เจาะเข้าหน้าขาอีกข้างอย่างแม่นยำราวกับว่าคนยิงเข้ามาจ่อยิงในระยะเผาขน และผิดกันตรงที่คราวนี้ไม่ใช่ปืนเก็บเสียงเหมือนอย่างคราแรก

เสียงกัมปนาทนั้นมันจึงสะท้อนก้องไปไกลจนเข้าหูใครหลายคนรวมทั้งลูกน้องของพจน์ที่กำลังเรียงแถวหน้ากระดานควานหาคนที่เพิ่งหายตัวไปหน้าเครียด

ในเมื่อหูลูกน้องได้ยิน แล้วทำไมหูลูกพี่จะไม่ได้ยิน

ไอ้โจกเกอร์ที่นอนดิ้นพรวดๆกุมขาตัวเองอยู่บนพื้นตาเหลือกถลนเป็นรอบที่ร้อยในเวลาไม่ถึงสิบห้านาทีดี 

ชะตาของมันคงยังไม่ขาดและมันรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะเจ้าของมือใหญ่ที่เอื้อมลงหยิบโทรศัพท์มือถือของมันเองขึ้นไป และมันก็กะคร่าวๆจากเบอร์รองเท้าคอมแบทที่ขยับมาใกล้ในระดับสายตามัน ไม่มีครั้งไหนในชีวิตที่มันอยากกลั้นใจตายไปเท่ากับวินาทีนี้เลยจริงๆ





 “ฮ่าฮ่าฮ่า รู้อะไรไหมคุงปราโมก มันเป็นความคิดที่เข้าท่าที่สุดเท่าที่อั้วเคยได้ยินมาเลย รอให้ได้คนของมันมาก่อนเถอะอั้วจะยกให้ลื้อจัดการ”

“ได้ครับเสี่ย เรื่องนั้นไว้ใจผมได้เลย”

นายปราโมทย์คุยโว ไม่ถือสาชื่อที่ออกเสียงเพี้ยนของตนเพราะความกระหายที่มากกว่า อยากรู้ว่าศัตรูทางธุรกิจอย่างพจน์ที่ถึงแม้จะไม่เปิดเผยตัวตนแต่การที่ถูกภีมขัดแข้งขัดขาครั้งแล้วครั้งเล่าและชวดเงินกำไรไปไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ทำให้นายปราโมทย์แค้นอยู่ลึกๆ ยิ่งเมื่อได้พูดคุยกับเสี่ยประดิษฐ์ที่มีความขัดแย้งกันเรื่องเกาะรังนกทำให้เกิดแผนนี้ขึ้นมา และแน่นอนทั้งหมดทั้งมวลก็แค่อยากเห็นไอ้สองพี่น้องจะทำหน้ายังไงถ้าเห็นคนใกล้ตัวมันโดนจัดการแบบไม่เหลือชิ้นดีแล้วถูกส่งตัวกลับไปอย่างชนิดที่จับมือใครดมไม่ได้ คิดมาถึงตรงนี้ก็ตื่นเต้นจนแทบยั้งอารมณ์ไว้ไม่อยู่แล้ว

“งั้นเรามาชนแก้วฉลองให้กับความสำเร็จล่วงหน้าของเราดีไหมครับเสี่ย”

“ดี๊ ดีมาก เอ้าชนชน”

เสี่ยประดิษฐ์กระหยิ่มยิ้มย่องอย่างกับจะลอยขึ้นสวรรค์ ตาเม็ดก๋วยจี้มีแววถึงความสะใจอย่างปิดไม่มิด ไวน์ในมือก็อร่อยขึ้นอีกเป็นสิบเท่า พลางเหลือบมองโทรศัพท์และนับเวลาถอยหลังรอว่าเมื่อไหร่คนที่ส่งไปจะเอาเหยื่อมาส่งให้ซักที

ไวน์แพงๆหลายขวดถูกนำมาเปิดดื่มอย่างไม่เสียดายราคา ฉลองให้กับความสะใจที่จะตามมาในไม่ช้านี้ ขณะที่คุยกับคู่ค้าอย่างออกรส มือข้างนึงของเสียประดิษฐ์ก็ลูบเอวล้วงอกนุ่มๆของสาวน้อยนี่นั่งคลอเคลียคอยบริการหยิบนั่นป้อนนี่ไม่มีหยุด สาววัยขบเผาะเป็นความสุขอย่างหนึ่งของเสี่ยประดิษฐ์ แต่สำหรับนายปราโมทย์นักธุรกิจอสังหาฯที่นั่งอยู่ข้างกันกลับต่างออกไป หนุ่มน้อยหน้าตาน่ารักรูปร่างบอบบางต่างหากคือสเปคและไม่แปลกที่วันนี้จะหนีบมาด้วย

เสียงคุยสรวญเสเฮฮาดังพอๆกับเสียงดนตรีที่ไม่รู้นึกครึ้มยังไงขึ้นมาถึงสั่งให้สมุนสนุกกันให้เต็มที่ เหล่าสมุนปรายแถวเลยได้อานิสงส์พากันกินกันอิ่มหนำ ปืนพกที่เหน็บเอวเลยพากันถอดวางแล้วนั่งก้งกันอย่างไม่ได้ระแวงระวังเหมือนอย่างเคย หรืออาจจะเพราะชะล่าใจว่านั่งอยู่ในบ้านที่มีรั้วรอบขอบชิด ใครหน้าไหนมันจะกล้าเข้ามาถ้าไม่ได้รับอนุญาตเพราะแม้แต่ตำรวจเองก็ยังไม่กล้ามาเคาะประตูเรียกถ้าไม่มีหมายค้นมาด้วย

คนพวกนี้คงไม่รู้จักคำว่า 'วันพระไม่ได้มีหนเดียว'

แล้วหน้าจอโทรศัพท์ก็สว่างวาบขึ้นโชว์เบอร์ที่เพิ่งโทรเข้ามาก่อนหน้านี้ทำให้เสี่ยประดิษฐ์ยิ้มยาหยีพลอยให้นายปราโมทน์ถูมืออย่างนึกสนุก

“ว่าไง?”

“ ผม เอ่อ ผมมาอยู่หน้าบ้านแล้วครับเสี่ย”

“ดีดี เดี๋ยวนะ เฮ้ย....บอกให้พวกนั้นเปิดประตูเลย ของมาแล้ว”

เสี่ยอ้วนตะโกนบอกสมุนเสียงดังอย่างไม่เก็บกิริยา 'ของ' ที่กำลังจะมาทำให้เก็บอาการตื่นเต้นไว้ไม่มิด สมุนสี่ห้าคนที่ยืนเอามือกุมไข่อยู่รอบๆก็พากันขยับตัวอย่างนึกอยากเห็นของที่ว่ากันถ้วนหน้า

เสียงแว่วๆของเครื่องยนต์ที่คลานเข้ามาจอดลานกว้างหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ทำให้เสี่ยประดิษฐ์กับนายปราโมทน์มองตากันอย่างรู้ความนัย แววตาที่บ่งบอกถึงความกระหาย และแน่นอนมันมีความน่าสะอิดสะเอียนของความคิดชั่วๆปนอยู่ด้วย

“อั้วกะเวลาเปิดไวน์เอาไว้ได้พอดีเลยอาปราโมก”

“ครับเสี่ย”

ไวน์ขวดแสนแพงที่เอาไว้เฉพาะโอกาสพิเศษเท่านั้นถูกเปิดทิ้งไว้ เพื่อรอเวลาที่จะรินใส่แก้วแล้วจิบละเลียดความนุ่มละมุนลิ้นพร้อมกับดูโชว์เด็ดๆไปด้วย แต่เมื่อผ่านไปพักใหญ่สีหน้ายิ้มๆของเสี่ยประดิษฐ์ก็ค่อยๆหุบลงเพราะเกิดความสงสัยขึ้นมาแทน

“ทำไมมันช้าจังวะ เฮ้ย ออกไปดูซิมัวทำอะไรกันอยู่ บอกมันถ้ามันอยากได้เงินค่าจ้างส่วนที่เหลือให้มันเข้ามาเอากับอั้วเอง”

“ครับเสี่ย” สองในห้ารับคำแล้วรีบเดินออกไปเพราะสามคนที่เหลืออยู่ก็มากพอที่จะคอยคุ้มกันเสี่ยและนายปราโมทย์แล้ว แต่ผลปรากฏว่าจากที่อารมณ์ดีๆก็พากันหายเงียบไปอีกอย่างกับเป่าสากจนเสี่ยประดิษฐ์วางแก้วไวน์ในมือ

“มันอาไลกัน ทำไมมังช้าแบบนี้”

ร่างอ้วนตุ๊ต๊ะลุกขึ้นจนเก้าอี้ล้มไปข้างหลังตึง เดือดร้อนให้ลูกน้องขยับเข้ามาจับตั้งไว้ให้เหมือนเดิม “ผมออกไปดูให้ครับเสี่ย”

“เออ เร็วๆเข้า อั้วชักจะโมโห”

“ใจเย็นๆครับเสี่ย ช้าๆได้พร้าเล่มงามน่า เด็กนั่นมันอาจจะขัดขืนก็ได้” นายปราโมทย์บอก มือกอดเอวเด็กหนุ่มรั้งเข้ามาใกล้แล้วหอมแก้มขาวอย่างไม่แคร์สายตาหลายคู่ที่อยู่ในห้อง

“แต่อั้วไม่อยากรอแล้ว ลื้อออกไปดู”

ความเคยตัวที่ไม่เคยต้องรอคอยกับอะไรทั้งนั้นทำให้มือป้อมๆชี้สั่งสมุน และไอ้คนโดนชี้หน้าก็รีบถลาเข้าไปหาประตูอย่างรวดเร็วแทบจะเป็นวิ่ง เพราะมันไม่ทันคิดว่าประตูห้องอาหารบานใหญ่จะถูกใครเปิดเข้ามาแรงอย่างกับโดนถีบแบบนั้น และพร้อมๆกับเสียง 'โครม!' สนั่นก็ทำให้คนที่กำลังจะเปิดโดนกระแทกจนลงไปนอนกลิ้งกับพื้นอย่างไม่ทันทรงตัว

“เฮ้ย อะไรกัน.......วะ!” 

เสียงพึ่บพั่บบวกกับเสียงฝีเท้าของคนหลายคนกับปลายกระบอกปืนสีดำมะเมือมจ่ออยู่ใกล้แค่ปลายจมูกทำให้ความสงสัยทั้งหมดหายไปทันที เพราะเมื่อมันมองลอดหว่างขาของคนที่ยืนเอาปืนจ่อหน้ามัน ขนอ่อนก็พากันลุกพื่บพั่บและเย็นวาบไปทั้งหลังอย่างรู้สาเหตุ

เชี่ยแล้วไง!

แค่เห็นแผ่นหลังกว้างของร่างสูงใหญ่ที่กำลังเดินเข้าไปทรุดนั่งร่วมโต๊ะกับเสี่ยและนายปราโมทย์ไอ้ลูกกะจ๊อกของเสี่ยใหญ่ก็นึกอยากหายตัวได้ มันมองพวกเดียวกันอีกสองคนที่มีสภาพไม่ต่างกันนัก หรือจะหนักกว่าเพราะนอกจากจะโดนปลายปืนจ่อหน้าแทบบี้ไปกับจมูก มือสองข้างที่ถูกจับไพล้หลังยังถูกมัดไว้อย่างแน่นหนาในเวลาต่อมา ตอนนี้รวมทั้งมันด้วยก็เป็นสาม หมดโอกาสช่วยเหลือเสี่ยอ้วนคนที่กำลังตาเหลือกถลนอย่างนึกไม่ถึงว่าจะเห็นพจน์ในเวลาอย่างนี้

“สวัสดีครับเสี่ย คุณปราโมทย์ กำลังฉลองกันอยู่เหรอครับ ให้ผมร่วมวงด้วยได้ไหม?”

“อ เอ่อ ได้ได้ ช เชิญ”

เสี่ยใหญ่ไม่รู้ว่าจะพูดยังไง ลำคอที่เพิ่งกลืนไวน์ราคาแพงลงไปแห้งผาก ตารีเล็กเห็นสมุนตัวเองคุกเข่าถูกมัดมือไพล้หลังแล้วเหลือบมองประตูนึกอยากตะโกนให้ไอ้พวกข้างนอกเข้ามาช่วยแต่ดูเหมือนพจน์จะรู้ทัน

“ห้องนี้เงียบดี เหมาะที่จะจัดงานเลี้ยงสังสรรค์นะว่าไหม” มือหนาประสานรองใต้คาง ตาคมกริบมองนิ่งไปยังเสี่ยประดิษฐ์และหน้าถอดสีของนายปราโมทย์แล้วยิ้ม แต่นั้นก็ทำเอาคนทั้งคู่หนาวยะเยือกพร้อมกันได้

“เอ่อ”

“คงจะโอกาศพิเศษจริงๆนั่นละ ไม่งั้นคงไม่เปิดไวน์แพงแบบนี้แน่ บอกหน่อยได้ไหมครับว่าเนื่องในโอกาสพิเศษอะไร”

“คือ”

“ผมขอชิมหน่อยได้ไหม”

ว่าเสร็จพจน์ก็คว้าขวดไวน์ที่เสี่ยอ้วนเปิดทิ้งไว้เพื่อจะได้รสชาติที่นุ่มลิ้นขึ้นดื่มอักๆ แต่เพียงครู่เดียวก็ลดมือลงแล้วให้หลังมือเช็ดปาก

เพล้งงงงง!!!!!!!

“โทษที หลุดมือ”

นายประดิษฐ์สะดุ้งโหยง มองไวน์ขวดละหลายแสนที่ยังไม่ทันได้ชิมซักอึกตกกระทบพื้นแตกไปต่อหน้าต่อตาแบบทำอะไรไม่ได้ และนั่นทำให้พจน์ยิ้มร้าย “ผมมันคอเหล้าเถื่อนน่ะ ดิบๆแรงๆถึงจะถูกปาก ไวน์ผู้ดีแบบนี้ผมดื่มไม่ค่อยเป็น”

“เอ่อ ร เหรอ เหล้าแบบนั้นก็มีนะ เดี๋ยวอั้วจะเรียกลูกน้องให้เอามาให้ เฮ้ย ใครอยู่ข้างนอก ช่วยเอาเหล้าที่อั้วเก็บไว้ออกมาให้คุณพจน์เขาหน่อย”

เสียงโหวกเหวกทำทีเป็นเรียกสมุนยิ่งทำให้พจน์ยิ้มเย็น เอนหลังพิงพนักเก้าอี้เนื้อนุ่มขณะที่มือสองข้างรองท้ายทอยไว้เหมือนผ่อนคลาย ต่างจากตาคมดุที่มองข้ามไหล่นายปราโมทย์ไปยังหนึ่งผู้หญิงกับอีกหนึ่งเด็กหนุ่มหน้าสวยที่กอดกันตัวสั่นอยู่ตรงมุมห้องเพราะภาพแบล็คกราวด้านหลังพจน์ไม่ได้เรียกว่าผ่อนคลายเลยสักนิด

น้ำสีแดงเข้มของไวน์ราคาแพงมองแล้วเหมือนเลือดกำลังนองพื้น ลูกน้องเสี่ยทั้งสามคนถูกปืนจ่อหัวไว้แบบหนึ่งต่อหนึ่ง เลิกคิดได้เลยว่าจะดิ้นหนีท่าไหนเพราะทันทีที่ขยับตัวนิ้วที่สอดไว้ตรงไกปืนก็พร้อมจะขยับเช่นกัน

“ท ทำไมไม่มีใครเข้ามา ด เดี๋ยวอั้วออกไปดูหน่อยดีก่า”

“อย่าเลยครับเสี่ย ผมเปลี่ยนใจไม่ดื่มเหล้าแล้ว เรามาเข้าเรื่องของเราดีกว่า”

“ร เรื่อง เรื่องอาไร?”

“บังเอิญว่าคนของผมหายไปคนนึงน่ะครับ นี่ยังตามตัวกลับมาไม่ได้ ไม่รู้ว่าเสี่ยรู้เรื่องด้วยหรือเปล่า”

“หาย? คน คนอะไร หายที่ไหน คุณพจน์เอาอาไรมาพูด ผมไม่รู้เรื่อง”

“อย่างงั้นเหรอ เอ ถ้างั้นข่าวที่ได้มาก็ผิดน่ะสิ เฮ้ยใครอยู่ข้างนอกช่วยพาไอ้หน้าตลกเข้ามาทีสิ”

พจน์ตะโกนเรียกเสียงดังเหมือนที่เสี่ยอ้วนทำเมื่อครู่เป๊ะๆ แต่ต่างกันตรงที่ตอนที่เสี่ยประดิษฐ์เรียกออกไปทุกอย่างกลับเงียบกริบ แต่พอพจน์ตะโกนออกไปเท่านั้นประตูบานเมื่อครู่ก็เปิดผางออกอีกครั้ง และสิ่งที่ผ่านประตูเข้ามาด้วยเล่นเอาทั้งเสี่ยอ้วนทั้งนายปราโมทย์หน้าซีดเหลือสองนิ้ว

ร่างไอ้ตัวตลกถูกลูกน้องของพจน์หิ้วปีกลากอย่างจริงจัง ขาสองข้างที่แดงฉานเต็มไปด้วยเลือดทำให้มันไม่สามารถเดินด้วยขาตัวเองได้มันจึงลากไปกับพื้น หน้าตาปูดโปนทั้งโนทั้งแตกแทบหาเค้าเดิมไม่เจอ ปากแผลบางส่วนแทบจะเรียกได้ว่าเหวอะ แต่ที่มันยังหายใจอยู่ได้เพราะอะไรนี่ก็เหลือจะเดา

“เสี่ยรู้จักไหมครับ เพิ่งได้ตัวมาสดๆร้อนๆเลย”

“มันเป็นใครอั้วไม่รู้จัก” เสี่ยประดิษฐ์ส่ายหน้าปฏิเสธเสียงแข็งจนแก้มอูมสองข้างไหวไปมาอย่างน่าขัน

“คุณปราโมทย์พอจะคุ้นๆหน้าบ้างไหม”

“ผ ผมไม่เคยเห็นมันมาก่อน ม มันเป็นใครครับคุณพจน์” กระบวนการตอแหลคงไม่มีใครเกินสองคนนี้ นี่ละมั้งที่เขาว่าคนเหมือนกันมักจะคบกันได้

“เอ แต่มันบอกว่ามันได้ค่าจ้างจากใครบางคนให้ไปลักพาตัวคนของผมมา นี่ผมก็ถามมันแล้วนะ แต่มันยืนยันว่าคนจ้างมันก็คือเสี่ย”

“เฮ้ย ลื้ออย่ามาปักปำอั้ว อั้วไม่เคยรู้จักลื้อ ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน พูดอย่างงี้ได้ยังไง”

เสี่ยประดิษฐ์เต้นผาง ร่างตุ๊ต๊ะโดนขึ้นจากเก้าอี้ชี้หน้าไอ้โจกเกอร์ที่นอนกองอยู่กับพื้น และนั่นทำให้พจน์โบกมือ “เอาอย่างนี้ผมมีหลักฐาน”

“หลักฐาน หลัก หลักฐานอะไร”

พจนไม่ตอบแต่ล้วงโทรศัพท์ออกจากกระเป๋าหลัง กดๆจิ้มๆไม่ถึงอึดใจก็เอาแนบหู “มันบอกว่าเพิ่งโทรคุยกับคนว่าจ้าง ผมจะถามดูซิว่าปลายสายชื่ออะไร”

จบคำพูดพจน์โทรศัพท์ของนายประดิษฐ์ก็ส่งเสียงขึ้นทันทีทำเอาสองหนุ่มใหญ่สะดุ้งอีก หน้าที่ซีดอยู่แล้วยิ่งซีดหนักทั้งๆที่เพิ่งดื่มน้ำเมาเข้าไป ในหัวปั่นจนแทบมึนเพื่อคิดหาทางเอาตัวรอด

“อั้วไม่รู้จักมันนะคุณพจน์ มันต้องเป็นคนของฝ่ายตรงข้ามหาเรื่องปักปำเราใช่ไหมคุณปาโมก”

“ใช่ใช่ เบอร์โทรศัพท์เสี่ยใครๆก็มี ผมยังมีเลย” นายปราโมทย์ว่า ยิ้มธุรกิจจืดเจือนลงเมื่อพจน์ไม่ขำด้วย

“อั้วไม่รู้จักมันนะคุณพจน์ คนหงคนหายที่ไหน อั้วไม่เกี่ยว”

“ทำไมเสี่ยพูดอย่างนั้นล่ะ” ไอ้โจกเกอร์ที่นอนนิ่งเพราะคิดว่ามันสลบเหมือดไปแล้วว่าออกมาอย่างแหบโหย ขณะที่มันพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่งและมันก็ทำสำเร็จแม้จะใช้เวลาอยู่สักหน่อย “ลูกน้องเสี่ยเป็นคนติดต่อให้ผมไปลักพาตัวคนมาให้เสี่ย”

“ลื้อเอาอะไรมาพูก”

“ตอนโทรมาเมื่อกี้เสี่ยยังบอกอยู่เลยว่า แค่ก!ๆ ถ้าจะเอาค่าจ้างส่วนที่เหลือ ให้เข้ามาเอากับเสี่ยเอง”

“ลื้ออย่ามาปักปำอั้ว อั้วไม่รู้เรื่อง ใครจ้างลื้อมาให้ทำแบบนี้” ลำตัวเตี้ยขาสั้นๆเดินปรี่เข้ามาแล้วกระชากคอเสื้อไอ้โจกเกอร์อย่างโมโห

“เสี่ยจะปฏิเสธให้ผมรับเคราะห์คนเดียวทั้งๆที่เสี่ยเป็นคนจ้างงั้นเหรอ” แต่ไอ้โจกเกอร์ก็เริ่มมีน้ำโหเพราะต้องเลือกแล้วระหว่างการเอาตัวรอด

“อั้วบอกว่าอั้วไม่รู้เรื่อง”

“งั้นเสี่ยลองฟังนี่”

ว่าจบมันก็ขอยืมโทรศัพท์ของมันเองคืนจากพจน์ กดๆจิ้มๆอยู่สักพักเพราะคิดไว้แล้วไม่มีผิดว่าอาจจะเจอเหตุการณ์ 'เบี้ยวค่าจ้าง' และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

ไม่นานเสียงพูดคุยกันระหว่างเสี่ยประดิษฐ์กับมันเองก็ดังขึ้นผ่านแอพพลิเคชั่นบางตัวที่บันทึกไว้ ทำให้ไอ้เสี่ยอ้วนถึงกับเข่าทรุด หน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ไม่กล้าแม้แต่จะเบนสายตาไปมองร่างสูงใหญ่ของพจน์ที่นั่งนิ่งบนเก้าอี้ เพราะกลัวว่าถ้าเห็นแววตาคมที่ฉายแววบางอย่างออกมาตนเห็นแล้วอาจจะช็อกตายไปเลยก็ได้

นายปราโมทย์เห็นท่าไม่ดีรีบหาทางเอาตัวรอดทันที

“นี่เสี่ยให้คนไปลักพาตัวเลขาของคุณพจน์เขาจริงๆเหรอ ผมไม่อยากเชื่อ” ได้ยินอย่างนั้นเสี่ยประดิษฐ์ก็ลุกขึ้นผางผิดกับกิริยาเมื่อครู่ลิบลับ

“ทำไมโยนขี้มาให้อั้วแบบนี้ล่ะอาปาโมก ลื้อเองไม่ใช่เหรอที่เป็นคนคิดแผน”

“เสี่ยเอาที่ไหนมาพูด ผมไม่รู้เรื่องนะครับคุณพจน์ ผมไม่คิดจริงๆว่าเสี่ยจะมีความคิดเลวๆแบบนี้”

“งั้นเหรอ แล้วคุณปราโมทย์รู้ได้ยังไงว่าคนที่เพิ่งถูกลักพาตัวเป็นเลขาผม”

พจน์ถามเสียงเย็น กรามบดเข้าหากันจนได้ยินเสียงกรอดๆขึ้นขมับ เส้นเลือดใหญ่ใต้แผงคอเต้นตุ๊บๆอยากเลิกใจเย็นแล้วเหยียบคนพวกนี้ให้จมพื้น ขณะที่ลุกขึ้นเต็มความสูง

“กูถามว่ามึงรู้ได้ยังไงว่าคนที่ถูกเอาตัวไปเป็นเลขากู ตอบบบบบ!”

คอเสื้อสูทราคาแพงถูกมือหนาสีคร้ามแดดกระชากเข้าหาจนหน้าเกือบชิดกัน เสียงถามลอดไรฟันยิ่งทำให้คนฟังปากคอสั่น

“ผ ผมเดา ผมแค่เดาคุณพจน์ ไม่คิดว่ามันจะใช่จริงๆ”

“เดา? หึๆ ดูซิว่าจะแถได้อีกนานแค่ไหน โยนมีดมา” วลีหลังพจน์หันไปทางลูกน้องและมีดสปริงขนาดเหมาะมือก็ถูกส่งให้เร็วทันใจ

ปลายแหลมๆที่ดีดออกมาพร้อมกับความวาววับสะท้อนเข้าตาบอกให้รู้ถึงความคมของมันทำให้สองหนุ่มใหญ่เหงื่อแตกพลั่ก แล้วเสี่ยประดิษฐ์ก็อึ้งจนตาค้างเมื่อเห็นคู่ค้านักธุรกิจที่เพิ่งจะคุยกันอย่างออกรสเมื่อครู่ถูกพจน์ลากคอไปพาดกับโต๊ะอย่างไม่ปราณี

“อย่าคุณพจน์ อย่าทำผม”

“กูถามอีกคำเดียว” ปลายมีดสปริงในมือจิ้มฉึกลงบนไม้เนื้อแข็งข้างปากนายปราโมทย์เสียงดังสนั่น “ความคิดใคร?”

“ความคิดเสี่ย ความคิดเสี่ย เสี่ยประดิษฐ์เป็นคนคิด ผมไม่รู้เรื่อง”

“อย่าไปเชื่อมันอาคุณพจน์ ไม่ใช่อั้ว อาปาโมกเป็นคนบอกอั้วให้ทำอย่างนี้ แถมยังจาขอตัวคนของคุณพจน์ไปจัดการเองด้วย”

“เฮ้ย อย่ามาป้ายความผิดให้ผม”

“อั้วไม่ได้ป้าย ลื้อเป็นคนบอกเอง”

“แต่เสี่ยเป็นคนออกค่าจ้าง”

“หึๆ”

วาจาทะเลาะโบ้ยความผิดเพื่อให้ตัวเองรอดทำให้พจน์ยิ้มเยาะ “งั้นมาดูซิว่าใครจะพลิกลิ้นได้เร็วกว่ากัน”

“อย่าคุณพจน์ อย่าทำผม ผมยอมแล้ว อื๊ออออ!”

นายปราโมทย์หุบปากแน่น กลัวจนฉี่แทบราดเพราะทิศทางของปลายมีดไม่ได้ไกลจากปากและลิ้นที่กำลังเอ่ยขอความกรุณาของตนจนกลัวว่าถ้าอ้าปากพูดอีกแม้แต่คำเดียวปลายมีดแหลมๆมันจะพุ่งเข้ามาคว้านในปากยังไงอย่างงั้น ทำได้แค่พยายามป้ายมือไปที่หลังคอเพราะพจน์กดเอาไว้แน่นกับโต๊ะเนื้อหนาแทบหายใจไม่ออก แม้จะพยายามดึงหน้าตัวเองกับใช้ขาสองข้างทั้งถีบพื้นด้วยแรงทั้งหมดที่มีก็ไม่เป็นผล 

ท่าทางเหล่านั้นทำให้นายประดิษฐ์ตัวสั่น แต่พอถอยหลังได้ไม่ถึงสองก้าวก็ตกใจเมื่อเสียงเหี้ยมลอดไรฟันถามออกมาทั้งๆที่ตาไม่ได้แลมาทางนี้ซักนิด

“จะไปไหน”

“อ เอ่อ เอ่อ อั้วขอไปเข้า เข้าห้องน้ำ ด เดี๋ยวอั้วกับมา”

“เสี่ยจะเอาตัวรอดคนเดียวเหรอ”

“ลื้อพูกอาไรอาปาโมก เอาตัวลอกที่ไหน อั้วจาไปห้องนั้ม”

ไม่ยากเลยที่จะจับผิดคนโดยเฉพาะเสี่ยประดิษฐ์ ที่พอเวลาตื่นเต้น การออกเสียงและคำพูดคำจาที่เพียรพยายามมาทั้งชีวิตก็มาหลุดเพี้ยนเอาดื้อๆ

แต่คนที่กำลังโมโหแทบฆ่าคนได้ไม่บ้าจี้ไปด้วย มือหนาปล่อยจากต้นคอที่กดไว้แน่นทำให้ร่างนายปราโมทย์ทรุดฮวบไปกองกับพื้นอย่างหมดแรง

“ชาติชั่ว!”

พจน์สบถใส่หน้าคนทั้งคู่ ตาคมกริบแดงอย่างน่ากลัว ร่างสูงใหญ่ยิ่งดูน่ากลัวเข้าไปอีกเมื่อเจ้าตัวพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆทำให้แผงอกกว้างพองออกราวกับพจน์ตัวใหญ่ขึ้นเป็นสองเท่า

ตาคมมองมีดในมือด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม ขณะที่น้ำเสียงเอ่ยถามคน

“พวกมึงเคยคิดไหมว่าถ้าเขาโดนพวกมึงเอาตัวมาได้จริงๆแล้วชีวิตเขาจะเป็นยังไงต่อไป เคยคิดไม๊”

เสียงเหี้ยมดุดันตวาดดังลั่น ร่างสูงเดินอาดๆเข้าหาคนที่กำลังคลานหนีไปกับพื้นแล้วถีบเข้ากลางหลังทำให้นายปราโมทย์หน้าคว่ำไม่เป็นท่า คอเสื้อสูทถูกกระชากจนต้องหันกลับมามองหน้ามัจจุราชตัวเป็นๆที่หมายจะเอาชีวิต

“หึ! นี่ทำอะไร?” พจน์ถามอย่างสมเพชเมื่อเห็นอีกฝ่ายยกมือไหว้ปลกๆ “ขอชีวิต? ไหว้ขอชีวิตให้ตัวเอง? หึ! ชีวิตเน่าๆของมึงกูไม่ต้องการ” พจน์ปล่อยคอเสื้อที่ยับย่นแล้วลุกขึ้นยืน “แต่ถ้าแลกกับอะไรที่มีค่ากว่าก็น่าคิด” พจน์ใช้มือลูบคางตัวเองแล้วทำตาหมายมาดจนนายปราโมทย์เสียวสันหลัง “ อย่างเช่น....สาวน้อยน่ารัก”

คนฟังช็อกอ้าปากค้าง ถลาเข้ากอดขาพจน์ทันที “อย่าคุณพจน์ อย่าทำอย่างนั้น ผมไหว้ละ จะทำอะไรผมก็ได้ ผมยอมแล้ว อย่า อย่ายุ่งกับลูกสาวผม”

ใช่ ถึงแม้ว่านายปราโมทย์จะรู้ตัวว่าชอบเด็กผู้ชาย แต่นั่นก็หลังจากที่ผ่านการแต่งงานมีครอบครัวมีลูกมาแล้ว และลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนวัย 17ปีที่กำลังสดใสน่ารักก็เรียกได้ว่าเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของนายปราโมทย์ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

ภาพที่หนุ่มใหญ่คลานตามเพื่อกอดแข้งกอดขาพจน์โดยที่ไม่สนว่าสูทราคาแพงจะเปื้อนไวน์ที่เพิ่งนองพื้นช่างดูน่าสมเภช แต่ไอ้เสี่ยอ้วนกลับเห็นเป็นทางรอด

“ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่คุณปาโมก ถ้าคุณพจน์เขาอยากได้ก็ให้เขาไป”

กึก!

“พูดอะไรน่ะเสี่ย ลูกสาวผมยังเด็ก”

“เด็กอะไร สมัยนี้เด็กผู้หญิงโตเร็วจะตาย อายุ15 ก็มีผัวได้เลี้ยว”

“ทำไมพูดหมาๆแบบนั้น”

เสี่ยประดิษฐ์คลานเข้าไปหานายปราโมทย์ ขณะที่พจน์เดินหนีไปเบี่ยงสะโพกอิงกับขอบโต๊ะไม้ตัวใหญ่ ตาคมกริบยังคงแดงก่ำมองมีดปลายแหลมในมือ บอกถึงอารมณ์เก็บกดที่ใกล้ปะทุเต็มแก่

“แต่มันจะทำให้เรารอด”

“ห๊ะ เสี่ยพูดถึงเรื่องอะไร?”

“คุณลองคิดดูนะ ถ้าเกิดคุณพจน์เปลี่ยนใจไม่เอาเรื่องเรา แถมยังถูกใจลูกสาวคุณขึ้นมามันจะคุ้มค่าแค่ไหน” เสียงกระซิบกระซาบทำให้พจน์ยกยิ้มชั่วร้าย รู้สึกสะอิดสะเอียดกับความคิดของคนพวกนี้ แต่ก็ยอมเล่นละครด้วยการถามเร่ง

“ตกลงว่ายังไงคุณปราโมทย์”

“ได้โปรดเถอะคุณพจน์ คุณจะเอาทรัพท์สมบัติทั้งหมดที่มีของผมไปเลยก็ได้ผมยกให้ แต่อย่าทำอะไรลูกสาวผม”

“ใจเสาะ” เสี่ยประดิษฐ์ว่าใส่หน้าแต่หนุ่มใหญ่กลับเถียงคอเป็นเอ็น

“ลูกสาวผม เธอยังเด็ก ยังมีอนาคต” 

“ให้มีผัวแค่นี้มันไม่มีอานาคตตงไหน นังนั่นก็เด็ก” เสี่ยประดิษฐ์ชี้ไปยังเด็กสาวที่นั่งตัวสั่นกอดกับเด็กหนุ่มตัวกลมดิกอยู่ตรงมุมห้อง

“หึๆ ฮ่าฮ่าฮ่า สมบัติคุณผมจะเอามาทำไมคุณปราโมทย์ ของผมก็มี ชาตินี้ใช้ยังไงก็ไม่หมด” 

พจน์บอกแล้วพยักหน้าให้ลูกน้อง หนึ่งในสามคนที่เอาปืนจ่อหัวสมุนนายประดิษฐ์ยื่นปืนให้เพื่อนแล้วเดินหายออกจากห้อง นั่นทำให้สมุนของเสี่ยใหญ่หันไปมองหน้ากัน

“จุ๊จุ๊จุ๊ อย่าเล่นตุกติก กูขี้ตกใจ เวลาตกใจกูลืมตัวทุกที”

ลูกน้องของพจน์บอกอย่างขี้เล่น แต่แววตาและท่าทางที่ได้รับการฝึกเป็นอย่างดีทำให้คนที่มีความคิดอยู่ในหัวเริ่มคิดใหม่ ดูจากสภาพของพวกมันเองที่ถูกมัดมือไพล่หลัง ถ้าไม่ตายก็คงพิการ สาเหตุเพราะ 'ตัวเป้ง' ที่ยังยืนใจเย็นอยู่นั่น เห็นแบบนั้นถ้าฟิวส์ขาดขึ้นมาใครก็เอาไม่อยู่

ไม่นานหลังจากนั้นประตูก็ถูกเปิดออกพร้อมกับลูกน้องของพจน์ที่เดินหายออกไปเมื่อครู่กลับเข้ามาอีกครั้ง พยักหน้าให้พจน์แล้วถอยออกไปยืนคุมเชิงให้เหมือนเดิม

“เอาละ ขี้เกียจเล่นแล้ว ตกลงใครจะออกมารับผิดชอบเรื่องคนของผมที่หายไป”

“เสี่ย // อาปาโมก”

เสียงของสองหนุ่มใหญ่และมือที่ชี้ไปที่ยังอีกคนตรงข้ามกันทำให้ยิ้มสมเพชของพจน์หุบฉับ ตาคมกริบฉายแววบางอย่างจนทั้งสองชะงักกึก

คนแรกที่ตาเหลือกคือเสี่ยประดิษฐ์ เมื่อพจน์เดินปรี่เข้าหาพร้อมกับมีดในมือก็หันซ้ายหันขวาเหงื่อแตกพลั่กๆ เท้าสองข้างพาตัวเองวิ่งหนีจนหัวซุกหัวซุนแต่ดูเหมือนว่าร่างจำแลงของพญามัจจุราชที่กำลังโมโหจัดจะเร็วกว่า

“จะรีบไปไหน”

“อย่า อย่า อาคุงพก ป่อยอั้วไปเถอะอั้วผิกไปเลี้ยว”

เสี่ยประดิษฐ์ยกมือไหว้ ตาเหลือกลานแทบถลนออกนอกเบ้า น้ำหูน้ำตาไหลออกมากับความตายที่อยู่แค่เอื้อม เพราะลำแขนที่กำลังรัดแน่นเข้าตรงต้นคอจนหายใจไม่ออก เท้าสองข้างดิ้นปั๊ดๆเตะอากาศไปมาอย่างช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

“เพิ่งรู้เหรอว่าสิ่งที่ทำไปมันผิด ช้าไปหน่อยนะเสี่ย”

“อั้วขอโทก อั้วขอโทก ป่อยอั้วไป อ๊อก! อ๊อก! อ๊อก! อ๊ากกกกกกกก!!!!!! ”

เสียงร้องปานหมูถูกเชือดทำให้นายปราโมทย์ยืนตัวสั่น ฉี่ที่อั้นไว้นานก็ราดออกมาจริงๆจนเปียกทั้งกางเกงและนองไปกับพื้นมองแล้วน่าสมเพช ก่อนที่จะสะดุ้งโหย่งทรุดฮวบลงนั่งยกมือไหว้ปลกๆเมื่อเห็นพจน์เดินกลับมา ไหล่ซ้ายและหน้าอกเต็มไปด้วยเลือดและไม่ต้องบอกว่าเลือดใครเพราะร่างอ้วนม้อต้อที่ดิ้นพลาดๆเอามือกุมปากอยู่กับพื้นเป็นคำตอบได้ดี ขนาดสมุนเสี่ยอ้วนก็พากันกลืนน้ำลาย เพราะความที่เคยแต่รังแกคนอื่นและคนไม่มีทางสู้จนเคยตัว ลิงโลดว่ามีคนหนุนหลังจนไร้ใครมาต่อกร แต่พอมาเจออย่างนี้ก็พากันเสียวสันหลังรู้ชะตาตัวเองในทันที ขนาดนายยังโดน ลูกกะจ๊อกปลายแถวอย่างพวกมันมีหรือจะรอด

“คุณพจน์ คุณพจน์ ผมขอโทษ ขอโทษ ผมผิดไปแล้ว ให้โอกาสผมซักครั้ง ให้โอกาสผมกลับตัว” มือที่ยกพนมกลางอกยอมก้มกราบรองเท้าเปื้อนฝุ่นที่เดินมาหยุดยืนตรงหน้า แล้วนายปราโมทย์ก็ใจชื้นเพราะคิดว่าอีกฝ่ายจะใจอ่อน แต่ทันทีที่เงยหน้าขึ้นสบตาคมปราบที่ก้มลงมองอย่างเหี้ยมเกรียมนักธุรกิจอสังหาฯก็แข็งค้างอยู่ท่านั้น เท้าที่เพิ่งลงทุนก้มกราบยันเปรี้ยงเข้ากลางอกจนนายปราโมทย์หงายลงไม่เป็นท่า

นั่นยังไม่เท่ากับคนทั้งหมดในห้องเห็นพจน์เดินอาดๆตามเข้าไปนั่งใช้เข่าแข็งๆคล่อมหนีบหน้านายปราโมทย์ที่ยังทรงตัวไม่ได้ไว้แน่น

ภาพหลังจากนั้นใครที่มันกล้ามองก็เชิญมองได้เลยเพราะขนาดลูกกระจ๊อกของไอ้เสี่ยอ้วนถึงกับอวกออกมาทันทีอย่างไม่อายเพราะกลิ่นคาวที่กระจายไปทั่วห้องและเสียงร้องโหยหวนที่ดังก้องอยู่นานเลยทีเดียว



..................................................................

นี่มันนิยายวายสายหื่นนะนังเรน แต่ทำไมพระเอกถึงได้ดิบเถื่อนขนาดน๊านนนน

แต่งเองยังสยองเองเพราะมีดนี่แหละ ปืนไม่กลัวแต่อีฉานกลัวมี๊ดดดด

อย่าไปโกรธพจน์นะคะ ที่ทำไปเพราะโมโหที่เมียหายเฉยๆ 

ตอนหน้าก็กลับมาหื่นได้เหมือนเดิม แต่เอ๊ะ! จะตามหาเมียเจอไหมน๊า? 




ความคิดเห็น