สถานะ : กลับมาเขียนต่อหลังจากอู้เพราะโควิดไปนานนม ตอนต่อไป : ตอนที่38-?? รีไรท์ยังไม่มีในเร็ววันนี้ขอให้อดทนไปก่อน เพราะใจไรท์อยู่กับตอนใหม่มากกว่าตอนเก่า

ตอนที่21 มิยุ เจ มาร์วิลลาร์

ชื่อตอน : ตอนที่21 มิยุ เจ มาร์วิลลาร์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 619

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 05 เม.ย. 2561 01:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่21 มิยุ เจ มาร์วิลลาร์
แบบอักษร

"...เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละ"

...จู่ๆยัยมุซาชิก็เข้าสู่โหมดคนจริงจัง ทำเอาตกใจนิดหน่อยแฮะ แต่กับเรื่องที่เล่ามามันค่อนข้างไม่มีเหตุผลเลยที่อีกฝ่ายจะส่งทหารมาเพียงคนเดียวถ้ามันไม่ใช่อันเดด..

แต่ถึงอย่างงั้นก็เถอะ ต่อให้เป็นอันเดด แต่กลับมาคนเดียวคิดว่าจะโค่นพวกนี้ได้ง่ายๆก็คงต้องคิดผิด และดูเหมือนว่าจะเป็นเพราะเจ้านั่นที่ขัดขวางเทเลพอร์ตของโครวแล้วตามล่ายัยนั่นมาตลอดทั้งคืน เพราะเป็นสิ่งมีชีวิตที่รู้จักหลับรู้จักนอนจึงได้มีความอ่อนล้ากว่าอันเดดที่ไม่เหน็ดไม่เหนื่อยล่ะนะ

"ก็ดีที่ไม่เป็นอะไรมาก พักสักหน่อยเถอะ"

"ไม่เป็นไร ฉันยังไม่เท่าไรหรอก ต้องพูดว่าแค่นี้ยังสบายล่ะนะ ฉันน่ะ ต่อให้นอนวันละหนึ่งชั่วโมงก็ยังคงหายห่วงล่ะนะ"

"นอนซะ ชั้นจะไม่พูดอีกเป็นรอบที่สอง"

"...งั้นก็ขอให้ถึงที่พักก่อนก็ยังดี มันคงไม่ดีที่จะ--"

...ยัยยูริเทเลพอร์ตยัยนั่นไปไหนแบบไม่ให้สุ้มให้เสียงเลยสักนิด และผ่านไปพักนึงเธอก็กลับมาอยู่ตรงหน้าของผมแล้วก้มหัวลงเล็กน้อยราวกับจะขอโทษที่ขัดจังหวะ

"ข้าพานางไปพักผ่อนที่ปราสาทแล้วค่ะ"

...อย่างน้อยๆตรงนั้นก็ปลอดภัยหายห่วงล่ะนะ...

"ถ้างั้นก็กลับกันเถอะ ถึงมานาของชั้นจะเพียงพอแต่อีกฝ่ายก็ต้องการเตียงนุ่มๆนอน จะพาไปฝากไว้กับยัยมุซาชิก็กลัวจะโดนขัดขวางเทเลพอร์ตอีกครั้งตอนที่ตื่นมา ดังนั้นไปที่โรงแรมของยัยลิลลี่กันเถอะ"

เอาจริงๆนะ ผมลืมชื่อโรงแรมไปแล้วล่ะ เพราะมันเป็นบ้านของพวกลิลลี่เลยเรียกว่าโรงแรมลิลลี่? แบบนั้นก็งไม่ผิดอะไรหรอกมั้งนะ?

แถมวันนี้ไม่รู้จะทำอะไรดีด้วย เพราะหิวเลยคิดว่าจะไปหาอะไรกินกันสักหน่อย ส่วนเรื่องเสื้อที่ขาดๆอยู่นี่ช่างมันเถอะ เดี๋ยวก็ค่อยทิ้งทีหลังก็แล้วกัน

ผมอุ้มยัยโครวเอาไว้ในท่าอุ้มเจ้าหญิง จากนั้นก็ให้ยูริเทเลพอร์ตพวกเราทุกคนกลับไปยังโรงแรมของพวกลิลลี่ โดยที่ไปโผล่ที่ห้องของผมในทันที ซึ่งก็เข้าใจอยู่หรอกว่าเธอรู้ว่าห้องของผมอยู่ตรงไหนจากการถ้ำมอง...เพราะงั้นจึงได้ถูกฮินะจ้องอย่างกินเลือดกินเนื้อไงล่ะ ยัยยูริน่ะ

*ฟุ่บ*

ก็คิดว่าวางไว้เบาแล้วแต่ก็ยังคงเกิดเสียงดังอยู่นิดหน่อย แต่ไม่มีปัญหาอะไรเพราะยัยโครวก็ยังคงหลับอยู่อย่างสบายใจ

"...ยูริ แอสโมดิอุส พวกเธอจำเป็นที่จะต้องกินอาหารในแต่ละมื้อรึเปล่า?"

"ไม่ค่ะ ข้ากินเพื่อรับรสชาติเท่านั้น จึงกินแต่ขนมหวานและดื่มชาเท่านั้นค่ะ"

"สิ่งที่จำเป็นกับข้ามีเพียงแค่น้ำกามค่ะ แม้อาหารจะทำให้พวกข้าท้องอิ่ม แต่ที่ได้ผลลดีกว่าคือน้ำกามค่ะ น้ำกามน่ะค่ะ.."

จะย้ำคำนั้นทำไมกัน? ผมไม่ให้หรอกนะ..

"แสดงว่ายูริ เธอไม่จำเป็นต้องกินสินะ? ฝากดูแลโครวด้วยล่ะ ส่วนแอสโมดิอุส เมื่อกี้ก็ทำเอาคนอื่นตกใจกันหมดแล้ว ช่วยปลอมตัวด้วย"

ดูเหมือนผมจะลืมคิดเรื่องนี้ไปเล็กน้อย เพราะความหิวล่ะนะ..

เพราะตั้งแต่มาที่เมืองนี้ ทุกคนก็เอาแต่หวาดกลัว แน่นอนว่าเป้าหมายที่ทุกคนหวาดกลัวนั้นคือยัยแอสโมดิอุสที่เป็นปีศาจ ก็แหงล่ะนะ ไม่ว่าใครก็ต่างพากันหวาดกลัวปีศาจกันทั้งนั้น

เพราะงั้นถึงได้อยากให้ปลอมตัวยังไงล่ะ

"รอสักครู่นะคะ"

*ฟูมมมมมมม*

...ปกติเอฟเฟ็คต์มันจะต้องเป็นอะไรที่เรียบง่ายอย่างควัดหรือแสงสว่างจ้าหรือไม่ก็เปลี่ยนไปให้เห็นกันชัดๆโดยการหมุนตัวสิ? แล้วทำไมถึงได้เป็นไฟลุกท่วมตัวกันนะ?

ก็เป็นปีศาจนี่นะ?

"ฟู่...แบบนี้เป็นยังไงคะ?"

"...อา ก็ดีแล้วล่ะนะ"

แทบไม่ต่างจากเดิมเลยล่ะมั้งเนี่ย ผมสีชมพูค่อนไปทางแดง ดวงตาสีชาด ร่างกายที่ดูยั่วยวนเข้ากับชุดเดรสสีดำสบายๆของเธอ ไม่มีเขา หาง หรือปีกอีกแล้ว ยัยนี่ดูยังไงก็มนุษย์ธรรมดา หรือจะเรียกว่าคล้ายกับโสเภณีก็ไม่แปลก...แต่ก็ไม่เคยเห็นแฮะ โสเภณีน่ะ

ดีที่ชุดค่อนข้างจะสุภาพ ไม่ได้สั้นและบางจนเกินไป แบบนี้ค่อยว่ากันได้หน่อย

หลังจากที่ยัยแอสโมดิอุสปลอมตัวแล้ว พวกเราก็ลงไปกินข้าวเช้ากันข้างล่าง โดยที่มีผม ฮินะและยัยแอสโมดิอุสเพียงแค่สามคนเท่านั้น

น่าแปลกใจที่เมื่อกี้เหมือนจะปิดร้านกัน พอมองเข้ามาภายในร้านมันก็เงียบเหงาและไม่มีอะไรเลยจริงๆ แต่เราออกไปแปปเดียวแล้วกลับมาก็พร้อมเปิด...ไม่สิ นี่ก็เปิดให้คนเข้ามากินข้าว ดื่ม สังสรรค์กันแล้ว โดยที่มียัยอัลซุคอยช่วยงานแม้ว่าจะอยู่ในชุดของนักผจญภัยอยู่

"...ขออะไรก็ได้ที่มันกินง่ายๆก็แล้วกัน"

ผมหันไปบอกยัยอัลซุที่เดินผ่านผมไป จนอีกฝ่ายหันมามองตาค้อนแบบค่อนข้างจะงอนนิดหน่อยแต่ผมก็ไม่สนใจแล้วก็ไปนั่งตรงมุมห้อง

"วันนี้คิดจะทำอะไรงั้นเหรอคุจัง?"

"ยังไม่ได้ตัดสินใจเลย ยังไงก็ไปดูเควสต์ที่กิลด์กันก่อนก็แล้วกัน"

"อืม ตอนนี้ก็น่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับจอมมารอยู่หน่อยแหละ แต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเคลื่อนไหวแบบไหน เพราะงั้นระวังตัวกันไว้ก่อนดีกว่าไหม?"

"...งั้นเดี๋ยวให้แอสโมดิอุสนำทางไปหน่อยก็แล้วกัน สัตว์ประหลาดอีกสามตัวที่มีความสามารถเหลือล้นพวกเธอน่ะ"

ผมได้รับข้อมูลหลายอย่างมาจากแอสโมดิอุส สัตว์ประหลาดที่แม้แต่ลูซิเฟอร์ที่คิดว่าน่าจะเป้นตัวปลอมยังไม่กล้าสู้ด้วย ต้องบอกว่าแข็งแกร่งเกินกว่าจะใช้งาน แม้แต่จอมมารยังกังวลเลยเนี่ย...มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ?

ถ้ามันแข็งแกร่งขนาดนั้น ยิ่งเป็นปัญหาเข้าไปใหญ่ ทางนี้ก็เริ่มจะทนไม่ไหวแล้วด้วย เก็บกวาดไปทีละนิดทีละหน่อยก็ดี

อย่างน้อยก็มีหนึ่งตัวที่ยัยนี่รู้อยู่ว่ามันอยู่ที่ไหนล่ะนะ

"ข้ารู้ตำแหน่งของเบลเฟกอร์ค่ะ เพราะเป็นบาปแห่งความขี้เกียจ หากไม่มีปัญหามันก็จะไม่เคลื่อนไหวค่ะ สุดสถานที่ที่ข้าเจอเขาล่าสุดคือช่องแคบระหว่างภูเขาที่ไกลออกจากเมืองของอมนุษย์ไปหน่อยค่ะ ข้าคิดว่าถ้าไปช่วงเย็นอาจจะได้ผลดีกว่าค่ะ เพราะช่วงเช้าจะทำให้มันแข็งแกร่งยิ่งกว่าตอนกลางคืนที่มีอากาศเย็นค่ะ"

สมกับเป็นจอมขี้เกียจ ยิ่งอากาศเย็นก็ทำให้รู้สึกไม่อยากขยับร่างกายยังงั้นสินะ? แบบนั้นก็ทำให้หงุดหงิดและกำจัดได้ง่ายยิ่งขึ้น

และการที่ได้แอสโมดิอุสเข้ามาเป็นพวกก็ถือว่าดีไปอีกแบบล่ะนะ เท่านี้ก็ลลดกำลังรบของอีกฝ่ายได้แล้ว ที่เหลือก็แค่บุกไปหาจอมมารแล้วรีบจัดการให้เร็วที่สุด แต่เราก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีไพ่ตายอะไรเอาไว้รึเปล่า เราจะพยายามไม่สบประมาทมันมากเกินไปก็แล้วกัน

"ถ้าจะไปตอนเย็นกัน แล้วตอนเช้าล่ะ?"

"? ไม่ใช่จะเดินทางกันไปตั้งแต่ตอนนี้หรอกเหรอคะ?"

"ทำไมล่ะ?"

"ข้าเกรงว่าให้มุซาชิอยู่ที่นี่กับยูริและอัลซุเพื่อดูแลท่านโครวจะดีกว่านะคะ ส่วนพวกเราก็เดินทางไปกันโดยที่ไม่พึ่งเทเลพอร์ตของทั้งคู่ คิดว่าแบบนั้นคงจะดีกว่าค่ะ"

ยังมีเรื่องของพวกเอลฟ์พวกนั้นอยู่ด้วยนี่นะ? ถึงจะคิดว่าพวกนั้นคงไม่มาหาเรื่องยัยโครวอีกเป็นรอบสองก็เถอะ แต่กันไว้ก็ดีกว่าต้องมาคอยแก้ทีหลังเสมอแหละนะ

"เอางั้นก็ได้"

นี่ก็เผื่อมีการโจมตีจากจอมมารด้วยล่ะนะ ก็ไม่รู้เรื่องของอาณาจักรอื่นหรอก แต่ดูเหมือนอาณาจักรนี้จะอยู่ติดกับแดนปีศาจที่สุด และมีปัญหาในเรื่องของกำลังพลมากที่สุด เพราะคนในเมืองแห่งนี้ที่จะเป็นทหารได้ ดูเหมือนจะต้องมีความสามารถทางด้านเวทย์ไฟและแสงกับดินเป็นหลัก รองจากนั้นคือน้ำ สายฟ้าและลมจะเป็นหน้าที่ของแนวหลังอย่างจอมเวทย์และซัพพอร์ตอย่างพวกนักฮีล

ทว่านักฮีลนั้นเกิดมาน้อยมากเมื่อเทียบกับทหารราบที่ถนัดเวทย์แสง ถึงจะเป็นแบบนั้นก็ตามทีแต่ความแข็งแกร่งก็ไม่ได้ลดลงเลย เพราะความสามารถของแสงทำให้ร่างกายฟื้นฟูอยู่ตลอดเวลา ถึงจะไม่มีฮีลเฉพาะทางของนักฮีลก็ตามที แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ฝั่งนี้อ่อนแอแต่อย่างใด

และเพื่อจะกำจัดมนุษย์ทิ้ง เปาหมายแรกคงต้องเป็นอาณาจักรแห่งนี้เท่านั้น ถึงจะไม่รู้ว่าฝ่าด่านมายังเมืองหลวงได้ยังไงก็ตาม แต่ถึงจะบุกเข้าไปในเมืองหลวงครั้งแรก ก็ไม่ได้รับประกันว่าครั้งหน้าจะไม่ไปที่เมืองอื่น

และถ้าเจ้าจอมมารนั่นมาด้วยตัวเอง คนที่จะหยุดได้ก็มีแต่ผู้กล้าเท่านั้น ลำพังแค่มุซาชิอาจจะต้านไว้ไม่ไหว แต่ถ้ารวมกับหนึ่งในสามเทพธิดาอย่างยูริล่ะก็ไม่แน่

แล้วยิ่งมียัยฮารุกับยัยอเดลอยู่ด้วย ผลมันออกมาอย่างชัดเจนแล้วนี่นะ? ยังไงก็สู้ไม่ไหวอยู่แล้วล่ะ ต่อให้เป็นจอมมารก็เถอะ

เท่าที่ผมคิดล่ะนะ

"ด...ได้แล้วล่ะ"

ทีแบบนี้ทำเป็นอาย...ค่อนข้างน่าสนใจจริงๆ ไม่เคยรู้สึกสนใจอะไรแบบนี้มาก่อนเลยแฮะ

ใบหน้าที่แดงคล้ายแอปเปิ้ลของยัยนี่ ผสมกับชุดสีดำที่ดูยังไงก็ชุดเมด ทั้งๆที่ไม่เคยเห็นมาก่อนแต่ดูเข้ากันแบบแปลกๆ เพราะยัยนี่มีหุ่นที่มีแต่กล้ามเนื้อ ใบหน้าไม่ค่อยดูน่ารักอะไรเลย กลับกันดูดุดันซะมากกว่า แต่ตอนนี้กลับดูน่าสนใจและน่ามองสุดๆ การแต่งตัวทำให้คนเราเปลี่ยนกันได้สินะ? ไม่เคยอยากจะเชื่อมันมาก่อนเลยแฮะ

"ก็สวยดีนี่?"

"...ขอบคุณ"

สายตาล่อกแล่กสุดๆไปเลยแฮะ ช่างเถอะ

สำหรับอาหารง่ายๆก็ซุปร้อนๆกับขนมปังที่ดูเหมือนจะมีไส้เป็นไข่และก็เนื้อที่เป็นชิ้นเล็กและบาง มีความเข้ากันที่ลงตัวของซอสและความหวานของเนยและนมที่ผสมเข้ากัน สุดยอดจริงๆ

สมแล้วที่เป็นรูบี้ ฝีมือการทำอาหารพัฒนาขึ้นไปอีกแล้วสินะ?

"รีบๆกินกันดีกว่า พวกเรามีธุระจำเป็นจะต้องรีบทำไม่ใช่รึไง?"

"อื้อ!"

"ค่ะ"

หลังจากที่รีบกินแบบสุภาพ พวกเราก็มุ่งหน้าไปยังประตูเมืองในทันที โดยที่พูดคุยกับยัยอัลซุเอาไว้ก่อนแล้ว ว่าให้ยัยนั่นอยู่ที่นั่นไปไม่ต้องตามมา แม้จะคัดค้านทั้งยัยอัลซุ และยัยลิลลี่กับรูบี้ แต่มันก็ช่วยไม่ได้เพราะยัยพวกนั้นตามมาไม่ได้เองล่ะนะ

เมื่อมาถึงประตูเมืองยามก็ปล่อยให้เราออกไปได้ง่ายๆโดยไม่สนใจอะไร ส่วนเส้นทางที่เราจะมุ่งหน้าไปนั้นไกลจากที่นี่หลายกิโลเมตรเลยล่ะนะ แม้ว่าทางไปจะใช้ทางลัดแต่ขากลับพวกเราคิดว่าจะแวะเมืองสักหน่อย

ที่เราจะมุ่งไปคือทวีปของอมนุษย์ จุดที่เบลเฟกอล์อาศัยอยู่นั้นคือหน้าผาสูง ที่อยู่ห่างจากเมืองของเอลฟ์ไปไกลหน่อยนึง ...พอพูดถึงเอลฟ์แล้วผมล่ะเริ่มไม่อยากไปเที่ยวเมืองนั่นทันทีเลยล่ะ แต่ว่า...

"น่าจะมีอะไรน่าสนใจก็ได้นะ!"

ฮินะพูดมาแบบนี้ ผมก็ต้องตามใจเธอหน่อยล่ะนะ

ภายในป่าพวกเราเจอสัตว์ปสูรอยู่หลายชนิด แต่ก็ไม่เจอกับสัตว์ประหลาดที่เหมือนกับคราวของหมู่บ้านของเอวาเลย ดูเหมือนว่ามันจะได้รับคำสั่งให้โจมตีหมู่บ้านหรือเมืองของมนุษย์และอมนุษย์บางกลุ่มสินะ?

ไม่แน่ว่าที่เมืองของเอลฟ์เองก็อาจจะมีอยู่ด้วย ไม่ช้าก็เร็วล่ะมั้ง? ไว้ค่อยสำรวจก็แล้วกัน

*เปรี้ยง!*

"หือ?"

พวกเราไม่ได้เดินกันมาแบบช้าๆ ที่ข้ามการบรรยายในระหว่างทางนั้นก็เพราะเราวิ่งกันมาด้วยความเร็ว แต่ทว่าในทัศนวิสัยที่ไม่ได้สนใจอะไรก็เห็นภาพของชายคนนึงที่พุ่งเข้าต่อยใส่สัตว์อสูรชนิดนึงที่มีขนาดใหญ่อย่างโทรลล์ และด้านหลังของเขาก็มีเด็กผู้หญิงอยู่

ถามว่าผมรู้รึเปล่า? แน่นอนว่ารู้ แต่ทำไมต้องไปช่วยล่ะ? ไม่ใช่หน้าที่ของผมสักหน่อย

ถึงจะรู้ว่าเจ้านั่นจะช่วยพวกเธอได้เพราะดูจากกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวตอนที่วิ่ง แต่ก็ไม่นึกว่าจะขนาดนี้ล่ะนะ การเคลื่อนไหวก็ดี ช่วงจังหวะและการบิดข้อเท้ากับเอวนั่น ดูเผินๆอาจจะเหมือนกับเป็นมือสมัครเล่น แต่ถ้ามองดูดีๆแล้ว ถึงจะมีช่องว่างแต่ก็แทบจะเรียกได้ว่าไร้ที่ติ

ที่สำคัญ...ดูยังไงนั่นก็ชาวบ้านธรรมดาทั่วไป ผู้กล้าที่เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์แต่กลับไม่มีใครรับรู้สินะ? ถึงอย่างงั้นมันก็เกินกว่าจะสู้กับมังกรอยู่ดี ต่อให้ไม่ใช่มังกรแค่ไทแรนโนซอรัสก็คงไม่ไหวแล้วล่ะ

ทำไมถึงอ้างอิงถึงไทแรนโนซอรัส? ก็อีกฝ่ายมุ่งหน้ามาทางนี้แล้วไงล่ะ

"!! รีบหนีกันไปก่อนเลยทั้งสองคน!!"

"ม...ไม่ไหว ข..ขาขยับไม่ได้.."

"โธ่เว้ย!"

...ทำไมฮินะถึงมองมาด้วยสายตาแบบนั้นกัน?

*จ้อง...*

"...เฮ้อ... แค่ครั้งนี้เท่านั้นนะ"

"ไม่ใช่แค่ครั้งนี้สิ!"

ให้ตายเถอะ ไม่กล้าเถียงเลยแฮะ กับแม่พระอย่างยัยนี่ ผมมันก็แค่จอมมารผู้ชั่วร้ายชัดๆ ...เอาไว้จะปรับปรุงตัวก็แล้วกัน...

ผมเบี่ยงตัวออกแล้ววิ่งตรงไปยังกลุ่มของพวกนั้นที่อยู่ห่างออกไป พอผมมองเห็นเป้าหมายผมก็ถีบพื้นพุ่งเข้าไปชิดตัวเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นทันที

*ตึ้ง!!*

ฝีเท้ามันหนักมาก แต่มันก็แค่นั้นแหละนะ!

*เปรี้ยง!!!*

จากจุดที่ถีบพื้นมาก็ค่อนข้างไกลพอสมควร เท้าของมันที่ย่ำลงพื้นอย่างรุนแรงจนเกิดเป็นรอยเท้าขนาดใหญ่ยักษ์เทียบไม่ได้กับแรงเตะของผมเลยแม้แต่น้อย

เพียงแค่หมุนตัว บิดเอวและเตะเปรี้ยงเข้าที่เบ้าหน้าที่อยู่เหนือจากพื้นหลายเมตรก็มากพอที่จะทำให้มันรับรู้ได้ว่าใครแข็งแกร่งกว่าใคร

แน่นอนว่าอีกฝ่ายเป็นอมตะ ถึงอย่างงั้นผมก็สามารถฆ่ามันได้ มันมีหลายวิธี ทั้งการทำลายแกนกลางหรือใช้ดาบเอวากับพลังของผม ทว่ามันไม่มีแกนกลาง ไม่เหมือนกับสัตว์อสูร

เจ้านี่ต่างจากเจ้านั่นนิดหน่อย แต่แค่ไม่มีเลือดเป็นกรดก็มากพอแล้วล่ะนะ

"เอวา"

"ค่ะ!"

จากเสียงที่เงียบไปนาน ผมค่อนข้างจะดีใจที่ได้ต่อสู้กับเธออีก เอาเข้าจริงก็ยังสงสัยว่าทำไมทั้งคู่ถึงดูสนิทกันจัง? แต่มันก็ดีแล้วนี่?

ถึงอย่างงั้นก็ไม่ได้พูดคุยกันปกติ ดูเหมือนจะมีอะไรแปลกๆแต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะอะไรที่เธออยากบอก เธอคงจะบอกมาเองนั่นแหละ

"นับความผิดของแกไว้ให้ดีล่ะ ไอ้สัตว์ประหลาด เพราะทางนี้กำลังเครียดๆอยู่พอดีเลย"

"สงสารจริงๆเลยน๊~า"

นิลล่าพูดออกมาแบบลากเสียง ส่วนผมก็เร่งพลังให้สูงในระดับที่ไม่เปลี่ยนร่างให้กลายเป็นปีศาจ เพราะแค่นี้คงไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นหรอก

*ฟุ่บ*

*เปรี้ยง!!!*

*ฉั่วะ!!*

ผมพุ่งเข้าหามันแล้วใช้มือซ้ายที่ว่างอยู่ชกไปยังหน้าอกของมัน ถึงหมัดจะทะลุเข้าไปได้แต่มันก็ไม่ถึงหัวใจของมันเลยแม้แต่น้อย ขนาดร่างกายที่ใหญ่ขนาดนี้ต่อให้สอดแขนเข้าไปจนสุดก็ไม่รู้จะถึงรึเปล่าเลย

*ฉั่วะ!!*

*เปรี้ยง!!!*

ผมดึงมือออกมาแล้วหมุนตัวกลางอากาศตวัดเท้าเตะทีท้องมันอีกครั้ง ดูเหมือนพลังของผมจะใช้ได้ผล พิษของความมืดทำให้มันรักษาตัวเองไม่ได้

*แปะ.. แปะ..*

เลือดที่ไหลตกสู่พื้นดินนั่นมีสีดำสนิท...ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผมหรือว่ามันเป็นแบบนั้นมาตั้งแต่แรก ถึงยังงั้นก็ช่างมันเถอะ

*ตุ่บ*

ผมจะจบมันให้เร็วที่สุด ผมคิดแบบนั้นแล้วหมุนตัวทันทีที่เท้าแตะกับพื้นดิน จากนั้นก็ใช้เอวาในสภาพของดาบศักดิ์สิทธิ์ตัดคอของมันทิ้งอย่างรวดเร็ว

*ฉั่วะ!!!*

หลังจากนั้นก็รอให้ถึงเวลา ยัยแอสโมดิอุสก็จะยิงเวทย์ไฟที่รุนแรงออกมาใส่เจ้านี่ในทันที

*ฟิ้ววววววววว*

*ตู้มมมมมมม!*

เป็นความรุนแรงที่น่าสนใจจริงๆ สมแล้วที่เป็นปีศาจระดับสูงแบบนี้

*ตึกๆๆๆๆๆ*

"พ...พวกนายคือ..."

...ดูเหมือนจะมีลางสังหรณ์แปลกๆกับผู้หญิงที่โพล่งขึ้นมาถามผมด้วยสีหน้าที่สงสัยถึงขีดสุด ปริมาณมานาสูงมากเลย ผมสีน้ำตาลอ่อนในทรงหางม้าข้างด้านขวา ดวงตาสีเดียวกับสีผมที่สวมแว่น...มีแว่นด้วยสินะโลกนี้น่ะ? หน้าอกที่ใหญ่พอสมควรภายใต้ชุดนักเวทย์นั่น

"นักผจญภัยเหรอ?"

"...เปล่า นักเรียนปีการศึกษาที่สองน่ะ ฉันมาลงภาคสนามกับคนพวกนี้ แต่ดันพลาดคลาดกันซะก่อน"

"พวกเธอก็เป็นนักเรียนงั้นเหรอ?"

ดูเหมือนว่านอกจากผู้ชายคนนั้น ผู้หญิงสองคนดูกลัวผมแฮะ นั่นแหละสิ่งที่ควรจะเป็น

*หงึกๆ*

พวกเธอทั้งคู่ รวมกับผู้ชายนั่นพยักหน้าให้กับผมเพื่อตอบคำถามก่อนหน้านี้ ส่วนผมก็เลิกให้ความสนใจไปแล้วหันหลังกลับเพื่อที่จะเดินทางต่อ

"ถ้างั้นชั้นก็ไปก่อนล่ะ"

"เดี๋ยวสิ!"

"...อะไรอีกล่ะ?"

"ชื่อของนายล่ะ?"

"ก่อนจะถามชื่อของคนอื่นก็ต้องบอกชื่อของตัวเองมาก่อนสิ"

"อึ่ก...ก็ได้ ฉันชื่อมิยุ เจ มาร์วิลลาร์ แล้วนายล่ะ?"

"ชั้นไม่มีเหตุผลที่จะต้องตอบเธอ มียุ"

"อ...อะไรกันล่ะนั่น!? ท่าทีแบบนั้นน่ะ!!!"

ผมทำท่าเป็นไม่สนใจ แบบว่าเมินจริงๆแล้วเดินหน้าต่อ ผมสังเกตได้ถึงสายตาของฮินะ ราวกับบอกว่า 'เอาอีกแล้วเหรอ?' กับสายตาของแอสโมดิอุสที่ดูน่าตบสักทีนึงอย่าง 'ทั้งๆที่บอกว่าไม่ชอบแท้ๆ แต่กลับลากสาวอื่นเข้ามาอยู่ได้' โทษทีนะแต่เบ้าหน้าของผมมันก็แบบนี้แหละ และก็ไม่คิดว่าจะมีคนมาชอบหรอก

เห็นแบบนี้ก็มีหลายคนชมว่าหล่อและเป็นแผนคลับแต่ก็ไม่มีใครเข้ามาจีบ ไม่ค่อยป็อบมากมาย ถึงอย่างงั้นอันดับของชายหนุ่มสุดเท่และมาดแมนไร้ที่ติกลับเป็นผมซะงั้น? รางวัลของชายผู้กุมหัวใจหญิงสาวก็ของผมทั้งๆที่ไม่เห็นจะมีอะไรดีเนี่ย บอกตามตรงว่าสงสัยยิ่งกว่าอะไรดีเลยล่ะ

"รีบไปกันก่อนดีกว่า"

จากนั้นพวกเราก็เร่งฝีเท้ามุ่งตรงไปยังสถานที่ที่พวกเราต้องการจะไป จุดหมายคือสถานที่ที่เจ้านั่น...เบลเฟกอล์หลับไหลอยู่

ฉัน มิยุ เจ มาร์วิลลาร์ ก็แค่ลูกนอกสมรสของดยุคคนนึงเท่านั้นแหละ

เพราะเป็นลูกของหญิงสาวที่สวยที่สุดในเมือง หน้าตาของฉันก็สวยตามแม่ แต่ฉันไม่ชอบมันเอาซะเลยล่ะ ฉันที่สายตาปกติก็จึงสวมแว่นตาที่เป็นของแปลกๆเอาไว้ เป็นแว่นปกติที่ไม่มีผลกับสายตาน่ะนะ

ฉันปล่อยผมยาวให้มาบังหน้าของฉันแม้จะไม่มากพอจะปิดครึ่งหน้าแต่มันก็พอที่จะทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดเจน ตั้งแต่เด็กๆ ฉันก็ทำตัวแบบนี้มาโดยตลอด

จนกระทั่ง...

*ฟูมมมมมมมมม!!!*

เปลวไฟและกระแสลมพุ่งออกจากมือของฉันตอนที่กำลังเล่นอยู่ในสวน พวกเรานั้นปกติกว่าจะใช้เวทย์ได้ต้องอายุมากกว่าแปดปีขึ้นไป และพี่ชายทั้งสองคนที่เป็นลูกของคุณนายนั้นก็มีอายุเกินแปดปีกันทั้งนั้น

ทว่า...ฉันอายุเพียงห้าปี เพียงแค่ฟห้าปีก็มีความสามารถของเวทย์ถึงสองชนิด และยังรุนแรงเทียบเท่ากับนักผจญภัยชั้นสูงแบบไม่ต้องฝึกซ้อม มันเป็นพรสวรรค์...

แต่...ฉันไม่ได้ต้องการ เพราะหลังจากนั้น ชะตากรรมของฉันก็เปลี่ยนไป...

"โอ้ย!"

ฉันถูกพี่ชายคนรองของฉัน วิลเลี่ยม เจ มาร์วิลลาร์ลากตัวเข้าไปภายในห้องของเขา ที่ที่พี่คนโตของบ้าน จีราร์ด เจ มาร์วิลลาร์ได้มองหน้าฉันด้วยสายตาที่เย็นชาอยู่

พี่คนโตมักจะชอบฝึกเพื่อที่จะได้แข็งแกร่ง แต่ก็มีนิสัยที่ต่ำช้า ส่วนพี่คนรองนั้นทำตัวขี้เกียจ แต่ก็มีเวทย์มนต์ที่มากกว่าพี่จีราร์ด ถึงกระนั้นเขาก็ไม่สามารถสู้กับพี่จีราร์ดได้

"แกกล้ามองพี่ข้าด้วยสายตาแบบนั้นเรอะ!?"

*ตุ้บ!*

"อึ่ก!"

ฉันถูกจับผลักลงตรงพื้นอย่างรุนแรงจนเจ็บไปทั่วทั้งร่างกาย จากนั้นพี่วิลเลี่ยมก็เข้ามาเตะที่ท้องน้อยของฉันซ้ำอีกครั้งอย่างรุนแรง

*ตุ้บ!*

"อ๊า!"

มันจุกจนทนแทบไม่ไหว การกระทำของพวกเขาดูแย่แต่พ่อบ้านก็ไม่ได้สนใจอะไร เว้นแต่จะมองมาที่ฉันด้วยสายตาแบบเดียวกัน สายตาที่บ่งบอกว่า 'สมควรแล้วล่ะ ไอ้ปีศาจ'

ฉันเกลียดสายตานั่น สายตาที่มองแม่ที่ตายไปแบบไม่สนใจใยดี ฉันจำได้ดีเลยล่ะ วันที่แม่ของฉันถูกฆ่าตายโดยคุณนายน่ะ

"หึ ถึงจะเป็นแค่เด็ก แต่ก็ยังเป็นผู้หญิงนะพี่"

"...อา น่าสนใจเลยทีเดียว พวกเราก็ยังไม่ต่างกับนังนั่นเท่าไร ทำไมไม่ทำให้มันมาเป็นทาสของเราล่ะ? ของเล่นแบบนี้น่ะน่าสนุกดีนี่?"

ท่านพี่ทั้งสองกำลังคุยเรื่องของฉัน...เรื่องที่ฉันเกลียดมากเช่นเดียวกัน นั่นก็คือการที่พวกเขาคิดว่าแม่ของฉันนั้นเป็นนังแพศยาขายตัวเอง ทั้งๆที่มันไม่ใช่!

แต่ฉันก็ทำอะไรไม่ได้ ถูกตีตราว่าเป็นลูกของโสเภณี เกิดมาไม่ได้รับความรักจากพ่อเลยแม้แต่น้อย ถูกกลั่นแกล้งและยังถูกมองเป็นสัตว์ประหลาดที่น่ากลัว

ฉัน...เกลียดมัน...แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เลย...

ท้ายที่สุดฉันก็ถูกพรากความบริสุทธิ์ เพราะตอนเด็กๆฉันชอบอ่านหนังสือ จึงดูเหมือนว่าจะโตไวกว่าใครเขาทั้งหมด...หมายถึงทางด้านความคิด

ฉันรู้ว่ามันไม่ดีแต่ฉันขัดขืนไม่ได้ ตอนที่ถูกเสียบเข้ามาครั้งแรกมันเจ็บ แม้ว่าต่อมามันจะไม่เจ็บมากแต่ฉันก็ไม่ได้สนุกไปกับมันเลย

ความรักน่ะ...เกิดจากคนสองคน รักของฉันที่ยังไม่มาถึงนั้นตอนนี้ก็ถูกทำให้แปดเปื้อนซะแล้ว

ฉันพยายามอดกลั้นตัวเอง แต่ท้ายที่สุดเรื่องแบบนั้น ทั้งการกลั่นแกล้ง ย่ำยีศักดิ์ศรี ถูกทำให้มีมลทินก็เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันมากเกินไป...

ฉันจึงตัดสินใจ หนีออกจากบ้านหลังนั้นมา บ้านที่เหมือนกับคุกนั่น ฉันเองก็รู้ตัวดีว่าตัวเองไม่ได้อ่อนแอ ฉันไม่ได้ใช้เวทย์ได้แค่สองอย่างแต่ใช้ได้มากถึงสี่ธาตุ ดิน น้ำ ลมและไฟ ฉันสำเร็จวิชาพวกนี้เพียงแค่อ่านหนังสือเท่านั้น

แต่ถึงแบบนั้นฉันก็ยังอ่อนประสบการณ์ ฉันหนีจากประเทศยูเร็นเซียร์มายังเมอร์เซนต์ และในระหว่างการเดินทาง ฉันก็เพิ่มความสามารถของฉันผ่านการฝึกกับมอนส์เตอร์ทั้งหลาย

และฉันก็เข้าเรียนด้วยความสามารถของฉัน เพียงแค่ใช้ชื่อของหัวหน้ากิลด์สาขาสักที่นึงในเมืองก็เพียงพอ ฉันพยายามไม่ยุ่งกับใครแล้วไต่เต้าขึ้นไปอยู่กันดับสูงๆ โดยที่ใช้ชื่อว่ามิยุ...ก็ฉันคิดไม่ออกนี่? ว่าจะปลอมชื่อของตัวเองว่าอะไรน่ะ

สุดท้ายก็มาอยู่ในระดับB ระดับที่ใกล้เคียงคำว่าแข็งแกร่งที่สุด ซึ่งยังห่างชั้นกับระดับSที่เป็นภัยธรรมชาติอย่างจอมมารหรือผู้กล้า

ทว่า...ฉันกลับมาเจอกับตัวตนที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นซะแล้วค่ะ..

ชายนิรนามกับชุดสีดำที่เป็นสัญลักษณ์ของจอมมาร ความน่ากลัวนั่น...สามารถฆ่าสัตว์ประหลาดได้ภายในดาบเดียว ฉันแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยล่ะ

เจ้าหนู่ที่อยู่กลุ่มกับฉันที่ต้องมาสอบภาคปฏิบัติในสนามจริง ชายที่ชื่อยูยะที่เป็นเด็กที่ได้สายเลือดโดยตรงจากผู้กล้าก็ว่าแข็งแกร่งแล้ว แต่เขาคนนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่า ราวกับว่านั่นเป็นเพียงแค่ส่วนนึงของพลังเท่านั้น

...ฉันเริ่มสนใจเขาซะแล้วสิ...



...ขอเปลี่ยนจากมิยุฟุเป็นมิยุก็ละกัน ง่ายดี ถถ+ 

และภาคนี้นางจะไม่เป็นยูริอีกต่อไป! จะอ่อยต้องอ่อยให้สุด!

ขออนุญาตลบตัวละครส่วนเกินนะคะ...

รอบนี้ไม่มีท้ายบทค่ะ เพราะจะชดเชยตอนหน้า เอาให้ซึ้งในรสพระธรรม ใครที่กำลังคิดถึงรูรูก้า เตรียมตับด้วยค่ะ... ได้ตับแน่ๆ ถุย เค้าออกจะเป็นคนดี >w<

ฝันดีค่ะ คราวหน้าจะลดเกมละ จริงๆ 555

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว