ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 40 : เจ้าหญิงกับองครักษ์

ชื่อตอน : บทที่ 40 : เจ้าหญิงกับองครักษ์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.5k

ความคิดเห็น : 57

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ธ.ค. 2560 20:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 40 : เจ้าหญิงกับองครักษ์
แบบอักษร


บทที่ 40 เจ้าหญิงกับองครักษ์


บนโลกนี้มีคนเป็นล้านคน ทุกคนมีเป็นล้านใจ ฉันก็ไม่ใช่ใครก็แค่คนหนึ่ง


เสียงของจิรกฤตที่ร้องคลอตามเพลงจากคลื่นวิทยุทำให้ดวงตากลมโตหันไปเหล่มองด้วยความหมั่นไส้กับท่าทางอารมณ์ดีอย่างออกนอกหน้าแบบนั้น อยากแขวะใบหน้าหล่อๆ กวนๆ ด้วยความรักสักทีสองทีแต่พอมองคนรักในชุดเจ้าชายสีดำสนิทเต็มยศราวกับหลุดออกมาจากเทพนิยายแล้วก็พูดอะไรไม่ออก ยอมรับแต่โดยดีเลยว่าพอเขาใส่เครื่องแต่งกายแบบนี้มันทำให้ยิ่งสง่างามน่าเกรงขามกว่าเดิมหลายเท่า


จะว่าไปแล้วก็คาดไม่ถึงอยู่เหมือนกันว่าบริษัทนี้จะมีงานเลี้ยงปีใหม่ที่จัดหรูหรา อลังการแถมยังมีการคิดธีมให้แต่งตัวไปในทิศทางเดียวกันอีกต่างหาก ครั้งแรกที่ได้ยินคนรักบอกจะพาไปเช่าชุดที่ร้านกับหัวข้อในปีนี้คือ ‘เทพนิยาย’


ตอนแรกเธอเกิดอาการมึนงงเล็กน้อยกับความจริงจังถึงขั้นต้องเช่าชุดกับร้านพวกนี้โดยตรงอีกทั้งเลือกแพคเกจแต่งหน้าทำผมครบเซตซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกใจเพราะจิรกฤตไม่น่าใช่คนประเภทโอเว่อร์ขนาดนี้หากชายหนุ่มกลับบอกว่านี่เป็นเรื่องปกติสำหรับออฟฟิศเนื่องจากงานนี้คนอื่นต่างแต่งตัวจัดเต็มตรงคอนเซ็ปต์เป๊ะๆ


จากสุภาษิตเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม สุดท้ายชายหนุ่มจึงต้องพยายามหาชุดเพื่อให้เว่อร์วังอลังการแบบนี้ทุกปีแล้วยังมีการบอกด้วยว่าปีนี้โชคดีแล้วที่หาชุดไม่ยากเพราะปีที่แล้วธีมโลกอนาคตนั่นทำเอาปวดหัวไปหลายวันไม่รู้จะสรรหาอะไรใส่ไปงานดี


สงสัยงบบริษัทจะเหลือเยอะ...


“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ เจ้าหญิง” เขาเอ่ยเรียกแซวร่างระหงซึ่งสวมชุดกระโปรงยาวฟูฟ่องสีเหลืองอ่อนประดับลายลูกไม้อ่อนหวานทั้งตัวด้วยความพอใจ นัยน์ตาคมสีเข้มลอบมองใบหน้าเนียนใสที่วันนี้ดูหวานซึ้งงดงามราวเจ้าหญิงตัวจริงแล้วก็อดใจไม่ไหวตั้งใจจะเอื้อมมือไปลูบศีรษะทุยสวยหากทว่าเสียงห้ามปรามก็ดังขึ้นซะก่อน


“อ๊ะๆ อย่าเพิ่งจับผมนะคะ เดี๋ยวเสียทรงหมดยังไม่ถึงงานเลย” แม้จะไม่ใช่ผู้หญิงประเภทแต่งตัวจัดเต็มมากมายแต่เมื่อเสียเงิน (ของจิรกฤต) แปลงโฉมออกมาจากร้านจนสวยปิ๊งทั้งทีก็ต้องรักษาให้มันคงสภาพเดิมให้ดีที่สุด


“ตามพระบัญชาครับ เจ้าหญิง”


ได้ยินน้ำเสียงจริงจังจากสาวน้อยนั่นแล้วมือใหญ่จึงต้องเลื่อนกลับไปจับที่พวงมาลัยรถยนต์ตามเดิมอย่างว่าง่ายหากยังไม่วายสวมบทบาทแบบเคร่งครัด ดวงตาคมจ้องมองท้องถนนที่รถหนาแน่นเป็นระยะเนื่องจากนี่คือเย็นวันศุกร์ใกล้สิ้นปี ถือว่าโชคดีแล้วที่บริษัทเลือกโรงแรมจัดงานเลี้ยงซึ่งไม่ใช่ใจกลางเมืองหรือย่านคับคั่งเท่าไหร่ไม่เช่นนั้นกว่าจะถึงงานอาจเลิกเสียก่อน


“พี่กราฟใช้คำศัพท์ผิดหรือเปล่า มันเหมือนไม่ใช่เจ้าชายพูดกับเจ้าหญิงเลยนะคะ” เธอเอ่ยพร้อมสีหน้าฉงนและงุนงงมากขึ้นเมื่อได้ยินคำตอบกลับมา


“พี่ไม่ใช่เจ้าชายนี่”


“อ้าว แต่ชุดของพี่...”


“นี่ชุดทหารองครักษ์ครับ” เขาตอบสั้นๆ ก่อนเหลือบไปมองพนิดาที่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเหมือนไม่เข้าใจแล้วก็ต้องหัวเราะออกมาก่อนจะอธิบายเพิ่มเติม “พี่เป็นองครักษ์คอยปกป้องเจ้าหญิงไง แบบนี้เท่กว่าตั้งเยอะ”


เหตุผลของจิรกฤตทำเอาคนฟังเงียบไปชั่วอึดใจแล้วก็ต้องอมยิ้มอย่างห้ามไม่อยู่ ผู้ชายคนนี้ช่างเข้าใจหาความคิดสร้างสรรค์แปลกๆ ไม่เหมือนใครมาเล่นอยู่เรื่อยก่อนรอยยิ้มนั้นจะค้างเก้อเมื่อเธอนึกขึ้นมาได้ถึงเรื่องอะไรบางอย่างขึ้นมาได้


ไม่มีเทพนิยายเรื่องไหนที่เจ้าหญิงได้ครองคู่กับองครักษ์สักเรื่องเดียว...


หรือหากมีเกือบทั้งหมดของนิยายหรือละครเรื่องที่ดังๆ พวกนี้จะต้องพบตอนจบที่แสนเศร้าเหมือนกันทุกครั้งไป


“ปกติเจ้าหญิงก็ต้องคู่กับเจ้าชายไม่ใช่เหรอคะ ถ้ามีความรักกับองครักษ์นี่กลายเป็นเรื่องต้องห้ามเลยนะ” เธอถามแล้วจ้องหน้าชายหนุ่มตาแป๋วแม้ในใจจะชักฟุ้งซ่านเลยเถิดเล็กน้อยเมื่อนึกถึงเทพนิยาย นิยายหรือละครที่ไม่ใช่เรื่องจริงในขณะเดียวกันก็เฝ้ารอคอยคำตอบว่าคนรักจะมีอะไรมาโต้ตอบสิ่งที่สงสัยรอบนี้ได้หรือเปล่า


ทหารหนุ่มรูปงามกระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อยหลังเจ้าหญิงขี้สงสัยซักไซ้ไม่หยุดหย่อน ความรำคาญนั้นไม่มีหรอกยกเว้นแต่ความเอ็นดูซะมากกว่า ใบหน้าคมเข้มมักราบเรียบเคร่งขรึมในสายตาคนอื่นแต่กลับอ่อนโยนเสมอเมื่ออยู่กับผู้หญิงคนนี้หันมาประสานเข้ากับดวงตากลมโตตรงๆ เมื่อถึงจุดที่รถติดพอดีก่อนจะเอ่ยคำตอบออกมาพร้อมแววตาแพรวพราว


“เรื่องของเราจะเป็นเรื่องแรก”


“คะ?” ใบหน้าหวานเอียงคอนิดๆ พลางยกเสียงขึ้นสูง


“ทำไมต้องเหมือนใคร เราสร้างเรื่องของพวกเราได้เองไม่ใช่เหรอ”


“...”


พนิดายังไม่พูดอะไรออกไปทันทีโดยที่ยังจ้องชายหนุ่มนิ่งพลางแสดงสีหน้าสับสนนิดๆ ไม่เข้าใจหน่อยๆ กับคำพูดของเขาเพราะฟังดูแล้วเหมือนมันเป็นคำตอบของคนเอาแต่ใจแถมยังกำปั้นทุบดินแบบทะแม่งชอบกล


ทว่าคิดๆ ไปก็รู้สึกว่านี่แหละคำตอบที่สมเป็นจิรกฤตตัวจริง


คิดจะทำอะไรก็ทำ... ต้องการอะไรก็ต้องได้... นี่แหละเนื้อแท้คู่หมั้นตัวร้ายของเธอ


“สำหรับความรักไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้หรอก จริงไหม?”



โห สวยมากน้องพราว แต่งตัวน่ารักเชียว


เสียงทุ้มนุ่มนวลเอ่ยพร้อมดวงตาสีเข้มที่กวาดมองหญิงสาวเมื่อเดินเข้ามาในงานเลี้ยงปีใหม่ในชุดกระโปรงยางทรงบอลลูนยาวเลยเข่าดึงดูดสายตาหลายคู่ได้เป็นอย่างดี ใบหน้าที่ตกแต่งด้วยเครื่องสำอางพองามเผยความสวยสะพรั่งเด่นชัดอีกทั้งทรงผมรวบเกล้าสูงไปด้านหลังแต่ยังเหลือปอยเล็กๆ ม้วนลอนคลอเคลียตามกรอบหน้าก็เพิ่มความหวานชวนมองอีกหลายเท่าตัว


“ขอบคุณค่ะ พี่เอก” เธอยกมือไหว้ทั้งทักทายและขอบคุณอีกฝ่ายก่อนจะเอ่ยถามหาแฟนสาวของชายหนุ่ม “แล้วพี่ครีมล่ะคะ มาด้วยกันหรือเปล่า”


“มาครับแต่ไปเข้าห้องน้ำ” เขาตอบก่อนยังไม่วายวกกลับมาเข้าเรื่องที่พูดค้างไว้ “แต่พูดตรงๆ นะว่านี่ถ้าไม่ติดมีหมาหวงกระดูกอย่างไอ้กราฟคอยเฝ้าอยู่ พี่เดาได้เลยว่าน้องพราวต้องมีคนเข้ามาจีบไม่หวาดไม่ไหวแน่นอน”


น้ำเสียงชื่นชมของเอกราชทักทายคู่หมั้นเพื่อนสนิทส่งผลให้สายตาหลายคู่ให้ความสนใจกันเป็นจุดเดียวนานพอสมควรแล้ว พนิดายิ้มเก้อเขินชักทำตัวเก็บมือไม้ไม่ถูกจนเผลอยกขึ้นไปเกาะแขนจิรกฤตซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ตามความเคยชินและนั้นก็ยิ่งกระตุ้นคนแซวให้คึกคักมากกว่าเดิม


“แหม มีจับมือถือแขน ซ้อมไว้เดินในงานแต่งเหรอครับ”


“พอๆ”


ชายหนุ่มปรามเอกราชเสียงเข้มแต่ใบหน้ากลับเปื้อนยิ้มมากกว่าทุกวัน นัยน์ตาคมเป็นประกายพร้อมกุมมือน้อยคู่นั้นให้กระชับเข้าหาตัวแน่นขึ้น แอบได้ยินเสียงตะโกนหยอกล้อมาจากเพื่อนร่วมงานคนอื่นแบบไกลๆ แต่ไม่คิดจะหันไปตอบโต้ใดๆ


วันนี้ปล่อยให้ทุกคนแซวให้เต็มที่ ถือว่าดีซะด้วยซ้ำจะได้เห็นชัดๆ จำขึ้นใจกันไปเลยว่าหญิงสาวข้างกายเขามีเจ้าของแล้วแต่เพียงผู้เดียว


“พราว เดี๋ยวพี่จะไปสวัสดีหัวหน้า ไปด้วยกันนะ”


พนิดานิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะเข้าใจได้ว่าชายหนุ่มคงหมายถึงคุณนฤเบศซึ่งเป็นหัวหน้าสายตรงรวมถึงเป็นบิดาของผู้หญิงที่มาชอบจิรกฤตด้วย ใบหน้าหวานละมุนคลี่ยิ้มกว้างสดใสเมื่อถึงเวลาได้พบคนที่อยากเจอมาหลายวัน


ก็แค่อยากทักทายเฉยๆ ไม่มีอะไร๊...


“ค่ะ ไปกันเถอะ”


สองหนุ่มสาวแยกตัวออกมาจากกลุ่มเพื่อนแผนกเดียวกับจิรกฤตก่อนจะเดินมาถึงโต๊ะยาวที่ใช้ผ้าปูสีขาวสะอาดตาประดับตกแต่งด้วยดอกกุหลาบแดงสดและเชิงเทียนสวยงามซึ่งจัดไว้สำหรับผู้บริหารอยู่ใกล้เวทีที่ตอนนี้มีดนตรีบรรเลงแนวแจ๊สฟังสบาย พนิดาจำหน้าของหลายท่านได้เพราะเคยฝึกงานที่นี่หลายเดือนรวมถึงคุณนฤเบศเช่นกันและข้างกายก็มีหญิงสาวร่างเล็กนั่งอยู่ด้วย


“สวัสดีครับพี่แจ๊ค พี่ป๊อบ พี่อัค พี่หนิง พี่ชุ พี่นา” เขาทำความเคารพทุกคนรวมถึงภรรยาของผู้บริหารที่นั่งอยู่พร้อมหน้าด้วย ร่างสูงสง่าโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อความนอบน้อมตามมารยาททางสังคมโดยไม่ลืมทักทายเด็กสาวที่อายุน้อยที่สุดบนโต๊ะด้วย “หวัดดีครับน้องชมพู”


“สวัสดีค่ะ” ชมพูนุชตอบเสียงเบาพลางยิ้มแห้งก่อนจะเม้มปากแน่นเมื่อเห็นชายหนุ่มที่เธอแอบชอบควงคู่มากับผู้หญิงอีกคนซึ่งต่อให้โง่แค่ไหนก็มองออกว่านี่คือคู่หมั้นที่เขาเคยบอกแน่ๆ ดวงตาเล็กมองหญิงสาวตรงหน้าที่สวยซะจนเหมือนต้องมนต์สะกด “เอ่อ... สวัสดีค่ะพี่...”


“พี่ชื่อพราวจ๊ะ น้องชมพูใช่ไหมคะ พี่กราฟเคยเล่าให้ฟังอยู่เหมือนกัน” เธอพูดเสียงหวานเป็นมิตรสวมมาดนางเอกสุดๆ อีกทั้งไม่ลืมส่งรอยยิ้มพิมพ์ใจเพิ่มความละมุนเข้าไปด้วย “เห็นบอกว่าที่ทำงานมีน้องสาวคนหนึ่งมาให้ช่วยสอนทำงาน”


คนเป็น ‘น้องสาว’ ชะงักกึกรู้สึกจุกจนพูดอะไรไม่ออกแม้ชายหนุ่มจะเคยบอกก่อนหน้านี้ว่าเขาไม่ได้คิดกับเธอมากไปกว่าน้องสาวรวมถึงมีคู่หมั้นอยู่แล้ว ถึงตอนนั้นทั้งช็อกทั้งอึ้งแต่ผ่านไปสักพักก็เริ่มทำใจได้เพราะระยะเวลาที่รู้จักจิรกฤตยังไม่นานพอมาเจอสถานการณ์ตรงหน้าแบบนี้แล้วอดสังเวชอดสูขึ้นมาในใจไม่ได้ที่ตัวเองเผลอหลงรักคนมีเจ้าของแถมยังมโนคิดไปไกลว่ามันคือพรหมลิขิต


น่าอายชะมัด...


“ใช่ครับ พี่เป็นคนแนะนำกราฟให้มาช่วยสอนชมพูเองแหละเห็นว่าพรีเซ้นต์งานเก่งที่สุดในแผนกแล้ว”


คุณนฤเบศตอบแทนลูกสาวโดยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างชมพูนุชและจิรกฤตอีกทั้งยังขุดสกิลปากหวานขึ้นมาชมเด็กสาวรุ่นลูกอย่างเป็นกันเองเพราะเขาก็รู้จักหญิงสาวและเคยไปร่วมงานหมั้นของลูกน้องตอนนั้นด้วย “แต่หนูพราวสวยมากจริงๆ นะวันนี้ เหมือนพวกดารานางเอกเลยครับ”


“ขอบคุณค่ะ พี่แจ็ค” เสียงหวานตอบรับอย่างสุภาพพร้อมประนมมือไหว้เรียบร้อยราวกุลสตรีศรีสยามจนชายหนุ่มที่ยืนเคียงข้างหลุดยิ้มขำกับท่วงท่าสง่างามช่างประดิษฐ์ของเธอแบบนั้น คิดว่าเขาคงเข้าใจว่าการแอคติ้งคล้ายอินกับชุดที่ใส่ความจริงแล้วมันมีเหตุผลอื่นซ่อนอยู่


ก็แหม... ใครจะไปกล้าด่า ฉะ ตบต่อหน้าผู้คนในงานรวมถึงเหล่าหัวหน้าที่ส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานจิรกฤตได้กันล่ะ อีกอย่างชมพูนุชก็ยังอยู่ในขั้นแค่แอบชอบเท่านั้น ไม่ได้เป็นกิ๊กหรือแอบคบกับคู่หมั้นตัวเองสักหน่อย ดังนั้นการยิ้มหวานๆ สวมบทผู้ดีแต่แสดงให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าเธอก็ทราบความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดีแบบนี้แหละเหมาะสมที่สุด


ไม่ถูกมองว่าเป็นนางมารร้ายแถมยังการความเกรงใจอีกต่างหาก... แค่นี้ก็เพียงพอต่อความต้องการของพนิดาแล้ว


“งั้นผมกับพราวขอตัวไปอยู่กับพวกที่แผนกก่อนนะครับ” มือหนาเอื้อมไปจับมือเล็กเข้ามาหาตัวพร้อมโปรยยิ้มให้ทุกคนด้วยความสุภาพหากก็แอบขบขันในความจริงจังแสร้งเรียบร้อยเกินเหตุซึ่งถือเป็นเรื่องถนัดของพนิดานั่นแหละ แม้แต่เขาเองตอนแรกยังคิดว่าเธอเรียบร้อยประดุจผ้าพับไว้ซะหลายปีกระทั่งได้คบกันจริงๆ ถึงรู้ว่านั่นเป็นแค่ภาพลวงตาเท่านั้น


ของจริงเป็นยังไงย่อมรู้กันอยู่ซึ่งก็เหมือนเขาที่มีไม่กี่คนจะรู้จักตัวตนอย่างแท้จริง


คล้อยหลังทุกคนบนโต๊ะชายหนุ่มหญิงสาวต่างหันมามองหน้ากัน นัยน์ตาอ่อนหวานสองคู่ทอประกายเจิดจ้าโดยไม่จำเป็นต้องมีคำพูดใดๆ นอกจากรอยยิ้มมุมปากนั่นก็บ่งบอกถึงการล่วงรู้ความคิดที่อยู่ในใจเป็นอย่างดี


ปิดเคสไปอีกหนึ่ง...


ค่ำคืนของงานเลี้ยงปีใหม่ดำเนินผ่านด้วยบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานจากกิจกรรมมากมายทั้งดนตรีสดฟังสบาย การจับฉลากแลกของขวัญ การประกาศรางวัลผู้แต่งชุดมาร่วมงานดีเด่น เล่นเกมชิงรางวัลกระทั่งเวลาล่วงเลยอย่างรวดเร็วเกือบเที่ยงคืนซึ่งผู้บริหารและครอบครัวกลับบ้านไปก่อนปล่อยให้พนักงานปาร์ตี้รื่นเริงต่อกันเอง


พนิดาซึ่งก้มหน้ายืนเล่นโทรศัพท์หลังกินอิ่มแปล้ก็เริ่มอ้าปากหาววอดๆ เพราะส่วนใหญ่ประมาณห้าทุ่มเธอก็มักจะเข้านอนแล้วโดยไม่รู้สึกตัวเลยว่ามีบางคนเขยิบเข้ามาใกล้พร้อมส่งเสียงดังข้างหูแบบไม่มีเกรงใจ


“ง่วงนอนเหรอ เด็กอนามัย”


“อุ้ย! ตกใจหมด”


หญิงสาวสะดุ้งโหยงก่อนหันกลับไปทำเสียงเขียวใส่ชีวานนท์ ในใจอยากวีนแตกใส่อีกฝ่ายสักกัณฑ์ใหญ่ที่ทำให้เธอตกใจเกือบปล่อยโทรศัพท์ร่วงหลุดมือแต่ก็ต้องกลืนคำพูดทุกอย่างลงคอเพราะตำแหน่งผู้ได้รางวัลชุดแต่งกายยอดเยี่ยมในคืนนี้ของชายหนุ่ม


ไม่ใช่อารมณ์ชื่นชมเกรงใจอะไรหรอกนะ... ต้องเรียกว่าทึ่งมากกว่า


ดวงตากลมโตมองเพื่อนชายตั้งแต่หัวจรดเท้าขึ้นลงหลายรอบแบบอึ้งๆ นับถือในความทุ่มทุนของชายหนุ่มที่สั่งตัดชุดใหม่เลียนแบบตัวละครในเกมแนวแฟนตาซีย้อนยุคเสียเวอร์วังอลังการจนทุกคนลงคะแนนให้ท่วมท้นและบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ายอมๆ ให้มันชนะไปเถอะ


“เอาปีกไปเก็บแล้วเหรอ” เธอถามหลังเห็นว่าปีกสีดำขนาดใหญ่ที่เขาใส่เข้างานในตอนแรกหายไปแล้ว


“อืม เกะกะ” เสียงห้าวตอบเนิบๆ เริ่มรู้สึกกรึ่มๆ มึนๆ เล็กน้อยเพราะดื่มเหล้าไปไม่น้อยหากก็ยังไม่เลิกยกแก้วในมือขึ้นมากระดกเข้าปากอีกหลายอึก


“ชุดนี้เสียเงินตัดเท่าไหร่”


“เกือบห้าพัน ตรงปีกนั่นแหละแพงสุดเลย”


“แต่ได้เงินรางวัลมาตั้งหนึ่งหมื่นก็คุ้มอยู่แหละเนอะ” เธอขยับเข้าไปมองชุดใกล้ๆ จับพลิกเนื้อผ้าไปมาแล้วก็ได้แต่พูดไม่ออกกับความเอาจริงเอาจังของเพื่อนก่อนจะหันไปหาจิรกฤตเพื่อชักชวนเขาให้มาดูบ้างและนั่นจึงทำให้เธอรู้สึกตัวว่าคนรักไม่ได้อยู่ด้วยแล้ว “หื้ม พี่กราฟไปไหนเนี่ย”


“ห้องน้ำมั้ง มัวแต่แต่งรูปในมือถืออยู่นั่นแหละไม่ได้มองรอบตัวเล้ย”


เพราะความมืดสลัวจากแสงไฟภายในงานที่หรี่ลงทีละน้อยทำให้พนิดาไม่ทันสังเกตดวงตาสีเข้มส่งประกายนึกสนุกคู่นั้นพลางทำหน้าบูดกับเสียงบ่นเหมือนคนแก่ของเพื่อน ใบหน้าหวานเบนหนีหันไปมองเวทีซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลนักก่อนดวงตากลมโตต้องเบิกกว้างเมื่อเห็นชายหนุ่มสองคนกำลังลากเก้าอี้มาวางตรงกลางเวทีพร้อมกีต้าร์ในมือ


“ฝุ่น นั่นพี่เอกกับพี่ไนท์ไม่ใช่เหรอ” เธอหันกลับไปถามเพื่อนด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นเอกราชซึ่งเป็นวิศวกรและเฉลิมพลเลขาของห้องสารสนเทศมาร่วมแสดงโชว์ชุดเดียวกันเพราะทั้งสองทำงานอยู่คนละแผนกไม่น่าเกี่ยวข้องใดๆ ได้ “ทำไมมาอยู่ด้วยกันได้ล่ะ”


หากคราวนี้ชีวานนท์ที่ยืนข้างๆ กลับเงียบกริบนิ่งสนิทผิดปกติคนช่างพูดอย่างทุกทีแถมนอกจากชายหนุ่มจะไม่ยอมให้คำตอบแล้วยังส่งรอยยิ้มกริ่มกับดวงตามีเลศนัยวับวาวมาให้เสียจนคนมองชักขยาดหวาดกลัวนิดๆ แต่ไม่ทันจะได้ถามซ้ำอีกรอบเสียงดนตรีก้องกังวานจากกีต้าร์โปร่งสองตัวก็ดังขึ้นเรียกความสนใจพร้อมความรู้สึกคุ้นหูคล้ายเพิ่งได้ยินเพลงนี้มาไม่นานจึงทำให้หญิงสาวหันกลับไปมองบนเวทีตามเดิม


“บนโลกนี้มีคนเป็นล้านคน ทุกคนมีเป็นล้านใจ ฉันก็ไม่ใช่ใครก็แค่คนหนึ่ง”


และภาพที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้พนิดาต้องเบิกตากว้างอ้าปากค้างอย่างตื่นตะลึงหลังได้ยินท่วงทำนองเพลงรักผ่านไปหนึ่งท่อน แม้นี่ไม่ใช่เพลงใหม่แถมต้องเรียกว่าค่อนข้างเก่าด้วยซ้ำแต่ตอนที่ปล่อยออกมานั้นมันโด่งดังมากพอสมควรจนแม้เวลาจะผ่านไปหลายปีหากใครได้ยินก็ยังคงติดหูและร้องตามได้


หากสิ่งที่หญิงสาวทำให้หัวใจของเธอกระตุกรุนแรงไม่ได้อยู่ตรงส่วนเนื้อเพลงทว่ากลับเป็นคนที่ร้องเพลงนั้นออกมาต่างหาก


“โลกเราดูช่างกว้างใหญ่ ท้องฟ้าดูช่างกว้างไกล เธอแปลกใจบ้างไหม”


“พี่กราฟ...” ดวงตากลมจ้องมองชายหนุ่มแบบไม่ยอมกะพริบ รู้สึกงุนงงสับสนไปหมดที่จู่ๆ จิรกฤตก็ขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีแถมปิดเงียบไม่ยอมบอกให้รู้อีกต่างหาก


ว่าแต่สถานการณ์แบบนี้มันดูแปลกๆ ยังไงอยู่ชอบกล...


จิรกฤตกวาดสายตามองเหล่าเพื่อนร่วมงานและผู้ติดตามมากมายหลายสิบคนที่กระจายอยู่ในงานท่ามกลางต้นไม้น้อยใหญ่ร่มรื่นซึ่งวันนี้ถูกเนรมิตให้กลายเป็นสวนในเทพนิยาย ดวงตาหลายคู่กำลังดูเขาร้องเพลงเหมือนเป็นหนึ่งในความบันเทิงทั่วไปโดยไม่เอะใจเลยว่าอีกไม่นานที่นี่จะกลายเป็นสถานที่ในความทรงจำของบางคน


 ดวงตาคมกริบเลื่อนไปจับจ้องร่างแน่งน้อยเจ้าของดวงใจเพียงหนึ่งเดียวนับสิบปี ใบหน้าหล่อเหลายกยิ้มมุมปากเล็กๆ ชวนละลายใจ ท่าทางของเขายังคงสุขุมนิ่งสงบไร้ความตื่นเต้นใดๆ แต่ถ้าสังเกตดีๆ แล้วจะพบว่าปลายเท้าข้างหนึ่งของเขากำลังเขย่าขึ้นลงถี่แรงแถมมือที่ถือไมค์ก็เกิดอาการสั่นไหวน้อยๆ อีกด้วย


ตื่นเต้นสิ... เป็นใครก็ต้องตื่นเต้นอยู่แล้ว


“มันเป็นเรื่องบังเอิญหรือตั้งใจ มันเกิดขึ้นจริงจริงหรือฝันไป การที่เรานั้นได้พบกันที่บนโลกนี้ ก็ไม่รู้จะพูดมันอย่างไร แต่หมดทั้งหัวใจที่ฉันมี ฉันเชื่อว่าสิ่งนี้...”


พนิดาได้ยินเสียงนั้นแล้วก็พลันลมหายใจสะดุด ร่างกายเกิดสั่นสะท้านจนต้องยกมือขึ้นมาจับต้นแขนเอาไว้แน่น ใบหน้าหวานร้อนผะผ่าวกับสายตาที่มองมาของชายหนุ่มคู่นั้น


เอาจริงๆ จิรกฤตก็ไม่ได้เสียงดีถึงขั้นต้องชะงักค้างตกตะลึงเหมือนพวกรายการร้องเพลง บางคำยังแอบมีความเพี้ยนเล็กน้อยด้วยซ้ำแต่กระแสสายตาที่ส่งมาหาเธอมันกลับทำให้รู้สึกขนลุกซู่ เลือดลมภายในร่างกายแล่นพล่านปั่นป่วน หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำโครมครามไม่ต่างจากตอนรู้ความจริงว่าเขาบอกว่ารักเธอ


“รู้ไหมว่าพี่กราฟพยายามตามหาคนทั้งบริษัทที่เล่นกีต้าร์ได้มาตั้งแต่เดือนก่อนจนมาเจอพี่ไนท์เนี่ยแหละ” เสียงทุ้มเอ่ยเฉลยความจริงให้เพื่อนได้รับรู้หลังคันปากอยากบอกซะหลายรอบ ถ้าไม่ติดว่านี่เป็นเหตุการณ์สำคัญเขาคงยั้งไว้ไม่อยู่แน่ๆ “บางวันเลิกงานแล้วก็ยังไม่กลับเพราะนั่งซ้อมกันอยู่จนมืดเห็นว่าต้องเลี้ยงข้าวกลางวันพี่ๆ ทั้งสองตอบแทนด้วย บอกเลยนี่ถือว่าพี่กราฟร้องตรงคีย์โชว์ได้ไม่อายใครแล้วนะตอนแรกมันเพี้ยนกว่านี้อีก”


“คือเรื่องมหัศจรรย์ที่เราได้พบกัน คือเรื่องมหัศจรรย์ที่ฉันได้รักเธอ คือเรื่องมหัศจรรย์ที่สุดที่ฉันเคยได้เจอ... เธอ... คือเรื่องมหัศจรรย์”


“...”


“พี่เขาพยายามเพื่อพราวมากเลยนะ”


นาทีนั้นพนิดาแทบกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่หลังได้ยินเรื่องทั้งหมดบอกกับเสียงเพลงที่ดังก้องเข้าไปตราตรึงในสมองและหัวใจก็นึกโกรธตัวเองว่าที่ผ่านมาแอบระแวงกังวลสารพัดเมื่อเขาบอกว่ามีงานด่วนต้องเคลียร์จนคิดฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานาถึงขึ้นไปขอให้จรัสกรช่วยเป็นเทรนเนอร์ฟิตเนสเพราะกลัวว่าตัวเองน้ำหนักขึ้นแล้วชายหนุ่มจะปันใจไปให้คนอื่นแต่ความจริงมันไม่ใช่สักนิด


รู้แล้ว... ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าเขาทำเพื่อกันมากจริงๆ


เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้กับดวงตาสองคู่สบประสานกันนิ่ง บทเพลงที่ดังไปทั่วทั้งงานทำให้ความทรงจำต่างๆ ที่ผ่านมาหมุนเวียนกลับมาราวภาพฉายอย่างน่าประหลาด พนิดานึกถึงจิรกฤตในชุดนักเรียนมอปลายคนที่เธอตกหลุมรักแรกพบแต่ทว่าตอนนั้นกลับสุดแสนจะเขินอายจนแทบไม่กล้ามองหน้าตรงๆ สักครั้งมาหลายปีก่อนจะเข้าสู่ช่วงเวลาน่ากระอักกระอ่วนกับความสัมพันธ์พิลึกน่าสับสนระหว่างพี่ชายของแฟน(กำมะลอ) กับแฟนสาว(หลอกๆ)ของน้องชาย


และนั่นคือช่วงเวลาเจ็บปวดที่สุดสำหรับเธอกับความรักซึ่งไม่น่าจะสมหวัง


แต่สุดท้ายเรื่องราวก็ผ่านพ้นและผ่านมาได้ดีด้วย ถึงจะไม่เข้าใจกันบ้าง ทะเลาะเล็กน้อยเป็นบางครั้งหรือแม้แต่คอยหาเรื่องกลั่นแกล้งเอาคืนกันไปมา...


ทุกอย่างมันคือ ‘เรื่องมหัศจรรย์’ ตามเพลงที่เขากำลังร้องอยู่จริงๆ


“คือเรื่องมหัศจรรย์ที่เราได้พบกัน คือเรื่องมหัศจรรย์ที่ฉันได้รักเธอ คือเรื่องมหัศจรรย์ที่สุดที่ฉันเคยได้เจอ เธอคือเรื่องมหัศจรรย์”


ทันใดนั้นชายหนุ่มก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำเอาคนที่กำลังดูอยู่แปลกใจแต่ไม่นานหญิงสาวหลายคนก็ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดเมื่อจิรกฤตเดินไปหยิบดอกไม้ช่อใหญ่มาไว้แนบอกพร้อมก้าวลงมาจากเวที แสงสว่างสลัวในงานดับวูบกะทันหันก่อนสปอร์ตไลท์ตามทางบนสนามหญ้าตามความห่างระหว่างคนสองคนจะสว่างขึ้นเป็นทางเดินทอดยาวราวถูกจัดตำแหน่งไว้อย่างพอดิบพอดี


พนิดาแทบหยุดหายใจเมื่อเห็นคนรักค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ นี่มันเหมือนเธอกำลังอยู่ในห้วงความฝันที่เคยจินตนาการไว้หลายปีก่อนสมัยเด็กๆ ไม่มีผิด  


สวยงาม... ตรึงตา... ประทับใจ


เรียวขาทั้งสองข้างแข็งทื่อจะก้าวเดินหน้าหรือถอยหลังก็ทำไม่ได้นอกจากแค่ยืนนิ่งให้อีกฝ่ายเข้ามายืนตรงหน้าเท่านั้น ดวงตาคู่สวยเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตามองเขาร้องเพลงในระยะประชิด ร่างสูงสง่าไม่ได้นั่งลงคุกเข่ามอบช่อดอกไม้ให้อย่างที่เคยเห็นในคลิปต่างๆ แต่เขากลับยืนเผชิญหน้าถ่ายทอดความอบอุ่นของผู้ชายที่พร้อมจะดูแล ปกป้อง คุ้มครองสาวน้อยตัวเล็กให้ดีที่สุดตลอดไป


คือเรื่องมหัศจรรย์ที่เราได้พบกัน คือเรื่องมหัศจรรย์ ฉันรักเธอ คือเรื่องมหัศจรรย์ที่สุดที่ฉันเคยได้เจอ... เธอ... คือเรื่องมหัศจรรย์


ประโยคสุดท้ายของเพลงรวมถึงคำที่ชายหนุ่มเน้นทำให้คนฟังน้ำตาไหลอาบแก้มอย่างกลั้นไม่อยู่อีกต่อไป มันตื้นตัน จุกแน่น ประทับใจไปหมดกับทั้งหมดที่เขาเตรียมเอาไว้ มือทั้งสองเอื้อมไปรับดอกไม้ช่อใหญ่ที่ถูกยื่นมาให้ก่อนจะรับรู้ในตอนนั้นว่ารอบข้างมีแต่ความเงียบกริบแถมยังมืดสนิทจนเหมือนพวกเธออยู่ตามลำพัง


จิรกฤตปิดไมค์พร้อมวางลงบนโต๊ะใกล้ๆ ดวงตาคมเป็นประกายน่าหลงใหล ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏรอยยิ้มอ่อนหวานและอ่อนโยนก่อนจะเอ่ยคำถามที่เขาต้องอดทนไม่ยอมพูดออกมาตั้งแต่เจอหน้ากันวันนี้


“แต่งงานกับพี่นะ”


แล้วเธอจะตอบอะไรได้อีกนอกจาก...


“ค่ะ”


ใบหน้าเปื้อนน้ำตาจนเปรอะเปื้อนไปหมดผงกขึ้นลงแรงๆ ยืนยันการตอบรับของตัวเองอย่างหนักแน่นก่อนซุกหน้าลงบนแผงอกขององครักษ์หนุ่มสุดหล่อเมื่อเขาตวัดวงแขนโอบกอดเธอไว้แน่นแล้วก็ต้องสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อไฟทั้งหมดสว่างไสวขึ้นมาอีกครั้ง ผู้คนรอบตัวยังคงยืนอยู่ที่เดิมพลางยิ้มกริ่มพร้อมปรบมือแสดงความยินดีดังคับคั่งให้กับว่าที่คู่บ่าวสาวในเร็ววันนี้


ถัดจากบริเวณกลางงานซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความรัก ข้างลำโพงขนาดใหญ่ติดต้นไม้มุมด้านในสุดคือส่วนควบคุมไฟฟ้าภายในงานทั้งหมด ชีวานนท์เดินออกมาจากจุดนั้นก่อนหัวเราะเบาๆ อย่างอารมณ์ดีเมื่อได้เห็นภาพความสุขที่ตนเป็นผู้ร่วมแผนการในครั้งนี้ด้วย ชายหนุ่มจงใจเข้าไปหาพนิดาและค่อยๆ ต้อนให้เธอไปอยู่ในจุดที่วางไว้แบบแนบเนียนรวมถึงคอยจัดการไฟสปอร์ตไลท์เมื่อครู่นี้อีกด้วย


“แล้วองค์รักษ์ก็ได้ครองคู่กับเจ้าหญิงตลอดไปตราบนานเท่านาน”


ใกล้จบแล้ว ใกล้จบแล้ว ใกล้จบแล้ววววว​

ความจริงแล้วในตอนนี้เรื่องชมพูไม่ใช่ประเด็นสำคัญเลยค่ะ 555 เพราะมันอยู่ตรงการไถ่โทษของพี่กราฟที่ขอน้องพราวแต่งงานต่างหาก ^^

ปล. ใครอยากอ่านตอนน้องพราวมีคนมาจีบให้พี่กราฟหึงหน้ามืดต้องขอโทษด้วยนะคะ... มันไม่มีอ่ะ แฮ่ >//<

​ปล2. ไม่งงตอนพี่กราฟร้องเพลงสลับบทพูดกับบทบรรยายใช่ไหมคะ อาจปนๆ ไปกันนิดแอบกลัวว่าจะสับสนกันง่ะ

ขอสอบถามรีดหน่อยจ้า!!!

รีดอยากอ่านเรื่องรุ่นลูกของสองคนนี้ไหมคะ? ไรท์อยากแต่งนะแต่ยังคิดพล็อตแบบชัดๆ ไม่ออกอ่ะ 555 อันนี้มาถามก่อนเด้อ

Cr. เพลงที่พี่กราฟร้องในตอนนี้คือเพลง 'เรื่องมหัศจรรย์' ของ 'Sofa' ค่ะ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว