ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บาปที่ ๒ ข้ามีตาหามีแววไม่

ชื่อตอน : บาปที่ ๒ ข้ามีตาหามีแววไม่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 286

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ธ.ค. 2560 16:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บาปที่ ๒ ข้ามีตาหามีแววไม่
แบบอักษร

บาปที่ ๒ ข้ามีตาหามีแววไม่


ความทรงจำที่สมองของทารกหญิงใช้เวลานับสี่ปีเพื่อเรียบเรียงนั้นยังคงสับสนและขาดหายอยู่หลายส่วน บางเหตุการณ์ข้าสามารถจดจำได้แม่นยำราวยังเกิดขึ้นตรงหน้า แต่บางสิ่งที่ควรมีกลับขาดหายราวมีใครฉีกหน้าหนังสือทิ้ง

ข้าคาดเดาว่าเป็นเพราะประสบการณ์ทั้งหมดในชาติก่อนนั้นมหาศาลเกินกว่าที่จะยัดเยียดเข้ากระโหลกบางของทารกไหว การที่ข้ายังมีสติสมประกอบอยู่นับว่าเป็นปราฏิหาร์ถมากแล้ว

เพียงหลับตาข้าก็สามารถมองเห็นหมู่บ้านชายเขาที่มอดไหม้ต่อหน้าข้า หญิงงามล่มเมือง พ่อค้าแก่มากเล่ห์ กระทั่งเด็กน้อยไม่ประสา ล้วนมีสภาพไม่ต่างกันเมื่อร่างกายดำเป็นเถ้าถ่าน แขนขาหักงอบิดเบี้ยวดั่งกิ่งไม้แห้ง เมื่ออัคคีร้อนแผดเผาพวกเขาดั่งกองฟาง

ทุกชีวิตที่ถูกกลืนกินล้วนกลายเป็นฟืนช่วยโหมกระหน่ำทำลายชีวิตที่เหลือ

ข้าเห็นผิวมารดาและทารกในอ้อมอกหลอมละลายติดกันเป็นเนื้อเดียว ดวงตาชาวบ้านแตกเละเป็นน้ำก่อนระเหยหายไปกับความร้อนแทบในทันที กลิ่นเยี่ยวและอุจจาระคนตายคละคลุ้งไปกับควันไฟส่งกลิ่นคลื่นเหียนชวนอาเจียรไปในรัศมีนับลี้ เปลวเพลิงร้อนระอุที่ไหลเข้าเผาไหม้ปอดทุกครั้งที่พวกเขาส่งเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือ

ข้าจำได้กระทั่งรูปลักษณ์ของหินทุกก่อนที่ข้าวางเหนือหลุมฝังศพพวกเขา

แต่น่าแปลกนักที่ข้าจำไม่ได้ว่าหมู่บ้านน้ันเป็นของมิตรหรือศัตรู

กองเพลิงนั้น ข้าเป็นคนดับ หรือ...

เป็นคนก่อ


***



ชายหนุ่มเป็นบุตรชายอันดับหกจากบุตรหกคนและบุตรีเจ็ดคนของท่านบารอน


กระทั่งหญิงสติไม่สมประกอบยังรู้ว่าบุตรคนแรกนั้นมีไว้สืบทอดตำแหน่งจากผู้เป็นพ่อ บุตรคนที่สองมีไว้เป็นตัวสำรองหากบุตรคนแรกตาย และบุตรคนที่สามเป็นเป็นตัวสำรองหากบุตรสองคนแรกถูกสุนัขอสูรคาบไปแดก หรือ ตายจากไข้ป่าที่มากับโคลนตมในฤดูน้ำหลาก หรือถูกปังตอเฉาะหัวเมื่อพ่อค้าเนื้อพบบนเตียงลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน หรือดื่มค็อกเทลผสมยาพิษที่บุตรคนที่สามตั้งใจชงให้อย่างสุดความสามารถ 


นอกจากนี้ยังเคยมีกรณีที่บุตรอันดับสาม, สี่, หรือกระทั่งห้าได้เป็นผู้สืบตำแหน่ง หากพวกเขาโชคดีเกิดมาในยุคสงคราม หรือโรคฉี่หนูกลับมาแพร่ระบาดอีกครั้ง


แต่ไม่เคยมีประวัติศาสตร์ฉบับใดที่จารึกไว้ว่าบุตรคนที่หกได้ขึ้นเป็นผู้สืบทอดตระกูล 


จริงอยู่ที่บุตรคนที่หกสามารถทำให้นักประวัติศาสตร์ต้องจดจำชื่อของเขาไว้ โดยการจับบุตรคนที่หนึ่ง, สอง, สาม, สี่, และห้า มอมเหล้า ก่อนแบกพวกเขาไปขึ้นเตียงลูกสาวร่านรักของพ่อค้าเนื้อ 


แต่มันคงยุ่งยากน่าดู 


บุตรคนที่หกคนนี้ไม่ชอบเรื่องยุ่งยาก


บุตรคนที่หกเลือกที่จะเข้าเรียนในโรงเรียนขุนนางแทนที่ต้องไปเป็นผู้ติดตามเป็นอัศวินดั่งบุตรคนที่สอง, ฝากตัวเป็นศิษย์ที่โบสถ์ดั่งบุตรคนที่สามและห้า, หรือเข้ารับการฝึกฝนเป็นบัตเลอร์ดั่งบุตรคนที่สี่ จากทางเลือกทั้งหมดที่เป็นไปได้ การเข้าโรงเรียนลูกผู้ดีนับว่ายุ่งยากน้อยที่สุด


ไม่มีทางที่ท่านบารอนจะเจียดเงินส่งเสียค่าเล่าเรียนให้บุตรที่ไม่มีโอกาสสืบสกุล 


ดังนั้นบุตรคนสุดท้องจึงได้แต่ทอดถอนใจก่อนเปิดหนังสือสีน้ำตาลเหลืองกรอบขึ้นอ่าน แทนที่จะใช้มันรองขาเตียงดังที่ผ่านมา เพื่อหวังทำคะแนนสอบเข้าเป็นนักเรียนทุน 


หากเทียบกันแล้ว การท่องจำตำรานั้นย่อมง่ายกว่าการฝึกอันแสนหฤโหดของคฤหาสน์บัตเลอร์ หรือการเผยแผ่พระธรรมคำสอนของโบสถ์เป็นไหนๆ


ชีวิตในร้ัวการศึกษาน้ันยุ่งยากกว่าที่บุตรบารอนคาดคิด เขาต้องพยายามคงระดับผลการเรียนไว้เพื่อรักษาทุน แต่ขณะเดียวกันต้องพยายามไม่ข้ามหน้าข้ามตาเหล่าลูกท่านหลานเธอทั้งหลายที่มีบุพการียศสูงส่งกว่าบารอนเล็กๆ เช่นบิดาผู้บังเกิดเกล้าของเขานัก 


บุตรคนที่หกไม่ชอบเรื่องยุ่งยาก และการหายใจโดยไม่มีศรีษะอยู่เหนือบ่านั้นยากนักแล...


ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลย เนื่องจากทุนการศึกษานั้นมีไว้สำหรับผู้ที่มีผลการเรียนอันดับหนึ่งของชั้นปีเท่านั้น


‘เวร’


บุตรคนที่หกเรียนอยู่ในชั้นปีเดียวกับองค์ชายรัชทายาทและท่านหญิงพระคู่หมั้น


‘เวรชิบ’


จะสละสิทธิ์ก็สายไปเสียแล้ว หนทางรอดเดียวของชายผู้ไม่ชอบเรื่องยุ่งยากคือการช่วยทบทวนหนังสือให้แด่อนาคตเจ้าฟ้าทั้งสองให้ได้ผลการเรียนอันดับหนึ่งร่วมกัน ไม่มีกฎใดห้ามไว้เสียหน่อย ขอให้ได้คะแนนเต็มทุกวิชาร่วมกันจะยากเสียเท่าใดเชียว


แต่เพื่อความปลอดภัยของเขาแล้ว ช่วยสอนทั้งชั้นเรียนไปเลยจะเป็นดี จะได้ไม่มีใครเกิดน้อยใจจ้างนักฆ่ามากระหน่ำแทงอัณฑะน้อยๆของเขา


ตลอดระยะเวลาหกปีเขาจึงต้องอกสั่นหลังแขวนทบทวนบทเรียนให้ลูกเจ้านายกว่าร้อยชีวิตที่นิยมส่งสายตาฆ่าฟันมาให้เขาเสียวสันหลังเล่นวันละสามเวลา นี่ยังไม่นับรวมสตรีวิปลาสบางคนที่สร้างเรื่องให้เขาปวดหัวไม่เว้นวัน 


บุตรบารอนรู้สึกถึงเส้นผมบนศรีษะตนที่บางลงทุกวัน แต่เขาก็ได้แต่ทำใจ การที่เขารอดตายถึงวันจบการศึกษาได้นับว่าฟ้ายังมีความปราณีให้เขามากแล้ว


ชายผู้ไม่ชอบเรื่องยุ่งยากขอสาบานว่าชาตินี้เขาจะไม่ไปร่วมงานเลี้ยงรุ่นแน่ๆ


แต่ชีวิตวัยผู้ใหญ่ก็ย่อมมีภาระที่ต้องรับผิดชอบ ภาระของเขาคือสตรีบางคนที่บูชาทองจนแทบจับยัดลงกระเพาะ


“เงินซื้อได้ทุกอย่างยกเว้นความสุข แต่อย่างน้อยนอนในเบนซ์ก็สบายกว่าใต้ทางด่วนละกัน”


‘เบ็น - ซ’ คืออันใด? 


‘ทาง-ด่วน’ หมายถึงทางม้าเร็วหรือ? 


เหตุใดจึงต้องเลือกนอนระหว่างสองที่นี้?


บางครั้งบุตรบารอนก็ตั้งข้อสันนิจฐานว่าเขากำลังสื่อสารคนละภาษากับสตรีคนสำคัญแห่งนอร์ทฟอเรส


ชายหนุ่มจึงถอดถอนใจและรับงานเป็นครูพิเศษสอนหนังสือให้ลูกขุนนางเป็นการส่วนตัวในบางครา ค่าจ้างที่ได้ล้วนต้องนำไปสังเวยแด่สตรีวิปลาสสิ้น



***



การสอนพิเศษให้บุตรธิดาขุนนางจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายาก...ก็ยังง่ายอยู่ดี หากเทียบกับประสบการณ์วัยเรียนของเขาแล้ว แค่เด็กกะโปโลนิสัยเสียไม่อาจทำให้เขาหวั่นได้


แต่ตอนนี้เขาอยากกลับคำพูด กลืนลิ้นตนเองลงคอนัก


“ท่านอาจารย์ขอรับ!   ศิษย์มันไม่รักดี!    ศิษย์วิ่งฝึกซ้อมรอบคฤหาสน์จนสลบเป็นเหตุให้มาเรียนสาย ท่านอาจารย์ได้โปรดใช้ไม้พลองท่อนนี้ฟาดหลังข้าน้อยให้สมความผิดด้วยเถิด!”

“เฮ่ย!!เดีี๋ยววว!!คุณหนู ท่านลุกขึ้นมาก่อน! ไม่!! ไม่!! ไม่!! อย่าเอาหน้าผากท่านโขกพื้นเช่นนั้น! ถ้าท่านเคานต์เห็นท่านเป็นรอยถลอกหัวข้าหลุดจากบ่าแน่! คุณหหหหนู!!!!!!”


บุตรบารอนรีบร่ายเวทรองรับหน้าผากกลมมนของทารกหญิงก่อนที่นางจะทันได้ใช้มันกระแทกกับพื้นหินแข็ง ก่อนที่จะรีบพยุงนางขึ้นจากพื้นมาสำรวจรอยบอบช้ำบนร่างเล็ก


เขารีบร่ายมนตร์รักษากลบเกลื่อนรอยถลอกบนฝ่ามือท่านหญิงน้อย 


กันไว้ดีกว่าแก้ เกิดท่านเคานท์เห็นอาจโทษว่าเป็นความผิดของเขาได้ แม้บัดนี้บุตรบารอนจะพอมีบารมีคุ้มหัวอยู่บ้าง แต่เขาขอไม่ล่วงเกินวีรบุรุษสงครามเป็นดี


แสงจากมนตราชั้นสูงสว่างวาบขึ้นชั่วครู่ก่อนที่จะจางหายไป รอยถลอกบนร่างเด็กหญิงรวมถึงรอยขีดข่วนและอาการเหนื่อยอ่อนทั้งหมดของนางให้ล้วนหายเป็นปลิดทิ้ง ดั่งไม่เคยเกิดขึ้น


เด็กน้อยเลิกผ้ากรองแสงตามองฝ่ามือตนเหมือนไม่เชื่อสายตา ก่อนหันไปมองชายหนุ่มดุจเขาเป็นเทพจำแลงกาย


นางรีบประสานมือ กระแทกเข่าลงกับพื้นดั่งไม่รู้เจ็บ เสียงอันดังทำให้อาจารย์หนุ่มที่เพิ่งถอนหายใจอย่างโล่งอกรู้สึกเหมือนหัวใจระเบิดคาอก


“ข้าน้อยสมควรตาย! มีตาหามีแววไม่จึ่งไม่รู้แจ้งวิถีเซียนของท่านอาจารย์! ยังไม่พอ! ข้ายังทำให้มือของท่านต้องแปดเปื้อนจากการจับต้องร่างกายข้า! กี่ชีวิตก็ไม่พอ! กี่ชีวิตก็ไม่พอ!”

บุตรบารอนอยากใช้เวทหายตัวหนีกลับบ้านเสียเดี๋ยวนั้น


“เอ่อ...อ่า...เรื่องที่แล้วไปก็ปล่อยมันไปเถิดคุณหนู...”


“ท่าน...

...ท่านเซียนช่างมีเมตตานัก...

...หากเช่นนั้น...

...หากเช่นนั้น...

...หากไม่เป็นการล่วงเกิน...


ท่านเซียนได้โปรดรับข้าน้อยเป็นศิษย์ด้วยเถิด!!!”


บุตรบารอนอยากผ่ากระโหลกเด็กหญิงดูว่ามีสิ่งใดยัดไว้กันแน่ ได้ข่าวว่านางเป็นศิษย์ของเขาอยู่แล้วมิใช่หรือ?


แต่จากประกายวาวในนัยน์ตาสีเขียวขุ่นของนาง สิ่งที่เด็กหญิงต้องการให้เขาสอนคงไม่ใช่การท่องจำพยัญชนะเป็นแน่


ดูท่ากว่าเขาจะสอนนางเสร็จสิ้น เส้นผมบนหนังศรีษะของเขาคงกลายเป็นทรง ‘สะ-กิน-เฮด’ ดั่งที่สตรีวิปลาสชอบล้อเลียนอย่างไม่ต้องสงสัย



***



บนผืนแผ่นดินกว้าง มีน้อยคนนักที่ไม้รู้จักมหาปราชญ์แห่งยุคผู้ยิ่งใหญ่

บุรุษผู้เปลี่ยนองค์ชายรัชทายาทผู้เคยเป็นที่เยาะเย้ยของชาวประชา ให้กลายเป็นกษัตริย์ผู้ปราดเปรื่องเป็นที่สรรเสริญทั่วแผ่นดิน

บุรุษผู้สั่งสอนขุนนางชั้นยอดที่โหมงานนักคล้ายไม่รู้เหนื่อย ขจัดความอดอยากจากสาราณุกรมของปวงชน

บุรุษผู้ฝึกฝนกองอัสวินอมตะผู้ที่รบติดต่อกันนับอาทิตย์ได้โดยไม่ต้องกินนอน สั่นประสาทอริราศจนเขจิงสิ้น

บุรุษผู้อยู่เบื้องหลังพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดของอาณาจักร

บุรุษผู้เป็นคนรักของอาร์คดัชเชสทรงอำนาจผู้ปกครองทิศเหนือ

อีกไม่นานทั่วแผ่นดินจะรับรู้ว่า

บุรุษผู้นั้นได้รับศิษย์เอกคนใหม่แล้ว


ความคิดเห็น