ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาค 3 ตอนที่ 2 เงาของความมืดมิด

ชื่อตอน : ภาค 3 ตอนที่ 2 เงาของความมืดมิด

คำค้น : สืบสวน , โคนัน , จอมโจรคิด , กองปราบ , กองปราบฯ , กองปราบปราม , ตำรวจ , โจร , ไทย , ประเทศไทย , ตลก , กวน , ป่วน , แสบ , ฮา , บ้าบอ , แก๊ง , โรบินฮู้ด , เก่ง , ขโมย , รหัส , ปริศนา , เงื่อนงำ , ก่อการร้าย , ระเบิด , ตื่นเต้น , ระทึก , ตาย , แอคชั่น , บู๊ , เลือด

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 418

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ธ.ค. 2560 23:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 3 ตอนที่ 2 เงาของความมืดมิด
แบบอักษร

ตอนที่ 2

เงาของความมืดมิด

หวอ! หวอ! หวอ!

เสียงสัญญาณรถพยาบาลดังเสียดแทงหัวใจผู้คนไปทั่วถนนทั้งสาย โดยเฉพาะกับประดาคนที่ได้เห็นภาพการตายของเหยื่อบนมอเตอร์ไซค์รายล่าสุด ซึ่งอยู่ในสภาพอันน่าสยดสยองยิ่งกว่าเหยื่อทุกรายที่ผ่านมา ทั้งส่วนของกะโหลกที่บุบเบี้ยว ใบหน้าก่อนตายที่แสดงออกถึงความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส คราบเลือดแห้งกรังตามร่ายกาย เสื้อผ้า และพื้นถนน กับกลิ่นคาวตลบอบอวลเหมือนมีใครเปิดโรงฆ่าสัตว์อยู่ภายในอุโมงค์ทางลอดย่านชุมชน อันเป็นสถานที่ซึ่งธนูพึ่งไปเยี่ยมชมเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน!!

“แกบอกฉันว่าจะไปที่นั่น แกไม่เห็นคนร้ายอย่างนั้นเหรอธนู!?” ท่านนายพลแห่งกองปราบปรามถามลูกชายเสียงเครียด ระหว่างจัดการกับอาหารเช้าอย่างข้าวต้มหมูสับปากซอย พร้อมๆ กับเปิดโทรทัศน์รับข่าวสารคดีฆ่ากันตายยามเช้าไปด้วย เสมือนเป็นการจำกัดการทำงานของต่อมหิวให้มีประสิทธิภาพลดลง

“ไม่เลยครับ ผม... ขอโทษครับพ่อ” ธนูจ้องมองภาพข่าวในโทรทัศน์ สีหน้านิ่งจนดูไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ถึงอย่างนั้นลึกๆ ในดวงตาก็ยังมีแววสำนึกผิดแอบซ่อนอยู่

“แกควรจะไปขอโทษญาติของเหยื่อมากกว่า ถ้าแกอยากทำล่ะก็นะ พวกฉันเองก็ด้วย” คนเป็นพ่อตอบสวนถอนหายใจหนักๆ สายตาจับจ้องอยู่ที่จอโทรทัศน์เช่นกัน

“ครับ...” คนเป็นลูกตอบรับสั้นๆ ผิดจากทุกครั้งที่มักเติมข้อความไร้สาระลงไปจนเต็มประโยค

“แล้วได้อะไรมาบ้างล่ะ หรือไม่ได้อะไรกลับมาเลย?”

เสียงเนือยๆ ของท่านนายพลเรียกให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียว เบนสายตามาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า และอาจทำให้กลับสู่สภาพปกติได้ด้วยวันลาพักร้อนสักสามเดือน

“ก็มีบ้างครับ แต่ยังระบุรายละเอียดคนร้ายไม่ได้”

เสียงขรึมๆ ของลูกชายเรียกให้ซิงเกิ้ลแด๊ดดี้ เบนสายตามาจับจ้องใบหน้าของเจ้าของคำพูดเช่นเดียวกัน

“มีบ้างที่ว่านั่นคืออะไร?”

เสียงนั้นฟังราวกับกำลังคาดคั้นเอาคำตอบที่แท้จริง แม้คนถามจะรู้แก่ใจว่าไม่มีทางเสียหรอกที่จะได้มันมาง่ายๆ

“ก็ที่ว่ามีนั่นแหละครับ” คนเป็นลูกยังคงตอบด้วยท่าทีสุขุมนุ่มลึก ทั้งที่ดูจะไม่เข้ากันกับคำตอบของเขาเลยสักนิด

“แกนี่มัน...”

อารมณ์เสียๆ ของคนเป็นพ่อ คงไม่อาจทำให้เจ้าของคำตอบเกิดอาการสำนึกผิดได้เท่ากับท่าทุ่มโต๊ะล้มชามข้าวต้มหมู ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ปรากฏว่ามีการใช้กระบวนท่าเช่นนั้นแต่อย่างใด

“ถ้าได้หลักฐานที่จะทำให้คดีคืบหน้าไปได้มากกว่านี้ ผมคงไม่เก็บไว้กับตัวเองหรอกครับ”

ในที่สุดธนูก็ยอมรับความพ่ายแพ้ในการสืบคดีวันแรกของตัวเองออกมาจนได้ หากแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ประกายตาแห่งความมุ่งมั่นถดถอยลงไป

“อืม... ผู้กองภูผากับผู้กองเอกพลก็กำลังสืบคดีนี้เหมือนกัน คงได้หลักฐานอะไรเร็วๆ นี้ ถ้าแกไม่ไหวก็ถอนตัวซะ”

ประโยคปิดท้ายทำเอาคนฟังถึงกับชะงัก ฟังดูเหมือนคำพูดตัดรอนน้ำใจ แต่ในฐานะคู่พ่อลูกที่ใช้ชีวิตร่วมกันมามากกว่า 20 ปี ย่อมต้องรู้ดีว่าแท้จริงแล้วคำพูดนั้น ก็ไม่ต่างอะไรจากน้ำมันที่ราดรดลงบนกองไฟที่ไม่เคยดับ เพื่อให้มันช่วยกระพือโหมเปลวเพลิงมากขึ้นเป็นเท่าตัว

“นั่นเป็นเรื่องสุดท้ายที่ผมจะทำครับ ขอบคุณครับพ่อ”

รอยยิ้มทะเล้นของธนูปรากฏขึ้นอีกครั้ง นั่นคือสิ่งที่คนเป็นพ่อมองว่ามันเข้ากันกับประกายตามุ่งมั่นคู่นั้นมากกว่าใบหน้าขรึมๆ แม้ว่า...

“คืนนี้ผมจะเอาหลักฐานดีๆ กลับมาให้ได้ครับ!”

“ด้วยไอ้ชุดบ้าๆ นั่นน่ะหรือ?”

คำพูดของท่านนายพลที่ดังสวนขึ้น เรียกรอยยิ้มขบขันให้กับเจ้าของคำพูดก่อนหน้า

“ครับ...”

และถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น... คำตอบสุดท้ายก็ยังคงออกมาเป็นคำตอบเดิม

ทันทีที่ความมืดหมุนเวียนกลับมาแทนที่แสงสว่าง ผู้คนมากมายก็เริ่มหวาดวิตกถึงความปลอดภัยของตัวเอง หลายคนเลือกที่จะกลับบ้านมากกว่าออกตะลอนเที่ยวเหมือนอย่างเคย โดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้รถมอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะคู่ชีพ ซึ่งต่างพากันหลีกเลี่ยงการใช้อุโมงค์ทางลอดทั้งหมด ตามแบบฉบับของการรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี

บรืนนนน...

และแม้จะเป็นเช่นนั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีใครหน้าไหนที่ผ่านมาเพื่อกลายเป็น ‘เหยื่อ’ ในค่ำคืนนี้เลย

บรื้นนนน...

เสียงเร่งเครื่องมอเตอร์ไซค์ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และยิ่งดังขึ้นเป็นเท่าตัว ในยามที่มันวิ่งไปด้วยความเร็วสูงภายในอุโมงค์ทางลอดย่านชุมชนแห่งหนึ่ง สถานที่ซึ่งมีผู้เคราะห์ร้ายจบชีวิตมามากกว่า 5 รายแล้ว

บรื้นนนน...

เสียงอีกเสียงดังขึ้นพร้อมการปรากฏตัวของมอเตอร์ไซค์อีกคันที่เร่งเครื่องตามขึ้นมา ดูเหมือนจะเป็นเพียงแค่การเร่งเครื่องแซงหน้าตามปกติ ถ้าหากในมือของผู้ขับขี่ไม่มีท่อนเหล็กขนาดย่อมอยู่ด้วยล่ะก็!!

โครมมม!!

เสียงล้มกระแทกถนนของรถมอเตอร์ไซค์คันแรกดังขึ้นในความเงียบ พร้อมๆ กับเสียงเบรกของรถมอเตอร์ไซค์คันหลัง ก่อนที่ท่อนเหล็กขนาดเหมาะมือจะถูกกระหน่ำตีลงไปบนร่างที่พึ่งคลาน ตะเกียกตะกายออกมาจากรถของตัวเอง ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเสียจน ‘เหยื่อ’ ไม่ทันได้ตั้งตัว

“โอ๊ยยย!! โอ๊ย... อ๊ากกกก!!”

เสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดของเหยื่อ ไม่ได้ช่วยให้เรี่ยวแรงในการประทุษร้ายน้อยลง ตรงข้าม... มันกลับทำให้แรงกระหน่ำตีทวีคูณขึ้นเป็นเท่าตัว ราวกับความมืดมิดในใจได้บดบังดวงตาไปจนหมดสิ้น กระทั่งเสียงของใครอีกคนดังขัดจังหวะขึ้น

“เฮ้ย! ทำอะไรน่ะ!?”

มือที่กำท่อนเหล็กชะงัก ดวงตาภายใต้หมวกไอ้โม่งมองปราดไปที่มอเตอร์ไซค์คันคุ้นตาซึ่งพึ่งแล่นเข้ามาจอด ก่อนที่เจ้าของรถในชุดสูทขาวจะกระโจนลงมา มือข้างหนึ่งเล็งปืนพกสั้นใส่ฆาตกรที่เขาอยากเจอที่สุดในเวลานี้ ขณะที่อีกข้างกดโทรศัพท์มือถือเรียกรถพยาบาล และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ใกล้เคียง

“แก... !!”

ท่อนเหล็กเปื้อนเลือดถูกโยนทิ้งอย่างไม่ใยดี ในเมื่อมันคงไม่ปรากฏรอยนิ้วมือสำหรับมือสองข้างที่สวมใส่ถุงมือไว้เพื่อการณ์นี้ และทันทีที่อีกฝ่ายกระโจนขึ้นมอเตอร์ไซค์คู่ใจตั้งท่าเตรียมหลบหนี

ปัง!

กระสุนปืนปลิวเฉี่ยวหัวมันไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด ไม่ใช่พลาดแต่เป็นความจงใจ ถึงอย่างไรเสียการไม่ทำให้คนอื่นได้รับบาดเจ็บย่อมเป็นส่งที่ดีที่สุด แม้คนคนนั้นจะเป็นฆาตกรต่อเนื่องก็ตาม นั่นคือสิ่งที่พ่อของธนูพร่ำสอนอยู่เสมอ

“คราวหน้าฉันอาจจะยิงขาหรือไม่ก็ล้อรถก็ได้ อยู่เฉยๆ รอตำรวจคือทางเลือกเดียวของแก” ธนูยังคงเล็งปืนพกที่เขาขอยืมพ่อมาโดยไม่ได้บอกกล่าวไปที่ฆาตกรต่อเนื่องตรงหน้า ระหว่างที่เดินเร็วเข้าไปดูคนเจ็บที่นอนจมกองเลือดอยู่บนถนน ห่างออกไปเป็นมอเตอร์ไซค์คู่ชีพซึ่งล้มนอนนิ่ง และเต็มไปด้วยรอยครูดรอยถลอกทั่วทั้งคันพอกัน

“หึๆ แกคิดว่าจะทำแบบนั้นได้จริงๆ น่ะเหรอ?”

เสียงหัวเราะในลำคอกับคำถามที่ถูกตั้งสวนกลับมาราวกับจะยอกย้อน ทำให้ธนูเริ่มสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่อาจซ่อนอยู่ในคดีนี้มากกว่าที่เขาและคนอื่นๆ คิด

“ก็คิดว่าทำได้น่ะสิ” เขาตอบสวนกลับไปทันควันด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“งั้นก็ลองดู!”

ฟังดูเหมือนเป็นเพียงคำท้าทายของมนุษย์คึกคะนองผู้หนึ่ง หากปืนพกสีดำสนิทตรงเอวไม่ถูกชักออกมาประกอบคำพูดนั้น และไม่ใช่แค่ถืออวดว่าตนมี

ปัง!

เสียงปืนดังขึ้น 1 นัด แต่นั่นไม่ใช่กระสุนปลิดชีพสำหรับธนู แม้ว่าเขาจะอยากให้มันพุ่งมาหาเขามากกว่าที่จะ....

“บ้าเอ๊ย!!” ชายหนุ่มสบถออกมา ระหว่างที่วิ่งเข้าไปยังร่างของผู้เคราะห์ร้ายคนเดิม ซึ่งเวลานี้ถูกฝังคมกระสุนไว้บนร่าง และดูท่าว่าจะเหลือหนทางรอดชีวิตน้อยมาก หากไม่รีบนำส่งโรงพยาบาลตั้งแต่ตอนนี้ล่ะก็

บรื้นนนน!

เสียงมอเตอร์ไซค์เร่งเครื่องดังห่างออกไปเรื่อยๆ เป็นสิ่งตรงข้ามกับเสียงเครื่องยนต์คุ้นหูที่ดังใกล้เข้ามา

บรืนนนน...

มันดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และเกือบจะเลยผ่านไปแล้ว หากว่าเจ้าของรถยนต์ไม่เหลือบไปเห็นคนคุ้นตาภายในอุโมงค์ทางลอดเสียก่อน

เอี๊ยดดดด!!

เสียงเบรกรถดังก้องอุโมงค์ จนธนูซึ่งกำลังโทรศัพท์เรียกรถพยาบาลหันขวับไปมอง เวลานี้สูทขาวตัวเก่งของเขาเปรอะเปื้อนเลือดสีแดงสดของ ‘เหยื่อ’ มองดูราวกับเป็นเลือดของเขาเอง และนั่นคือสาเหตุหนึ่งที่เจ้าของรถยนต์คันคุ้นตารีบลงจากรถวิ่งกระหือกระหอบเข้ามา

“นายถูกยิงงั้นเหรอ!?” ชวินถามขึ้นด้วยความตกใจ ทันทีที่เห็นสภาพของอีกฝ่ายเต็มตา

“เปล่า! ผู้ชายคนนี้ต่างหาก นายพาเขาส่งโรงพยาบาลทีได้ไหม ถ้ามัวรอรถพยาบาลคงไม่ทัน”

สีหน้าท่าทางของธนูบ่งบอกถึงความร้อนใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ในเมื่อเวลานี้ชีวิตคนคนหนึ่งจะได้รับการต่อลมหายใจหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับพวกเขาเท่านั้น!!

“งั้นฉันจะไปเลื่อนรถมา!” ชวินวิ่งกลับไปที่รถและทำตามที่ได้บอกไว้ สองหนุ่มช่วยกันพยุงร่างของชายผู้เคราะห์ร้ายขึ้นรถ ก่อนที่ชวินจะขับออกไปอย่างเร็ว ขณะที่ธนูจำต้องรอคอยการมาของเอกพลกับภูผาอยู่ตรงจุดเกิดเหตุ และแม้เขาจะแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายครั้งนี้กับสถานีตำรวจในพื้นที่แล้ว แต่สุดท้ายฆาตกรใจอำมหิตนั่นก็ลอยนวลไปได้

“แต่ละหน่วย แต่ละด่านไม่พบรถมอเตอร์ไซค์ต้องสงสัยคันที่ว่าเลย” เอกพลบอกสายสืบหนุ่มรุ่นน้อง หลังการติดต่อประสานงานความคืบหน้ากับร้อยเวรจากสถานีตำรวจเจ้าของท้องที่ ซึ่งเดินทางมายังที่เกิดเหตุเช่นกัน

“ผมมั่นใจว่าข้อมูลที่ให้ไปถูกต้องนะครับ หรือหมอนั่นมีที่พักอยู่แถวนี้?” ธนูนิ่วหน้าเครียด พยายามครุ่นคิดถึงสาเหตุที่ตำรวจไม่พบแม้แต่เงาของมอเตอร์ไซค์คนร้าย ทั้งที่เขารีบโทรศัพท์แจ้งทันทีแท้ๆ

“ก็ไม่แน่เหมือนกันนะ ตอนนี้ทางท้องที่กับกองปราบฯ กำลังตรวจสอบบ้านพัก หอพัก แล้วก็อพาร์ทเมนท์แถวนี้อยู่ แต่คงยากถ้าหมอนั่นใช้ทะเบียนรถปลอมล่ะก็” ผู้กองหนุ่มรุ่นพี่ถอนหายใจหนักๆ ให้กับเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จากฝีมือของฆาตกรต่อเนื่องคนเดิม

“ป่านนี้คงทำลายป้ายทะเบียนทิ้งไปแล้วล่ะครับ ก่อคดีแต่ละครั้งหมอนั่นไม่เคยใช้ป้ายทะเบียนซ้ำ”

แม้จะพบข้อมูลใหม่จากการจดจ่อกล้องวีดีโอวงจรปิดชนิดแทบจะตัดแว่นสายตาได้ หากแต่ธนูก็ยังมั่นใจว่าฆาตกรจากทุกคดีเป็นคนคนเดียวกัน ไม่ว่าจะเพราะรูปพรรณสัณฐาน รายละเอียดปลีกย่อยของรถมอเตอร์ไซค์ ลักษณะการสวมใส่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย รวมไปถึงอากัปกิริยาท่าทางต่างๆ

“น้องธนูจะกลับบ้านเลยก็ได้นะครับ ทางนี้เดี๋ยวพวกพี่จัดการเอง” ภูผาเดินเข้ามาบอกชายหนุ่มรุ่นน้อง ตาชำเลืองมองนาฬิกาข้อมือซึ่งบนหน้าปัดชี้บอกเวลาตี 1

“ผมจะไปดูอาการเหยื่อหน่อยครับ เห็นว่าชวินยังอยู่ที่นั่น” ธนูเลิกแขนเสื้อขึ้นดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือของตัวเองเช่นกัน และแม้ว่ามันจะล่วงเลยเวลานอนของเขามามาก แต่ถ้าหากยังไม่ได้ทำสิ่งที่ควรทำแล้วล่ะก็ เขาคงไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้แน่ๆ

“ยังไงก็ระวังตัวด้วยนะ ถึงจะไม่เห็นหน้าเพราะหมอนั่นใส่หมวกไอ้โม่ง แต่มันก็อาจจะดักรอทำร้ายเราอยู่ก็ได้” เอกพลมิวายเอ่ยเตือนสายสืบหนุ่มรุ่นน้องด้วยความเป็นห่วง ในเมื่อธนูก็อาจกลายเป็นเหยื่อของฆาตกรต่อเนื่องคนนั้นเสียเองในฐานะผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ยามวิกาล รวมไปถึงพยานคนสำคัญของคดีด้วย

“ถ้ามีอะไรก็ติดต่อพวกพี่ได้ตลอดนะครับ” ภูผาย้ำเตือน สีหน้าแสดงความเป็นห่วงไม่แพ้กัน

“ขอบคุณมากครับ ผมจะระวังตัว” ธนูก้มหัวให้สองผู้กองหนุ่มรุ่นพี่ ก่อนจะเดินกลับไปที่มอเตอร์ไซค์ของเขา สวมหมวกกันน็อค แล้วสตาร์ทรถพุ่งทะยานออกไป ท่ามกลางความมืดและแสงสีแห่งราตรี

หลายต่อหลายครั้งที่แสงสว่างจากไฟหน้าของรถมอเตอร์ไซค์คันหลัง ทำให้ธนูต้องคอยชำเลืองมองกระจกมองข้างของเขา ก่อนจะเผลอตัวถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่ออีกฝ่ายแซงหน้าไปโดยไม่ได้ควักมัจจุราชสีดำออกมาระเบิดหัวเขาแต่อย่างใด

“ท่าจะบ้า...” ชายหนุ่มส่ายหน้าให้กับความหวาดระแวงเกินเหตุของตัวเอง เขายอมรับว่าไม่เคยปรากฏความรู้สึกเช่นนี้ในชีวิตมาก่อนกระทั่งวันนี้ เวลานี้ หลังรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด โดยที่เกือบมีคนต้องตายเพราะเขา

นั่นสินะ... เขาหวังว่าชวินจะพาเหยื่อไปถึงมือหมอได้ทันเวลา และชายเคราะห์ร้ายคนนั้นคงจะรอดชีวิต

“เฮ้อ...” เขายอมรับอีกเช่นกันว่าฟุ้งซ่านอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ชวินไม่ยอมรับโทรศัพท์ที่เขาเพียรติดต่อไป เพื่อสอบถามอาการล่าสุดของเหยื่อ และนั่นทำให้เขายิ่งร้อนใจจนต้องบุกมาถึงที่

และทันทีที่ลงจากรถมอเตอร์ไซค์ได้ เขาก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบไปที่หน้าห้องฉุกเฉิน ซึ่งมีใครคนหนึ่งยืนกอดอกนิ่งอยู่ก่อนแล้ว

“ในเขตโรงพยาบาลไม่ควรใช้โทรศัพท์ นายไม่รู้หรือไง?”

นั่นคือคำพูดแรกที่คนคนนั้นเอ่ยขึ้น ทำเอาธนูถึงกับย่นหน้าเซ็ง

“โทษที แต่ฉันแค่อยากรู้ว่าคนเจ็บเป็นยังไงบ้าง ทำไมนายรู้ว่าฉันโทรมาแล้วถึงไม่ออกนอกโรงพยาบาลไปโทรบอกฉันล่ะ!” สายสืบหนุ่มอัจฉริยะจากกองปราบฯ กวนประสาทกลับ แม้ว่ามันจะเป็นข้อความส่วนหนึ่งที่ออกมาจากในสมองของเขาจริงๆ ก็ตาม

“นายเห็นหรือเปล่าว่าไฟหน้าห้องฉุกเฉินมันยังไม่ดับ?” ชวินย้อนถามด้วยท่าทางกวนประสาทพอกัน

“โอเค ฉันยอมรับว่าฉันผิด” ธนูยกมือสองข้างขึ้นเหนือศีรษะเล็กน้อยเป็นเชิงยกธงขาวให้

หลังจากนั้นสองหนุ่มต่างก็ยืนนิ่งเงียบกันไป ดวงตาสองคู่จ้องมองไปยังประตูห้องฉุกเฉินเหมือนๆ กัน ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่ามันจะเปิดออกง่ายๆ อย่างใจหวัง ไฟสีแดงเหนือบานประตูยังคงส่องสว่าง แม้เวลาจะล่วงเลยไปอีกชั่วโมงก็ตาม

“นายกลับบ้านไปก่อนเถอะ พรุ่งนี้ต้องไปทำงานไม่ใช่หรือไง?” ธนูเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน และทั้งที่คู่สนทนายืนอยู่ข้างๆ ดวงตาของเขาก็ยังคงจับจ้องอยู่ที่เดิม... ตรงหน้าประตูห้องฉุกเฉิน

“ฉันฝึกงานเสร็จแล้ว” ชวินตอบสั้นๆ ตายังคงจับจ้องไปยังจุดจุดเดิมเช่นกัน แม้จะใช่ผู้ประสบเหตุและผู้เห็นเหตุการณ์ หากแต่เขาก็อยากอยู่รอจนถึงวินาทีที่ได้รับรู้ว่า ผู้ชายคนที่เขาพาหนีจากเงื้อมมือมัจจุราชมานั้น เวลานี้เป็นอย่างไรบ้าง

แอ๊ดดดด...

ในที่สุดการรอคอยก็สิ้นสุดลง ประตูห้องฉุกเฉินถูกเปิดออก พร้อมๆ กับร่างที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลของชายผู้เคราะห์ร้ายบนเตียงซึ่งถูกบุรุษพยาบาลเข็นออกมาช้าๆ

“คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้วนะครับ แต่ยังต้องรอดูอาการไปก่อน” นายแพทย์ผู้ทำการรักษาบอกกับสองหนุ่มที่แทบจะแข่งขันกันตรงรี่เข้าไปหา ด้วยวัตถุประสงค์ข้อเดียวกัน

“แล้ว... ถ้าจะขอย้ายเขาไปพักฟื้นที่โรงพยาบาลตำรวจได้ไหมครับ?” ธนูตั้งคำถามขึ้น ก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้ปลีกตัวออกไป

“พรุ่งนี้น่าจะพอได้ครับ”

คำตอบที่ได้ยินทำให้ธนูพอจะโล่งใจขึ้นมาได้บ้าง แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังรู้สึกผิดอยู่ไม่หาย ด้วยสำนึกได้ว่าตนเป็นต้นเหตุให้คนคนนี้ถูกฆาตกรอำมหิตนั่นยิง จนเกือบหวิดสิ้นชื่อเช่นนี้

“แล้วเป็นไงจับคนร้ายได้ไหม ทำหน้าแบบนี้คงรอดมือตำรวจไปได้สิท่า” ชวินโพล่งขึ้นแทงใจดำธนูเสียเต็มแรง ชนิดไม่ไว้หน้าสองนายตำรวจจากกองปราบฯ ซึ่งแน่นอนว่าต้องถูกธนูโทรศัพท์ตามตัวมาโดยด่วน ในฐานะสองคู่หูผู้รับผิดชอบคดีคนล่าสุด

“ก็แบบนั้นแหละ...” ธนูตอบรับสั้นๆ ท่าทางซังกะตาย เพราะเป็นตนอีกเช่นกันที่ทำให้หมอนั่นหนีลอยนวลไปได้อีกครั้ง

“จะยอมแพ้แค่นี้หรือไง! ท่าทางแบบนั้นไม่เหมือนมนุษย์บ้าๆ คนนึงที่ฉันเคยรู้จักเลยนะ”

คราวนี้คำพูดของชวินเรียกให้ธนูหันมาจ้องหน้าเจ้าของคำพูดเขม็ง

“ใครว่าฉันจะยอมแพ้แค่นี้!” สายสืบอัจฉริยะประจำกองปราบฯ สวนขึ้นทันควัน สีหน้าสลดๆ เมื่อครู่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จนคนเย้าแหย่อดลอบยิ้มขบขันกับตัวเองไม่ได้

“ก็ดี! ฉันจะไม่ต้องกลับไปตั้งแก๊งใหม่อีก” ชวินแกล้งพยักหน้าขรึมๆ แล้วเดินเร็วออกไป ขณะที่ธนูเองก็เดินแยกตัวไปอีกทาง มองดูราวกับหนทางในการร่วมมือกันของสองหนุ่มไม่มีทางมาบรรจบกันได้

“เหยื่อปลอดภัยแล้วครับ ผมกำลังจะกลับบ้าน” ธนูเดินเร็วพลางโทรศัพท์ติดต่อไปหาเอกพล “ขอกำลังคุ้มกันเหยื่อด้วยได้ไหมครับ คงพรุ่งนี้กว่าจะย้ายไปโรงพยาบาลตำรวจได้”

แม้จะเป็นเสียงพูดที่ไม่ดังนัก หากแต่ในความเงียบสงัดของราตรีแล้ว นั่นก็นับเป็นเสียงที่ดังพอจะทำให้ใครคนหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดของลานจอดรถได้ยินชัดเจน เพียงพอจะทำให้เปลี่ยนความคิดได้ทันเวลา

“ขอบคุณมากครับพี่เอก งั้นผมรบกวนแค่นี้ครับ” ธนูชำเลืองมองรอบตัวระหว่างเก็บโทรศัพท์มือถือเข้าไปในกระเป๋าลับของเสื้อสูทสีขาวที่สวมอยู่ ซึ่งบัดนี้กระดำกระด่างเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงแห้งกรัง

...เขารู้สึกเหมือนมีสายตาคู่หนึ่งจ้องมองมาอยู่ตลอดเวลา และมั่นใจว่าไม่ได้คิดไปเอง หากแต่ครั้นจะตามจับตัวมาบีบให้มั่นคั้นให้ตายในตอนนี้ เขาก็ไม่มีทั้งเรี่ยวแรง กำลังพล และอุปกรณ์เสริมเพียงพอจะทำเช่นนั้นได้

เวลานี้... เขาทำได้แค่ระมัดระวังตัวเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อรายต่อไป รวมทั้งวางแผนเพื่อช่วยผู้กองหนุ่มรุ่นพี่หาทางเก็บหลักฐานในการมัดตัวคนร้ายให้ได้โดยเร็วที่สุด แม้ว่านั่นดูจะเป็นหนทางที่ยากลำบากพอสมควร มันคือสิ่งที่ธนูสัมผัสได้จากรังสีบางอย่างที่แผ่ออกมาจากสายตาคู่นั้น!!


จบตอน



ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว