ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ll ASULE ll - Episode 10 - น้ำตาอสูร [ 100% ] << รีไรท์

ชื่อตอน : ll ASULE ll - Episode 10 - น้ำตาอสูร [ 100% ] << รีไรท์

คำค้น : fierce อสูรแสนซน อสูร อาสูร แสนซน

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.6k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ธ.ค. 2560 11:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ll ASULE ll - Episode 10 - น้ำตาอสูร [ 100% ] << รีไรท์
แบบอักษร

​Episode 10

#อสูรแสนซน​

ASULE’S TALK

วันนี้ผมมาส่งแสนซนที่มหาวิทยาลัยแต่เช้า สามสี่วันที่ผ่านมาผมให้เธอพักอยู่บ้านเฉยๆ เพื่อรักษาอาการไข้หวัดให้หายดีก่อนวันสอบ ปกติแล้วถ้าผมเป็นหวัดแค่วันสองวันผมก็หายแล้วด้วยซ้ำ แม่กระต่ายน้อยเล่นล่อไปซะสามสี่วัน แต่จะโทษใครได้อาจจะเป็นเพราะความอ่อนล้าที่สะสมมาจากหลายๆ เรื่อง ทำให้คนตัวเล็กอ่อนแรงมากกว่าปกติ

ช่วงนั้นผมเลยโยนงานทั้งหมดของผมไปที่ไอ้รามอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะลาหยุดเพื่อมาอยู่ดูแลแสนซน ทันทีที่ไอ้รามรู้ว่าผมโยนงานไปให้มัน มันก็จ้องผมราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ก็ช่วยไม่ได้นี่หว่า...เมียป่วย เป็นมึงจะไม่ดูแลหรือไงวะ อีกอย่างไอ้รามมันก็ยังโสด ทำงานแทนผมแค่นั้นมันไม่ตายหรอก หึ!!

เย็นนี้ผมนัดม่านฟ้าเอาไว้ที่คณะของเธอ ผมตั้งใจว่าจะคุยกับเธอให้รู้เรื่อง เพราะเมื่อคืนไอ้ทัพมันเอาคลิปที่กำลังกระจายอยู่ในมหาวิทยาลัยมาให้ผมดู

คลิปแรกเป็นคลิปในห้องเรียน ซึ่งปรากฏภาพของม่านฟ้าที่กำลังต่อว่าแสนซนอย่างร้ายกาจ หึ ที่แท้ยัยนี่ก็เข้ามาหาผมเพราะแบบนี้สินะ แล้วผมก็ดันโง่ ติดกับดักตื้นๆ แบบนั้นเนี่ยนะ คิดแล้วก็หงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก

ส่วนคลิปที่สองเป็นคลิปที่ผมเห็นแล้วโกรธจนถึงที่สุด เพราะเหตุการณ์ที่ผมเห็นว่าแสนซนเป็นคนตบม่านฟ้านั้น แท้จริงแล้วมันกลับกันไปหมด ม่านฟ้าต่างหากที่เป็นคนดึงมือแสนซนไปตบที่หน้าของตัวเอง เพื่อทำให้ผมโกรธแสนซน!! คำว่าม่านฟ้าทำตัวเองที่คนตัวเล็กพูดคงจะเป็นแบบนี้สินะ

แต่จริงๆ แล้ว ความรู้สึกของผมตอนนั้นมีเพียงความผิดหวังเล็กน้อยเท่านั้นเพราะผมไม่เคยสอนให้แสนซนใช้ความรุนแรง ไม่ได้รู้สึกอยากปกป้องหรือพิศวาสม่านฟ้าเลยสักนิด กลับกันความรู้สึกของผมมันชัดเจนยิ่งขึ้นตั้งแต่แสนซนไม่สบาย เธอเป็นผู้หญิงที่บอบบางอย่างน่ากลัวและก็เป็นผู้หญิงที่ต้องการการ ทะนุถนอมมากกว่าใคร

เฮียกาลพาแสนซนเข้ามาในบ้านตั้งแต่ผมจำความได้ ตอนนั้นผมมันพวกชอบหาเรื่อง แถมยังขี้อิจฉา พอเห็นว่าทุกคนในบ้านหันไปรักแสนซน ผมก็พาลไม่ชอบยัยนั่นไปโดนปริยาย คอยกลั่นแกล้งและรังแกคนตัวเล็กตลอดเวลา

แต่พอเวลาผ่านไปแสนซนก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ เด็กสาวกะโปโลในวันนั้น กลายเป็นดอกไม้แรกแย้มที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว แรงดึงดูดมหาศาลของแสนซน ทำให้ผมเริ่มหันมามองเธอมากขึ้นเรื่อยๆ พอรู้ตัวอีกทีสายตาของผมก็จดจ่ออยู่ที่เธอเพียงคนเดียวซะแล้ว

แสนซนเป็นเด็กซุ่มซ่ามและทุกครั้งที่เธอหกล้มหรือเกิดอะไรขึ้นกับเธอ ผมจะเป็นคนแรกที่รับรู้เสมอ  ผมก็เพิ่งรู้ตัวนี่แหละว่านิสัยช่างสังเกตและเข้มงวด มันถูกบ่มเพาะมาจากคนตัวเล็ก ถึงตอนนี้ผมยอมรับกับตัวเองได้อย่างเต็มปาก เต็มคำว่าผมรักผู้หญิงคนนี้ กว่าจะรู้ตัวก็ดันทำเรื่องเลวๆ กันคนตัวเล็กไปตั้งมากมาย ไอ้สูรเอ๊ย!

ผมขับรถเข้ามาที่ตึกคณะพยาบาล ซึ่งตั้งอยู่ด้านในสุดของมหาวิทยาลัย ก่อนจะลงไปหาม่านฟ้าที่นั่งรออยู่ในห้องคณะประธานนักศึกษา ม่านฟ้าเป็นคนที่ มีความสามารถ ไม่แปลกที่เธอได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในกรรมการนักศึกษาของคณะพยาบาล ผิดกับแสนซนที่มีดีแค่หน้าตาแต่ซุ่มซ่ามไปวันๆ พอโดนเลือกให้เป็นดาวคณะ ก็ไม่มีความสามารถไปโชว์ใคร สุดท้ายก็ต้องไปแสดงละครให้ชาวบ้านดู

“เฮียสูรมาแล้วหรอคะ ไปนั่งตรงนั้นกันดีกว่า” ม่านฟ้าเดินเข้ามาคล้องแขนผมก่อนจะออกแรงดึงเพื่อพาผมไปนั่งที่โซฟาด้านใน ผมขืนตัวไว้และสะบัดแขนออกทันที ยิ่งมองเธอผมก็ยิ่งรู้สึกรังเกียจอย่างห้ามไม่อยู่ หึ! ต่อหน้าอย่าง ลับหลังอย่าง น่าสะอิดสะเอียนเป็นบ้า

“บอกให้จบ ทำไมไม่จบ?!” ผมถามออกไปเสียงเรียบแถมด้วยการจ้องเข้าไปในดวงตาคู่นั้นอย่างเอาเรื่อง แต่ม่านฟ้ากลับทำตาใสซื่อและมองผมอย่างว่างเปล่าราวกับไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น

“ฟ้าจบแล้วค่ะ” ม่านฟ้าตอบผมพร้อมกับยิ้มบางๆ ส่งมาให้ เธอทำเหมือนเธอเป็นนางฟ้าที่ยอมจบอย่างง่ายๆ ทำตัวเหมือนผู้หญิงใสซื่อทั่วไป ทั้งที่จริงๆ แล้ว เธอไม่ใช่!!!

“ได้ดูคลิปรึยัง” ในเมื่อไม่ยอมรับก็ได้!! ผมถามออกไปเสียงเข้มอย่างที่ผมชอบทำ แต่ร่างบางกลับสะดุ้งเฮือกอย่างแรง เธอค่อยๆ ถอยไปด้านหลังอย่างหวาดกลัว แล้วถามผมออกมาด้วยเสียงสั่นเครือว่า…

“คะ...คลิปอะไรหรอคะ” เธอพูดพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมามองผมช้าๆ ก่อนจะทำสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น หึ งานนี้คงต้องขอบคุณเด็กไอ้ทัพ ที่ส่งคลิปบ้าๆ นั่นมาให้ล่ะนะ อย่างน้อยเด็กในสังกัดมันก็พอใช้งานได้ในระดับนึง ไม่งั้นผมคงโง่ดักดานอยู่แบบนั้น ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด เก่งมันได้กับทุกคนแต่ต้องมาโดนผู้หญิงหน้าซื่อใจเสือหลอกเอาแบบนี้

เหอะ ไอ้สูรเอ้ย รู้ไปถึงไหนอายไปถึงนั่น!!!

“ทำอะไรเมียฉันไว้ล่ะ!!” ผมตวาดออกไปอย่างลืมตัว จนคนที่เดินผ่านไปผ่านมาแถวห้องคณะกรรมการต่างก็หันมามองทางนี้เป็นตาเดียว ม่านฟ้า ทำท่าทางหวาดกลัวก่อนจะเบิกตาขึ้นอย่างตกใจเมื่อผมพูดจบ แล้วเมื่อเธอเห็นว่าคนรอบข้างเริ่มหันมามอง เธอก็ตีหน้าเศร้าก่อนจะร้องไห้ออกมาอย่างน่าสงสาร

“แสนซนใส่ร้ายอะไรฟ้าอีกคะ ฮึก ทำไมแสนซนทำแบบนี้” ม่านฟ้าใส่ร้ายแสนซนอย่างหน้าไม่อาย ถ้าผมไม่เคยดูคลิปนั่น ผมอาจจะเชื่อว่าดอกไม้สวยๆ แบบเธอเป็นดอกไม้ที่ไม่มีพิษภัยอะไร แต่ตอนนี้มันไม่ใช่!!

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมเล่นอยู่กับดอกไม้ที่มีหนามแหลมคมที่ผมไม่เคยได้เห็นเพราะหนามเหล่านั้นมันถูกซ่อนเอาไว้ภายใน ซึ่งมันจะถูกงัดออกมาใช้ในยามที่ผมไม่เห็นเท่านั้น ยิ่งคิดภาพที่แสนซนร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตายก็กลับ เข้ามาในหัวผมอีกครั้ง ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโหขึ้นเรื่อยๆ

“ใส่ร้าย?” ผมหงุดหงิดกับความเสแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ของเธอ แถมยังทำท่าทางราวกับหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลา ผมเพิ่งสังเกตว่าสิ่งที่เธอแสดงออกมาเวลาอยู่ต่อหน้าผม มันคล้ายกับ ‘แสนซน’ อย่างหน้าประหลาด ผมจงใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดคลิปเวรๆ นั่น แล้วยื่นออกไปตรงหน้าเธอ ก่อนจะแสยะยิ้มร้ายส่งไปด้วย คราวนี้ม่านฟ้าเบิกตากว้างด้วยความตกใจก่อนจะก้าวถอยไปด้านหลัง

ผมรู้ว่าเธอกลัว...กลัวว่าถ้าผมรู้ความจริงแล้วมันจะเป็นแบบนี้ไง!

“แพศยา!! เธอว่าแสนซนสร้างภาพ? ไม่รู้ตัวเลยสินะว่าเธอมันสร้างภาพเก่งยิ่งกว่ายัยนั้นไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า หึ คิดว่าฉันโง่มาก?” ม่านฟ้าส่ายหน้าและร้องไห้อย่างบ้าคลั่ง พอตั้งสติได้เธอก็เดินเข้ามากอดเอวผมช้าๆ ก่อนจะเอ่ยขอโทษผมซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้ดูเหมือนตัวเองหลงผิดไปชั่วขณะ

“ฮือ ฟ้าขอโทษ ฟ้าแค่รักเฮียสูร ฟ้าไม่อยากเลิกกับเฮียนะ ฟ้าขอโทษค่ะ ฮือ เฮียอย่าทิ้งฟ้าไปนะ” ผมรีบแกะมือบางออกจากตัวด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะผลักคนร่างเล็กไปด้านหลังอย่างแรงจนเธอเซไปล้มลงบนเก้าอี้ที่ตังอยู่ด้านหลัง ผมแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมส่งไปให้เธออีกครั้งแล้วพุ่งเข้าไปบีบที่คางของเธอทันที

“คนที่เธอควรขอโทษไม่ใช่ฉัน!! อีกอย่าง...ฉันยังไม่เคยพูดสักครั้งว่าเราคบกัน แค่ดูๆ กันมันใช้คำว่าเลิกได้หรอ?! หึ!J” พูดจบผมก็สะบัดหน้าของเธอออกจากมืออย่างรังเกียจ ก่อนจะหันหลังเพื่อเดินออกจากห้องนั้นทันที ยิ่งอยู่นานความโมโหมันก็เหมือนจะพุ่งขึ้นจนจะติดเพดาน เกิดเผลอทำผู้หญิงแถวนี้ตาย ผมอาจจะต้องไปอยู่ยุงในคุกก็เป็นได้

“ฮือ ไม่เอาเฮียสูรอย่าทิ้งฟ้านะ ถ้าเฮียสูรไปฟ้าจะตามราวีแสนซนจน มันอยู่อย่างเป็นสุขไม่ได้เลยคอยดูสิ!!” แต่แล้วม่านฟ้ากลับขู่ผมเสียงเข้ม ผมหันกลับไปมองหน้าเธออย่างอึ้งๆ ผู้หญิงคนนี้ยังมีอะไรให้ผมตกใจอีกไหมวะ

แปลกแต่จริง...ผู้หญิงมักจะมีความร้ายกาจที่ซ่อนอยู่ภายใน และจะงัดเอาออกมาใช้ทุกครั้งที่ตัวเองจนมุม แต่ทำไมแสนซนไม่ทำ? ไม่มีหรือทำไม่เป็น? และคำตอบก็ผมได้ก็คือ...ผู้หญิงคนนั้นบริสุทธิ์เกินกว่าจะเข้ามาแปดเปื้อนกับเรื่องโสมมแบบนี้

“ก็ลองดู! ถ้ายัยนั่นอยู่ไม่ได้ เธอก็จะอยู่ไม่ได้ยิ่งกว่า จำไว้!!” ผมพุ่งเข้าไปบีบที่คางเรียวนั่นอย่างแรงจนม่านฟ้าเบ้หน้าด้วยความเจ็บปวด ผมไม่เคยใจร้ายกับเธอเลยสินะเลยเหิมเกริมขนาดนี้

กล้าขู่ผม*? จะเล่นเกมกับคนอย่างผม? หึ ถ้ากล้าพอก็ลองดู!!*

“ทำแน่!! ถ้าเฮียสูรไป ฟ้าทำแน่!!” ม่านฟ้าตะคอกใส่ผมอย่างร้ายกาจ ก่อนจะพยายามแกะมือผมอย่างเอาเป็นเอาตาย

“ก็ลองดู!! กล้าก็ลองดู!!” ผมเบื่อที่จะต่อปากต่อคำกับผู้หญิงคนนี้ ผมจึงสลัดหน้าเรียวนั่นออกไปอีกครั้ง แล้วก็เดินออกมาจากห้องคณะกรรมการทันที ผู้หญิงคนนี้แม่งโคตรน่าขยะแขยง ผมตาบอดอยู่ได้ยังไงเป็นปีๆ วะ มัวหลงกับอะไรที่มันไม่น่าหลงสักนิด ให้ตายเหอะ...โคตรเสียเวลา

พอดูเวลาอีกทีมันก็เลยเวลาที่ผมนัดกับแสนซนไว้แล้ว ผมตั้งใจจะมารับแสนซนไปกลับทุกครั้ง เพราะตั้งแต่ได้ดูคลิปผมก็รู้สึกเหมือนต้นเหตุของเรื่องนั้นมันคือผม ผมเป็นคนทำให้เธอเป็นแบบนั้น และมันก็ต้องเป็นผมอีกนั่นแหละที่ต้องปกป้องเธอจากเหตุการณ์บ้าๆ พวกนั้นให้ได้

ปึกก เพล้งง

“เฮียมันคนเลว! รักมันมากใช่ไหม ได้! ฟ้าจะฆ่ามัน! รอรับศพมันได้เลย ฮะฮ่ะฮ่า” ม่านฟ้าเขวี้ยงแก้วน้ำเข้ามาโดนหัวผมอย่างจัง ก่อนมันจะตกลงไปที่พื้นและแตกละเอียด เธอมองแก้วน้ำนั่นก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาจ้องผมอย่างอาฆาต มาดร้าย แววตานั่นเต็มไปด้วยความผิดหวังและโกรธแค้น สองมือจิกกำจนแน่น ไม่นานนักเธอก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ผู้หญิงคนนี้มัน...ประสาท!!

“กล้า?” ผมทำเพียงปรายตาไปทางนั้นและถามม่านฟ้าอย่างท้าทาย แต่แล้วสิ่งที่ผมเห็นมันทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจ เธอขู่ผมด้วยความอาฆาตแต่เพียงแวบเดียวเธอก็ทำตาเศร้าสร้อย สลับไปมาอยู่แบบนั้น แถมยังบ่นพึมพำเบาๆ ไม่ยอมหยุด เธอทำให้ผมคิดถึงอาการเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย คล้ายกับ...ผู้ป่วยจิตเวช เรื่องเกี่ยวกับอาการทางจิตหรือพฤติกรรมทางจิตของแต่ละคนนี่ผมก็ไม่เชี่ยวชาญเท่าไร กลับไปคราวนี้นี้คงต้องให้ป๊าม๊าสอนสักหน่อย

“ฮึก เฮียกลับมาเถอะ กลับมานะคะ ฮือ” แล้วก็เป็นอย่างที่ผมสันนิษฐาน เธอมีอาการทางจิตอ่อนๆ ชนิดหนึ่ง ที่ผมไม่สามารถระบุได้ว่ามันคืออะไร ผมเห็น ดังนั้นจึงยืนนิ่งๆ และเงียบ ความเงียบเท่านั้นที่พอจะทำให้เธอสงบลงและไม่ทำให้เหตุการณ์ตรงหน้าเลวร้ายขึ้นไปอีก แต่แล้วสันนิษฐานรอบนี้ของผมมันกลับผิดพลาด เพราะยิ่งเงียบม่านฟ้าก็ยิ่งกระวนกระวาย เธอพุ่งตัวเข้าไปบีบคอเด็กนักศึกษาอีกคนที่เพิ่งเดินเข้ามาด้านในอย่างรวดเร็ว

“อีแสนซน! มึงต้องตาย มึง! ตายซะ!” ผมเห็นแบบนั้นเลยพุ่งตัวเข้าไปกระชากม่านฟ้าออกมาจากเด็กคนนั้น ก่อนจะจับเธอล็อคไว้สุดแรง เด็กผู้หญิงคนนั้นไอค่อกแค่ก ก่อนจะรีบวิ่งหนีออกไปด้านนอกทันที

ผมไม่อยากจะคิดว่าถ้าแสนซนอยู่แถวนี้ ม่านฟ้าคงจะเข้าไปฆ่าเธอจริงๆ ผมต้องจัดการอะไรสักอย่าง พอนึกขึ้นมาได้ผมจึงโทรหาผู้ช่วยป๊าให้จัดการส่งคนมารับม่านฟ้าไปโรงพยาบาล เธอควรเข้ารับการตรวจอย่างละเอียดและถ้าเธอมีอาการทางจิตอย่างที่ผมคิดเอาไว้ เธอก็ควรบำบัดซะ!!

เมื่อรถพยาบาลมาถึง ผมก็จัดการส่งตัวม่านฟ้าไปให้บุรุษพยาบาลที่ถูกส่งตัวมาเพื่อรับมือกับผู้ป่วยจิตเวชโดยเฉพาะทันที และในขณะที่ม่านฟ้ากำลังถูกพาไปขึ้นรถนั้น เธอกลับตะโกนประโยคที่ทำให้ผมรู้สึกขุ่นมัวขึ้นมาดื้อๆ แถมยังมองมาทางผมอย่างสะใจด้วย

“ฮะฮ่ะฮ่า เฮียสูร เดี๋ยวอีแสนซนมันก็ตายแล้ว มันจะตายแล้ว!!! เฮียต้องกลับมาหาฟ้านะ คิกๆ” ผมก็ไม่รู้หรอกว่าผมรู้สึกแย่อะไรกับประโยคนั้น มันก็แค่คำพูดของคนที่กำลังสติแตก แต่...ผมก็ละทิ้งความรู้สึกขุ่นมัวนี่ออกไปไม่ได้สักนิด

ทันทีที่รถพยาบาลลับสายตาไป ผมก็ตัดสินใจจะไปรับแสนซนที่คณะต่อ แต่ยังไม่ทันจะเดินไปถึงรถ ผมก็เจอเข้ากับอธิการบดีของมหาวิทยาลัยนี้ซะก่อน

“สวัสดีครับลุงธีระ” ผมรีบปรับอารมณ์ที่กำลังคุกกรุ่นให้สงบลง ก่อนจะยกมือไหว้และกล่าวทักทายท่านอย่างนอบน้อม                 

“อ้าว สวัสดีเจ้าหมอ โฮะๆ มารับแสนซนรึ” ลุงธีระเป็นรุ่นพี่ที่สนิทกับป๊าของผม ท่านเคยมาขอคำปรึกษากับป๊าในหลายๆ เรื่อง ทั้งการเงิน การงานและ เรื่องระบบบริหารมหาวิทยาลัย และท่านก็มักจะเชิญพวกผมไปเป็นวิทยากรพิเศษ ตามคณะต่างๆ ในสายสุขภาพอยู่บ่อยครั้ง

“ครับ” ผมตอบออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เพราะยังคงปรับอารมณ์ ที่ปะทุอยู่ภายในให้กลับมาคงที่ไม่ได้ ทุกคนมักจะคิดว่าผมควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี แต่จริงๆ แล้วผมก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้างเหมือนๆ กับคนทั่วไปนั่นแหละ

“เอ้อ เรื่องคลิปเจ้าแสนซนเอ็งได้ดูรึยัง วันนี้กลุ่มคณะบดีมายื่นเรื่องปลดเจ้าแสนซนออกจากตำแหน่งทั้งหมดที่เคยได้ในมหาวิทยาลัย เผลอๆ อาจจะโดนตัดสิทธิ์ไม่ให้เข้าสอบในวิชาจริยธรรมด้วย วุ่นวายจริงๆ เพิ่งมีเรื่องมงคลไปแท้ๆ” ลุงธีระพูดจบ ท่านก็ทำท่าทางลำบากใจ ผมมั่นใจว่าท่านต้องช่วยแสนซนและตอนนี้ท่านก็คงกำลังหาทางออกที่ดีที่สุดเพื่อให้ทุกฝ่ายพอใจ

“เรื่องอะไรครับ? ถ้าเป็นเรื่องทะเลาะวิวาท ลุงก็เห็นว่าในคลิปแสนซนไม่ได้เป็นคนเริ่ม” ผมรีบถามออกไปเสียงเข้ม เรื่องบ้าบออะไรมาตัดสิทธิ์นักศึกษาไม่ให้สอบด้วยเรื่องที่เจ้าตัวไม่ได้เป็นคนทำ

“เปล่า แต่มันทั้งสองเรื่องเลยต่างหาก คณบดีบอกว่ามันเป็นพฤติกรรมที่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ลุงว่าถ้าแค่เรื่องแต่งงานกับเอ็ง เจ้าแสนซนก็คงไม่โดนเพ่งเล็งขนาดนี้หรอก แต่นี่ดันมีคลิปทะเลาะวิวาทนี่สิ เฮ้อ” ลุงธีระพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรง ราวกับกำลังคิดหนัก เรื่องทะเลาะวิวาทคงเป็นแค่ข้ออ้างมากกว่า เรื่องที่เป็นปัญหาจริงๆ ก็คือเรื่องที่เธอมาแต่งงานกับผมนี่แหละ จะอะไรนักหนาวะ ในเมื่อสำหรับผมมันดูจะไม่ใช่ปัญหาอะไรเลยสักนิด

“แล้วลุงก็ยอมหรอครับ? ลุงก็รู้ว่าผม...” ผมพูดได้แค่นั้นก็ต้องเงียบไป เพราะสายตาดันเหลือบไปเห็นร่างสูงของไอ้หมอกที่พุ่งออกมาจากห้องอาจารย์ใหญ่อย่างรวดเร็ว มันกำลังอุ้มผู้หญิงตัวเล็กผิวขาวซีดออกมาจากห้องเก็บร่างอาจารย์ใหญ่ด้วยท่าทางกระวนกระวาย ไอ้หมอกวิ่งกระหืดกระหอบออกมาอย่างตกใจ พร้อมกับรีบวิ่งไปหาอาจารย์พยาบาลที่ประจำอยู่แถวๆ นั้นอย่างรวดเร็ว

“ลุงครับไว้ผมจะมาคุยเรื่องนี้อีกทีนะครับ ผมขอตัวก่อน” ผมรีบลาลุงธีระ ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปยังร่างเล็กที่แสนซีดเผือดนั่น ลางสังหรณ์บางอย่างมันกระตุ้นให้ผมเดินเข้าไปตรงนั้นอย่างรวดเร็ว ผมรีบสาวเท้าเข้าไปใกล้มากขึ้น และมากขึ้น

พออยู่ในระยะที่สามารถมองเห็นได้ หัวใจผมก็กระตุกวูบจนแทบจะเป็นบ้า ร่างเล็กขาวซีดที่ไอ้หมอกอุ้มออกมาก็คือ...แสนซน!! ตอนนี้คนตัวเล็กดูท่าจะอาการไม่ดีเอาซะเลย ตามลำตัวมีร่องรอยฟกช้ำอยู่หลายจุด ต้นแขนมีรอยข่วนและรอยจิกเยอะจนนับไม่ถ้วน ที่แก้มบางนั่นขึ้นรอยช้ำเป็นรูปมือ แถมตอนนี้เธอยังตัวขาวซีดราวกับเลือดไม่ไปเลี้ยงส่วนใดในร่างกายอีกต่อไป

ภาพที่เห็นทำให้หัวใจผมชาวาบขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เห็นแบบนั้นเท้าผมมันก็เร่งจังหวะการก้าวให้เร็วขึ้นโดยอัตโนมัติ จนกลายเป็นการวิ่งเพื่อพุ่งไปยังร่างบางอย่างรวดเร็ว

“ถอย!!!” ผมตะโกนเสียงดังลั่นพร้อมกับผลักคนที่ยืนเกะกะอยู่ให้พ้นทาง พอผมได้สัมผัสคนตัวเล็กก็ต้องตกใจอย่างแรงเพราะผิวเธอเย็นจนน่ากลัว เย็นจนใจผมมันจมดิ่งลงไปเรื่อยๆ ผมรีบเช็คสัญญาณชีพจรของร่างเล็กเป็นอันดับแรก และทันทีที่แตะแอ่งชีพจรเล็กๆ นั่นผมก็พบว่า...หัวใจเธอไม่เต้นแล้ว

เวรเอ๊ย!! ห้ามเป็นอะไรนะแสนซน เธอต้องไม่เป็นอะไร ตราบใดที่ฉัน ยังไม่ให้เธอตาย เธอห้ามตาย!!! ผมชันตัวขึ้นมาก่อนจะเคลียช่องทางการหายใจของคนตัวเล็กและรีบทำการปั๊มหัวใจอย่างเป็นจังหวะทันที

“คุณจะทำอะไร?!!” แต่แล้วกลับมีเสียงดังมาจากผู้หญิงแก่ๆ ที่ผมคาดว่าน่าจะเป็นอาจารย์ประจำคณะพยาบาล เธอเดินเข้ามาจับแขนผมไว้เพื่อห้ามไม่ให้ผมปั๊มหัวใจคนตัวเล็ก

“เวรเอ๊ย!! ปล่อยสิวะ!!” ผมสะบัดแขนนั่นทั้งก่อนจะก้มลงไปปั๊มหัวใจเธอต่ออย่างเอาเป็นเอาตาย อาจารย์คนนั้นทำท่าจะเข้ามาห้ามผมอีกครั้ง ไอ้หมอกจึงเข้ามากันเธอไว้อย่างรู้งาน

“มันเป็นหมอ!! ถ้าคุณไม่ทำก็หลบไป!! พวกคุณด้วยจะมุงอะไรนักหนา ถอยออกไป!” มันตะโกนเสียงดังเหมือนคนบ้า

“ไอ้หมอก!! มึงไปเอารถมา!!” ในขณะที่ผมผละตัวออกมาเพื่อผายปอดแสนซน ผมก็โยนกุญแจรถของตัวเองให้มันที่ยืนตะลึงงันอยู่ด้านหลัง มันมองผมอย่างตกใจแต่ก็รับเอากุญแจรถไปถือไว้แล้วรีบวิ่งตรงไปที่รถทันที

“เจ้าสูร แสนซนเป็นอะไร” ลุงธีระน่าจะเห็นอาการตกใจของผมเมื่อครู่ ท่านจึงเดินตามมาด้วยและเมื่อท่านเห็นสภาพแสนซน...ท่านก็ตกใจจนตัวสั่น

“ลุงครับ อย่าเพิ่งโทร!!” พอผมเห็นว่าท่านทำท่าจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาใครสักคน ผมก็เดาได้ไม่ยากว่าท่านกำลังจะโทรไปหาป๊ากับม๊าผมที่ตอนนี้ยังพักผ่อนอยู่ที่ต่างประเทศ ผมจึงเอ่ยห้ามท่านเสียงดัง ก่อนจะรีบก้มลงไป ผายปอดให้กับคนตัวเล็กทันที

ฟู่ววว ฟู่วววว

ริมฝีปากของคนตัวเล็กเย็นเฉียบจนน่ากลัว ความเย็นที่ส่งมาจากร่างบางมันบีบเค้นหัวใจผมจนแทบจะหยุดเต้น ความรู้สึกชาวาบและบีบเค้นมันตีรวนจนอะไรบางอย่างจุกขึ้นมาที่อก มันคือความกลัว กลัวว่าเธอจะไม่รอด

ผมเคยช่วยผู้ป่วยวิกฤตมามากมายจนนับไม่ถ้วน แต่ผมไม่เคยรู้สึกกลัวขนาดนี้มาก่อน ผมชันตัวขึ้นมาปั๊มหัวใจคนตัวเล็กอีกครั้ง ก่อนจะมองใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้าและผ่านการร้องไห้อย่างหนักอย่างใจหาย คราบน้ำตายังคงติดตรึงอยู่บนกรอบดวงตาเล็กๆ นั่น แม่งเอ๊ย ตื่นสักที แสนซน ตื่นเดี๋ยวนี้!!

ไม่นานนักหัวใจดวงเล็กก็กลับมาเต้นอย่างแผ่วเบาอยู่ใต้ฝ่ามือของผม ทันทีที่เธอกลับมาหายใจ...หัวใจของผมเต้นรัวอย่างควบคุมไม่อยู่ ส่วนปอดก็หอบหายใจอย่างหนักหน่วงราวกับไปวิ่งมาราธอนมาเป็นร้อยกิโล ใบหน้าของคนตัวเล็กเริ่มขึ้นสีระเรื่อผิดกับเมื่อครู่ที่เย็นและขาวซีดจนน่ากลัว เวรเอ้ย! และความกดดันทั้งหมดที่ผมมีมันก็กลั่นออกมาเป็นหยดน้ำตาไหลอาบแก้มผมอย่างห้ามไม่อยู่ ผมรีบเช็ดมันออกทันทีที่ไอ้หมอกขับรถเข้ามาด้านหน้าพร้อมกับรีบช้อนตัวแสนซนขึ้นมาไว้แนบอก ก่อนจะวิ่งไปขึ้นรถและสั่งให้ไอ้หมอกมุ่งหน้าไปโรงพยาบาลทันที

ระหว่างที่อยู่บนรถผมกอดคนตัวเล็กไว้ไม่ห่างกาย แม้เธอจะกลับมาหายใจได้แล้วแต่ก็ยังแผ่วเบาจนน่าเป็นห่วงอยู่ดี ความเย็นที่ใช้รักษาสภาพศพมันเย็นพอที่จะแช่แข็งเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายให้ค้างอยู่สภาพเดิม ไม่มีกระบวนการใช้พลังงาน ไม่มีกระบวนการใดๆ เกิดขึ้นในเซลล์ทั้งนั้น นั่นรวมถึงเซลล์หัวใจด้วยเช่นกัน ร่างเล็กคงโดนขังไว้ด้านในมานานพอสมควรเธอถึงมีสภาพแบบนั้นได้ และคนที่มันทำกับแสนซนแบบนี้ ผมจะไม่มีวันปล่อยให้มันลอยนวลอยู่แบบนี้แน่!!

ผมสาบาน!!

MANMOK’S TALK

ผมตั้งใจมารับม่านฟ้าเพื่อพาเธอไปหาแม่ ปกติแล้วผมอาศัยอยู่กับแม่ ที่กาญจนบุรี แต่ม่านฟ้าอาศัยอยู่กับพ่อในกรุงเทพนี่แหละครับ นานๆ ทีม่านฟ้าถึงจะว่างแล้วกลับไปเยี่ยมแม่กับผม ปัจจุบันแม่ผมเปิดรีสอร์ตอยู่ที่บ้านเกิดของท่าน ซึ่งตอนนี้ผมก็คุมงานในส่วนนั้นเป็นหลัก ส่วนหนึ่งผมก็เข้ากรุงเทพมาเพื่อติดต่องานต่างๆ ทางนี้ด้วย

Rrrrrrr

“ว่าไง” ผมกรอกเสียงลงไปในสาย ม่านฟ้าคงโทรมาเรื่องนัดของเราเย็นนี้นั่นแหละ

(พี่หมอก ฟ้ามีธุระนิดหน่อยอะ ถ้าฟ้าเสร็จธุระแล้วฟ้าจะโทรไปบอกอีกที) จะโทรมาเลื่อนนัดผมว่างั้น? ฮ่ะฮ่า ไอ้ตัวแสบก็เป็นแบบนี้ทุกทีแหละ จะให้ไปเยี่ยมแม่ทีไรม่านฟ้าก็มักจะมีธุระตลอด บางทีธุระเธอก็ทำให้ผมต้องรอจนดึก แถมพอโทรไปหาอีกทีม่านฟ้าก็เปลี่ยนใจไม่ไปเยี่ยมแม่แล้วด้วยซ้ำ

“อ่า พี่รอที่เดิมละกัน” ผมบอกปลายสายไปแบบนั้น ก่อนจะกดวางสายไปดื้อๆ เห็นพวกเราเป็นพี่น้องกันแบบนี้ก็จริง แต่ผมกับม่านฟ้าไม่ได้สนิทกันหรอก ผมกับเธอมักจะไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไรก็เหมือนพ่อกับแม่ของพวกผมนั่นแหละ

ผมจอดรถไว้ที่ลานจอดรถหน้ามหา’ลัย แล้วนั่งรถ NGV จากอาคารเรียนรวมเพื่อมุ่งหน้ามายังตึกคณะพยาบาล ผมเดินไปนั่งที่โต๊ะหินอ่อนที่ผมมักใช้นั่งรอม่านฟ้าเป็นประจำ ซึ่งบริเวณนี้อยู่ด้านหลังของห้องอาจารย์ใหญ่ จริงๆ แล้วผมก็ไม่ค่อยอยากจะนั่งตรงนี้สักเท่าไรหรอก มันหลอน!! แต่ทำไงได้ก็แม่น้องสาวตัวดีดันชอบให้ผมนั่งรอตรงนี้ ไม่คิดว่าพี่ชายตัวเองจะกลัวอะไรแบบนี้บ้างรึไงวะ

“กรี๊ดดด หนูขอโทษค่ะ หนูไม่ได้ตั้งใจ ฮือออ” ผมนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่แถวนั้น ไม่นานก็ได้ยินเสียงแปลกๆ ดังมาจากในห้องอาจารย์ใหญ่ มันเป็นเสียงหวาน น่ารัก และคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก

“ฮือ ใครก็ได้ช่วยด้วย แค่กๆ” ยิ่งผมเดินเข้าไปใกล้กำแพงมากขึ้น เสียงนั้นก็ยิ่งดังชัดขึ้นเรื่อยๆ ผะ...ผีรึเปล่าวะ? ผมตัดสินใจเอาหูแนบเข้าไปในกำแพง เพื่อฟังเสียงนั้นให้ชัดเจนมากขึ้น และมันก็ชัดเจนว่า...มันไม่ใช่เสียงผี!! โว้ย โล่งอก

“ฮึก แสนซนคิดถึงอาสูร อาสูรช่วยด้วย” และทันทีที่ผมได้ยินชื่อนั้น ใจผมก็กระตุกวูบขึ้นมาทันที ที่แท้เสียงหวานนั่นก็เป็นเสียงของแสนซน ผมรีบวิ่งไปทางหน้าตึกก่อนจะพุ่งตัวไปยังห้องอาจารย์ใหญ่อย่างรวดเร็ว กว่าจะถึงคนตัวเล็กคงจะหนาวจัดแล้วแน่ๆ

และทันทีที่วิ่งมาถึง...ผมก็พบกับอุปสรรคอันใหญ่หลวง ‘ประตูล็อค’ แม่งจะมาล็อคอะไรตอนนี้วะเนี่ย ผมกระวายจนถึงขีดสุดเมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ดังออกมาจากข้างในราวกับจะขาดใจ ผมรีบวิ่งไปหาลุงยามหน้าโหดที่นั่งเฝ้าอยู่บริเวณนั้นและขอให้เขาเปิดห้องให้ แต่จนแล้วจนรอดลุงยามแม่งก็ไม่หือไม่อือ บอกแค่ว่าเปิดไม่ได้ๆ ผมเลยกระชากเอากุญแจที่แขวนอยู่แถวนั้นมาทั้งพวง แล้ววิ่งกลับมาเปิดประตูห้องอาจารย์ใหญ่ทันที ดอกไหนก็ไม่รู้ แต่มันต้องมีสักดอก!!

เมื่อประตูเปิดออก ภาพที่เห็นทำให้หัวใจผมชาวาบไปหมด แสนซนในเวลานี้ดูขาวซีดจนน่าใจหาย ต่อให้ผมไม่ได้มีความรู้ผมก็ดูออกว่า ตอนนี้เธอกำลังแย่มากถึงมากที่สุด ผมเห็นดังนั้นเลยรีบเข้าไปอุ้มคนตัวเล็กขึ้นแล้ววิ่งออกมา ด้านนอกทันที ร่างเล็กตัวเย็นเฉียบอยู่ในอ้อมแขนผม เธอเย็น...เย็นจนผมไม่กล้าเดาอะไรสักนิด ผมตวัดสายตาไปมองไอ้ลุงยามที่ไม่ยอมเปิดประตูให้ผม ลุงทำหน้าสำนึกผิดและกำลังหวาดกลัว หึ!! แม่งคงกลัวตัวเองมีความผิดไง เฝ้ายังไงถึงปล่อยให้มีคนโดนขังอยู่ข้างใน โคตรห่วยแตก!!

ผมวิ่งออกมาด้านนอกเพื่อขอความช่วยเหลือจากคนที่อยู่แถวนั้น ตอนนี้ตัวแสนซนเย็นมาก เย็นจนผมคิดว่าเธออาจจะ... แม่งเอ้ย ใครมันทำเรื่องแบบนี้ว่ะ ผมรีบวิ่งไปหาอาจารย์แก่ๆ คนนึงที่กำลังเดินผ่านมาทางนี้ ผมเดาว่าเธอน่าจะเป็นพยาบาลหรือไม่ก็คงช่วยได้บ้างแหละน่า

“ขอโทษนะครับ ช่วยดูอาการเด็กคนนี้ให้ผมที” ผมพูดก่อนจะเดินเข้าไปหาเธอทันที เธอทำท่าทางตกใจก่อนจะบอกให้ผมวางแสนซนลงบนพื้น ไม่มีที่อื่นแล้วรึไงวะ ผมจำใจต้องวางร่างบางที่แสนเย็นเฉียบลงบนพื้นเบาๆ  ไม่นานนักผู้หญิงคนนั้นก็เดินเข้ามาดูอาการของแสนซน เธอจับชีพจรที่ข้อมือเล็กนั่น ก่อนจะทำท่าตกใจและส่ายหน้าช้าๆ

“ขอโทษนะจ้ะ แต่หัวใจเธอหยุดเต้นแล้ว ฉันคงช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ขอโทษจริงๆ จ้ะ” เธอตอบมาทั้งแบบนั้นและก็ทำท่าเหมือนไม่สามารถช่วยอะไรได้ ไม่นานนักก็มีนักศึกษาเดินเข้ามามุงบริเวณนี้จนแทบหายใจไม่ออก

“ถอย!!!” ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากไล่คนที่ยืนมุงอยู่ เสียงทุ้มที่แฝงไปด้วยความตกใจของไอ้สูรก็ดังขึ้น มันวิ่งเข้ามาก่อนจะผลักไทยมุงที่ยืนเกะกะอยู่ให้พ้นทาง มันก้มลงไปจับตัวแสนซนด้วยความเป็นห่วง ตั้งแต่ผมรู้จักมันมา มันไม่เคยแสดงท่าทีที่ร้อนรนมากเท่านี้มาก่อน แววตาของมันเจือไปด้วยความหวาดกลัว แถมยังดูอ่อนล้าจนเห็นได้ชัด ไอ้สูรเอื้อมมือไปแตะที่ต้นคอของแสนซนช้าๆ ก่อนจะเบิกตากว้างอย่างตกใจ มันหน้าซีดลงไปอย่างเห็นได้ชัด ผมรู้ว่ามันเป็นห่วงแสนซนไม่แพ้ผม และมันก็คงร้อนใจไม่แพ้ผมเช่นกัน

มันชันตัวขึ้นมาด้านบนก่อนจะจับใบหน้าของแสนซนตะแคงไปด้านข้าง และคว้านเข้าไปในช่องปากเล็กราวกับกำลังสำรวจอะไรบางอย่าง ไม่นานนัก มันก็เริ่มปั๊มหัวใจให้แสนซนทันที ไอ้สูรประสานมือไว้ที่กลางอกแสนซนก่อนจะกดขึ้นลงเป็นจังหวะ อย่ากดแรงนะเว้ยไอ้สูร อย่าทำพลาดเด็ดขาด!!

ผมมองดูไอ้สูรทำการปั๊มหัวใจให้แสนซนอย่างเอาเป็นเอาตาย วินาทีที่มันเงยหน้ามาสั่งให้ผมไปเอารถ ผมเห็นดวงตาของมันมีน้ำเอ่อคลอออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ผมไม่เคยเห็นมันอ่อนแอ ผมไม่เคยเห็นมันร้องไห้หรือเสียน้ำตาให้ใคร ดวงตาของมันแดงก่ำและกำลังฉาบไปด้วยความกลัว ผมรู้ว่ามันกลัว...กลัวว่า แสนซนจะไม่รอด เหมือนที่ผมกำลังกลัว

พอเห็นแบบนี้แล้ว ผมมั่นใจได้ในทันทีว่ามันต้องรักแสนซนมากแน่ๆ ผู้ชายอย่างมันมีหรอจะยอมเสียน้ำตาให้คนที่ไม่รัก และจากสันชาตญาณที่ผมมี ผมมั่นใจว่ามันไม่ได้รักแสนซนแบบอาหลาน แต่มันก็ยังเลวเกินไป...เลวจนมักจะทำให้แสนซนต้องเสียใจเพราะมันเหมือนครั้งนี้ด้วยนั่นแหละ

 ผมพยายามคิดทบทวนว่าทำไมแสนซนต้องมาเจอเรื่องเลวร้ายแบบนี้ คนอย่างแสนซนจะมีเรื่องกับใครได้...แต่แล้วอยู่ดีๆ ในหัวผมก็มีภาพม่านฟ้าฉายเข้ามาในความคิด คงไม่ใช่หรอก! มั้ง

ปกติแล้วม่านฟ้ามักจะมีอารมณ์รุนแรงเสมอ เมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่เธอ ไม่สนิท เธอก็มักจะกดเอานิสัยในส่วนนั้นไว้แล้วแสดงออกว่าเธอเป็นคนใจเย็น อ่อนหวานและเรียบร้อยแทน แต่เมื่อเธอกลับมาอยู่กับคนที่เธอไว้ใจ เธอก็จะแสดงด้านมืดออกมาบ่อยๆ ผมไม่รู้ว่าทางการแพทย์เรียกอาการแบบนี้ว่าผิดปกติหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ เธอมักจะมีอารมณ์ในสองขั้วเสมอ

ผมรีบขับรถตรงดิ่งไปยังโรงพยาบาลโยธาไพศาล โรงพยาบาลที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในประเทศ แถมไอ้สูรมันยังเป็นเจ้าของโรงพยาบาลนี้ ผมมั่นใจว่ามันจะไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นแน่นอน คิดได้ดังนั้นผมจึงขับรถมุ่งตรงไปทางนั้นอย่างไม่ต้องให้ใครมาสั่ง

ระหว่างทางผมพยายามสังเกตอาการของแสนซนตลอด พร้อมทั้งดูท่าทีของไอ้สูรไปด้วย มันกอดแสนซนไว้ในอ้อมแขนของมันตลอดเวลา มือก็คอยลูบผมให้คนตัวเล็กนั่นอย่างไม่เบื่อ สายตามันทอดมองไปที่คนร่างเล็กอย่างเป็นห่วง ทุกการกระทำของมันอยู่ภายใต้สายตาของผม ทุกคนเชื่อแล้วใช่ไหมว่ามันรัก แสนซนอย่างที่ผมคิดไว้จริงๆ และถ้ามันรักเธอผมก็จะยอมถอยออกมาเพื่อให้คนตัวเล็กได้มีความสุขกับคนที่เธอรักมาตลอดบ้าง แต่ก่อนอื่นมันควรจะสำนึกในความเลวที่มันเคยทำไว้ซะก่อน!

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล ไอ้สูรก็สั่งให้ผมขับรถเข้าไปหน้าตึกอุบัติเหตุ และฉุกเฉิน ผมยังไม่ทันจะจอดรถจนสนิทด้วยซ้ำมันกลับอุ้มแสนซนขึ้นแนบอกและพุ่งตัวออกจากรถทันที มันวางแสนซนลงบนรถเข็นเปลนอน ก่อนจะวิ่งไปหยิบหูฟังมาจากโต๊ะที่ใกล้ที่สุดระหว่างนั้นมันทำท่ากระหืดกระหอบพร้อมกับสั่งการหมอและพยาบาลที่อยู่แถวนั้นจนวุ่นวายไปหมด                

พอมันสั่งงานเสร็จไอ้สูรก็หันมาแนบหูฟังที่อกคนตัวเล็ก สักพักมันก็ทำหน้าผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วรถก็ถูกเข็นเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว แบบนี้แปลว่าแสนซนปลอดภัยแล้วใช่ไหม ผมเห็นดังนั้นเลยขับรถไอ้สูรไปจอดที่ลานจอดรถ ก่อนจะเดินกลับมาที่ห้องฉุกเฉินอีกครั้ง

“ขอโทษนะครับไอ้สูร เอ่อ หมออสุราที่พาภรรยาเข้ามาอยู่ตรงไหนครับ แล้วตอนนี้เธอเป็นยังไงบ้าง” ผมถามพยาบาลที่นั่งอยู่ด้านหน้า ก่อนจะชะเง้อเข้าไปในห้องฉุกเฉินอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่กระจกมันก็มัวซะจนผมแทบจะมองอะไรไม่เห็นเลย

“คุณภรรยาปลอดภัยแล้วค่ะ ตอนนี้กำลังรอส่งตัวไปที่ห้องพักด้านบนค่ะ คุณมากับคุณหมอใช่ไหมคะ” พยาบาลคนนั้นพูดกับผมอย่างสุภาพ ก่อนจะถามเหมือนรู้ว่าผมมากับมัน ผมจึงพยักหน้าตอบกลับไป เฮ้อ แสนซนปลอดภัยผมก็ โล่งอก!! ไม่นานนักพยาบาลคนนั้นก็โทรไปหาใครสักคน แล้วหันมาพูดกับผมว่า

“คุณหมอให้คุณขึ้นไปรอที่ชั้นบนสุดของตึก VIP ได้เลยค่ะ” พยาบาลบอกผมเพียงแค่นั้นก่อนจะเดินเข้าไปในห้องกระจกทันที ผมได้ยินแบบนั้นเลยเดินไปยังตึกวีไอพีที่ตั้งอยู่ด้านในสุดของโรงพยาบาล แค่รูปทรงและลักษณะของตึกก็ดู โดดเด่นและหรูหรามากกว่าตึกอื่นๆ แล้ว ยิ่งเดินเข้ามาด้านในก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความ VIP ของมัน โรงพยาบาลบ้าอะไรวะ หรูกว่าโรงแรม 5 ดาวในเมืองนอกอีก!!

ผมขึ้นลิฟท์ไปยังชั้น 30 และเมื่อออกมาจากลิฟท์ ผมก็ต้องตกใจอีกครั้ง เพราะชั้นนี้มันถูกตกแต่งอย่างหรูหราจนผมอึ้ง! พื้นหินอ่อนสีขาวถูกปูด้วยพรม สีแดงยาวเข้าไปด้านในสุด ด้านหน้าลิฟท์มีห้องแพทย์และพยาบาลตั้งอยู่ มันใหญ่และโอ่งโถงมาก ถัดเข้าไปผมก็พบกับห้องที่มันเรียกว่าห้อง VIP นั่นแหละ และสิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจมากขึ้นก็คือ ชั้นนี้มันมีแค่ 2 ห้อง!! ฟุ่มเฟือย!!

โรงพยาบาลมึงฟุ่มเฟือยมากไอ้สูร*!!!*

“สวัสดีค่ะ ติดต่ออะไรคะ?” พยาบาลที่นั่งอยู่ในห้องกระจกเห็นผมยืนนิ่งอยู่นาน เธอเลยเดินเข้ามาสอบถามผมที่ยังคงยืนอึ้งอยู่ ผมยิ้มแห้งๆ ส่งไปให้เธอก่อนจะถามเธอไปว่า

“โทษครับ ภรรยาหมออสุราอยู่ห้องไหนครับ?” ผมถามอย่างสงสัยก่อนจะสำรวจด้านในด้วยความอยากรู้ ที่นี่มีหมอประจำอยู่ 1 คน และพยาบาลอีก 2 คน ไอ้สูร!! แค่ 2 ห้องมึงต้องทำขนาดนี้ไหม!! โรงพยาบาลปกติมีหมอกับพยาบาลน้อยจนนับคนได้ แล้วโรงพยาบาลมึงเนี่ยต้องใช้คนเยอะขนาดนี้ไหม!

“คุณชื่ออะไรคะ?” พยาบาลมองผมอย่างสงสัย ไม่นานยามที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าลิฟท์ก็เดินเข้ามาทางเรา นอกจากหมอกับพยาบาลมึงจะ VIP แล้ว ยามของมึงยัง VIP อีก ไอ้เวอร์ ไอ้รวย เออรู้แล้วว่ามึงรวย แต่มึงไม่ต้องเวอร์ขนาดนี้ก็ได้ โว้ย!

“ม่านหมอกครับ” ผมตอบไปอย่างตัดปัญหาเพราะผมก็พอจะเข้าใจว่า ถ้าเป็นผู้ป่วยระดับ VIP ก็คงจะเป็นคนใหญ่คนโตหรืออะไรก็แล้วแต่ แล้วก็คงจะต้องการการพยาบาลแบบตัวต่อตัวและระบบการรักษาความปลอดภัยที่ดีเยี่ยม ดังนั้นการคัดกรองคนที่จะเข้าไปด้านในก็คงจะต้องเคร่งครัดพอสมควร

“เชิญด้านนี้เลยค่ะ” พยาบาลคนนั้นพูดก่อนจะเดินนำผมไปยังห้องทาง ฝั่งซ้าย และพอเข้ามาด้านในผมก็ลืมสิ่งที่ตัวเองเคยเจอมาตั้งแต่หน้าตึกไปทันที ไอ้ที่ว่าเวอร์วังอลังการข้างล่างน่ะ เจอการตกแต่งในห้องนี้เข้าไป คุณจะรู้ว่า...นั่นมันแค่น้ำจิ้ม!! นี่มันโรงแรมหรือห้องคนไข้!! ห้องนี้ถูกประดับไปด้วยหินอ่อนสีขาว ที่วาววับและดูสะอาดมาก อีกฝากของห้องเป็นกระจกใสสามารถมองออกไป ด้านนอกได้ทุกทิศทาง แถมยังแบ่งโซนห้องรับแขกและห้องนอนคนไข้ โซฟาที่เอาไว้รับแขกก็เป็นโซฟาหนังสีขาวชั้นดี ห้องน้ำก็...ใหญ่กว่าห้องนอนผมอีก!! พอเถอะ ผมเริ่มรำคาญความร่ำรวยของพวกมันละ L

“เชิญนั่งรอที่โซฟาด้านนี้นะคะ อีกสักครู่คุณหมอก็น่าจะมาแล้วล่ะค่ะ หากต้องการความช่วยเหลือสามารถกดออดเรียกพยาบาลได้เลยนะคะ” พยาบาลพูดทิ้งท้ายก่อนจะยิ้มให้ผมอย่างเป็นกันเอง คงอบรมมารยาทกันมาเป็นอย่างดี ถือว่าดี!! งานดีด้วย!! สวยเชียว

แอ๊ดดดดด

ผมนั่งรออยู่บนโซฟาได้เพียงครู่เดียว ประตูก็ถูกเปิดออกและไอ้สูรก็เดินนำเข้ามาเป็นคนแรก ก่อนจะมีคนเข็นเตียงคนไข้เข้ามาในห้องนี้ มันมองมาที่ผมเพียงแวบเดียวก่อนจะหันไปสนใจคนตัวเล็กที่นอนอยู่บนเตียงนั้น ตอนนี้ผิวที่ขาวซีดของแสนซนกลับมามีชีวิตชีวาแล้ว ผมต้องขอบคุณมันที่มาได้ทันเวลา ถ้ามันไม่อยู่ตรงนั้น ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะทำยังไงกับเหตุการณ์นั้นเหมือนกัน

“อย่าแตะ!!” ผมที่กำลังคิดเพลินๆ ก็ต้องสะดุ้งกับเสียงเด็ดขาดของไอ้สูร มันสั่งห้ามไม่ให้บุรุษพยาบาลแตะต้องตัวแสนซน ไอ้เวร...แค่นี้ทำเป็นหวง!! ไอ้สูรเดินไปช้อนตัวแสนซนขึ้นจากเตียงก่อนจะอุ้มไปวางลงบนเตียงคนไข้ที่ตั้งอยู่ในห้องนี้แทน บุรุษพยาบาลได้แต่ถือขวดน้ำเกลือและเดินตามไอ้สูรเป็นพัลวัน เหอะ แล้วแบบนี้ใครมันจะไปรับมืออาการหวงเมียของมึงได้วะ!

“ไปได้...ขอบใจมาก” เมื่อบุรุษพยาบาลจัดการแขวนถุงน้ำเกลือเข้าที่แล้ว มันก็สั่งให้ผู้ชายคนนั้นออกไปจากห้องนี้ทันที หึ หวงเมียจนออกนอกหน้านอกตา พอเห็นผู้ชายอยู่ใกล้แสนซน แม่งรีบไล่!!

“เป็นไงบ้างวะ” ผมเดินเข้ามาข้างเตียงก่อนจะมองใบหน้าเล็กนั่นอย่างเป็นห่วง แต่พอไม่ได้รับคำตอบจากไอ้หมอเวร ผมจึงเงยหน้าขึ้นไปมองมันอย่างกวนตีนทันที มันกำลังมองผมด้วยแววตาจริงจัง ก่อนจะระบายยิ้มบางๆ ส่งมาให้ เชี่ย...ขกลุก!

“กู...ต้องขอบคุณมึง” ถึงมึงจะอยากขอบคุณ แต่มึงไม่ต้องยิ้มให้กูก็ได้ กูไม่ชินเว้ย กูขนลุก กูชอบผู้หญิง กูชอบแสนซน กูไม่ชอบมึง - -*

“เออ...กูก็ต้องขอบคุณมึงเหมือนกัน” มันทำหน้าสงสัยทันทีที่ผมเอ่ยออกไป ผมจึงเฉลยให้มันฟังในสิ่งที่ผมคิดทันที               

“กูขอบคุณ...ที่มึงอยู่แถวนั้น ถ้ามึงไม่อยู่กูก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน” ผมตอบมันกลับไปอย่างลูกผู้ชาย

“มึง...รักเมียกู?” มันถามผม ก่อนจะก้มลงไปมองยังคนตัวเล็กที่นอนหลับตาปุ๋ยอย่างสบายใจ ขนาดเมียนอนแม่งยังมองไม่วางตา ไอ้เวรนี่หลงเมียขั้นสุดแล้วล่ะ

“เออ กูรักแสนซน แล้วมึงล่ะรักน้องรึเปล่า” สายตาที่มันมองแสนซนเต็มไปด้วยความรักและความห่วงใย ถ้าแม่งยังปากแข็งไม่เลิก...ผมนี่แหละจะกระเทาะปากมันเอง

“มึง!!” ทันทีที่ผมถามจบ มันก็ทำท่าทางฟึดฟัดใส่ผมทันที ถ้าเป็นเวลาปกติมันคงพุ่งเข้ามาชกผมไปแล้ว แต่มันคงจะคิดได้ว่าผมเป็นคนช่วยแสนซนไว้ มันจึงยอมสงบอารมณ์และหันมาจ้องหน้าผมแทน

“กูถามว่ามึงรักไหม!” มันก้มลงไปมองร่างเล็กอีกครั้ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาจ้องผมด้วยสายตามั่นคง มันพยักหน้าให้ผมแทนคำตอบ แล้วเอื้อมมือลงไปลูบผมคนตัวเล็กเบาๆ ผมเห็นภาพนั้นแล้วก็ใจกระตุกอยู่หลายครั้ง มันเจ็บจี๊ดๆ ยังไงก็ไม่รู้ แต่ไม่ว่ามันจะแสดงออกว่ารักแสนซนมากมายแค่ไหน เรื่องมันก็ยังไม่จบ สิ่งที่ยังติดค้างอยู่ในใจผมมันก็ยังไม่จางหายไปไหนมันยังคงเด่นชัดอยู่จนถึงตอนนี้และนี่เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะสะสางมันซะที!!

**** ภาพด้านล่างเป็นภาพประกอบในเล่มค่ะ ลงเต็มไม่ได้เดี๋ยวตำรวจจับ อุอุ อิอิ ****

มันแบบว่า 18+ มากอะ 55555555555555555555


MawNum's Talk

18/12/2017 กลับมาลงนิยายฉบับรีไรท์ให้นะค้า 

ตอนนี้ อาสูรกำลังเปิด Pre Order อยู่น้า

​เล่มหนาประมาณ 450 หน้าค่ะ ราคาตกอยู่ที่ 430 บาทรวมส่งลงทะเบียน

เปิด 27/11/2017 - 31/12/2017 เท่านั้นนะคะ

Fanpage : MAWMUN / แมวน้ำ

Link กลุ่มลับ อยู่หน้า Fanpage นะคะ

ღ 1 คอมเม้นต์ 1 กำลังใจน้า

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว