ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาค 3 ตอนที่ 1 คดีของความมืด

ชื่อตอน : ภาค 3 ตอนที่ 1 คดีของความมืด

คำค้น : สืบสวน , โคนัน , จอมโจรคิด , กองปราบ , กองปราบฯ , กองปราบปราม , ตำรวจ , โจร , ไทย , ประเทศไทย , ตลก , กวน , ป่วน , แสบ , ฮา , บ้าบอ , แก๊ง , โรบินฮู้ด , เก่ง , ขโมย , รหัส , ปริศนา , เงื่อนงำ , ก่อการร้าย , ระเบิด , ตื่นเต้น , ระทึก , ตาย , แอคชั่น , บู๊ , เลือด

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 629

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ธ.ค. 2560 07:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 3 ตอนที่ 1 คดีของความมืด
แบบอักษร

Trick or Treat แสบ... กวน... ป่วนเมือง 3 กับดักมรณะ โดย พลอยนิล

ตอนที่ 1

คดีของความมืด

ไฟสีแดงเหนือประตูห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลตำรวจยังคงส่องสว่างเป็นสัญญาณ บ่งบอกถึงการทำหน้าที่อย่างแข็งขันของเหล่าแพทย์และพยาบาล เพื่อรักษาชีวิตหนึ่งชีวิตไว้ให้จงได้ แม้ว่านั่นคือสิ่งที่ยากลำบากเพียงใดก็ตาม ขณะเดียวกันที่ด้านหน้าห้อง ชายหนุ่มสองคนกำลังเดินพล่านเป็นหนูติดจั่น ด้วยเพราะหนึ่งชีวิตที่ว่านั่นคือเพื่อนผู้เคราะห์ร้ายของพวกเขา ซึ่งไม่รู้เลยว่าจะมีชะตากรรมหลังจากนี้เป็นเช่นไร

“ฉันยังไม่รู้จะบอกพ่อแม่ของหมอนั่นยังไงเลย” 1 ในสองหนุ่มพูดขึ้น น้ำเสียงแสดงออกถึงความเจ็บปวด มัน... ทั้งเจ็บใจและคับแค้น ถึงอย่างนั้นเขาก็รู้ว่าความเจ็บปวดนี้ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเศษเสี้ยวความเจ็บปวด ที่เพื่อนซึ่งกำลังนอนอยู่บนเตียงภายในห้องฉุกเฉินได้รับ

“หมอนั่น... จะต้องไม่เป็นไร”

เสียงแหบแห้งของใครอีกคนดังตอบ ใบหน้าที่เคยฉาบด้วยรอยยิ้มและความทะเล้น บัดนี้ไม่หลงเหลือแววของสิ่งเหล่านั้นให้เห็น เช่นเดียวกับดวงตาที่เคยเปล่งประกายโชติช่วงซึ่งกลับมัวหมองลง เพราะความรู้สึกผิดที่เข้าครอบคลุมไปทั่วทั้งสมอง หัวใจ และประสาทสัมผัสทุกส่วนของเจ้าของร่างสูงโปร่งในชุดนักศึกษาเปื้อนเลือด

...ภาพของคนเป็นเพื่อนที่นอนจมกองเลือดอยู่ใกล้ๆ มอเตอร์ไซค์ของเขา ยังคงติดตาและตามหลอกหลอนอยู่ทุกวินาที เนื้อตัวของหมอนั่นฟกช้ำเพราะถูกทุบตีด้วยของแข็งอย่างรุนแรง หมวกกันน็อคกระเด็นหลุดจากศีรษะไปตกอยู่ข้างทาง แล้วก็ไม่ใช่แค่เพียงรอยถลอกปอกเปิกทั่วใบหน้าจากการล้มกลิ้งไปบนถนนเท่านั้น หากแต่มันยังมีรอยยุบของกะโหลกศีรษะจากน้ำมือใครบางคนด้วย และเขาจะไม่อภัยให้มันเด็ดขาด!!

“คุณหมอ!! เพื่อนผมเป็นยังไงบ้างครับ!?”

เสียงตั้งคำถามด้วยความร้อนใจปลุกให้เขาตื่นจากภวังค์ความคิด สมองสั่งการให้ขาสองข้างรีบเดินเร็วเข้าไปหาชายวัยกลางคนในชุดเสื้อกาวน์สีขาวสะอาด ซึ่งพึ่งทุ่มเทแรงกายแรงใจยื้อชีวิตหนึ่งไว้จากเงื้อมมือมัจจุราช โดยไมมีใครรู้ว่าผลของมันออกมาเป็นเช่นไร

“หมอยังให้คำตอบอะไรไม่ได้ครับ คนไข้ยังไม่พ้นขีดอันตราย คงต้องคอยสังเกตอาการทุกชั่วโมงจนกว่าจะมีสัญญาณที่ดีกว่านี้”

คำตอบที่ได้ยินบีบคั้นหัวใจของคนฟังเป็นที่สุด แม้นั่นจะไม่ใช่คำพูดที่ทำลายความหวังของพวกเขาไปเสียทีเดียว แต่ก็ไม่สามารถใช้เป็นหลักประกันใดๆ ได้ว่า พวกเขาจะได้เพื่อนกลับคืนมาในสภาพเดิม ไม่ว่าจะนับจากนี้ไปอีก 1 สัปดาห์ 1 เดือน หรือ 1 ปีก็ตาม

“ขอบคุณมากครับ”

เสียงนั้นแหบแห้งลงไม่ต่างกัน หมายรวมถึงดวงตาที่อัดแน่นไปด้วยความเจ็บปวดและคับแค้นอย่างแสนสาหัส มันจะไม่มีวันเลือนหายหากตัวต้นเรื่องยังไม่ถูกลากคอมารับโทษ!!

“นายจะร่วมมือกับฉันหรือเปล่าธนู?”

คำถามที่ดังขึ้นเรียกให้ธนูเงยหน้าขึ้นมองชวินอย่างคาดไม่ถึง เขาไม่เคยคิดว่าจะได้ยินคำพูดเช่นนี้หลุดออกมาจากปากคู่ปรับตลอดกาล และทั้งที่เป็นเช่นนั้น...

“แน่นอน! ไม่เห็นต้องถาม”

คำตอบรับดังสวนทันทีราวกับไม่ได้ผ่านการคิดทบทวนจากสมองของคนตอบ แต่นั่นก็เป็นเพราะมันไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นต้องคิดทบทวนต่างหาก!

“งั้นก็ดี!”

รอยยิ้มแรกในรอบหลายชั่วโมงปรากฏขึ้นบนใบหน้าของสองหนุ่ม มือของทั้งสองยื่นออกมาจับกันโดยอัตโนมัติ เสมือนคำสัญญาสาบานการเป็นเพื่อนตายสำหรับภารกิจจับตัวผู้ต้องหาคดีทำร้ายร่างกายบนท้องถนนในครั้งนี้!!

แสงอาทิตย์แรกสะท้อนอยู่บนกระจกของตึกสูงเสียดฟ้าใจกลางกรุงเทพมหานคร เหมือนทุกเช้าในวันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง และค่อยๆ สาดส่องไปทั่วเท่าที่ความสามารถของแสงจะทำได้ แต่นั่นไม่ได้หมายรวมถึงข้างในจิตใจมนุษย์ ซึ่งอาจดำมืดและไม่เคยมีแสงใดปรากฏอยู่เลยจนชั่ววินาทีสุดท้ายของชีวิต

“เฮ้ย! นะ... นะ... นั่นมัน!!”

เสียงร้องด้วยความตกใจของใครคนหนึ่งดังขึ้นภายในอุโมงค์ทางลอดย่านชุมชน ซึ่งควรจะมีรถราสัญจรผ่านไปมาทั้งสองฟากฝั่ง ชนิดต่อคิวยาวเหยียดอยู่ตลอดเวลา หากว่ามันไม่ใช่ช่วงรุ่งสางเช่นในตอนนี้ และนั่นก็เพราะ...

“ตายหรือยังวะนั่น!?” ชายคนเดิมตั้งคำถามกับตัวเอง ระหว่างที่ค่อยๆ เดินย่องเข้าไปหาเจ้าของร่างอันเต็มไปด้วยเลือดที่กำลังนอนนิ่งอยู่บนพื้นถนน ติดกับผนังอุโมงค์ในส่วนที่เป็นมุมอับของกล้องวงจรปิด โดยมีรถมอเตอร์ไซค์ในสภาพบุบบี้ทั่วทั้งคันล้มนอนห่างออกไปหลายร้อยเมตร กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นของน้ำมันเครื่องที่ไหลนอง ชวนให้ยกมือขึ้นอุดจมูกแทบไม่ทัน

“คุณ! คุณ! ทำใจดีๆ ไว้นะคุณ!”

ร่างแน่นิ่งบนพื้นถูกแตะแขนเบาๆ แต่นั่นกลับทำให้เจ้าของเสียงเรียกจำต้องรีบชักมือออก ในเมื่อแขนที่ตนสัมผัสโดนนั้นเย็นเฉียบบ่งบอกสถานะของอีกฝ่ายดี

หวอ! หวอ! หวอ!

เสียงไซเรนของรถมูลนิธิและรถตำรวจดังประสาน ฟังดูราวกับเป็นตัวแทนของเสียงกรีดร้องและร่ำไห้ น้ำตาอุ่นๆ ของผู้สูญเสียไหลรินอาบสองแก้ม แม้ศพของผู้เสียชีวิตจะถูกของแข็งกระหน่ำตีจนเกือบไม่เหลือเค้าเดิมให้เห็น แต่หลักฐานที่สามารถใช้ยืนยันตัวตนได้ก็ยังติดตัวครบถ้วนทั้งหมด และนั่นหมายรวมไปถึงเงินในกระเป๋าสตางค์ คล้ายกับผู้กระทำจงใจให้เป็นเช่นนั้น เพื่อบ่งบอกให้ใครบางคนได้รับรู้ว่า... นี่ไม่ใช่แค่คดีทำร้ายร่างกายและชิงทรัพย์ธรรมดาๆ

“ผู้ชายคนนี้น่ะถูกตีตั้งแต่กำลังขี่มอเตอร์ไซค์แล้วล่ะครับ คนร้ายนี่ใจคออำมหิตจริงๆ”

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของใครอีกคนดังมาจากกลุ่มเจ้าหน้าที่มูลนิธิ ทำเอาทุกคนหันไปจ้องหน้าเขากันเป็นตาเดียว ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานด้วยกันเอง ตำรวจ หรือญาติของผู้เสียชีวิต และแม้จะเป็นเช่นนั้น...

“แถมลักษณะก็ยังเหมือนกับคดีทำร้ายร่างกายก่อนหน้านี้ด้วย บางที... คนร้ายอาจจะเป็นคนเดียวกันก็ได้ ไม่สิ! น่าจะเป็นคนเดียวกันแน่ๆ”

ยิ่งได้ฟังคำพูดปิดท้ายประโยค ทุกคนก็ยิ่งมองหน้ากันเลิกลั่ก และแน่นอนว่าก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไรขึ้นมาอีก เสียงของใครคนอื่นย่อมต้องดังขัดขึ้น

“ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของคดีอย่าพูดอะไรมากดีกว่ามั้งน้องชาย”

เสียงอีกเสียงที่ดังแทรกขึ้น เรียกสายตาทุกคู่ให้เปลี่ยนไปจับจ้องยังกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะร้อยเวรเจ้าของคดีผู้ควบตำแหน่งเจ้าของคำพูดเมื่อครู่ด้วย

“ครับ ผมไม่รู้ แต่ถ้าคุณตำรวจรู้ คดีพวกนี้คงปิดได้แบบจบบริบูรณ์เร็วๆ นี้สินะครับ”

คราวนี้คำพูดยอกย้อนกับรอยยิ้มเย็นที่ตอบกลับมาทำเอาหลายๆ คนอมยิ้ม รวมทั้งทำเอาอีกหลายคนหน้าตึงเฉียบพลันขึ้นมาทันทีเช่นกัน

“เรื่องนั้นมันแน่อยู่แล้ว พวกเราทำงานกันตลอดเวลา ได้หลักฐานพร้อมก็จับผู้ต้องหามาดำเนินคดีได้ทันที”

คำตอบนั้นเรียกรอยยิ้มให้ใครต่อใครได้มากมาย แม้อาจต่างอารมณ์ความรู้สึกไปบ้าง แต่หากลองรวบรวมดูแล้วก็คงมีส่วนหนึ่งที่สมัครสมานกลมเกลียวกันอยู่ในที หมายรวมถึงเจ้าของร่างบางที่นั่งนิ่งอยู่ด้านหลังรถมูลนิธิ ข้างๆ ศพของคนรักในสภาพน้ำตานองหน้า เวลานี้เธอไม่หลงเหลือความหวังใดๆ ทั้งสิ้นว่าจะมีคนลากคอผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ ในเมื่อนี่เป็นคดีที่ 10 แล้วในรอบสองเดือน และเธอเองก็ไม่คิดด้วยว่ามันจะมาเกิดขึ้นกับคนรักของเธอ เหมือนกับที่ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะมาเกิดขึ้นกับคนที่ตัวเองรัก

...จนกระทั่งมันเกิดขึ้น

“พ่อ... ฮืออออ.... ทำไมพ่อถึงทิ้งแม่ไป ฮือออ... ไหนพ่อบอกว่ารู้ตัวคนทำแล้วยังไงล่ะ แล้วทำไมพ่อถึงกลายมาเป็นแบบนี้เสียเอง ฮืออออ...”

เสียงร่ำไห้ของหญิงสาวผู้เป็นภรรยาร้อยเวรเจ้าของคดี ก่อให้เกิดหลากหลายอารมณ์ความรู้สึกกับผู้ที่ได้พบเห็น บ้างสงสาร เห็นใจ ขณะที่อีกหลายคนจ้องมองศพในเครื่องแบบที่เต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ ท่าทีเย็นชาเสมือนว่ามันคือสิ่งที่สมควรเกิดขึ้น เพื่อให้เหล่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์และครอบครัวได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสของพวกเขา

เวลาเดียวกัน... อีกมุมหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ภายในห้องปรับอากาศซึ่งกำลังร้อนระอุผิดไปจากอุณหภูมิที่ควรเป็น จากเรื่องราวในวงสนทนาที่กอปรไปด้วยความเคร่งเครียด

“ตอนนี้คดีนี้โอนย้ายมาให้กองปราบฯ รับผิดชอบเรียบร้อยแล้ว”

น้ำเสียงของผู้บังคับบัญชาร่างท้วมเจือแววกังวลไว้อย่างเห็นได้ชัด ในเมื่อคดีที่ว่าคือคดีทำร้ายร่างกายบนถนน ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องกันมาเป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้ว รวมทั้งสิ้นกว่า 20 คดี ในท้องที่ต่างๆ ของสถานีตำรวจทั่วกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร อีกทั้งคดีล่าสุดผู้เสียชีวิตยังเป็น 1 ในนายตำรวจผู้รับผิดชอบคดีอีกด้วย

“เพราะเกรงจะมีตำรวจท้องที่ต้องรับเคราะห์อีกหรือเปล่าครับ?”

เสียงตั้งคำถามของใครคนหนึ่งดังแทรกขึ้น พร้อมกิริยายกมือของเจ้าของคำถามที่ทำเอาคนถูกถามหน้าตึงขึ้นมาทันควัน

“ฉันไม่ได้เรียกแกมาถามคำถามโง่ๆ แบบนี้หรอกนะ!”

คำตอบสวนกับน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าคนพูดกำลังพยายามระงับอาการเดือดดาลอย่างเต็มที่ กลับไม่ได้ทำให้คนฟังสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย

“แต่ผมว่ามันน่าจะตรงกับสิ่งที่อยู่ในใจสื่อมวลชน แล้วก็ประชาชนนะครับ”

คราวนี้คำพูดที่ดังต่อท้ายกลับไป ทำเอาอีกฝ่ายนิ่งอึ้งราวกับถูกแทงใจดำอย่างแรงด้วยมีดทำครัวขึ้นสนิมที่หมดคมแล้ว

“...พวกเราถึงต้องรีบปิดคดีให้เร็วที่สุดยังไง!”

ช่างนานเหลือเกินกว่าคำพูดประโยคถัดไปจะดังขึ้น ถึงอย่างนั้นมันก็เรียกความเงียบให้กลับมาครอบคลุมภายในห้องได้อีกครั้ง แม้ว่านั่นอาจเป็นเพราะคนข้างตัวที่เคยตอบโต้กันอยู่กำลังแอบดูแฟ้มคดีบนโต๊ะก็ตามที

“ผู้กองภูผากับผู้กองเอกพล ช่วงนี้คดีที่รับผิดชอบอยู่ไปถึงไหนแล้ว?”

คำถามถัดไปจากผู้บังคับบัญชาตกอยู่ที่สองนายตำรวจหนุ่มมือดีแห่งกองปราบปราม เป็นนัยสำคัญที่บ่งบอกว่าคงไม่มีใครที่สามารถรับผิดชอบคดีล่าสุดได้ดีเท่ากับพวกเขา

“ของผมปิดคดีได้ภายในสองสามวันแน่นอนครับ” เจ้าของใบหน้าและสีผิวคมเข้มผิดจากลูกหลานชาวจีนทั่วไป เพราะการกรำแดดเป็นฝ่ายตอบคำถามก่อน

“ของผมก็เหมือนกันครับ” เจ้าของดวงตาคมกับสีผิวเข้มๆ อย่างชายหนุ่มเชื้อชาติไทยสัญชาติไทยเต็มร้อยตอบคำถามด้วยคำตอบแบบเดียวกัน มองดูคล้ายคู่แข่งขันด้านหน้าที่การงานที่ไม่มีใครยอมใคร ทั้งที่แท้จริงแล้วสองหนุ่มเป็นเพื่อนสนิทกัน และอาจถึงขั้นเป็นเพื่อนตายที่ยากจะหามนุษย์ผู้ชายคู่ใดเสมอเหมือน

“ดี! ถ้าอย่างนั้นปิดคดีเมื่อไหร่ก็แจ้งมาได้ทันที ทั้งคู่เลยนะ คดีนี้ควรจะถูกปิดให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะมีคนตายไปมากกว่านี้”

นั่นคือคำพูดที่ควรจะเป็นประโยคปิดท้ายของการเรียกตัวสามหนุ่มเข้าพบด่วนในครั้งนี้ ถ้าไม่มีอีกหนึ่งหนุ่มอุตริพูดอะไรต่อท้ายขึ้นมาเสียก่อน

“แล้วให้ผมทำอะไรล่ะครับ ขี่มอเตอร์ไซค์โฉบไปโฉบมาเป็นเหยื่อล่อหรือนกต่อน่ะหรือครับ... พ่อ ?”

สรรพนามที่ชายหนุ่มผู้ซึ่งมีใบหน้าอันเป็นส่วนผสมของลูกครึ่งไทย จีน หรืออาจเป็นญี่ปุ่น เกาหลี เจ้าของทรงผมปรกหน้าปรกตาเพราะไม่มีเวลาตัด กับรูปร่างสูงโปร่ง และท่าทางคล่องแคล่วทะมัดทะแมง ว่องไวปานลิงลม บ่งบอกได้ดีว่าว่าผู้บังคับบัญชาสูงสุดของที่นี่เป็นอะไรกับเขา

“ฉันรู้ว่าแกแกล้งโง่... ธนู” คนเป็นพ่อสวนกลับด้วยสิ่งที่ไม่ใช่คำตอบ ทำเอาคนเป็นลูกแอบอมยิ้ม

“คร้าบๆ งั้นก่อนอื่นผมคงต้องพิสูจน์ก่อนว่า ผู้ก่อคดีทั้งหมดเป็นคนเดียวกัน”

แฟ้มเอกสารบนโต๊ะถูกเก็บเรียบร้อยตั้งแต่หลายนาทีก่อน ไม่ให้เจ้าของโต๊ะทันได้หันมาเห็น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีสิ่งใดถูกถ่ายเทออกเลย ในเมื่อข้อมูลจำเป็นในเอกสารเหล่านั้นได้ถูกบันทึกภาพเก็บไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยโทรศัพท์มือถือของเขา

“แกคิดจะทำอะไร !?”

เสียงตั้งคำถามดังสวนทันควันจากคนเป็นพ่อ แววตาบ่งบอกความกังวล แม้จะทบทวนแล้วว่าหากไม่ให้คนเป็นลูกเข้าร่วมการสืบคดี อีกฝ่ายก็คงไม่ยอมอยู่เฉยๆ แน่ นอกจากนี้ยังอาจทำอะไรแผลงๆ ตามนิสัยประจำตัวอีกด้วย

“พ่อก็คงรู้อยู่แล้วนี่ครับว่าผมจะทำอะไร”

คำใบ้กวนๆ จากคำตอบที่ได้รับไม่ได้ให้ความกระจ่างใดๆ แม้แต่น้อย และมันก็ยิ่งทำให้คนเป็นพ่อทั้งเอือมระอาและเป็นห่วงกังวลมากขึ้นหลายเท่าตัว ในเมื่อคำตอบที่เดาได้มีเพียงการกระทำแผลงๆ อะไรสักอย่างที่มนุษย์ปกติไม่คิดจะทำกัน อย่างเช่น...

“อย่าบอกนะว่าแกจะใส่ไอ้ชุดบ้าๆ นั่นออกไปสืบคดีอีกน่ะ !?”

เป็นคำถามที่ได้รับเพียงรอยยิ้มกว้างแทนคำตอบ แต่เพียงแค่นั้นก็สามารถยืนยันได้เป็นอย่างดีแล้วว่า มันคือคำตอบที่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำเอาสองผู้กองหนุ่มรุ่นพี่ถึงกับยืนยิ้มเจื่อนๆ เพราะรู้ดีถึงลำดับเหตุการณ์ต่อไป

“เลิกทำอะไรบ้าๆ แบบนั้นได้แล้ว แกสืบคดีอย่างคนปกติเขาไม่ได้หรือไงธนู !?” คนเป็นพ่อเริ่มหน้านิ่วคิ้วขมวดกับท่าทางสบายอารมณ์ของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวที่ภรรยาฝากฝังไว้ก่อนเสียชีวิต ทั้งที่น่าจะเคยชินกับสิ่งเหล่านี้ได้แล้ว หากแต่ก็ยังไม่อาจทำใจให้ชินกับมันได้สักวินาทีเดียว

“ไม่ได้หรอกครับพ่อ ก็นั่นมันเอกลักษณ์ของผมนี่” เจ้าของชื่อธนูยิ้มอย่างภาคภูมิ แต่นั่นเหมือนจะยิ่งเป็นการกระทำและคำพูดที่ทำให้ท่านนายพลแห่งกองปราบปราม ผู้ควบตำแหน่งบิดาของสายสืบอัจฉริยะประจำกองปราบฯ คนนี้ปวดหัวหนักขึ้น

“แกก็หัดหาเอกลักษณ์ที่มันดูเหมือนมนุษย์มนาธรรมดา เรื่องแค่นี้อย่าบอกนะว่าแกทำไม่ได้น่ะ ฉันจะยกเสื้อกันกระสุนของฉันให้แกตัวนึงก็ได้!”

กระนั้นแล้วอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวของคนตรงหน้า ก็ยังไม่อาจแปรเปลี่ยนความคิดของคนฟังได้

“ไม่ได้หรอกครับ... พ่อ เพราะผมก็คือผม”

คำยืนยันนั้นทำเอาคนเป็นพ่อแทบสติแตกกระเจิดกระเจิงชนิดกู่ไม่กลับ

“เจ้าลูกบ้าาาาา !!”

เสียงนั้นดังลอดออกไปไกลจากห้องอันเป็นต้นเสียงนับกิโลก็ว่าได้... และแม้จะเป็นเช่นนั้น...

ช่วงเวลาของราตรีมาเยือนอีกครั้งแล้ว และมันก็เริ่มเป็นที่หวาดผวาของประชาชนคนเดินดินกินข้าวแกง และขี่มอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะคู่ใจ ในเมื่อไม่รู้ว่าตนจะต้องตกเป็นเหยื่อของฆาตกรต่อเนื่องใจอำมหิตเมื่อไหร่ เพราะแม้แต่ตำรวจผู้รับผิดชอบคดียังตกเป็นเหยื่อรายล่าสุด

“ที่นี่คือสถานที่ที่เกิดคดีบ่อยที่สุด...”

ชายหนุ่มในชุดสูทขาวสะอาดราวกับผ่านการซักด้วยผงซักฟอกกล่องใหญ่ เดินวนเวียนมองกล้องวีดีโอวงจรปิดภายในอุโมงค์ทางลอดย่านชุมชนตัวนั้นทีตัวนี้ที เขาสวมถุงมือสีขาว รวมไปถึงรองเท้าหนังสีขาวด้วย ดังนั้น จึงเหลือแต่เพียงเชิ้ตสีน้ำตาลกับไทค์สีครีมเท่านั้นที่ทำให้เขาดูมีสีสันในชีวิตขึ้นมาบ้าง

“จุดที่เกิดเหตุก็คือจุดจุดเดิม ตรงมุมอับของกล้องวงจรปิด” เขานั่งลงแตะที่พื้นถนน ซึ่งเปรอะเปื้อนไปด้วยรอยเลือดแห้งกรังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีใครรู้ว่ามันจะเป็นเช่นนี้ไปอีกนานแค่ไหน และรายต่อไปจะเป็นใคร ถนนทั้งสายในเวลานี้จึงแทบจะปราศจากรถราที่เคยแล่นกันขวักไขว่อย่างน่าใจหาย แทบไม่ต่างอะไรจากเมืองร้าง เพราะไม่มีใครมั่นใจว่าเจ้าฆาตกรโรคจิตนั่นจะไม่ทำอะไรผู้สัญจรผ่านไปมาด้วยรถยนต์ หากไม่มีเหยื่อบนมอเตอร์ไซค์ให้มันจัดการ

“รายสุดท้ายนี่คงโดนหนัก สมกับที่เป็นคนรับผิดชอบคดี”

นั่นคือสิ่งที่คราบเลือดรอยล่าสุดบ่งบอก เปล่าเลย... มือที่สวมถุงมือของเขาไม่ได้บอกอะไรได้จากการสัมผัสกับสิ่งเหล่านั้น หากแต่ประสบการณ์ต่างหากที่บอกให้ชายหนุ่มล่วงรู้ ถึงการแยกแยะลำดับของคราบเลือดมากมายที่ซ้อนทับอยู่ในจุดเดียวกัน

ปิ๊น !

เสียงแตรรถยนต์ดังขึ้นในระยะกระชั้นชิด แม้เจ้าของร่างสูงโปร่งในชุดสูทขาวจะไม่ได้อยู่ในรัศมีที่รถยนต์คันใดจะสามารถพาเขาไปสู่โลกที่สามได้ก็ตามที มิหนำซ้ำรถยนต์คันที่ว่ายังขับเข้ามาจอดเทียบข้างชายหนุ่มอีกด้วย

“ไง! ขับรถเล่นเผื่อเจอฆาตกรโฉดเหรอ ?” ธนูยักคิ้วพลางฉีกยิ้มกวนๆ ระหว่างเอ่ยทักเจ้าของรถ ซึ่งลดกระจกลงเพื่อจะเอื้อนเอ่ยอะไรบางอย่างกับเขา ทำเอาอีกฝ่ายนึกฉุน

“แกมากกว่ามั้งที่สมควรจะเจอก่อนใคร !” ชวิน อดีตหัวหน้าแก๊งปล้นนักการเมืองคู่ปรับตลอดกาลของธนูสวนกลับทันควัน เขาเป็นเจ้าของรถยนต์สีน้ำเงินกลางเก่ากลางใหม่คันที่ว่า และควรที่จะต้องกลับถึงคฤหาสน์แสนสุขของตัวเองนานแล้ว หากไม่ตัดสินใจขับรถมุ่งหน้ามายังเส้นทางนี้เสียก่อน

“ถ้าเป็นแบบนั้นได้ก็ดีน่ะสิ”

คำตอบกับอาการขบขัน รวมไปถึงเสียงหัวเราะของธนู ยิ่งทำให้คนฟังรู้สึกเอือมระอามากขึ้นหลายเท่าตัว ดูเหมือนจะไม่มีอะไรบนโลกใบนี้ที่เป็นต้นเหตุให้หมอนี่อารมณ์เสียได้เลยสักอย่างเดียว

“นายเองก็อยากเจอไม่ใช่หรือไง ไม่งั้นคงไม่ขับรถผ่านเส้นทางที่ชาวบ้านเขาพยายามหลีกเลี่ยงกันหรอกมั้ง”

คราวนี้ธนูกลายเป็นฝ่ายย้อนถามชนิดแทงใจดำกลับไปบ้าง แน่นอนว่าชวินเบือนหน้าหนีไปบ่นงึมงำกับตัวเอง เรื่องที่รู้อยู่แก่ใจว่าอาจเจอมนุษย์กวนประสาทรอคอยอยู่ปลายทาง แต่ก็ยังดันทุรังขับรถดั้นด้นมาถึงที่นี่

“ฉันก็แค่ต้องผ่านถนนเส้นนี้ก็เท่านั้น !”

แต่มีหรือที่ชวินจะยอมรับมันง่ายๆ ในเมื่อนั่นไม่ใช่วิสัยที่เขาคิดจะทำมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

“บ้านนายไม่ได้อยู่แถวนี้ แถมจากที่ทำงานไปบ้านก็ไม่จำเป็นต้องผ่านถนนสายนี้” ธนูไล่ต้อนอีกฝ่าย ตั้งใจจะให้จนมุมในไม่กี่ประโยคต่อจากนี้ และใช่ว่าชวินจะไม่รู้ถึงจุดมุ่งหมายของเขา

“นั่นก็เพราะฉันไม่ได้ออกมาจากที่ทำงานยังไง อย่ามาจับผิดกันซะให้ยาก ฉันไม่หลงกลหรอกจะบอกให้ !” ชวินสวนกลับหน้านิ่ง กลบเกลื่อนความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคำพูดนั้น ซึ่งเป็นอย่างที่ธนูพูดทุกประการ เขาเองก็อยากเจอมนุษย์อำมหิตผู้ไล่ฆ่าเพื่อนร่วมโลกบนท้องถนนได้อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายคนนั้นสักครั้ง แม้ไม่มั่นใจว่าจะสามารถลากคออีกฝ่ายเข้าตะรางได้หรือกลับตาลปัตรกลายเป็นเหยื่อของอีกฝ่ายกันแน่

“มาร่วมมือกันไหมเล่า ในเมื่อทั้งฉันทั้งนายก็น่าจะมีจุดมุ่งหมายเดียวกันอยู่ ?” ธนูยังไม่ละความพยายามที่จะทำให้ชวินยอมรับความจริงในหัว

“ฝันไปเถอะว่าฉันจะร่วมมือกับคนบ้า !”

นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่ชวินทิ้งไว้ ก่อนที่เขาจะขับรถออกไป ปล่อยให้ธนูยืนหัวเราะขบขันอยู่คนเดียว ราวกับไม่เดือดเนื้อร้อนใจใดๆ กับสิ่งที่ได้ยินแม้แต่น้อย

เขา... อาจจะบ้าก็ได้ ถึงอย่างนั้นธนูก็รู้ว่าตัวเองทำทุกอย่างไปเพื่ออะไร !

“ยังพอมีเวลาเหลือ งั้นก็ไปจุดต่อไปเลยแล้วกัน” เขาพึมพำ หลังจากเดินวนไปวนมาเพื่อตรวจเช็คสิ่งที่ต้องการเป็นเวลานานกว่าครึ่งชั่วโมง

ดูเหมือนยังมีอีกหลายสิ่งหลายที่จำเป็นต่อการสืบคดี แต่กลับไม่ปรากฏ ณ สถานที่แห่งนี้  ซึ่งไม่แน่ว่าจะเป็นความบังเอิญหรือจงใจ และธนูก็คงกลับไปนอนหลับพักผ่อนได้อย่างไม่สงบสุขแน่ๆ หากไม่สามารถค้นเจอสิ่งเหล่านั้นได้ภายในคืนนี้ ขอเพียงแค่พบมันสักเศษเสี้ยวหนึ่ง สายสืบบ้าคดีอย่างเขาก็มีความสุขแล้ว

บรืนนนนน...

ไม่นานรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจของธนูก็แล่นออกไปอย่างเร็ว นั่นเองที่ทำให้เขาไม่เห็นใครคนหนึ่งที่เดินออกมาจากมุมมืด และมองตามหลังเขาไปจนลับสายตา โดยที่ในมือข้างหนึ่งกำท่อนเหล็กเปื้อนเลือดแท่งยาวไว้แน่น เหมือนต้องการระบายอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่านกับมัน !!

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว