ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 37 เปลี่ยนที่ทำงานใหม่ (100%)

ชื่อตอน : "ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 37 เปลี่ยนที่ทำงานใหม่ (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.8k

ความคิดเห็น : 28

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ม.ค. 2561 13:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 37 เปลี่ยนที่ทำงานใหม่ (100%)
แบบอักษร


แต่เรื่องยุ่งกลับไม่ได้จบลงง่ายๆอย่างที่คิด และปัญหาชวนปวดหัวมันก็วิ่งมาชนตั้งแต่ที่พวกของพจน์ยังไม่ทันได้ก้าวเหยียบผืนแผ่นดินเลยด้วยซ้ำ

ทันทีที่เรือเทียบท่า การ์ดก็รีบปรี่ขึ้นมากระซิบบอกถึงสาเหตุที่บอสทั้งสองไม่ควรเดินเข้าทางด้านหน้าด้วยประการทั้งปวง สองพี่น้องจึงเลี่ยงไปใช้ทางด้านหลังที่มีเพียงคนออกแบบตึกนี้กับเจ้าของเท่านั้นที่รู้เพื่อจะเข้าไปใช้ลิฟต์ส่วนตัวที่อยู่ภายในตัวโรงแรม อีกทั้งบริเวณโดยรอบก่อนหน้านั้นยังถูกกันไม่ให้นักข่าวเฉียดเข้ามาใกล้ในระยะสิบเมตรอีกด้วย

ปกติทุกแผนกของโรงแรมจะใส่ยูนิฟอร์มเพื่อไม่ให้แขกที่เข้ามาพักสับสนหรือเรียกใช้ไม่ถูกคน แต่วันนี้กลับมีบางอย่างแปลกออกไปคือลิฟต์ส่วนตัวของผู้บริหารใหญ่กลับมีกลุ่มคนใส่เสื้อผ้าธรรมดาสามารถเดินเข้าออกเป็นว่าเล่น แถมพวกการ์ดยังคอยบริการให้อย่างดีจนกลายเป็นข้อถกเถียงกันระหว่างพนักงานด้วยกันเองว่าคนเหล่านั้นเป็นใครมาจากไหน ทำไมถึงสามารถใช้ลิฟต์วีไอพีตัวนั้นได้ทั้งๆที่บางคนทำงานอยู่ที่นี่หลายปีดีดักยังไม่มีสิทธิ์เข้าไปเสนอหน้าในนั้นด้วยซ้ำ

ตะวันแง้มม่านหนาหนักแล้วเหลือบมองลงด้านล่างด้วยสีหน้าครุ่นคิด “นักข่าวเยอะจัง แล้วทิจะลงไปยังไงไม่ให้พวกนั้นรู้?”

“เราว่าพวกเขาพุ่งประเด็นมาที่เจ้าของเกาะกับคนที่เพิ่งถูกจับตัวมามากกว่านะตะวัน อย่างเราโนเนมแบบนี้ต่อให้เดินผ่านหน้าไปพวกเขาก็ไม่สนใจหรอก”

“มันก็ใช่ ว่าแต่จะทิ้งกันไปแล้วจริงเหรอ?”

“อื้อ บอสรออยู่ข้างล่าง โดนบ่นหููชาแน่คราวนี้” ทิวานึกสยองเพราะกิจจาบอกว่าเอาไว้ไปคุยกันที่ออฟฟิศ ระเบิดลงแน่ๆไม่ต้องห่วง

“แล้วบอกคุณภีมแล้วเหรอ?”

“ยัง”

“หา จะดีเหรอทิ ก่อนไปคุณภีมก็กำชับนักหนาว่าให้รอก่อน....แล้วทิก็รับปากแล้วด้วย”

“เอาน่า ถ้าเขากลับมาตะวันช่วยบอกให้เราทีแล้วกันว่าเรามีธุระ”

“เหรอ....เอางั้นก็ได้ งั้นเราเดินลงไปส่งนะ”

“ไม่ต้องหรอก เราให้พี่เขาลงไปส่งได้ บอสรออยู่ในรถตู้แล้วแอบไปขึ้นรถได้แล้วจะไปเลย เจอกันที่กรุงเทพนะตะวัน”

“ถึงแล้วโทรหาด้วยล่ะ”

“โอเค ไปละ”

“อื้อ”

ตะวันยิ้มหวานโบกมือบ๊ายบาย แต่พอลับตาคนผมยาวเท่านั้นยิ้มเมื่อครู่ก็ค่อยๆจางลงก่อนจะมีความกังวลเข้ามาแทนที่

ก่อนหน้าที่พจน์กับภีมจะออกไปก็กำชับนักหนาว่าอย่าไปไหน แต่ตอนนี้คนผมยาวกำลังจะไปแล้ว กลับมาคงเม้งแตกแน่ๆ คุณภีมเหมือนชาวบ้านเขาที่ไหน

เรื่องที่เกาะไม่มีอะไรน่าห่วงแล้ว แต่เรื่องบนบกกลับไม่เคลียร์ สองพี่น้องเลยต้องออกไปทั้งๆที่ยังไม่ได้ขึ้นมาพักโดยใช้รถที่ไม่เตะตาคนมากนัก แต่ก็ไม่แน่ พวกนักข่าวจมูกไวจะตาย บางคนอาจจะรอทำข่าวอยู่ที่สถานีตำรวจแล้วก็ได้

ตะวันนั่งคิดนั่นคิดนี่เรื่อยเปื่อยอยู่กลางห้องสวีท ความหรูหราไม่ได้ทำให้รู้สึกตื่นเต้นเหมือนตอนมาครั้งแรก แต่กลับรู้สึกเหนียวตัวจนอยากอาบน้ำมากกว่า แถมอ่างที่เข้าไปเมียงมองก็น่านอนเล่นเหลือเกิน แต่ในขณะที่กำลังคิดว่าจะลงไปแช่น้ำดีไหมเพราะอีกเดี๋ยวพจน์คงกลับมาเสียงเคาะประตูทำให้ต้องหยุดความคิดลงชั่วขณะ

“พี่ตะวันออกไปเที่ยวกัน”

หือ?

คนเคาะไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คำชวนนี่ทำเอาแปลกใจ “ตอนนี้เนี่ยนะ แล้วพวกนักข่าวล่ะ?”

“ไปกันหมดแล้ว”

“ยังไง? เมื่อกี้ยังเห็นอยู่เลย”

“ รินทร์แว๊บไปดูข้างล่างมาแล้วพี่”

อันนี้ยิ่งน่าตกใจกว่าชวนไปเที่ยวอีกนะรินทร์

“รินทร์ถามพี่ที่เฝ้าอยู่ข้างล่าง ดูเหมือนพวกนักข่าวโทรหากันให้วุ่นและทีนี้ก็พากันแห่ไปสถานีตำรวจหมดเลย”

นั่นไง ผิดจากที่คิดไว้ซะที่ไหน

ตะวันชวนนรินทร์เข้ามานั่งคุยกันในห้อง เพราะอย่างน้อยมีเพื่อนคุยก็ยังดีกว่านั่งเหงาอยู่คนเดียว และก็เพลินจริงๆเมื่อเจ้ารินทร์คอยเอาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังไม่หยุด

แต่ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนจู่ๆการ์ดที่เฝ้าอยู่หน้าลิฟท์ก็โผล่พรวดเข้ามาบอกว่ามีข่าวด่วนจากสถานีตำรวจและเดินไปเปิดทีวีดิจิตอลเครื่องใหญ่กลางห้องนั่งเล่น

ภาพของสองพี่น้องที่กำลังถูกรุมล้อมด้วยกล้องและนักข่าวกว่าสามสิบชีวิตและความวุ่นวายขณะการ์ดพยายามกันนักข่าวให้ห่างจากร่างสูงทำให้ตะวันเบิกตาโต และภาพก็ตัดฉับด้วยใบหน้าของนักข่าวที่ออกมาพูดอะไรหลังจากนั้นก็ไม่ทันได้ฟัง

พจน์ไม่ชอบนักข่าวเพราะพจน์เป็นคนบอกตะวันเองกับปาก

“คนของเรารายงานมาว่าเสี่ยประดิษฐ์ได้ประกันตัวเองออกไปก่อนหน้าที่บอสไปถึงแค่นิดเดียว จึงแค่คุยกับสารวัตรและให้ปากคำอีกนิดหน่อยและกำลังจะกลับ แต่พอออกมาก็อย่างที่เห็นนี่ละครับ ถ้าไม่มีอะไรติดขัดอีกสักครู่บอสคงมาถึงครับ และโทรมากำชับทางนี้ว่าอย่าเพิ่งให้ใครออกไปไหนเพราะไม่แน่ใจว่ามีคนของนายประดิษฐ์จ้องเล่นงานเราอยู่หรือเปล่า”

“แค่ออกไปเที่ยวแถวนี้ก็ไม่ได้เหรอครับ?”

“ครับ โดยเฉพาะการออกไปปะปนกับคนหมู่มาก เราไม่รู้ว่าใครมาดีมาร้าย ระวังตัวไว้จะดีกว่า”

“แอบออกไปก็ไม่ได้เหรอครับ?”

“อย่าเพิ่งเลยครับ ถ้าอยากออกไปจริงๆผมว่ารอบอสกลับมาก่อนจะดีกว่า” ว่าแล้วการ์ดก็ก้มหัวให้ตะวันก่อนจะเดินหายออกจากห้อง

“ที่เขาพูดก็ถูกนะ” ตะวันมองหน้านรินทร์อย่างขำๆเมื่ออีกฝ่ายเริ่มเบ้ปาก “ไม่หนุกเลย”

“เอาน่า ไว้เสร็จเรื่องแล้วค่อยไปก็ได้”

“นายจะไม่ให้รินทร์อยู่จนถึงตอนนั้นนะสิพี่ นี่พี่วินก็บอกว่าถ้ากลับมาจะเอาฮอไปส่งที่ไร่แล้ว รินทร์แอบรู้มาว่าถนนแถวนี้น่าเดินมากเลยนะ แถมของขายก็เยอะด้วย ไม่ได้เที่ยวตั้งนานแล้วอยากไปเที่ยวอ่า”

“รอเจ้านายพาไปดีกว่านะ เดี๋ยวพี่จะขอให้”

“จริงๆนะพี่”

“อื้อ เราไปด้วยกันหมดนี่เลยไง”

“เย้ พี่ตะวันน่ารักที่สุดเลย อยากไปเที่ยว อยากไป.......”

“อยากมากไหมไอ้ตัวยุ่ง”

เจ้ารินทร์สะดุ้งโหยงเมื่อเสียงทุ้มของคนที่ไม่คิดว่าจะกลับมาตอนนี้ดังแทรกขึ้นแบบไม่มีอินโทร

พจน์ยืนอิงกรอบประตูมองมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ทำให้คนที่เพิ่งตะโกนออกมาอย่างดีใจเปลี่ยนเป็นหัวเราะแหะๆ แล้ววิ่งจู๊ดลอดแขนพจน์ออกจากห้องไปจนตะวันต้องส่ายหน้าในความเป็นเด็กยังไม่โตดีนั้น

“เรื่องนั้นเรียบร้อยไหมครับ เหนื่อยไหม?”

ทั้งเบื่อ ทั้งเหนื่อย และเมื่อยล้าแต่มันก็หายวับไปในทันทีที่ถูกถาม แต่คนตัวโตกลับพยักหน้าซะอย่างนั้น “ถ้าได้จูบหวานๆสักทีคงจะหายเหนื่อยเลยละ”

“อย่าเพิ่งชวนออกนอกเรื่องสิครับ”

“นอกเรื่องที่ไหน เรื่องของเราทั้งนั้น นี่ถ้าเราโผเข้ามากอดแล้วจูบแก้มพี่ซักฟอดสองฟอดรับรองว่าพี่จะหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลย”

“ไม่อยากคุยด้วยแล้ว”

คนหน้างอว่าแล้วเดินหนี เพราะถ้าคุยนานกว่านี้มีหวังพจน์ได้วกทุกเรื่องที่คุยกันให้เข้าตัวแน่ๆ

แต่แล้วร่างบางก็สะดุ้งโหยงเมื่อพจน์ใช้จังหวะนั้นกอดเอวบางไว้แน่น ตามมาติดๆด้วยเสียงฟอดใหญ่บนแก้มนุ่มแบบไม่ต้องรอให้เจ้าของอนุญาตอีกด้วย แต่สิ่งที่ทำให้ตาหวานเบิกโพลงไม่ใช่เพราะแรงกอดรัดคลอเคลีย แต่เป็นแรงดันจากคนข้างหลังที่บังคับให้เท้าเล็กๆต้องเดินไปตามทางจนต้องถามเสียงสั่น “จะ จะไปไหนครับ?”

“อาบน้ำ”

“งั้น ….งั้นก็เข้าไปอาบเลยครับ ให้ผมรอข้างนอก”

“รอทำไมข้างนอก ก็อาบด้วยกันซะเลย ยังไม่ได้อาบเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?”

“อาบแล้ว”

“แน่น่ะ?”

“แน่”

“แล้วทำไมยังใส่ชุดเดิม”

งะ! ลืมคิด ชุดนี้ก็ใส่ตั้งแต่ขึ้นเรือมาไม่แปลกใจหรอกที่พจน์จะท้วง “อาบแล้วก็ใส่ซ้ำได้นี่นา มันไม่ได้เปื้อนตรงไหนสักหน่อย”

“ไม่เห็นได้กลิ่นสบู่” คนช่างสังเกตุไม่ว่าเปล่า ยังซุกหน้าลงดมเนื้อขาวเพื่อพิสูจน์ว่ามีกลิ่นสบู่อยู่ตรงจุดไหนของเนื้อขาวๆ ทำเอาคนที่เพิ่งแถโกหกคำโตตาเหลือก ต้องเอนหน้าหนีพัลวัน “พอแล้ว”

“นี่ตกลงว่ายังไม่ได้อาบใช่ไหม?”

คนโกหกไม่เก่งพยักหน้ายอมแพ้ในที่สุด แต่นั่นกลับทำให้อีกคนฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ ภาพที่คิดไว้วิ่งเข้ามาเป็นฉากๆ ได้อาบน้ำแล้วนอนแถมมีหมอนข้างนุ่มๆให้กอดนี่มันสวรรค์ที่รอคอยเลยนะ

“งั้นก็เข้าไปอาบด้วยกัน”

“เราต่างคนต่างอาบดีกว่าไหมครับ อาบด้วยกันทีไรไม่ได้อาบเฉยๆสักที”

“แล้วไม่ได้เหรอ?”

“ก็ไม่ใช่อย่างนั้น แต่เมื่อวานยัง....”

“อะแฮ่ม โทษทีนะเฮียที่ต้องขอขัดจังหวะซักครู่”

เสียงแทรกที่ทะลุกกลางปล้องสาปตะวันให้ยืนแข็งเป็นหินไปในบัดดล

ภีมยืนกอดอกอิงกรอบประตูทำหน้านิ่งๆมองมาเหมือนไม่รู้สึกรู้สากับภาพที่เห็น ทำให้แก้มขาวของคนหน้าบางร้อนฉ่าจนแทบไหม้

“นิ่งๆ” พจน์จุ๊ปากเมื่อคนตัวบางพยายามดิ้นหนีอุตลุด

“แต่ว่าคุณภีมอยู่ตรงนั้น” ตะวันกระซิบเถียง เสียงน่ะไม่ได้ยินหรอก แต่ภาพที่ร่างบางกำลังถูกพจน์กอดไว้แน่นนี่น่ะภีมเห็นแน่ๆเกินพันเปอร์เซ็นต์

“แกมีอะไร”

เอ้า! ยังจะไปถามเขาอีก ปล่อยก่อนซี่

คนหน้าบางทำตัวไม่ถูกเมื่อมีบุคคลที่สามอย่างภีมมายืนทำหน้ามึนมองแบบไม่ห่วงมารยาท

“ทิวาล่ะตะวัน?”

“ทิเขาขอกลับกรุงเทพก่อนน่ะครับคุณภีม”

“ใครอนุญาต?”

“คือ”

ต้องรอให้ใครอนุญาตด้วยเหรอ ก็ทิเขาอยากจะกลับแล้วใครจะห้ามเขาได้ ก็รู้อยู่ว่าถ้ารอให้คุณภีมกลับมาเขาคงไม่ได้กลับแน่นอนเลยชิงหนีไปก่อน บอกแบบนี้จะดีไหมนะ

“คือ ทิเขาบอกว่ามีธุระด่วนน่ะครับ”

ภีมถึงกับเสยผมอย่างหงุดหงิด คิดเอาไว้ว่าจะไปส่งร่างบางเองเพราะกะจะเข้าไปขอโทษคุณน้าแม่ของทิวาด้วย แต่เป็นแบบนี้เสียแผนหมด

“ผมจะเข้ากรุงเทพ เฮียช่วยดูทางนี้แทนผมสักพักนะ”

เสียงเฮ้ยดังลั่นของพจน์ไม่ได้ทำให้ภีมเปลี่ยนความคิด ก่อนออกประตูไปไอ้น้องชายยังมีหน้าโผล่กลับเข้ามาแค่หัว “ที่เมียผมหนีไปเพราะเมียพี่ไม่ห้าม เพราะฉะนั้นเป็นความผิดของตะวัน”

“เดี๋ยวสิวะเฮ้ย!”

ภีมไม่รอฟัง รีบสาวเท้าออกจากห้องจนเกือบเป็นวิ่งก่อนจะถอนหายใจเฮือกเมื่อเข้ามายืนในลิฟต์ไร้ซึ่งร่างสูงของพี่ชายที่ตามมาล็อกคอ

หึๆ เก่งแค่ไหนแล้วที่ทำให้พจน์มาเหยียบที่นี่ได้ รู้ทั้งรู้ว่าพี่ชายเกลียดงานใส่สูทเข้าใส้ แต่ถ้าปล่อยให้พจน์กลับไร่ไปก็เหมือนปล่อยเสือคืนป่า ไปแล้วไปลับไม่กลับมา แล้วเรื่องอะไรที่ตนจะต้องมานั่งปวดหัวกับงานคนเดียว เหตุผลมั่วๆที่ว่าเป็นความผิดของตะวันเพิ่งคิดได้ไม่กี่วิก่อนพูดออกไปนั่นแหละ

พจน์จะอยู่หรือไม่เห็นทีคงต้องวัดดวงกันหน่อย

ภีมคิดขณะเดินตัวลอยไปขึ้นรถที่ลูกน้องขับออกมาจอดรอ ปล่อยให้พี่ใหญ่ยืนถอนใจเมื่อเห็นไอ้น้องชายชิ่งหนีเอาซึ่งๆหน้า เพราะถ้าเป็นแบบนี้เรื่องกลับไร่ทันทีคงต้องพับเอาไว้ก่อน

“อาบน้ำกันเถอะ”

คำชวนซ้ำที่ยืนยันเจตนาเดิมทำให้ตะวันแหงนหน้าขึ้นมองคนตัวสูง

เอ....ถ้าลองบอกว่ายังไงก็ไม่อาบด้วยหรอกครับ เชิญเจ้านายอาบไปคนเดียวเถอะ จะเกิดอะไรขึ้นนะ แน่นอนพจน์คงหาวิธีทำให้เข้าไปอาบด้วยกันจนได้ เปลืองแรงเปล่าที่จะปฏิเสธคนหน้าหวานเลยพยักหน้ารับ ไม่ทันสังเกตุรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของอีกคนที่ฉายออกมาเพียงชั่วครู่

ลูกแกะน้อยจะทันเล่ห์เหลี่ยมหมาป่าได้ยังไง

แต่แล้วร่างสูงก็ต้องขมวดคิ้วเหมือนสวรรค์พังครืนลงต่อหน้าต่อตา เมื่อเห็นแผ่นหลังที่เคยขาวนวลเนียนมาตอนนี้กลับเต็มไปด้วยรอยสีกุหลาบที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้น และไม่เพียงเฉพาะแผ่นหลังบอบบางเท่านั้น ไอ้รอยที่ว่ามันยังลามลงไปทั่วก้นขาวๆทำให้ปลายนิ้วหนาแตะต้องอย่างเบามือ

พจน์อยากโดดถีบสองขาใส่ตัวเองจริงๆให้ตายเถอะ ขณะมือหนาบรรจงถูสบู่ให้อีกฝ่ายอย่างเบามือที่สุด แม้เจ้าของเสียงหวานบอกว่าไม่เป็นไรคนหวังดีก็ยังดื้อดึงที่จะทำให้ เสร็จแล้วก็คว้าผ้าขนหนูมาเช็ดตัวเช็ดหัวให้เด็กน้อยก่อนจะบอกให้ออกไปรอข้างนอกจนคนฟังโล่งใจอย่างประหลาด

แต่ความโล่งใจนั้นก็อยู่กับตะวันได้ไม่นาน

ตาหวานเหลือบมองเด็กโข่งที่ดูเหมือนจะหาท่านอนกอดหมอนข้างไม่ถูกใจซักที ในขณะที่ร่างบางถูกทับจนเกือบแบน คนตัวโตก็พลิกซ้ายทีพลิกขวาทีแถมเอาขาแข็งๆมาคีบมากอดก่ายร่างบางไว้แน่นเหมือนกลัวหาย และเมื่อได้ท่าเหมาะๆลมหายใจของพจน์ก็ดูเหมือนจะสงบลงอย่างง่ายดาย หรือบางทีอาจเป็นเพราะเหนื่อยด้วยละมั้งเลยทำให้หลับได้ง่ายขนาดนี้ ปล่อยให้หมอนข้างกิตติมศักดิ์กระพริบตาปริบๆ เพราะมันผิดคาดกับสิ่งที่คิดไว้ในหัวไปไกลโข

แต่ร่างบางก็ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวแม้จะรู้ว่าพจน์หลับไปแล้วจริงๆ สังเกตุได้จากแรงสะเทือนของแผงอกหนาที่มันกำลังเต้นอยู่ในจังหวะปกติ และมันช่างแตกต่างจากแรงเต้นที่กระหน่ำรัวตรงอกด้านซ้ายของตนเสียนี่กระไร และภาวนาขออย่าให้พจน์รู้สึกถึงแรงสะเทือนอันดังนี้จนต้องตื่นขึ้นมาเถอะนะ

แต่ถึงกระนั้นตาหวานก็อดที่จะหลุบมองลงต่ำอย่างเคืองๆไม่ได้

'ตัวเองหลับสบายไปแล้วไม่พอยังเอาขามาหนีบคนอื่นไว้แน่นไม่ให้ไปไหนแบบนี้ แถมไม่ได้หนีบเปล่าด้วย ยังให้ไอ้เจ้าลูกชายที่พร้อมจะชูคอขึ้นมาทุกวินาทีกดแนบเข้ากับขาคนอื่นอีกต่างหาก

ขอต่อว่าอะไรในใจสักอย่างเถอะ

'ทำไมมันไม่หลับละคร๊าบคุณเจ้านาย มันยังแข็งทิ่มขาผมอยู่เลยเนี่ย เฮ้ออ!'

“หูย แก๊..ฉันอยากตายแล้วมาเกิดใหม่ให้เบ้าหน้าเข้าท่ากว่านี้ ดูซิ คนอะไรช่างหล่อ เท่ น่าหลงไหลแบบนี้ต้องเป็นเทพบุตรลงมาจุติแน่ๆ”

“เออ ฉันว่าอย่างแกตายไปคงไม่ได้เกิด เพราะต้องไปชดใช้กรรมในนรก”

“ปากเสีย ก็แกดูนั่นสิ ทำยังไงถึงจะได้เข้าไปนั่งใกล้ๆ”

“เออ ฝันเข้าไป”

“ตอนนี้คงได้แค่ฝัน แต่อีกไม่นาน”

“เพ้อละเพ้อละ กินเสร็จแล้วใช่ไหม หมดเวลาพักแล้ว ไป๊ ไปทำงาน”

“แหม แกก็ให้ฉันมองให้อิ่มก่อนไม่ได้เหรอไง ชอบขัดนักเชียว”

เสียงคุยที่บังเอิญลอยมาเข้าหูทำให้คนที่เดินออกมากดน้ำร้อนอดที่จะเหลือบตาไปมองผู้ที่เป็นหัวข้อสนทนาไม่ได้

คนหน้านิ่งในสูทหรูหราสีเข้มกำลังนั่งอ่านอะไรบางอย่างกับไอแพดในมือทำให้ตะวันอดที่จะเปรียบเทียบพจน์ตอนนี้กับตอนที่พจน์ขี่ม้าคุมคนงานอยู่ในไร่ไม่ได้

ผมดกหนาสีเข้มที่ปกติจะแค่ใช้มือเสยขึ้นเอาง่ายๆ มาตอนนี้กลับถูกเซตและดูดีจนตะวันแอบมองทุกครั้งที่มีโอกาส เคราเขียวครึ้มที่เคยโกนบ้างไม่โกนบ้างกลับหายเกลี้ยงเผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่มีเสน่ห์ดึงดูดจนนึกเห็นด้วยกับคำพูดของสาวๆเมื่อครู่ นี่ถ้าใบหน้าหล่อคมที่เฉยเมยไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งรอบตัวโปรยยิ้มอีกซักหน่อย สาวๆแถวนี้คงได้ล้มตายกันเป็นเบือ

ช่วงพักกลางวันห้องอาหารจึงเต็มไปด้วยพนักงานที่ผลัดกันออกมากินข้าว ซึ่งก็แยกออกจากห้องอาหารสำหรับลูกค้าอย่างสิ้นเชิง แต่ห้องที่ร่างสูงกำลังนั่งอยู่ตรงนั้นก็ทำไว้สำหรับผู้บริหารโดยเฉพาะและแยกเป็นสัดส่วนชัดเจนยามที่มีประชุมหรือไม่มีเวลาออกไปหาร้านอาหารข้างนอกหรือพูดง่ายๆว่าขี้เกียจออกไปนั่นแหละ จึงไม่แปลกที่จะมีพนักงานบางคนยอมเสี่ยงตายแอบเอาตามาแนบผนังกระจกใส เมียงมองเข้าไปว่านานทีปีหนใครกันนะที่ลงมานั่งทานข้าวในห้องวีไอพีแห่งนี้

แต่ก็อย่างว่า คนที่ตกเป็นเป้าสายตาดูเหมือนจะรู้แต่ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่

ตะวันคิดขณะคนกาแฟในมือ กำลังจะเอาเข้าไปให้คนที่กำลังทำหน้าเฉยอยู่นั่นถ้าแผ่นหลังไม่ถูกใครบางคนสะกิดจนต้องหันกลับไปมองซะก่อน

“มีอะไรครับ?”

“คือ.....”

“ครับ?”

ตะวันมองหญิงสาวหน้าตาน่ารักตรงหน้า และแน่ใจว่าคงไม่ใช่คนที่เพิ่งสะกิดเขาแน่ๆ น่าจะเป็นอีกคนที่ยืนอยู่ข้างกันคนนั้นมากกว่า

“เขามีเรื่องอยากถามคุณเลขาน่ะค่ะ ถามเขาสิแก” แล้วก็สะกิดเพื่อนที่ยังยืนนิ่งอีกเหมือนจะลุ้นอยู่ในที

“ครับ ถามว่าอะไรครับ?”

“คุณเลขา....”

“เรียกผมว่าตะวันก็ได้ ไม่ต้องเรียกแบบนั้นหรอก ฟังดูพิลึกชอบกล”

“อะ ค่ะๆ ขอบคุณค่ะคุณตะวัน”

“แล้วเรื่องที่ว่าจะถามล่ะ?” ตะวันยิ้มให้ นึกเอ็นดูท่าทางบิดนิ้วอย่างเขินอายของคนตรงหน้าผิดนิสัยผู้หญิงสมัยใหม่ และเมื่อมายืนเทียบกันอยู่อย่างนี้ดูเหมือนฝ่ายหญิงจะดูบอบบางลงไปอีกโข

“คือ คุณตะวัน..... มี เอ่อ มี...มี.....”

“มี? …...หรือคุณมีอะไรให้ผมช่วย?”

“ปะเปล่า ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ คือว่า....คุณตะวันมี เอ่อ....มี มีแฟนหรือยังคะ?”

แม้ปลายเสียงจะแผ่วลงแต่ก็ทำให้คนถูกถามยืนอึ้งไปเรียบร้อย

เหมือน เหมือนจริงๆ ภาพเหตุการณ์ที่ผู้หญิงบอกเลิกครั้งล่าสุดวิ่งเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ เพราะมันเริ่มมาจากเหตุการณ์และคำถามเดียวกันนี้แบบนี้ไม่มีผิด

แต่ก่อนที่ตะวันจะให้คำตอบไดๆออกไปเสียงทุ้มคุ้นหูก็ดังขึ้นทำเอากาแฟในมือเกือบกระฉอกออกนอกถ้วย

“มีแล้ว!”

ห๊ะ?

ตาคมกริบของคนตอบแทนให้ไม่ได้มองสบกลับมา แต่มองเลยไปยังสองสาวที่กำลังยืนตัวแข็งทำตาโตเมื่อได้เห็นบอสใหญ่ในระยะใกล้ๆแบบนี้

“ถ้าอยากรู้ละก็ แฟนหมอนี่ขี้หึงเข้าขั้นโรคจิต อาจจบไม่สวยนักถ้ามีใครเข้ามายุ่งด้วย”

พจน์พยักพเยิดบอกอย่างเป็นกันเอง แต่ไหงทั้งสองสาวถึงกลับหนาวเยือกอย่างไร้สาเหตุแล้วก็พากันพยักหน้ารัวๆอย่างเข้าใจ พอยกมือไหว้ท่านประธานเสร็จก็พากันขอตัวโกยอ้าวทันทีแบบไม่เหลียวหลัง

ตะวันวางกาแฟทิ้งไว้บนโต๊ะเมื่อพจน์ปฏิเสธที่จะรับมัน แล้วร่างบางต้องสาวเท้าเดินตามเมื่อคนที่ทำหน้านิ่งไม่คิดรอเพราะเดินนำลิ่วๆไปก่อนแล้ว

“เป็นอะไรครับ?” เมื่อไร้บุคคลที่สามเสียงหวานจึงเอ่ยถาม แต่คนที่ควรจะตอบกลับยืนกอดอกอิงผนังลิฟต์เฉย ตาคมจ้องนิ่งไปยังเลขดิจิตอลเหมือนไม่ได้ยิน แล้วก็เดินผ่านหน้าไปจนคนเดินตามหลังแอบย่นจมูก

มาอีหรอบนี้คงไม่พ้นโมโหอยู่แหงละ ว่าแต่เรื่องอะไร หรือจะเพราะยังไม่ได้กินกาแฟ?

“เดี๋ยวจะไปชงมาให้ใหม่นะครับ เมื่อกี้....เอ๊ะ!”

อะไรล่ะทีนี้?

ตะวันนึกแปลกใจ เพราะไหล่บางถูกมือหนาคว้าไว้แน่นก่อนที่จะทันเดินไปทำอย่างที่พูด

เมื่อกี้ถามยังไงก็ไม่ยอมตอบ แต่มาตอนนี้กลับถูกร่างสูงดันให้ถอยจนแผ่นหลังบางแนบผนังห้องจากนั้นพจน์ก็คล่อมไว้จนคนตัวบางกระดิกตัวแทบไม่ได้

ทุกคำที่เตรียมจะเอ่ยถามเป็นอันต้องชะงักงันและถูกกลืนลงไปพร้อมกับน้ำลายและปลายลิ้นร้อนผ่าวที่จู่ๆก็สอดแทรกผ่านเรียวปากบางเข้าไปแบบไม่มีอินโทรบอกกล่าว

แรงบดเบียดของปากกับปากที่ภาษาชาวบ้านเรียกง่ายๆว่า 'จูบ' ทำให้คนไม่ทันตั้งรับถึงกับอึ้งอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเริ่มหายใจไม่ออกเมื่อมันทวีความดูดดื่มจนตั้งรับแทบไม่ทัน ทำให้มือบางขยับหมายจะผลักแผงอกหนาให้ถอยออกไป

แต่ทุกอย่างกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อฝ่ายได้เปรียบใช้กำลังที่มีมากกว่าดึงสองมือบางให้เลื่อนสูงขึ้นมาคล้องต้นคอหนาไว้แทน

สูทสั่งตัดแพงระยับและเนียบไปทั้งตัวของทั้งคู่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคเลยสักนิด และร่างสูงยังภูมิใจนำเสนอเนื้อตัวที่อัดแน่นไปด้วยความต้องการของตัวเองบดเบียดเข้าหาหว่างขาเรียวแนบแน่นจนคนตัวบางนึกกังวล

ถูแบบนี้อีกเดี๋ยวคงได้เรื่อง

จูบดูดดื่มตะกระตะกรามเหมือนตายอดตายอยากมาจากไหนผละออกไป แต่ร่างบางกลับต้องสะท้านไหวไปทั้งตัวเพราะปากหยักร้อนผ่าวหันมาเม้มเอาติ่งหูเล็กอย่างหมั่นเขี้ยวพร้อมกับกดหอมแก้มนุ่มๆจนมันยุบครั้งแล้วครั้งเล่า

แต่ทั้งหมดทั้งมวลยังไม่เท่ากับแขนแกร่งที่รวบร่างบางไว้แล้วยกให้นั่งบนโต๊ะทำงานกลางห้องทำงานสุดหรู ที่ผนังของมันเป็นกระจกใสทั้งแถบ มองออกไปเห็นเวิ้งทะเลใสแจ๋วและท้องฟ้าสีครามสุดลูกหูลูกตา

แม้จะรู้ว่าจากจุดนั้นไม่มีใครสามารถมองเข้ามาเห็นได้ แต่ถ้าเกิดมีใครเปิดประตูเข้ามาเห็นตอนนี้คงเป็นเรื่อง

“อยู่นิ่งๆ”

“อยากให้นิ่งก็อย่าสิครับ แบบนี้ไม่เอานะ”

“เดี๋ยวนี้มีเถียง”

“ไม่ได้เถียงนะครับ แต่นี่มันห้องทำงาน!”

“ห้องทำงานแล้วไง”

คนฟังถึงกับไปต่อไม่เป็น มันก็ใช่หรอกนะ เพราะตอนอยู่ที่ไร่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยจิ๊จ๊ะกันแบบนี้ ยิ่งท่าทางที่ร่างสูงแทรกอยู่ตรงกลางระหว่างขาเรียวด้วยแล้วต่อให้เด็กประถมยังมองออกเลยว่ากำลังทำอะไรกันอยู่

“แต่ถ้าเกิดใครเปิดประตูเข้ามาเห็นตอนนี้จะทำยังไงละครับ”

“ก็ไม่เห็นเป็นไร”

“เป็นสิครับ!” เสียงหวานแห้วก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงกระซิบอย่างลืมตัว “ตอนนี้พี่เป็นถึงประธานบริหาร มันไม่ดีนะครับถ้าเกิดมีใครเห็นเข้าแล้วเอาไปพูดกัน สำหรับผมน่ะไม่เป็นไรหรอกเพราะแค่ลาออก อื๊อออ”

ปาดอิ่มถูกกดปิดอีกครั้งอย่างหนักหน่วงก่อนที่ตะวันจะทันพูดในสิ่งที่พจน์ไม่อยากได้ยิน

“ทุกวันนี้พี่ก็ไม่ได้แบมือขอใครกิน เพราะฉะนั้นพี่ไม่สนว่าคนจะมองพี่ยังไง”

“แต่มันไม่ดี”

“ไม่ดียังไง?” พจน์ไม่ถามเปล่า ฝ่ามือหนายังดึงสะโพกเพรียวจนหน้าขาสัมผัสกันถนัดถนี่ประกอบคำถามอีกด้วย “บอกพี่ซิ แบบนี้มันไม่ดีตรงไหน”

ตะวันกัดปากฉับ แก้มเนียนร้อนแทบไหม้ขณะที่ถลึงตาใส่คนลามกที่นับวันจะไม่ค่อยสนที่สนทาง มีโอกาสเมื่อไหร่กอดได้เป็นกอด จูบได้จูบ แล้วยังจะถามแบบนี้อีก ใครมันจะกล้าบอก

ส่วนคนถามก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างถูกใจเมื่อเห็นคนตรงหน้าไปไม่เป็น ริ้วแก้มแดงก่ำที่ลามไปทั้งคอจนหายเข้าไปในร่มผ้าชวนให้อยากปอกเปลือกออกดูว่ามันจะลามไปทั่วตัวหรือยัง มองแล้วจากนั้นก็จัดการเล็มเนื้อเนียนที่ขึ้นสีและกัดกินให้หนำใจ

จริงๆแล้วก่อนหน้านี้ถ้าให้พจน์กลับมาดูแลกิจการคงจะเป็นเรื่องใหญ่พอสมควรเพราะตอนนั้นพจน์ยังไม่อยกมา แต่ถ้าเป็นตอนนี้ละก็จะให้พจน์ไปไหนก็ได้ อยู่ที่ไหนก็ได้ แต่มีข้อแม้แค่อย่างเดียวคือให้คนหน้าหวานที่เพิ่งหากันเจอตรงหน้าไปด้วย ไม่ใช่เพราะความหลงไหล แต่ตะวันเป็นอะไรที่มากกว่านั้น มันเหมือนกับว่าพอได้เห็นหน้าแล้วมันมีแรงพอที่จะฮึดสู้ฝ่าฝันสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เรียกง่ายๆว่ากำลังใจละมั้ง

ยิ่งตอนได้แกล้งจนอีกฝ่ายทำหน้าไม่ถูกมันเป็นอะไรที่สุขพิลึก

ยอมรับก็ได้ว่าเมื่อครู่รู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อยที่มีใครมาเกาะแกะคนของตน แม้จะรู้อยู่ว่ายังไงคนตรงหน้าก็ไม่มีทางหวนกลับไปในทางเดิม

แต่กันไว้ก่อนดีกว่า ขี้เกียจวัวหายแล้วล้อมคอก

หึๆ

ในขณะที่กำลังกระหยิ่มในใจพจน์ก็ต้องกรอกตาขึ้นมองเพดานเพราะโทรศัพท์ที่ยัดไว้ในอกเสื้อเกิดสั่นขึ้นขัดจังหวะความอภิรมณ์ทั้งหมด และชื่อที่โชว์หราบนหน้าจอทำให้ภาษาโบราณเกือบหลุดออกมา

“ว่าไงวะ? เออรอเดี๋ยว”

พจน์กดวางสายแล้วหันมาจุ๊บปากอิ่มของคนที่กำลังจ้องตาเป๋งอย่างรวดเร็วจนยากที่จะหลบทัน จากนั้นร่างสูงก็ผละออกไปทันทีปล่อยให้คนตัวบางตะเกียกตะกายลงจากโต๊ะมายืนแข้งขาสั่น

ตะวันรีบจัดเสื้อผ้าขยับไทด์ให้เข้าที่ขณะที่แก้มเนียนก็ร้อนจนไม่รู้จะร้อนยังไงจนอยากวิ่งเข้าไปดูหน้าตัวเองในห้องน้ำ แต่ที่กำลังแปลกใจคือคนตัวสูงที่เพิ่งเดินห่างออกไปนั้นไปกดล็อกประตูยามไหนทำไมไม่เห็นรู้เรื่อง

“มีข่าว?”

“มี ว่าแต่แกล็อกห้องทำไมวะ?” ชีวินถามไปงั้นแหละเพราะแค่เหลือบมองคนหน้าหวานที่เริ่มวางหน้าไม่ถูกก็พอจะเดาออก “จะล็อกทำไมก็ช่าง มีอะไรก็รีบว่ามา”

“ครับคุณบอส เมื่อกี้กระผมยืนรอให้คุณแกเปิดประตูยังไม่บ่นสักคำ ทีอย่างนี้ละทำมาเร่ง เอ้านี่”

“อะไร?”

“แฟ้มรูปถ่ายหน้าตากับประวัติลูกน้องของไอ้เสี่ยอ้วน รวมทั้งคนมีเงินที่มันติดต่อทำการค้าขายด้วย ดูเอาไว้เผื่อเห็นหน้าจะได้ระวังตัว เพราะตอนนี้ฉันแน่ใจว่ามันเจ็บแค้นจนกระอักที่แกไปก่อกวนมันที่เกาะ”

“ก็คงอย่างนั้น”

“รู้ไหมก่อนที่ฉันจะให้ลูกน้องหาข้อมูลมาให้แก คนของเราล็อกคนน่าสงสัยได้คนนึงที่โรงพยาบาล แกรู้ไหมมันไปที่นั่นทำไม”

“ฉันแน่ใจว่าลูกน้องไอ้เสี่ยพุงพลุ้ยถ้าไม่คางเหลืองก็คงใกล้ตาย น่าจะมีคนของมันเพ่นพ่านอยู่ที่โรงพยาบาลไม่น้อยนักหรอก”

“ใช่ แต่ไอ้นี่ฉันว่ามันไม่น่าจะเป็นคนดีจนยอมเสี่ยงตายเข้าไปเยี่ยมเพื่อนที่มีตำรวจเดินเพ่นพ่านอยู่เต็มโรงบาลหรอกว่ะ”

“งั้นก็คงจะเป็นอะไรที่ตรงกันข้าม”

“ใช่ แกจำลุงคนที่บาดเจ็บแล้วเอาขึ้นฮอกลับมาก่อนได้ไหม”

พจน์พยักหน้าขณะพลิกแฟ้มในมือ แต่แล้วคิ้วเข้มก็กระตุกกับประโยคถัดมา “หลังจากที่ฉันเค้นถามในแบบฉบับที่มันไม่กล้าหือ มันบอกว่ามันถูกใครบางคนสั่งให้มาปิดปากลุงคนนั้นว่ะ”

“แล้วคุณลุงเป็นอะไรหรือเปล่าครับ?” ดูเหมือนคนตกใจจะมีแค่ตะวัน ส่วนซิกแนวที่พจน์ส่งมาทำให้ชีวินเลี่ยงที่จะพูดให้ฟังจนหมด

“แค่เกือบน่ะ เพราะ.....ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว”

“งั้นก็ดี ตะวันกำลังจะชงกาแฟ แกเอาด้วยไหม”

“เอาๆ รบกวนด้วยนะครับ”

“ไม่ได้รบกวนเลยครับ งั้นรอสักครู่นะครับ”

ชั่ววินาทีที่ร่างบางก็เดินลับหายเข้าไปในครัวเล็กๆด้านหลังและไกลเกินรัศมีที่จะได้ยินว่าบอสใหญ่กับหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยกระซิบกระซาบอะไรกัน เพราะเมื่อกาแฟสองแก้วพร้อมเสิร์ฟตะวันก็เห็นแค่คนหน้านิ่งสองคนคล้ายกับกำลังขบคิดปัญหาใหญ่ระดับชาติ

“พรุ่งนี้ผมจะเอาฮอไปส่งลุงสังข์กับพวก แต่มีเด็กน้อยคนนึงมาอ้อนว่าขออยู่ต่อเพราะพี่ตะวันจะพาไปเที่ยวก่อน จริงหรือเปล่าครับ?”

“เอ๋” แม้จะแปลกใจแต่ก็อดขำนรินทร์ไม่ได้ แต่ยังไม่ได้พูดอะไรเสียงพจน์ก็ชิงบอกซะก่อน “ไหนๆก็มาแล้วเย็นนี้ก็พาไปทั้งหมดนั่นแหละ มีควงไฟด้วยนิใช่ไหม?”

“ใช่ แกจะเป็นคนพาไปหรือให้ฉัน.....”

“ให้คนของเราไปดูแลความเรียบร้อยไว้ก่อน”

“สบายใจหายห่วง แต่ยังไงฉันคงต้องไปด้วยสินะ”

พจน์ไม่ตอบ แต่ยิ้มมุมปากแบบนั้นทำไมชีวินจะไม่รู้ พักใหญ่บอดี้การ์ดหนุ่มก็ขอตัวออกไปหลังจากกาแฟถ้วยที่สองหมดลง

“อะไรครับ?” แม้จะรู้ความนัยแต่ใครจะกล้าเข้าไปใกล้ล่ะเล่นทำตาแบบนั้น

“มานี่ก่อนเร็ว”

“ให้ไปทำไมครับพูดตรงนี้ก็ได้ยิน”

“มาต่อจากเมื่อกี้”

ตะวันเกือบถอนใจให้กับคนเก็บกด ตั้งแต่กลับมาจากเกาะที่พจน์ทำอย่างมากก็ไม่เกินกว่าจูบ ซึ่งมันเป็นอะไรที่ผิดคาดมากและไม่คิดว่าพจน์ถึงอดใจตัวเองไว้ได้นานขนาดนั้น กลางคืนก็กอดก่ายเป็นหมอนข้างพากันหลับไปจนรุ่งสางจนบางทีตะวันก็นึกอยากถามอย่างสงสัย

แต่มาคิดอีกทีไม่ควรหาเรื่องใส่ตัวจะดีกว่า ปล่อยให้เป็นแบบนี้ละดีแล้ว

“ไม่เอาดีกว่าครับ แล้วนี่ก็เย็นแล้วด้วยไหนบอกจะพาไปเที่ยว?”

“อยากไป?”

“อยากไปสิครับ ไม่ได้เที่ยวตั้งนาน จำได้ว่าครั้งล่าสุดก็งานวัดบ้านโทน”

“จำได้แต่ตอนงานวัด?”

คนฟังเสตาหลบแกล้งไม่รู้ไม่ชี้ซะอย่างนั้น ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะ จำได้แม่นเลยว่าขนาดอยู่บ้านคนอื่นพจน์ยังหื่นได้ขนาดไหน

“ไปเร็วครับไปเที่ยวกัน”

ดูเหมือนคนที่ไม่เคยหวั่นไหวกับอะไรจะแพ้สายตากับท่าทางอ้อนๆเหมือนเด็กน้อยที่อยากให้พ่อพาออกไปเที่ยวนอกบ้านของคนหน้าหวาน แต่ก็ไม่วายท่ามากยื่นมือมาหาพร้อมกับเสียงทุ้มบอกกำกับทำให้ตะวันย่นจมูกใส่คนไม่ดูตัวเอง

“ช่วยหน่อยเร็ว”

“ลุกเองสิครับ ไม่ได้เป็นอะไรซักหน่อย”

“ไม่มาก็ไม่ลุก นอนมันตรงนี้ละ”

ดูเอาเถอะ ถ้าเป็นเด็กสามขวบตะวันจะไม่เกี่ยงซักคำ แต่นี่ไม่ดูตัวเองเลยจริงๆนะว่าตัวโตยังกับตึกขนาดนี้ แล้วไหนจะคำพูดคำจาแบบนั้นอีก ทำให้ตะวันนึกแปลกใจว่าพจน์ก็มีมุมนี้กับเขาด้วย

ร่างสูงขยับหาท่าเหมาะๆแล้วหลับตาลงโดยไม่สนว่าขายาวๆของตัวเองจะเลยโซฟาออกมาจนดูน่าขำแค่ไหน แต่ถึงอย่างนั้นตะวันก็ขำไม่ออก

นี่ถ้าสมมุติเดินเข้าไปบีบคอแล้วเขย่าแรงๆให้สมกับที่กำลังรู้สึกหมั่นใส้อยู่ตอนนี้จะเกิดอะไรขึ้นนะ?

แหงละ คำตอบมันมีอยู่แล้ว

คนบ้า!

ปากบางขมุบขมิบบ่นขณะเดินเข้าไปใกล้ พยายามใช้แรงอันน้อยนิดของตัวเองดึงแขนเด็กโข่งให้ลุกขึ้นจากโซฟาแต่มีหรือว่าคนที่รอจังหวะอยู่แล้วจะยอมปล่อยง่ายๆ

วันนี้จะได้ไปไหมเนี่ย?

ตะวันคิดขณะหลับตาลงรับจูบที่เริ่มดื่มด่ำขึ้นตามลำดับ ก่อนจะสะท้านไปทั้งกายเมื่อฝ่ามือร้อนผ่าวสอดล้วงเข้าไปจนถึงไหนต่อไหน อีกทั้งลมหายใจร้อนๆที่ซบซุกไปทั่วนี่อีก แม้จะอยากปฏิเสธแต่อีกใจตะวันกลับยอมรับว่าสิ่งที่พจน์ทำนั้นไม่ใช่การหักหาญเอาแต่ใจฝ่ายเดียว ตรงกันข้าม เพราะสิ่งที่ได้กลับมามันมากเท่าพันทวีจนทำให้ตะวันพูดไม่ออกไปเลยเชียวละ


............................................




ความคิดเห็น