เล่ห์ร้ายพิชิตรักภาค 2
ตอนที่ 405 เธอพูดออกมาเบาๆ อยากจะอธิบายถึงความบริสุทธิ์ของตัวเอง
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร

ตอนที่ 405 เธอพูดออกมาเบาๆ อยากจะอธิบายถึงความบริสุทธิ์ของตัวเอง

          จี้ซ่าวไม่สนใจเรื่องชีวิตยามราตรีของกู้เหอ แต่เท่าที่เขารู้กู้เหอไม่ได้ใช้ชีวิตยามราตรีสักเท่าไร

                “ครับ” เขาตอบแล้วเดินเข้าไปในห้องรับแขก

                จี้ซ่าวอาบน้ำเสร็จก็เอาผ้าขนหนูเช็ดผมที่เปียกชื้นของตัวเองแล้วเดินไปอ่านหนังสือที่ห้องหนังสือ ช่วงนี้เขามีสอบ ก่อนหน้านี้เฉิงฉีตงแซวเขาว่าเรียนจบมาตั้งนานแล้วยังมีสอบเหมือนพวกเด็กมัธยมอยู่อีก

                จี้ซ่าวเป็นคนเลือกเรียนหมอเอง ทั้งๆ ที่จี้หยวนหางและจี้เจี๋ยไม่สนับสนุน แต่สำหรับเขาแล้วเรื่องนี้ไม่เป็นปัญหา เพราะแต่ไหนแต่ไรเขาก็เป็นพวกคิดเองทำเองอยู่แล้ว

                เขาเช็ดผมพลางหยิบปากกาหมึกซึมมาจดบันทึก

                ทันใดนั้นโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เป็นเฉิงฉีตงที่โทรมาหาเขา จี้ซ่าวเม้มริมฝีปาก เฉิงฉีตงแอบไปเที่ยวมัลดีฟโดยไม่บอกเขาสักคำ ทำให้เขาที่ปีหนึ่งแทบไม่มีวันหยุดอิจฉาแทบตาย

                หากเขาอยากจะหาวันหยุดนับเป็นเรื่องที่ยากมาก

                จี้ซ่าวกดปุ่มรับโทรศัพท์

                “ฮัลโหล พ่อฟักน้อย มีเวลาคิดถึงพี่ชายคนนี้แล้วเหรอ” จี้ซ่าวแซวเฉิงฉีตง เขาเอาปากกาในมือโยนเข้าไปในกองหนังสือใกล้ๆ ตรงหน้า แล้วนั่งพิงพนักเก้าอี้พลางหัวเราะ

                เขาเอาผ้าขนหนูเช็ดผมที่ยังคงมีหยดน้ำเกาะอยู่

                “คนขับรถที่บ้านหกล้มขาหักมารับพวกฉันที่สนามบินไม่ได้ นายมารับหน่อย ฉันให้เวลาครึ่งชั่วโมง” น้ำเสียงของเฉิงฉีตงเหมือนตอนเด็กๆ ไม่มีผิด มันแฝงไปด้วยการสั่ง

                ถึงจี้ซ่าวจะบอกว่าตัวเองเป็นพี่ชาย แต่ในความเป็นจริงเขาโดนเฉิงฉีตงควบคุมตั้งแต่เด็กๆ แล้ว

                “นี่ ตอนนี้มันสี่ทุ่มแล้วนะ ฉันต้องท่องหนังสือด้วย” จี้ซ่าวอยากจะขัดขืน ถึงจะรู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ก็ตาม “คนขับรถขาหักแล้วทำไมนายไม่ให้ลู่เฉินไปรับล่ะ ลู่เฉินเป็นผู้ช่วยพิเศษนายนี่ ควรจะช่วยนายจัดการได้ทุกเรื่อง”

                จี้ซ่าวใช้น้ำเสียงกวนๆ ตอบกลับ ถ้าเกิดลู่เฉินรู้ว่าจี้ซ่าวพูดแบบนี้ล่ะก็คงโกรธตาย เพราะตอนนี้ลู่เฉินเข้านอนไปแล้ว......

                “ท่องหนังสืออะไร” เฉียวยวี่หว่านแย่งโทรศัพท์มาจากในมือของเฉิงฉีตง หัวเราะพลางพูดกับจี้ซ่าว “คุณชายรองแห่งตระกูลจี้ยังต้องการตำแหน่งอะไรอีกคะ ช่างมันเถอะ ทำไมจะต้องทำให้ตัวเองลำบากอีก”

                เฉียวยวี่หว่านขยิบตาให้เฉิงฉีตงที่อยู่ข้างๆ พวกเธอเพิ่งจะรู้ว่าคนขับรถขาหักก็เมื่อตอนที่เพิ่งลงจากเครื่องบินเมื่อครู่

                เพราะว่าสัมภาระเยอะและเพลียจากการเดินทางจึงไม่อยากเรียกรถโดยสารกลับบ้าน

                ก่อนหน้านี้ได้ติดต่อลู่เฉิน แต่คาดว่าช่วงนี้เขาคงงานยุ่งมากเพราะเฉิงฉีตงไม่อยู่ จึงนอนไปแล้วตอนนี้

                แทบจะเป็นเวลาเดียวกันที่เฉียวยวี่หว่านและเฉิงฉีตงนึกถึงคนๆ เดียวกันขึ้นมานั่นก็คือ จี้ซ่าว

                จี้ซ่าวพอได้ฟังเฉียวยวี่หว่านพูดก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “ยวี๋หวานน้อย แนะนำบรรดาพี่สาวน้องสาวของเธอให้ฉันรู้จักสิเดี๋ยวจะไปรับเลย”

                “พี่น้องของฉันก็คือซานซานกับกู้เหอ คนหนึ่งเป็นแม่คนไปแล้ว ส่วนอีกคนก็เป็นแม่เลี้ยงคุณ คุณยุ่งไม่ได้เลยสักคน” เฉียวยวี่ทำหน้านิ่วพลางพูดไปตามความจริง

                จี้ซ่าวรู้สึกจนปัญญา เขาสวมเสื้อยืดแล้วหยิบกุญแจรถเดินออกจากบ้านไป

                ถึงปากเขาจะบอกว่าไม่ไปรับเฉิงฉีตง แต่ก็แค่พูดส่งๆ เท่านั้น เขาจะทิ้งเฉิงฉีตงไปได้ยังไง

                เพื่อนซี้ตั้งแต่เด็กจัดอยู่ในประเภทที่ว่าปากพูดว่าอยากจะให้อีกฝ่าย “ตาย” แต่ในใจกลับเป็นคนที่ใจอ่อนที่สุด

                *

            ในบรรดารถที่จอดอยู่ในโรงจอด จี้ซ่าวเลือกขับรถแวนเพื่อที่จะได้ใส่สัมภาระของเฉิงฉีตงได้

                จี้ซ่าวรู้สึกเบื่อที่ต้องขับไปสนามบินคนเดียว ไม่รู้ว่าทำไมวันนี้ไฟแดงถึงได้เยอะนัก

                เขาติดไฟแดงอีกแล้ว คราวนี้ 120 วินาที เขาเบื่อจนต้องมองออกไปข้างนอก จี้ซ่าวเห็นตรงประตูคลับข้างทางมีผู้ชายกลุ่มหนึ่งกำลังล้อมรอบผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ เขาหรี่ตามอง

                เพราะเขารู้สึกว่าหลังของผู้หญิงคนนั้นดูคุ้นตา

                พอผู้หญิงคนนั้นหันหน้ามาจี้ซ่าวจึงเห็นใบหน้าชัดเจนว่านั่นคือ กู้เหอ

                ทันใดนั้นสีหน้าเขาก็เปลี่ยนเป็นถมึงทึง

                ผู้ชายกลุ่มนั้นกำลังส่งเสียงหัวเราะอยู่ข้างๆ กู้เหอ แค่ดูก็รู้แล้วว่าพวกเขาเมา กู้เหอเหมือนกำลังบอกให้ผู้ช่วยที่เป็นผู้ชายกันผู้ชายกลุ่มนี้ให้ออกห่าง แต่ผู้ชายที่พอเห็นสาวๆ สวยๆ ก็มักจะอยากเข้าใกล้ พวกเขาค่อยๆ เข้าหากู้เหอทีละคนๆ

                กู้เหอค่อยๆ ถอยห่าง แต่ดูก็รู้ว่าเธอกำลังเสียเปรียบ เหตุการณ์นี้อยู่ในสายตาของจี้ซ่าว เขารู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไร

                กู้เหอยืนอยู่ที่เดิม จากมุมที่จี้ซ่าวมองอยู่ สีหน้าของกู้เหอยังคงนิ่งเหมือนตอนปกติ ไม่มีการแสดงอารมณ์โกรธออกมา

                จี้ซ่าวไม่เข้าใจ โดนรังแกขนาดนี้ยังไม่มีอารมณ์โกรธอีกเหรอ ถ้าเขาอยู่ตรงนั้นคงทนไม่ไหวแน่นอน

                เสียงบีบแตรดังมาจากข้างหลังรถ ขัดจังหวะของจี้ซ่าวที่กำลังมองดูเหตุการณ์อยู่

                จี้ซ่าวทำหน้านิ่ว พลางเหยียบคันเร่งขับรถออกไป

                *

            พอจี้ซ่าวส่งเฉิงฉีตงกับเฉียวยวี่หว่านเสร็จเขาก็ตรงกลับบ้านเลย

                พอเขาถึงบ้านก็พอดีกับที่กู้เหอเพิ่งจะกลับมา รถของเธอจอดอยู่ในโรงรถแต่ยังไม่ได้ดับเครื่อง

                จี้ซ่าวลงจากรถแล้วตรงเข้าไปในห้องรับแขกทันที โดยไม่ได้สนใจรถของกู้เหอเลย

                พ่อบ้านเห็นจี้ซ่าวกับกู้เหอกลับมาในเวลาไล่เลี่ยกัน เขาเดินไปหากู้เหอ “คุณนาย กลับมาแล้วเหรอครับ”

                “อืม” สายตาของกู้เหอเหลือบไปมองหลังของจี้ซ่าว  ไม่รู้ว่าเธอคิดไปเองหรือเปล่า เธอรู้สึกว่าวันนี้เขาดูอารมณ์ไม่ดีเป็นพิเศษ

                แต่กลับมาคิดดูดีๆ เธอจะกังวลทำไม จี้ซ่าวจะอารมณ์ดีไม่ดีก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอ

                “เมื่อครู่คุณชายรองถามว่าคุณนายไปไหนด้วยครับ ผมบอกว่าคุณกลับมาแล้วก็ออกไปแล้ว” พ่อบ้านก็รู้สึกว่าวันนี้จี้ซ่าวดูแปลกๆ คิดว่าตัวเองอาจจะพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า เขาจึงถามกู้เหอดู

                “เขาถามเรื่องฉันกับลุงเหรอ” กู้เหอถามกลับ เธอรู้สึกว่าเกินความคาดหมาย

                เธอคิดไม่ถึงว่าจี้ซ่าวจะถามเรื่องเกี่ยวกับตัวเธอ เพราะก่อนหน้านี้เขาไม่ใช่คนที่จะมาสนใจเรื่องของเธอ เธอยังคิดว่าตัวเองคิดมากไปด้วยซ้ำ แต่ช่วงนี้จี้ซ่าวเหมือนจะเริ่มอยากรู้ความเป็นไปของเธอ โดยเฉพาะตอนนี้

                กู้เหอไม่รู้ว่าช่วงนี้ตัวเองทำอะไรผิดไป หรือเป็นจี้ซ่าวเองที่ประสาทเริ่มมีปัญหา

                “ครับ” พ่อบ้านพยักหน้า “ตอนที่กลับมาจากโรงพยาบาลยังดูอารมณ์ดีๆ อยู่เลย แต่พอเมื่อครู่ออกไปรับเพื่อนสมัยเด็กที่สนามบิน กลับมาก็ใบหน้าบูดบึ้ง”

                รับเพื่อนสมัยเด็กเหรอ นอกเฉิงฉีตงแล้วจะเป็นใครไปได้ล่ะ

                “เข้าใจแล้วค่ะ” กู้เหอพยักหน้า เธอถือกระเป๋าแล้วเดินเข้าห้องรับแขกไป

                พอเข้าไปในห้องรับแขก เธอก็เห็นจี้ซ่าวนั่งอยู่ก่อนแล้วเหมือนกำลังรอเธออยู่

                จี้ซ่าวมีรูปร่างสูงโปร่ง และอาจเป็นเพราะตอนนี้ดึกมากแล้ว การที่เขาสวมชุดลำลองง่ายๆ อยู่บ้านมันจึงทำให้ดูสบายๆ ลุคของจี้ซ่าวให้ความรู้สึกแบบนั้น คล้ายๆ กับพวกลูกคุณหนูที่เรียนไม่เก่ง แต่ในความจริงแล้วฉลาดเป็นกรด

                มันยิ่งทำให้ดูมีเสน่ห์

                “อะไรอีกล่ะ” กู้เหอวางกระเป๋าลง เธอเพิ่งกลับมาจากร้านเหล้า ตอนนี้สภาพร่างกายเธอเหมือนคนเพิ่งไปสังสรรค์มา เธอดื่มเหล้าไปไม่น้อย เมื่อครู่ก็จ้างให้คนขับมาส่ง น้ำเสียงที่เธอว่า “อะไรอีกล่ะ” มันเหมือนกับผู้ใหญ่ใช้พูดกับผู้น้อยเวลารู้สึกรำคาญใจ มันทำให้จี้ซ่าวไม่พอใจ

            จี้ซ่าวได้ฟังก็ไม่สบอารมณ์ เขาเกลียดที่สุดก็ตอนที่กู้เหอใช้ท่าทางแบบนี้พูดกับเขา ทั้งๆ ที่อายุก็ต่างกันไม่มาก

                จี้ซ่าวขยับเข้าไปใกล้เธอ กู้เหอขมวดคิ้ว ไม่ชอบที่เขาเข้ามาใกล้

                ตอนที่เธอหันตัวเตรียมจะขึ้นชั้นบน จี้ซ่าวกลับมาขวางไว้ ขาของเขายาวการจะขวางทางคนอื่นเป็นเรื่องที่ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก

                จี้ซ่าวโน้มตัวลงไปแล้วทำท่าดม เขากำลังดมกลิ่นบนตัวของกู้เหอ

                “ดื่มเหล้ามาเหรอ”

                “ฉันไม่จำเป็นต้องรายงานคุณว่าไปไหนมา” กู้เหอไม่ชอบเวลาที่จี้ซ่าวทำตัวจู้จี้กับเธอ เพราะเธอเป็นผู้ใหญ่กว่าชัดๆ คนที่จะทำแบบนั้นควรเป็นเธอมากกว่า

                แต่ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าจี้ซ่าวอารมณ์ไม่ดีเอามากๆ กู้เหอเองก็ไม่อยากทำให้เรื่องไปกันใหญ่ เธอจึงพูดต่อ “วันนี้ฉันไม่ได้เข้าบริษัท ตอนเย็นออกไปเป็นเพื่อนลูกค้า”

                “ลูกค้าผู้ชายหรือผู้หญิง” จี้ซ่าวถามต่อ น้ำเสียงออกกวนๆ หน่อย

                “ลูกค้าที่ร่วมงานกับบริษัทเรา ผู้ชายมากกว่าผู้หญิง” กู้เหออยากใช้ข้อมูลนี้อุดปากจี้ซ่าว “แต่คุณวางใจได้ ฉันไม่วางตัวไม่งามกับลูกค้าแน่ๆ ความสัมพันธ์แบบที่คุณว่าเมื่อเช้าน่ะ”

                “จะรับประกันได้ไง คุณอาจจะใช้ข้ออ้างว่าไปพบลูกค้าก็ได้ แล้วก็ขึ้นเตียงคุยธุรกิจกัน ผมจะไปรู้ได้ไงล่ะ” จี้ซ่าวยังคงไม่ปล่อยกู้เหอไป

                กู้เหอได้ฟังก็รู้สึกเหมือนจี้ซ่าวกำลังดูถูก แต่เธอเลือกที่จะกลืนคำพูดลงไป ได้แต่บอกตัวเองในใจว่าให้มองจี้ซ่าวเป็นคนที่เด็กกว่า  เขาก็แค่เด็กคนหนึ่ง เธอไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเด็กที่ไม่รู้จักโต

                “ฉันไม่ใช่คนแบบนั้น” เธอพูดออกมาเบาๆ อยากจะอธิบายถึงความบริสุทธิ์ของตัวเอง

                “คุณไม่ใช่คนแบบนั้นผมจะไปรู้ได้ยังไง ผมแค่เชื่อในสิ่งที่ผมเห็น รู้แต่ว่าคุณทุ่มหมดตัวมาแต่งกับพ่อผม ทำลายครอบครัวของผม” จี้ซ่าวเข้าใกล้เธอมากขึ้นเรื่อยๆ กลิ่นฮอร์โมนบนตัวเขามันก็ยิ่งแรงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน

                กู้เหอเงยหน้ามองตาของจี้ซ่าว เธอจ้องโดยไม่วางตา

                เธอรู้ดีว่าตัวเธอเหมือนเป็นปมที่ค้างคาในใจของเขา  จี้ซ่าวเป็นคนที่ละเอียดอ่อนในด้านความรู้สึก ถึงแม้ว่าภายนอกจะดูเหมือนไม่แคร์อะไร แต่ความรู้สึกในใจมันซับซ้อนมาก

                เรื่องบางเรื่องใช้คำพูดอธิบายออกมาก็ยังไม่กระจ่าง หลายครั้งที่กู้เหอจึงเลือกที่จะเงียบแทน

                แต่ครั้งนี้เธอกลับเลือกที่จะพูดอธิบายออกมา “ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ แต่ฉันไม่ได้ทำลายครอบครัวคุณแน่นอน”

                “พูดโกหกหน้าตายใครก็ทำได้” ปมในใจของจี้ซ่าวตอนนี้ เขาคงไม่ปล่อยกู้เหอไปง่ายๆ

                “ฉันง่วงแล้ว อยากนอน” กู้เหออยากขึ้นข้างบน ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับจี้ซ่าวอีก เมื่อช่วงบ่ายก็เปลืองพลังงานทะเลาะกันที่โรงพยาบาลไปรอบหนึ่งแล้ว ถ้าเป็นไปได้เธออยากจะไม่เจอหน้าจี้ซ่าวสักหลายๆ เดือนจะเป็นการดีที่สุด

                “กินเหล้ากับผู้ชายมาจนเหนื่อยเลยอยากนอนงั้นเหรอ” วันนี้อารมณ์โกรธของจี้ซ่าวมีมากเป็นพิเศษ เพราะทั้งเรื่องที่โรงพยาบาลและเรื่องเมื่อครู่ที่คลับ

                “จี้ซ่าว พูดจาให้ดีๆ หน่อย”กู้เหอพูดออกมาอย่างเย็นชา คิ้วที่เคยทำให้ใบหน้าดูอ่อนโยน เวลานี้กลับถูกขมวดเข้าหากัน

                “อยากให้ผมพูดจาดีๆ งั้นเหรอ ต่อไปก็อย่าไปกินเหล้ากับพวกลูกค้าผู้ชายพวกนั้นสิ” คำพูดของจี้ซ่าวเหมือนเป็นการออกคำสั่ง ทำให้คนฟังอาจจะรู้สึกแปลกๆ     

                เพราะลักษณะความสัมพันธ์ของทั้งคู่......

                กู้เหอพอได้ฟังก็มีอาการตกใจเล็กน้อย แต่เธอไม่ได้คิดอะไรเป็นอื่น เธอแค่เม้มริมฝีปากพลางพูด “งั้นคุณจะไปแทนไหมล่ะ”

                “พนักงานในบริษัทตั้งเยอะแยะ ระดับผู้บริหารก็มีตั้งมากมาย ทำไมต้องเป็นคุณล่ะ” น้ำเสียงของเขาเหมือนกำลังพยายามต้อนกู้เหอ

                กู้เหอสูดลมหายใจเข้าเล็กน้อย ปีกจมูกน้อยๆ ของเธอเริ่มฟุดฟิด ยังไงเสียเธอก็เป็นผู้หญิง มาถูกว่าแบบนี้ย่อมรู้สึกไม่สบายใจและน้อยใจเป็นธรรมดา

                “ลูกค้าสำคัญ ฉันไม่ไว้ใจให้คนอื่นไปคุย เหตุผลแค่นี้พอไหม ฉันง่วงแล้วจริงๆ หลบหน่อย” กู้เหอยื่นมือไปผลักเขาออกแล้วเดินขึ้นบันไดไปโดยไม่หันหน้ากลับมามอง

                จี้ซ่าวยังคงยืนอยู่ที่เดิม สีหน้าบอกบุญไม่รับ

                *

            วันต่อมา

                จี้ซ่าวเพิ่งเสร็จจากการตรวจคนไข้ตามห้อง เมื่อคืนเขาหลับไม่ค่อยสบายนัก วันนี้จึงรู้สึกไม่ค่อยสดชื่น แต่อาชีพหมอก็เป็นแบบนี้ ไม่ว่าคุณจะพักผ่อนมาเต็มที่หรือไม่ แต่ก็ยังต้องทำสมองให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา

                หลังจากกลับมาจากเยี่ยมคนไข้ตามตึกแล้วเขาก็ต้องมาเริ่มตรวจคนไข้ทั่วไป

                แต่ละวันมีคนไข้มาลงทะเบียนให้เขาตรวจเป็นจำนวนมาก บัตรคิวล้วนแต่ถูกแย่งหมดก่อนตั้งแต่เปิดให้จองล่วงหน้า ดังนั้นปริมาณงานแต่ละวันของเขาจึงเยอะมาก

                “เชิญเข้ามา” จี้ซ่าวกำลังก้มหน้าเขียนข้อมูลผู้ป่วย เสียงรองเท้าส้นสูงดังมาจากประตู เสียงฝีเท้าไม่หนักเพราะเป็นเสียงเท้าของผู้หญิง

                ผู้หญิงคนนี้นั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ด้านหน้าโต๊ะทำงานของจี้ซ่าว เขาพูดโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง  “ไม่สบายตรงไหนครับ”

                ทันใดนั้นผู้หญิงคนนี้ก็วางมือลงบนโต๊ะทำงานของเขา พร้อมกับยิ้มเล็กน้อย “อาซ่าว คุณจะหลบหน้าฉันไปถึงไหนคะ”

                จี้ซ่าวขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาหยุดเขียนแล้วเงยหน้ามองผู้หญิงตรงหน้า

                พอเขาเห็นหน้าอี้ซิง ก็รู้สึกหงุดหงิดใจเล็กน้อย

                “ที่นี่โรงพยาบาลนะ”

                “ฉันรู้ค่ะ ฉันลงทะเบียนแล้วถึงเข้ามา” อี้ซิงหัวเราะเล็กน้อย

                ช่วงที่ผ่านมาเธอติดต่อจี้ซ่าวไม่ได้เลย บางครั้งเขาก็งานยุ่งจริงๆ แต่พอเขามีว่างก็เหมือนว่าจะไม่มีเวลาเจอเธอ ดังนั้นอี้ซิงจึงมาหาเขาที่โรงพยาบาล

                “โรงพยาบาลไม่ใช่ที่ที่จะมาพลอดรัก มีธุระอะไรก็รอผมพักกลางวันค่อยคุยกัน” จี้ซ่าวแบ่งแยกชัดเจนระหว่างเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงาน

                เขาไม่ใช่คนที่ไม่จริงจังกับงาน

 

 

 

 

 

 

 

โปรเจกต์ "หอหมื่นอักษร" เป็นโปรเจกต์ที่ซื้อลิขสิทธิ์นิยายออนไลน์มาอย่างถูกต้อง  

เผยแพร่อย่างเป็นทางการโดย OokbeeU และ China Literature 

 

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ China Literature 

 

 

จากใจเก๋อเก๋อ 

 

นิยายทุกเรื่องที่อยู่ในโปรเจกต์หอหมื่นอักษรเราเป็นนิยายที่เก๋อเก๋อพยายามพิถีพิถันคัดเลือกมาอย่างเต็มความสามารถโดยผ่านการเรียบเรียงและกลั่นกรองด้วยความตั้งใจของเหล่านักแปล เพื่อให้นายท่านได้รับความเพลิดเพลินอย่างถึงที่สุด 

เก๋อเก๋อหวังเป็นอย่างยิ่งว่านิยายของเราจะเติมเต็มความปรารถนาของนายท่านทุกๆ คนได้อย่างพึงพอใจ และเชื่อมั่นว่านายท่านจะสนับสนุนนิยายของเราอย่างถูกลิขสิทธิ์ เพื่อเป็นกำลังใจในการคัดสรรนิยายเรื่องอื่นๆ ของเราต่อไปในอนาคต 

ถ้าหากนายท่านพบเห็นนิยายของหอหมื่นอักษรถูกนำไปเผยแพร่อย่างผิดลิขสิทธิ์ที่ใด สามารถเข้ามาแจ้งกับเราได้ในทุกช่องทางการติดต่อ 

 

ท้ายที่สุดนี้เก๋อเก๋อขอขอบพระคุณแรงสนับสนุนของนายท่านทุกคนจากนี้และต่อไปในอนาคตด้วยเจ้าค่ะ 

 

เก๋อเก๋อ แห่งหอหมื่นอักษร 

แสดงเพิ่มเติม
แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นทั้งหมด ()

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น