ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บาปที่ ๑ ข้าทำให้บุพการีร่ำไห้

ชื่อตอน : บาปที่ ๑ ข้าทำให้บุพการีร่ำไห้

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 337

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ธ.ค. 2560 20:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บาปที่ ๑ ข้าทำให้บุพการีร่ำไห้
แบบอักษร

บาปที่ ๑ ข้าทำให้บุพการีร่ำไห้




ข้าไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่ข้าได้ความทรงจำจากชาติปางก่อนกลับคืนมา อาจเป็นครั้งแรกที่ข้ากรีดเสียงร้องป่านใจแทบขาด ครั้งแรกที่ข้าหลั่งน้ำตาที่ไม่หยุดไหลแม้วันคืนผันผ่าน หรือกระทั่งชั่วอึดใจแรกที่ข้าคลอดจากครรภ์มารดา ข้ามิอาจรู้ได้ เพราะในช่วงหลายปีแรกของชีวิตข้าเป็นดั่งขุมนรกที่ปกคลุมด้วยหมอกควันมายา


***



ข้อมูลมหาศาลที่เล่าเรื่องราวชิวิตของชายผู้หนึ่งตั้งแต่เกิดยันชราภาพพยายามแทรกตัวเข้าสู่สมองอันไม่สมบูรณ์ของทารก ทุกเรื่ิองราวเหตุการณ์ที่ประสบเจอ ทุกความรู้ความสามารถที่สั่งสมหลายสิบปี ทุกใบหน้าที่มองมา ทั้งรักและชิงชัง ทุกความสุข ความหิวโหย ความฝัน และความเจ็บปวดล้วนประดังเข้าสู่ทารกหญิงดั่งคลื่นน้ำกรดที่ไม่มีวันจบสิ้น ชอนไชดั่งขวากหนามเหล็กร้อนทิ่มแทงทุกอณูขน


ทารกที่ควรได้ดื่มน้ำนมจากอกแม่ ได้หลับตาพริ้มจากเสียงขับกล่อมจากผู้เป็นพ่อ ฝันถึงของเล่นสีสดใสที่ตนจะได้หยิบจับในยามเช้าตื่นนอน กลับแหกปากร่ำไห้ไม่จบสิ้น ร้องไห้ดิ้นพล่านจนสลบก่อนที่จะผวาตื่นขึ้นกรีดร้องต่อ 


ช่วงเวลานั้นเป็นฝันร้ายที่ไม่มีตื่นของท่านเคานต์และเคาน์เตส แห่ง เวสต์เมานต์เทน ทั้งสองทุ่มเงินมหาศาลรวบรวมแพทย์มือฉมัง หมอเทวดาจากทั่วทุกสารทิศผลัดเปลี่ยนเข้ารักษาบุตรีเป็นว่าเล่น แต่อาการผิดปรกติเดียวที่พวกเขาตรวจพบคือทารกน้อยนั้น ‘ปวดศรีษะ’ อาการนั้นเกิดจากโรคภัยหรือคำสาปชนิดใดไม่อาจทราบได้ เวทรักษาหรือตัวยาใดๆล้วนไร้ผล ทำได้เพียงผยุงอาการด้วยสารอาหาร ยาบำรุง และเวทหลับใหลเพียงเท่านั้น 


เวลาหลายปีที่ผันผ่านเสียงร้องเจ็บปวดของธิดามีแต่จะรุนแรงขึ้น ลอร์ดทั้งสองเหนี่ยวรั้งลูกน้อยให้ต้องทนทรมานมาเกินพอแล้ว 


พวกเขาสมควรปล่อยนาง...จากความทุกข์


สองสามีภรรยาได้เพียงแต่กล้ำกลืนฝืนทนมอบยานอนหลับขนานใหญ่ที่สุดให้เด็กหญิง ก่อนปิดล็อคห้องและสวดภาวนาให้ดวงใจน้อยจากไปอย่างสะบายที่สุด ให้นางได้พบความสงบในสวรรค์ที่นางไม่อาจได้รับในภพมนุษย์นี้


วันรุ่งขึ้นเสียงเล็กแหลมที่แทบไม่เคยหยุดมาตลอดสี่ปีกลับเงียบหายไป สองชั่วโมงก็แล้ว สามชั่วโมงก็แล้ว เด็กน้อยที่ไม่เคยนิทราเกินครึ่งชั่วยามกลับไม่ส่งเสียงใดๆเล็ดลอดออกมาจากห้อง


พ่อแม่ที่แม้เตรียมใจมาแล้วยังใจสลาย ท่านเคาน์เตสมองไปข้างหน้าอย่างว่างเปล่า ไม่มีน้ำตาหรือเสียงสะอื้นไห้


สองสิ่งนั้นตามหลอกหลอนคฤหาสถ์หลังนี้มาเกินพอแล้ว


ท่านเคานต์มอบหมายให้คนสนิทเชิญร่างคุณหนูออกมาจากห้องนอนเธอเสีย หลายปีมานี้เธอคงอึดอัดเป็นแน่ ที่ต้องทนอยู่ในห้องที่คลุ้งด้วยกลิ่นยาทั้งวันคืน


‘จากนี้ต่อไปลูกจะไม่ต้องทนเหม็นอีก พ่อจะลงมือปลูกดอกไม้บนหลุมฝังศพหนูเอง ให้สีสันมันโดดเด่นสวยงามที่สุดเพื่อที่หนูจะได้ชมมันจากสวรรค์ดีหรือไม่? พ่ออยากรู้นักว่ารอยยิ้มของลูกจะน่ารักสักแค่ไหนกันเชียวถึงได้หวงนักหวงหนา ไม่ยอมให้พ่อได้เห็นซักครั้ง...ถ้าหาก...ดอกไม้บานแล้วพ่อจะขึ้นไปดูกับหนูดีไหม แต่หนูจะจำหน้าพ่อได้รึเปล่าเอ่ย? ก็ขี้แยตาบวมแดงเสียขนาดนั้นจะมองหน้าใครเห็นกันเชียว...’


“ท่านลอร์ดขอรับ...” 


“...ไม่มีอะไร...ข้าไม่เป็นไร...เจ้าช่วยไปตามเมดมาดูแลคุณผู้หญิงที พอดีข้า...รู้สึกไม่ค่อยมีแรงเท่าไร...คนแก่ก็อย่างนี้แหละ” 


[ฮึฮึ] 


ท่านเคานต์ส่งเสียงกลั่วหัวเราะมาอย่างอ่อนแรง ความรู้สึกสมเพชในความไร้พลังของตนฉายชัด “ร่างกายเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้...จะดูแล...ปกป้อง...ใคร...ก็ไม่ได้”


ชายผู้เคยได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษสงคราม บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงชายผู้อ่อนแรง สองมือที่เคยถือดาบฟาดฟันอริราศกลับไร้เรี่ยวแรง สองขาที่กระโจนเข้าโรมรันศึกกลับเอนอ่อนดั่งไม่อาจประคองร่างเขาได้อีกต่อไป


ก่อนที่ชายรับใช้จะได้ตอบรับ กลับมีเสียงรองเท้ากระทบพื้นดังมาจากโถงทางเดิน บัตเลอร์ประจำตระกูลก้าวขาอย่างรวดเร็วในแบบที่แทบไม่เคยมีใครเห็นบัตเลอร์ผู้เคร่งครัดในกฎระเบียบทำมาก่อน ทุกคนรู้ทันทีว่ามีสิ่งผิดปรกติเกิดขึ้น สายตาทุกคู่ในห้องจับจ้องไปที่บัตเลอร์ชรา


หน้าและใบหูของชายแก่แดงฝาดเลือดจากความเหนื่อย แต่นอกเหนือจากนั้นกริยามารยาทของเจ้าตัวยังตรงทุกกระเบียบนิ้ว หากไม่ได้เห็นสภาพเร่งรีบก่อนหน้าคงไม่มีใครในคฤหาสถ์เชื่อเป็นแน่ว่าชายผู้ที่เปรียบเสมือนกฎเหล็กเดินได้ผู้นี้จะสามารถแสดงอาการตื่นตระหนกออกมาได้


“นายท่าน คุณผู้หญิง ขอเชิญพวกท่านไปที่ห้องของคุณหญิงน้อยด้วย” เสียงชายชราดังทุ้มเรียบแต่เจือความเร่งรีบที่ไม่อาจปกปิดได้


ไม่มีคำถามใดๆออกจากปากทั้งสอง ในทันทีพวกเขารีบลุกขึ้นและมุ่งไปยังจุดหมายด้วยความเร็ว เมดและคนรับใช้ทั้งหมดในห้องรีบติดตามไป กระทั่งบัตเลอร์ชรายังต้องกึ่งเดินกึ่งวิ่งตาม กฎระเบียบใดๆย่อมไม่สำคัญแล้วในเวลานี้


ที่หน้าประตูห้องนอนเต็มไปด้วยเหล่าเมดและพนักงานมุงดูอะไรบางอย่างอยู่หน้าห้อง ทันทีที่หนึ่งในพวกเขาเห็นนายท่านทั้งสอง เขารีบสะกิดทุกคนให้รีบแหวกช่องทางประตูให้ 


บัตเลอร์ชราส่งสายตาคาดโทษไปยังเหล่าคนใช้ ทำให้ทุกคนรีบก้มหน้างุด


สองพ่อแม่รีบเดินทะลุบานประตูเข้าไป จิตใจของพวกเขาว้าวุ่นถึงความเป็นไปได้ต่างๆนานา กระทั่งความเป็นไปได้ที่พวกเขาต้องการมากที่สุด...ความเป็นไปได้ที่พวกเขาเลิกหวังมานานแล้ว


สิ่งที่อยู่ในห้อง...


ภาพที่สะท้อนเข้าสู่ตาพวกเขา...


คือเด็กหญิงวัยสี่ขวบปี


ร่างกายซูบผอมขาดสารอาหาร


กระดูกที่แตกหักได้แม้ต้องลม


ผิวขาวเหลืองอมโรค


มือเล็กลีบดังกิ่งไม้แห้ง


ปากแห้งแตกห่อเลือด เต็มไปด้วยรอบแผลขบฟัน 


แก้มซูบผอมบุ๋มลึก


เบ้าตาดำลึกโหล


และดวงตาสีเขียวขุ่น


ดวงตาที่ปราศจากน้ำตา


ดวงตาที่จับจ้องมาที่พวกเขา


เด็กหญิงที่มีสภาพไม่ต่างกับศพกลับเป็นภาพที่งดงามที่สุดสายตาของบุพการีทั้งสอง ปากนั้นที่ไม่ส่งเสียงกรีดร้องบาดใจดั่งทุกเมื่อเชื่อวัน มือคู่นั้นที่ไม่พยายามทุบตีหัวตัวเองหวังให้หลุดพ้นความทรมาน ดวงตานั้นที่ไม่แสดงความเจ็บปวดที่พวกเขาอยากเจ็บแทน ปวดแทน ตายแทนก็ยอมได้ แม้มันจะทำให้เธอทรมานน้อยลงเพียงน้อยนิดก็ยังดี



“…พ…….ม……..โ………”

“………พ………….ม……….ข…….โ…ษ…….”

“...ท่.า..น...พ่..อ....ท่า..น....แ...ม่......ข้..า.....น้อ..ย....ข..อ...โท...ษ.”




วันนั้นข้าทำให้บุพการีร่ำไห้


ความคิดเห็น