ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บาปที่ ๓ ข้าเป็นบุคคลต้องสงสัย

ชื่อตอน : บาปที่ ๓ ข้าเป็นบุคคลต้องสงสัย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 241

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 เม.ย. 2561 13:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บาปที่ ๓ ข้าเป็นบุคคลต้องสงสัย
แบบอักษร

บาปที่ ๓ ข้าเป็นบุคคลต้องสงสัย




หลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตใหม่นี้ช่างน่าตื่นตายิ่ง ข้ารู้สึกเหมือนตนเองเป็นคนหลังเขาที่เพิ่งเดินทางเข้าเมืองใหญ่เป็นครั้งแรก เสื้อผ้า อาหาร เครื่องแต่งกาย แทบไม่มีสิ่งใดที่คล้ายคลึงกับภพภูมิที่จากมา

ครั้งหนึ่งข้านำซ้อมมาสางผมเนื่องจากเข้าใจว่าเป็นหวี มารดาที่เปิดประตูมาเห็นหัวเราะดังลั่นบ้าน จนถึงวันนี้นางยังนำเรื่องน่าอายนี้ไปเล่าให้แขกเหลือฟังไปทั่ว และทุกครั้งใบหน้าข้าจะร้อนฉ่าจนอยากมุดธรณีหนีอายไป หลังจากนั้นข้าเร่งเรียนรู้ธรรมเนียมปฏิบัติ การวางตัวอย่างเหมาะสม สังเกตุการกระทำของคนรอบข้าง...แต่นั่นทำให้ข้าต้องเป็นไก่ตาแตกอีกครั้ง

วันหนึ่งข้าผ่านไปเห็นหญิงทำความสะอาดใช้พลังบางอย่างสั่งการให้ไม้กวาดสิบด้ามทำความสะอาดพื้น โดยที่ตนนั่งกระดิกเท้าอ่านหนังสือบนเก้าอี้

ในยุทธภพบุคคลที่สามารถสั่งการกระบี่คู่ได้โดยมิต้องจับต้องจะถูกยกย่องเป็นปรมจารย์ผู้ที่จักรพรรดิยังต้องค้อมเศียรให้ แต่เมื่อเทียบกับสาวใช้ในคฤหาสถ์บิดาแล้ว...ปรมจารย์ท่านนั้นคงเป็นได้แค่ยาจกข้างถนน



***



อาณาจักรมนุษย์นั้นแบ่งเขตการปกครองออกเป็นสี่ส่วน นั่นคือ นอร์ทฟอเรส เวสเมาท์เท่น อีสเพลน และเซาท์ริเวอร์อันเป็นที่ตั้งของเมืองหลวง


หากขบวนขนสินค้าต้องการเดินทางจากเวสเมาท์เท่นไปยังนอร์ทฟอเรส พวกเขาจำต้องเคลื่อนขบวนลงเซาท์ริเวอร์ เฉียงขึ้นอีสเพลนแล้วจึงมุ่งเหนือสู่นอร์ทฟอเรสตามลำดับ เป็นเส้นทางทวนเข็มนาฬิกา


บ่อยครั้งที่เด็กน้อยอวดรู้มักบอกเหล่าพ่อค้ากร้านโลกให้ใช้เส้นทางตัดเวสเมาท์เท่นขึ้นนอร์ทฟอเรสโดยตรงแทนที่จะต้องเสียเวลาเดินทางอ้อมโลก เมื่อเหล่าผู้เจนชีพได้ยินดังนั้นจึงพากันตะเบ็งเสียงหัวเราะลั่นพลันมองลูกกบในกะลาด้วยแววตาขบขันระคนเวทนาแทนมารดาเด็กน้อยที่มีบุตรสมองทึมทึบ


เนื่องด้วยชื่อเวสเมาท์เท่นหาได้มาจากการที่ดินแดนตั้งอยู่บนภูเขาทางทิศตะวันตกไม่ หากแต่หมายถึงดินแดนนั้นตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของเทือกเขาสูงเสียดฟ้าที่ตัดผ่านอาณาจักรมนุษย์ต่างหากเล่า


จริงอยู่ที่การเดินทางตัดผ่านเขาสูงโดยตรงจะเป็นการประหยัดเงินและเวลาเป็นอย่างมากแต่ด้วยเส้นทางที่วกวนอันตราย เต็มไปด้วยหน้าผาชัน แท่งหินแหลมและเหล่าสัตว์อสูรที่พร้อมฉีกกระชากทุกชีวิตที่ล่วงล้ำเข้าอาณาเขตพวกมัน มีเพียงคนบ้าไม่กลัวตายเท่านั้นที่จะหาญกล้าใช้เส้นทางนี้


แต่ก็มีข่าวลือว่าเมื่อหลายปีก่อนมีบุรุษวิปริตผู้หนึ่งเร่งขี่ลา? ขึ้นดอยไปโดยไม่ทันฟังคำทัดทานชาวบ้าน ไม่รู้ว่าป่านนี้เป็นตายร้ายดีไปเช่นไร


แต่นี่มิใช่เรื่องราวของชายผู้นั้น เราจึงไม่ต้องใส่ใจแม้เศษเสี้ยวความคิด



ในเขตอีสเพลนมีเมืองขนาดย่อมแห่งหนึ่งที่ผู้เดินทางสันจรมักใช้เป็นจุดหยุดพัก


เดิมทีเมืองนี้เคยเป็นป้อมปราการหน้าด่านในสงครามระหว่างมนุษย์และอสูร หากแต่จอมมารได้ถูกผู้กล้าเมื่อครั้งอดีตกำจัดให้ดับดิ้นไปแล้ว เหล่าปีศาจจึงสงบเงียบมามากกว่าสองศตวรรษ จากค่ายนักรบในอดีตจึงได้กลายสภาพเป็นเมืองแห่งการค้าขายไปในปัจจุบัน


ผู้คนมากหน้าหลายตาล้วนโคจรพัดผ่านมายังเมืองแห่งนี้ ทั้งพ่อค้าแม่ขาย, นักผจญภัยเสี่ยงโชค, ขโมยขโจร นักต้มตุ๋น, นักรบรับจ้าง, นักล่าสัตว์อสูร ไปจนถึงลูกขุนนางที่ต้องการเดินทางไปโรงเรียนหลวงแห่งนอร์ทฟอเรส ล้วนต้องแวะพักที่เมืองแห่งนี้สิ้น


บ้างพักเพียงคืน 


บ้างพักเพียงเดือน 


บ้างพักเพียงปี 


บ้างพักเพียงครึ่งชีวิต 


ไม่มีใครที่ต้องการเรียกแหล่งรวมสิ่งอโคจรแห่งนี้ว่าบ้าน สำหรับพวกเขาแล้วมันเป็นเพียงทางผ่านเพื่อไปยังจุดหมายเพียงเท่านั้น


สำหรับเจ้าของร้านอาหารที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองเองก็เช่นกัน


สองสามีภรรยาเหน็ดเหนื่อยจากการใช้ชีวิตเป็นนักล่าสัตว์อสูรหาเช้ากินค่ำไปวันๆ บางสัปดาห์ที่พวกเขาล่าสัตว์ใหญ่มิได้ ก็จำต้องหาหนู หากระต่ายมาประทังชีพ ชีวิตพวกเขาแทบถึงทางตันหากไม่ใช่เมื่อยี่สิบปีก่อนที่ท่านวีรบุรุษสงครามเดินทางผ่านมาและบังเอิญได้พูดคุยถูกคอกับทั้งสอง ท่านจึงถอดแหวนจากน้ิวและมอบเป็นทุนให้พวกเขาได้ใช้ตั้งตัว


สมบัติชิ้นนั้นมีมูลค่ามากเกินกว่าที่ทั้งสองจะหามาชดใช้ได้ หากแต่ท่านเคานท์กลับยิ้มและเอ่ยว่า


“หากวันใดที่ข้าหรือครอบครัวเดินทางผ่านมาอีกครา ขอพวกท่านช่วยเลี้ยงอาหารสักมื้อก็เพียงพอ”


เวลาล่วงเลยผ่านไปร้านอาหารเล็กๆของสองอดีตนักล่าก็มีชื่อเสียงใหญ่โต เงินทองที่เก็บหอมรอมริบมานั้นมากพอที่จะไปสร้างคฤหาสถ์ขนาดย่อมในแถบชนบถได้ หากแต่พวกเขาจะยังไม่ไปไหนทั้งสิ้นจนกว่าจะมีโอกาสได้ชดใช้ผู้มีพระคุณ


[ก๊อกๆๆ]


“ท่านลุง ท่านป้า ข้าน้อยขอรบกวนด้วยขอรับ!”

วันนี้โอกาสนั้นมาถึงแล้ว



***



“ขาไก่อสูรตุ๋นและขนมปังร้อนๆได้แล้วขอรับ!”

“น้องชาย! ไปเอาเนื้อย่างอีกสองจานและเหล้าอีกขวดมาให้เพื่อนข้าที”


“รอสักครู่นะขอรับนายท่านทหาร! - โต๊ะนี้ทั้งหมดสิบสี่เหรียญขอรับ”

“น้องชาย! เพิ่มเนื้อเป็นสาม แก้วเปล่าอีกสอง!”


“ขอบคุณที่มาอุดหนุนนะขอรับ! - ใส่น้ำแข็งหรือไม่นายท่าน?”

“เอาเย็นๆน้อง! เอาเย็นๆ!”


“อาหารที่สั่งขอรับ! ข้าน้อยใส่ศิลาเหมันต์ไว้ในถังน้ำแข็งนะขอรับ รับรองความเย็นได้!”

“นี่! มันต้องได้อย่างนี่สิ! แจ่มมากน้อง! แจ่มมาก!”


“เดี๋ยวข้าน้อยขอตัวไปดูแลโต๊ะอื่-”



[หมับ!]



“จะรีบไปไหนเล่าน้องชาย! เห็นทำงานเหนื่อยๆมาดื่มด้วยกันสักแก้วก่อนมา!”


“...มิใช่ว่าพี่ชายรอเพื่อนอยู่หรือขอรับ?”

“แล้วน้องชายไม่ใช่ ‘เพื่อน’ ของพี่หรือ”


“...นั่นเป็นคำขอในฐานะมิตรหรือ...คำสั่งในฐานะทหารขอรับ”

“นั่นขึ้นอยู่กับว่า...เราจะคุยกันถูกคอสักแค่ไหนล่ะนะ...น้องสาว”


ใบหน้านายทหารหนุ่มคงหน้ากากคนเมาเอาไว้ หากแต่สายตาของเขาแข็งกล้าวดุจสุนัขล่าเนื้อ มือข้างหนึ่งของเขากุมข้อมือคนตรงหน้าไว้ ขณะที่อีกข้างเลืื่อนลงใต้โต๊ะไปจับดาบที่คาดเอว พวกพ้องอีกหกคนที่กระจายตัวอยู่รอบร้านอาหารเองก็เช่นกัน ทุกคนพร้อมที่จะชักอาวุธฟาดฟันหากร่างเล็กตรงหน้า...ส่อพิรุต


เขาเองก็ไม่รู้ว่าอีกแค่ไหนถึงจะเรียกว่าส่อพิรุตได้ ในเมื่อหญิงสาวตรงหน้าพิรุตเสียจนไม่รู้จะเรียกว่าพิรุตอย่างไรแล้ว


บนใบหน้านางคาดผ้าสีทึบปิดดวงตาทั้งสองข้าง ไม่ทราบว่านางสามารถมองเห็นได้เช่นไร?


นางสวมเสื้อผ้ารัดกุมดั่งเด็กหนุ่ม ซึ่งมิใช่เรื่องแปลกนักในเมืองอันตรายเช่นนี้ หากมิใช่เพราะเกราะอ่อนราคาแพงที่นางซุกซ่อนไว้ร่มผ้า มีคนเพียงหยิบมือที่จะหามาสวมใส่ได้ หากไม่ใช่ขุนนางขี้ตระหนก ก็ต้องเป็นบุคคลที่ทำงานในเงามืด


คำพูดคำจาของนางบ่งบอกว่านางมิใช่คนแถบนี้ แต่นางมาจากไหนนั้นเขามิอาจบอกได้แม้ว่าเขาจะเดินทางไปทั่วสี่อาณาเขต กระทั่งติดต่อกับอาณาจักรโพ้นทะเล ก็ไม่พบเห็นใครที่เจรจาเฉกเช่นดรุนีน้อย


จากการสืบสวนพบว่าจู่ๆนางก็มาปรากฏกายเป็นพนักงานในร้านอาหารชั้นหนึ่งของเมืองตั้งแต่สามเดือนก่อน สาเหตุที่สามีภรรยาเจ้าของร้านให้ไว้คือนางเป็นหลานจากญาติห่างๆ แต่เท่าที่พวกเขาตรวจทราบ ทั้งสองเป็นกำพร้าแต่กำเนิดจะมีญาติมาจากไหนได้


กิจวัตรของนางก็ประหลาดนัก นางอาศัยอยู่ในบ้านเจ้าของร้าน ก่อนไก่ขันจะตื่นขึ้นมาออกกำลังกายด้วยท่าแปลกตา จะเรียกว่าวิชาต่อสู้ก็ไม่ได้ การเต้นรำก็ไม่เชิง จากนั้นนางจะมุ่งมั่นทำงานในร้านอาหารอย่างแทบไม่หยุดพักตลอดวัน แต่ทันทีที่ปิดร้านนางจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย จนกระทั่งรู้อีกทีนางก็กลับไปนอนในห้องแล้ว เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกทุกวันหยุด นางจะหายออกจากเมืองไปเหมือนไม่เคยมีตัวตนมาก่อน กระทั้งเวทสะกดรอยก็มิอาจตามหานางพบ มีมนตร์เพียงหยิบมือที่ทำเช่นนั้นได้และในโลกนี้มีคนเพียงหยิบมือที่จะร่ายมันได้ ทุกคนล้วนเป็นตัวอันตรายสิ้น


พวกเขาเฝ้าสังเกตุนางมานานแต่ตราบใดที่นางยังไม่ก่อเรื่องหรือหาหลักฐานที่โยงนางเข้าถึงคดีใดๆในพื้นที่โดยรอบได้ เหล่าทหารย่อมไม่สามารถเคลื่อนไหวเป็นปรปักส์ต่อหญิงสาว ไม่ว่าเบื้องหลังของนางคือใครพวกเขาล้วนไม่สมควรไปท้าทายหากไม่จำเป็น


แต่ยามนี้ไม่อาจเลี่ยงได้


ผู้ที่กำลังจะเดินทางผ่านเมืองนี้เป็นบุคคลสำคัญในระดับสูงสุด ความปลอดภัยของท่านอยู่เหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าเขากำลังจะเหยียบเท้าใครเข้าก็ตาม ในฐานะหัวหน้ากองอัสวินราชองครักษ์ที่สามเขาพร้อมที่จะแบกรับความรับผิดชอบทั้งหมดเอาไว้


มันคงจะดีหากเด็กสาวตรงหน้าเขาเป็นมิตร มิใช่ศัตรู

หาไม่แล้ว...

อัสวินหนุ่มสัมผัสถึงพลังเวทมหาศาลที่อัดแน่นอยู่ภายในดรุนีร่างเล็กตรงหน้า เม็ดเหงื่อเย็นเยียบไหลผ่านหน้าผาก



เขาคงต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ตรงนี้


ความคิดเห็น