ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บาปที่ ๔ ข้าไม่เจียมตน

ชื่อตอน : บาปที่ ๔ ข้าไม่เจียมตน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 171

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ธ.ค. 2560 17:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บาปที่ ๔ ข้าไม่เจียมตน
แบบอักษร

บาปที่ ๔ ข้าไม่เจียมตน


ในวัยฉกรรจ์ข้าอาจหาญท่องเที่ยวไปทั่วยุทธภพดั่งไม่เกรงฟ้าดิน ข้าแลกหมัดกับจอมยุทธหลากสำนักทั้งมิตรและศัตรู ข้าลงกระบี่ฆ่าฟันชายชาตินักรบดุจผักปลา ข้าช่วงชิงเคล็ดวิชามากมายดั่งพวกมันเป็นของที่สวรรค์ประทานแก่ข้าเพียงผู้เดียว บาปกรรมที่ข้าก่อไว้ช่างหนักหนานัก

ความจองหองของข้าไม่มีที่สิ้นสุด เหนือฟ้าใต้พิภพไม่มีไม่มีส่ิงใดทำให้ข้าหวาดหวั่นได้

กระทั่งข้าได้สัมผัสความกลัวที่แท้จริง...

ข้าจำได้ว่าวันนั้นท้องฟ้าสดใสนัก สายลมแผ่วเบาโบกพัดต้นข้าวให้เริงระบำเป็นประกายดั่งสายธารทอง แสงอาทิตย์อบอุ่นขับกล่อมให้ชาวนาพากันนอนแผ่ราบบนพื้นหญ้านิ่ม

เบื้องหน้าของข้าคือหญิงชราผู้หนึ่ง นางห่มกายด้วยผืนผ้าเก่าคล้ายนักบุญนั่งอยู่บนหินกลมตัดเรียบ ข้างกายนางคือกาน้ำชาเก่ามีไอร้อนแผ่ออกมา บนฝ่ามือประคองถ้วยชาเล็กที่นางค่อยละเลียดจิบมันดั่งโอสถสวรรค์

สองตานางหลับพริ้มดั่งไม่รับรู้...หรือไม่ใส่ใจการมาถึงของข้า

สองตานางหลับพริ้มยามข้าเดินไปตรงหน้านาง

สองตานางหลับพริ้มยามข้าชักกระบี่คมวาวออกจากฝัก

สองตานางหลับพริ้มยามข้าง้างกระบี่ขึ้นเหนือศรีษะของนาง

สองตานางหลับพริ้มยามข้ารวบรวมกำลังภายในทั้งหมดและออกกระบี่หมายปลิดชีพ!

แต่ก่อนที่คมอาวุธจะทันได้แตะผิวกายเป้าหมายมันกลับแตกกระจายออกดั่งเศษแก้วเปราะ! สตรีชราค่อยๆลืมเปลือกตาขึ้นและหันมามองข้า

ดวงตาสีฟ้าขุ่นมืดบอดของนางทำให้ข้าเหน็บหนาวไปสุดขั้วหัวใจ!

น้ำชาในถ้วยเล็กลอยขึ้นจากแก้วและพุ่งเข้าปากข้าดั่งอสรพิษ! น้ำเดือดพล่านแผ่กระจายทั่วร่างกายข้าอย่างรวดเร็ว แทรกซึมเข้าทุกอวัยวะภายในดั่งต้องการแผดเผาให้สิ้น ข้าล้มตัวลงไปดิ้นทุรนทุรายคลุกฝุ่นบนพื้นดิน ทุกลมหายใจความเจ็บปวดพูนเพิ่มทบเท่าทวี ภายในห้าลมหายใจข้าต้องการให้นางฆ่าข้าเสีย!

แต่สองตานางค่อยๆหลับพริ้มอีกครั้งดั่งไม่รับรู้...หรือไม่ใส่ใจเสียงกรีดร้องของข้า

นางเอื้อมมือไปหยิบกาน้ำร้อนก่อนรินชาลงถ้วยใบน้อยของนาง และค่อยละเลียดจิบมันดั่งโอสถสวรรค์

ความทรมานของชายจองหองมิอาจทำให้ท้องฟ้าสดใสมัวหมองลงได้


***



เมื่อถึงวัยแรกรุ่น บรรดาลูกขุนนาง บุตรนายทุน หรือกระทั้งเชื้อพระวงศ์จำต้องเดินทางไปยังนอร์ทฟอเรสอันเป็นที่ตั้งของสถานศึกษาเพียงแห่งเดียวของอาณาจักร


เมื่อเจ็ดเดือนก่อนท่านหญิงน้อยคนสำคัญแห่งเวสเมาท์เท่นกราบลาบิดามารดาที่แสนเป็นห่วงเดินทางออกจากบ้าน โดยมีกำหนดการเดินทางโดยรถม้าสี่เดือน พักรักษาตัวที่อีสเพลนหกเดือน แล้วจึงเดินทางอีกสามเดือนให้ทันวันเปิดภาคการศึกษา


อันที่จริงเด็กหญิงสามารถใช้เวทลอยตัวทยานข้ามเทือกเขาสูงชันภายในเดือนเดียวได้ แต่ไม่มีทางที่ผู้ปกครองผู้เป็นกังวลจนเกินเหตุจะมีวันยอม


นางจึงได้แต่สวมเกราะอ่อนที่บิดาสั่งช่างมือหนึ่งของอาณาจักรทำขึ้นและออกเดินทางพร้อมองครักษ์นอกเครื่องแบบอีกนับสิบ


บิดาเขียนจดหมายฝากฝังนางให้สหายเก่าในอีสแลนด์ แต่เด็กหญิงเกรงใจที่จะรบกวนท่านลุงท่านป้าโดยงอมืองอเท้าไม่ทำอันใดทั้งวัน นางจึงได้เริ่มทำงานในร้านอาหารของพวกท่าน


ทั้งสองพยายามทัดทานคุณหนูน้อย แต่ไม่อาจเปลี่ยนความตั้งใจของนาง


“ตามสัญญาที่บิดาให้ไว้ หนึ่งแหวนแลกหนึ่งมื้ออาหาร ขอให้ข้าน้อยได้ทำงานแลกมื้ออื่นๆเถิดขอรับ ข้าน้อยไม่อาจทนทำตัวเป็นปลิงเกาะกินพวกท่านได้”


นับแต่วันนั้นเด็กหญิงจึงเริ่มทำงานเป็นพนักงานในร้านอาหารอันดับหนึ่งของเมือง ความหมั่นเพียรนางช่วยให้นางสามารถทำหน้าที่โดยไม่มีบกพร่อง แต่ด้วยลักษณะ ‘แปลกตา’ ของนางมักเป็นที่ดึงดูดปัญหามาข้องแวะ



***



เสียงพูดคุยในร้านอาหารพลันเงียบเสียงลง สายตาทุกคู่จับจองลูกค้าหนุ่มขี้เมาที่ทำรุมร่ามจับกุมข้อมือบริกร มันคงเป็นเหตุการปรกติที่เห็นได้ดาษดื่นที่เห็นได้ทั่วไป หากไม่ใช่เพราะพลังเวทที่ทั้งสองแผ่ออกมากดดันให้ทุกคนในร้านแทบหายใจไม่ออก ทำให้รู้ได้ทันทีว่าเหตุการณ์นี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังมากกว่าที่ตาเห็นนัก


สองสามีภรรยารีบวิ่งออกมาในมือถือมีดลับคมหมายช่วยธิดาผู้มีพระคุณ แต่สัญญาณมือจากหนึ่งในองครักษ์ที่แฝงกายในร้านทำให้ทั้งสองหยุดรอดูเหตุการณ์แต่โดยห่าง


“เป็นอะไรไปเล่าน้องสาว ยืนเมื่อยๆไม่นั่งลงดื่มหน่อยหรือ?”


“ไว้โอกาสอื่นเถิดขอรับพี่ชาย ข้าน้อยไม่นิยมของมึนเมาในเวลางาน”

สายตาทั้งสองจับจ้องกันอย่างไม่มีใครยอมใคร หากมีใครทำส้อมตกพื้นในเวลานี้ พวกเขาคงถือมันเป็นสัญญาณเริ่มห้ำหั่นกัน


พวกพวงนายทหารอีกหกคนค่อยๆกุมด้ามอาวุธในมือแน่น ฝ่ามือพวกเขาเปียกชื้นด้วยเหงื่อเย็น เตรียมพร้อมกระโจนเข้าฟาดฟันขอเพียงร่างเล็กขยับกาย


แต่ก่อนที่เรื่องเข้าใจผิดจะเลยเถิด...


“สหาย! หากเด็กมันไม่อยากกินก็ปล่อยมันไปเถอะ! มา! มา! ข้าจะกระดกเหล้าเป็นเพื่อนท่านเอง! หูย! ว่าแล้วน้ำลายสอ ของดีๆทั้งน้าานน!!”


หนึ่งในองครักษ์ลับของเด็กหญิงออกรับหน้าแทน เขาใช้มือหนาบีบข้อมือนายทหารที่เกาะกุมท่านหญิงสูงศักดิ์เอาไว้ สัญลักษณ์บนหัวแหวนส่องสะท้อนล้อแสงเทียนสว่าง ทันที่ที่หัวหน้ากองราชองครักษ์ที่สามเห็นเข้า เขารู้ได้โดยพลันว่าทำเรื่องที่ไม่สมควรอภัยเข้าแล้ว


นายทหารหนุ่มน้ำตาตกใน คาดว่าหลังจากนี้เขาคงถูกเคลื่อนย้ายไปเป็นคนเก็บมูลม้าเป็นแน่



***



[กุบกับๆ]


เสียงฝีเท้าอาชาพวงพีนับสิบกระทบพื้นถนนหินตัดดังสะท้อนเป็นทำนองสอดประสาน


เบื้องหลังพวกมาพ่วงรถม้าที่ภายนอกดูธรรมดาไม่มีลวดลายตกแต่งหรือสัญลักษณ์ตระกูลใหญ่ แต่หากมีนักตีราคาสายตาดีมาเห็นเข้า พวกเขาคงบอกได้ทันทีว่าไม้กันเวทที่ใช้ต่อรถคันนี้มีมูลค่าพอๆกับปราสาทขนาดย่อม


รอบรถแปดทิศมีราชองครักษ์ที่แต่งกายเฉกคนคุ้มกันทั่วไป แต่ดาบที่พวกเขาสะพายสามารถตัดผ่านเกล็ดแข็งของมังกรดั่งเนยอ่อน


นอกจากนั้นยังมีเหล่าทหารที่ถูกส่งมาดูแลความปลอดภัยของเส้นทางตั้งแต่หลายเดือนก่อน ซุกซ่อนตัวในร่มเงาไม้ตลอดสองข้างทาง


[กุบกับๆ]


รถม้าเล่นด้วยความเร็วจนเห็นกำแพงเมืองที่ใกล้เข้ามา แต่แทนที่จะขับเข้าประตู พัสถีกลับบังคับม้าให้ไปหยุดที่เนินสูงเห็นภูมิประเทศได้ฉายชัด


หนึ่งในนายทหารยกโล่มันเงาส่งสัญญาณกระพริบเป็นจังหวะไปยังเมืองใหญ่


ไม่นานก็มีแสงสะท้อนตอบกลับมา



{เมือง--ปลอดภัย--พรมแดน--อันตราย}


คำแปลของสัญญาณทำให้ทุกคนรู้สึกลมหายใจสะดุด หัวหน้ากองราชองครักษ์ที่สองชั่งใจตนว่าจะกลับลำไปยังเมืองหลวงดีหรือไม่


แต่ก่อนที่นางจะตัดสินใจได้ กลับมีเสียงกังวาลใสดังออกมาจากภายในรถม้า



“พาฉันเข้าไป”


“แต่ว่า!-”



“พาฉันเข้าไป”


“ได้โปรดให้ดิฉันล่วงหน้า-”



“พาฉันเข้าไป”




“...สนองพระมหากรุณาธิคุณเพคะ องค์ราชินี”





ความคิดเห็น