ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 35 : ของรักของหวง

ชื่อตอน : บทที่ 35 : ของรักของหวง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.5k

ความคิดเห็น : 35

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ธ.ค. 2560 21:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 35 : ของรักของหวง
แบบอักษร


บทที่ 35 ของรักของหวง



“พราวอยากกินอะไร เดี๋ยวพี่ไปตักให้”


เสียงทุ้มราบเรียบเอ่ยถามเมื่อเห็นหญิงสาวนั่งลงบนเก้าอี้บริเวณร้านอาหารของโรงแรมเรียบร้อยแล้ว ท่าทางนิ่งขรึมไม่แสดงอารมณ์อันเป็นเอกลักษณ์ยามเมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายและอยู่ในสภาพอารมณ์ปกติ ทว่าถึงใบหน้าหล่อเหลาจะยังคงรักษามาดผู้ชายเย็นชาน่าหวาดหวั่นเล็กๆ แบบนั้นหากนัยน์ตาคมเมื่อสบประสานเข้ากับดวงตากลมสวยนั้นแล้วมันกลับเปล่งประกายระยิบระยับชวนมองให้ลุ่มหลงจับใจ


“ข้าวต้มค่ะ แล้วก็เอากาแฟด้วย ยังง่วงๆ เหมือนไม่ค่อยตื่นอยู่เลย” ถึงจะไม่ได้นอนดึกหรือโต้รุ่งเหมือนหลายครั้งเวลาที่ค้างคืนด้วยกัน หากเพราะความเพลียสะสมจากกิจกรรมหลายอย่างคงทำให้เธอรู้สึกเหน็ดเหนื่อยง่วงงุนอยู่นิดๆ


“ข้าวต้มไม่ใส่ขิงกับกาแฟที่ใส่น้ำตาลสามช้อนใช่ไหม”


“ใช่แล้ว พี่กราฟนี่น่ารักแล้วก็รู้ใจพราวจริงๆ เลย” เธอพยักหน้าตอบรับรัวๆ พลางส่งยิ้มตาหยีและเห็นลักยิ้มบุ๋มข้างแก้มให้กับชายหนุ่มที่รู้รายละเอียดปลีกย่อยในชีวิตไปซะหมดและหากสังเกตคิดย้อนกลับไปก็จะพบความจริงว่าเขารู้ใจรู้ความชอบของเธอมาตั้งนานแล้ว


จิรกฤตหัวเราะเบาๆ ให้คำชมและรอยยิ้มสดใสที่ได้รับ มันเป็นยิ้มเดียวกับเมื่อเกือบสิบปีก่อนที่ตราตรึงใจตั้งแต่แรกเจอ


หลังจากนั้นพนิดาก็ทำให้เขาไม่สามารถละสายตาไปมองผู้หญิงคนอื่นได้อีกเลย


"เป็นผัวก็ต้องรู้ใจเมียอยู่แล้วสิครับ”


“บ้า! พี่กราฟอ่ะ พูดอะไรไม่อายปาก” เธอพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหว แต่ก็ไม่อาจห้ามพวงแก้มนวลขึ้นสีระเรื่อจางๆ พลางหลบสายตางุดไม่กล้ามองแววตาหยอกเย้าของคนรักหากจู่ๆ สมองก็หวนประมวลภาพถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน


เธอทำอะไรลงไป! เอาความกล้ามาจากไหนช่วยตัวเองให้เขาดู!!! คิดแล้วอยากเอาหน้าหมุดดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด...


จิรกฤตมองอาการทั้งเขินทั้งอายของสาวน้อยแต่ก็ต้องยิ้มเอ็นดู พนิดายังคงเป็นแบบนี้ทุกครั้งเมื่อไม่ได้อยู่ในช่วงอารมณ์หวามไหว ชายหนุ่มเอื้อมมือไปขยี้ศีรษะทุยเบาๆ ก่อนจะปรับน้ำเสียงให้กลับมาปกติดังเดิมด้วยไม่อยากให้คู่หมั้นคนสวยอายมากไปกว่านี้


เพราะคราวหน้าถ้าเธอไม่ยอมเล่นด้วยกันอีกเขาก็แย่น่ะสิ


“รอแป๊บหนึ่งนะ เดี๋ยวพี่ไปตักข้าวมาให้”


พนิดาหยักหน้าหงึกหงักแต่ไม่ได้พูดอะไรหากแต่ก็มองตามร่างสูงสง่าที่เดินไปที่ไลน์อาหารแบบบุฟเฟ่ต์ของโรงแรม หัวใจดวงน้อยยังคงเต้นตึกตักไม่หายหากไม่นานก็เริ่มปลงตกว่าเธออาจติดเชื้อหื่นกามมาจากเขาเข้าแล้วจริงๆ


แถมเป็น ‘เชื้อ’ ร้ายแรงที่วัคซีนหรือยาประเภทไหนก็รักษาไม่หายซะด้วย...


หลังจากแอบมองคนรักอยู่สักพักหญิงสาวก็เบนสายตาหันไปหาวิวทิวทัศน์อย่างอื่นเพื่อหวังให้จิตใจสงบนิ่งขึ้นมาบ้าง ยามเช้ากับอากาศบนเนินเขาสูงตระหง่านเช่นนี้นับว่าเป็นเรื่องน่ารื่นรมย์สำหรับคนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางป่าคอนกรีตอย่างพนิดาเป็นอย่างมาก หญิงสาวมองพื้นที่สีเขียวขจีเบื้องล่างด้วยสีหน้าผ่อนคลายและสดชื่น สายลมโชยอ่อนๆ อัดแน่นไปด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ลอยกระทบมาเข้าจมูกให้สูดเข้าไปจนฉ่ำปอด


ทว่ายามเช้าแสนสดใสของหญิงสาวที่เกือบจะสวยงามเพอร์เฟคอยู่แล้วก็เป็นอันต้องพลิกตาลปัตรเมื่อเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น


“มาเที่ยวกับพี่ชายเหรอคะ น่ารักจัง”


ประโยคแรกที่ได้ยินจากหญิงสาวแปลกหน้าซึ่งโผล่มาจากไหนไม่รู้ทำให้ดวงตากลมโตกะพริบปริบๆ อยู่สองสามหนก่อนจะเอียงศีรษะเป็นเชิงสงสัยตอบกลับไปอย่างจริงใจเพราะในหัวของเธอไม่ได้คิดถึงชายหนุ่มที่มาด้วยกันว่าเป็นพี่ชายมาตั้งนานแล้ว


“คะ? อะไรนะคะ”


“น้องมาเที่ยวกับพี่ชายเหรอ”


น้ำเสียงร่าเริงเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจในตัวเองถามซ้ำอีกครั้ง ใบหน้าเปรี้ยวเฉี่ยวตกแต่งด้วยเครื่องสำอางสีสันสดใสให้ภาพลักษณ์ผู้หญิงจัดจ้านส่งยิ้มหวานเชื่อมอย่างมีนัยแอบแฝงให้กับเด็กสาวในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนขาสั้นซึ่งมองคร่าวๆ ประเมินดูแล้วอายุไม่น่าจะเกินยี่สิบ


แม้เด็กคนนี้จะมีเครื่องหน้าสวยสะพรั่งเด่นชัดหากกลับไร้สีสันการเสริมแต่งใดๆ ทำให้หน้าขาวๆ นั้นซีดเซียวแตกต่างจากเธอที่จัดเต็มในตอนนี้มาก ดูแล้วก็เหมือนเด็กน้อยกะโปโลวัยมัธยมและไม่มีเหตุผลให้เธอต้องมาเข้ามอบมิตรไมตรีอะไร


แต่ทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้น... เพราะชายหนุ่มมาดนิ่งเคร่งขรึมสุดหล่อที่ได้มองเพียงแว่บเดียวก็รู้สึกถึงพลังงานเร่าร้อนบางอย่างจากเขาได้


ร่างสูงสง่างามราวกับเจ้าชายในเทพนิยายที่เดินเข้ามาในห้องอาหารพร้อมเด็กคนนี้นี่แหละเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เธอพยายามสานสัมพันธ์กับน้องสาวของเขาก่อนแล้วค่อยใช้เป็นสะพานข้ามไปหาพี่ชาย หลังจากแอบลอบมองสักพักใหญ่ก็พอเดาได้ว่าเด็กคนนี้ท่าทางซื่อๆ ไม่น่าเข้าถึงยากอะไรเธอจึงกล้าเดินเข้ามาหาในจังหวะที่เจ้าหล่อนอยู่คนเดียว


“ช่วงนี้โรงเรียนคงปิดเทอมพี่ชายเลยพามาเที่ยวสินะ มาคอนเสิร์ตใช่หรือเปล่าเอ่ย”


คราวนี้คำว่า ‘พี่ชาย’ ที่ดังชัดเต็มสองหูก็ทำให้พนิดาขมวดคิ้วเข้าหากันเบาๆ นึกสงสัยว่าแค่ไม่ได้แต่งหน้าหรือแต่งตัวเปรี้ยวๆ จัดๆ แบบผู้หญิงตรงหน้าเท่านั้นทำให้เธอดูเหมือนเด็กน้อยที่พี่ชายพามาเที่ยวขนาดนั้นเลยหรือยังไง


ก็น่าดีใจที่มีคนบอกว่าเธอยังดูเหมือนเด็กมัธยม... แต่ลางสังหรณ์บางอย่างกลับทำให้ดีใจไม่ออกแถมยังขัดหูขัดตากับท่าทางพยายามตีสนิทด้วยแบบนั้น เห็นแล้วพาลรู้สึกไม่ถูกชะตากับอีกฝ่ายเอาเสียเลย


ถ้าให้เปรียบเทียบแบบเด็กจริงๆ ล่ะก็คงอารมณ์เหมือนมีคนกำลังหมายตาอยากแย่งของรักของหวงไปจากเธอนั่นแหละ


“เอ่อ... แล้วพี่มีอะไรหรือเปล่าคะ” ถึงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายอายุเท่าไหร่แต่ในเมื่อถูกมองว่าเป็นเด็กแล้วก็ขอเธอโมเมเล่นตามน้ำสักหน่อยแล้วกัน มั่นใจว่าการที่คนไม่รู้จักกันเข้ามาทักแบบนี้มันต้องมีเรื่องแอบแฝงแน่นอน


“แหม เข้าประเด็นเลยเหรอ” ใบหน้าเฉี่ยวแสดงอาการขวยเขินอย่างมีจริตก่อนจะเอ่ยเข้าเรื่องที่ตนต้องการหลังได้ยินเด็กสาวปูเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วเสียงหวานจึงลดระดับกลายเป็นกระซิบกระซาบพลางส่งสายตาวิบวับบ่งบอกความต้องการอย่างชัดเจน “คือพี่อยากได้ไลน์พี่ชายของน้องน่ะ ขอไอดีเขาหน่อยได้ไหม”


เหอะ! นั่นปะไร สังหรณ์ใจอยู่แล้วเชียวว่าต้องเป็นเรื่องนี้


“พี่ชอบพี่กราฟเหรอคะ” เธอนับหนึ่งถึงสิบซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อระงับสติ พยายามตั้งใจเอ่ยคำถามพร้อมๆ กับควบคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบเป็นปกติมากที่สุด ทั้งที่ในใจกำลังเดือดปุดๆ เหมือนน้ำร้อนในหม้อร้อนจัดก็ตาม นัยน์ตาสีเข้มสั่นระริกอย่างขุ่นเคืองแต่ท่าทางผู้ที่กำลังหัวเราะคิกคักอยู่นั้นจะไม่รู้สึกตัวเลยว่าเผลอกระตุกหนวดเสือตัวเมียเข้าอย่างจัง


เสือตัวเมียที่หากโมโหขึ้นมาเมื่อไหร่จะดุร้ายกว่าตัวผู้ไม่รู้กี่สิบเท่า...


มีใครเคยบอกยัยคนไม่ดูตาม้าตาเรือนี่บ้างไหมว่า ก่อนคิดจะรุกเข้าหาใครควรสังเกตแหวนบนนิ้วนางข้างซ้ายให้ดีๆ ไม่เช่นนั้นอาจหน้าแตกหมอไม่รับเย็บเอาได้ง่ายๆ


“โหย หล่อน่ากินแบบนั้นมันก็แน่อยู่แล้วแหละจ๊ะ คุณน้อง”


และจบประโยคนั้นก็มาถึงจุดสิ้นสุดความอดทนของพนิดาจนได้ ร่างเล็กกำมือแน่นจนชื้นเหงื่อพลางลุกขึ้นยืนพรวดพราดทำเอาคนที่นั่งด้วยผงะมองตามตาค้างด้วยความงุนงง ใบหน้าใสแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดขุ่นมัวแบบไม่ปิดบังอีกต่อไป ทว่าก่อนจะทันได้พูดความจริงชายหนุ่มซึ่งเป็นหัวข้อบทสนทนาก็เดินเข้ามาพร้อมจานอาหารในมือเสียก่อน


“มีอะไรกัน เจอคนรู้จักเหรอพราว”


เสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยแบบไม่รู้เรื่องรู้ราวแบบนั้นทำให้พนิดาตวัดสายตามองชายหนุ่มอย่างขุ่นเขียวเล็กน้อยในความหล่อเหลามากเกินเหตุก่อนเบนกลับมาหาผู้หญิงอีกคนที่ทำตาระยับเป็นประกายจนน่าหมั่นไส้เมื่อจิรกฤตหันไปมองสบตา ความหึงหวงปะทุขึ้นมาแน่นอกและวินาทีต่อมาสองมือเล็กจึงเอื้อมไปคว้าแขนกำยำของชายหนุ่มเข้ามากอดเอาไว้แน่นประกาศความเป็นเจ้าของ น้ำเสียงบอกถึงความไม่สบอารมณ์อย่างชัดเจน


“นี่สามีนะคะ ไม่ใช่พี่ชาย”



“ตกลงว่าจริงจัง?”


จรัสกรเอ่ยถามขึ้นเมื่ออาหารมาเสิร์ฟเรียบร้อย พนิดาสั่งสลัดญี่ปุ่นชามใหญ่ที่มีผักและผลไม้อัดแน่นเต็มจนล้นชามหลังจากพวกเขาเสร็จสิ้นการออกกำลังกายที่ฟิตเนสใกล้ๆ บ้านของหญิงสาว


ใบหน้าหล่อเหลาแบบตะวันตกหรี่มองอย่างไม่เข้าใจในการเอาจริงเอาจังของเพื่อนสนิทที่บอกให้เขามาช่วยเป็นเทรนเนอร์ช่วยลดน้ำหนักถึงขนาดนี้ ตอนแรกก็คิดว่าคงพูดเล่น ไม่น่าจะใจสู้ได้นานแต่ไปๆ มาๆ นี่ก็ผ่านมาสองเดือนแล้ว


“ใช่สิ ถึงขั้นนี้แล้วแกยังคิดว่าฉันพูดเล่นเหรอ” เธอโต้กลับไปพลางตักเนื้อแซลมอนเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ


“เอาจริงๆ นะ เราไม่เห็นว่าแกจะอ้วนตรงไหน”


“น้ำหนักขึ้นตั้งห้ากิโลนี่ยังไม่เรียกว่าอ้วนก็ไม่รู้จะว่าไงแล้วไหม” เธอตวัดตาค้อนเพื่อนชายพร้อมย่นจมูกอย่างไม่ยอมเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน


เพราะจรัสกรไม่ได้มารับรู้กับความอึดอัดเวลาใส่เสื้อผ้าที่มันเคยพอดีเมื่อหลายเดือนก่อนนี่หน่า อีกทั้งช่วงต้นขากับหน้าท้องก็เริ่มมีไขมันสะสมขึ้นมาเล็กน้อย คงต้องโทษตัวเองที่ชะล่าใจกินตามใจปากมากเกินไปหน่อยโดยเฉพาะช่วงหลังหมั้นกับจิรกฤตซึ่งนึกๆ ไปก็พบว่าเธอกินมากกว่าเมื่อก่อนจริงๆ


เหมือนคนที่มีความสุข กินอะไรก็อร่อยไปหมด... กว่าจะรู้สึกตัวก็แทบช็อกกับตัวเลขบนตาชั่งน้ำหนัก


“แต่ดูภายนอกแล้วมันไม่ได้เห็นชัดขนาดนั้น คิดมากเกินเหตุไปหรือเปล่า” เขายังไม่ยอมแพ้เลิกเถียงง่ายๆ


“ยังไงก็นิ่งนอนใจไม่ได้เด็ดขาด ตัวเลขมันฟ้องขนาดนี้เราก็ต้องรีบลดให้ได้เท่าเดิมเร็วๆ ขืนปล่อยไว้แล้วรู้ตัวอีกทีอ้วนเป็นตุ่มมันก็แก้ยากแล้ว”


“ทำไมจริงจังเว่อร์ มีใครบอกว่าแกอ้วนหรือไง”


“เปล่าอ่ะ ไม่มี”


พนิดาตอบสั้นๆ ก่อนจะหลบตาเสมองไปทางอื่นเพราะไม่อยากให้เพื่อนสนิทเห็นความหวั่นไหวที่อาจจะแสดงออกมาทางสายตา เธอไม่ได้โกหก... เพราะไม่มีใครบอกว่าอ้วนจริงๆ แต่ที่ทำไปทั้งหมดก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าแรงกระตุ้นสำคัญมาจากการที่หญิงสาวรู้สึกว่าสถานการณ์ช่วงนี้ไม่ค่อยปกติ


“ไม่ใช่พี่กราฟบอกว่าแกอ้วนหรอกนะ?”


การคาดเดาของชายหนุ่มที่นั่งตรงข้ามทำให้หญิงสาวสะอึก เธอแอบกัดริมฝีปากล่างอย่างประหม่าก่อนจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ตักผักเข้าปากคำโต


“ก็บอกว่าเปล่าไง”


เรื่องนี้เธอก็พูดความจริง... จิรกฤตไม่เคยบอกว่าเธอหนักหรืออ้วนสักครั้งแต่ที่สะดุ้งกับคำพูดของเพื่อนก็เพราะเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอฮึดขึ้นมาออกกำลังกายนั่นก็มาจากคนรักนี่แหละ


จิรกฤตเปลี่ยนไปเหรอ? ไม่ใช่อยู่แล้ว...


แต่ที่ไม่น่าไว้ใจมันอยู่ตรงสภาพแวดล้อมรอบตัวของชายหนุ่มต่างหาก หมู่นี้ไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ คู่หมั้นของเธอถึงได้เนื้อหอมขึ้นมาแบบกะทันหัน ตั้งแต่ตอนไปคอนเสิร์ตเมื่อสองเดือนที่แล้วหลังจากนั้นเวลาไปเที่ยวด้วยกันที่ไหนหรือแม้แต่กินข้าว ดูหนัง พนิดาก็จะรู้สึกเหมือนมีสายตาแปลกๆ คอยมองตามเสมอและพอหันไปก็มักเจอผู้หญิงแอบชำเลืองตาละห้อยมาที่คนรักทุกครั้ง


รู้อยู่แก่ใจว่าชายหนุ่มหน้าตาดีแต่ช่วงนี้ชักฮอทผิดปกติ เขาเหมือนดอกไม้ที่ปล่อยฟีโรโมนฟุ้งกระจายล่อผึ้งตัวเล็กตัวน้อยให้เข้ามาผสมเกสรก็ไม่ปาน


นี่ขนาดมีเธออยู่ด้วยนะ! ไม่อยากคิดว่าลับหลังหากเขาอยู่คนเดียวมันจะเป็นยังไง... บอกเลยยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด


ซึ่งจากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เองทำให้เธอเริ่มวางใจอยู่เฉยๆ ไม่ได้... ประจวบกับดันเป็นช่วงที่น้ำหนักของเธอขึ้นมาห้ากิโล ความเครียด คิดมาก กังวลถาโถมโหมกระหน่ำ หวั่นไหวกลัวว่าจะมีใครที่สวยกว่า หุ่นดีกว่า เซ็กซี่กว่ามาทำให้ชายหนุ่มหวั่นไหว ขืนเป็นแบบนั้นจริงต้องแย่แน่


ในขณะเดียวกันด้านจรัสกรที่สังเกตพฤติกรรมของเพื่อนสนิทก็ต้องแอบยิ้มออกมาด้วยความมั่นใจ พนิดากำลังประสบปัญหาบางอย่างแน่นอนและสาเหตุก็มาจากพี่ชายของเขานั่นแหละ


ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร แต่ต้องไม่ใช่เรื่องนอกใจหรือมือที่สามแน่เพราะพี่กราฟทั้งรักทั้งหลงพนิดาจนใครๆ ก็มองออก


งั้นจะเป็นเรื่องอะไรได้กันล่ะ?


“โอเคๆ สรุปว่าแกแค่อยากลดน้ำหนักด้วยตัวเอง ไม่มีใครมาจุดประเด็นอะไรสินะ”


“อืม ถูกต้อง”


“งั้นในฐานะเทรนเนอร์ขอเสนอแนะอะไรสักอย่างหน่อยได้ไหม”


“หื้ม? ว่าไง”


“ตอนนี้แกควบคุมอาหารซึ่งจะช่วยให้น้ำหนักลดลงได้แล้วใช่ไหม เหลือเท่าไหร่ล่ะ”


“ลดไป 3 กิโล”


“การเล่นคาดิโอกับเวทเทรนนิ่งทุกวันนี้ก็ทำให้ร่างกายกระชับได้สัดส่วน แต่มันยังเหลืออีกอย่างที่ควรทำถ้าอยากจัดเต็มแบบฟลูออฟชั่นนั่นก็คือการเล่นโยคะ”


“โยคะเหรอ?” ดวงตาใสแสดงอารมณ์แปลกใจ เธอไม่เคยเล่นอะไรพวกนี้และไม่คิดจะเล่นด้วยจำได้ว่าตอนเดินผ่านห้องโยคะเวลาเห็นคนทำท่าตัวอ่อนดัดไปมามันดูน่าหวาดเสียวพิลึก


“ใช่ เห็นที่ฟิตเนสมีคลาสโยคะให้เข้านี่” เขาพยักหน้าด้วยแววตาขึงขัง “แกรู้ไหมว่าการเล่นโยคะจะทำให้ปรับสมดุลของลมหายใจทำให้ไม่เหนื่อยเร็ว ลดความเครียด เลือดลมสูบฉีดไหลเวียนดี และอีกอย่างที่สำคัญ...” เสียงทุ้มหยุดพูดพร้อมเหล่มองเพื่อนด้วยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง “ช่วยให้ร่างกายมีความยืดหยุ่นสุดๆ รับรองว่าโดนจับพลิกเล่นท่าพิสดารขนาดไหนไม่มีหวั่น”


“เดี๋ยวๆ ไอ้กอล์ฟ! แกพูดเรื่องอะไรเนี่ย” เธอหน้าหม้านเขินอายไปหมด พวงแก้มเนียนใสเปลี่ยนเป็นสีเลือดฝาดจางๆ กับคำพูดทะลึงสัปดนของเพื่อน จรัสกรกำลังคิดว่าเธอมีปัญหาอะไรกันแน่? นี่คงไม่ใช่คิดลึกเลยเถิดไปแล้วหรอกนะ


“เอ๊า พูดจริงๆ ไม่ดีเหรอพี่กราฟจะได้ติดใจไง ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนจะทำได้หรอกนะบอกไว้เลย”


“...”


‘ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนจะทำได้’ มันเป็นประโยคที่แสนล่อใจสุดๆ ทำเอาเธอเกิดอาการชะงักค้างไปชั่วอึดใจ สมองเริ่มคิดประมวลผลอย่างรวดเร็วถึงข้อดีหลากหลายที่จรัสกรหยิบยกขึ้นมาเมื่อครู่ก่อนจะตัดสินใจได้ว่าการทดลองลองเล่นโยคะก็นับว่าไม่เลวเหมือนกัน


อย่างน้อยเผื่อเธอจะหายเครียดและสงบใจกับสายตาแทะโลมของผู้หญิงพวกนั้นเวลามองคนรักตาเป็นมันได้


เท่านั้นเอง... ไอ้เหตุผลช่วยให้ร่างกายยืดหยุ่นรองรับกับทุกท่วงท่านั้นไม่ได้มีน้ำหนักอะไรมากมายหรอก


จริงจริ๊งงงง...


“ถ้างั้นตกลงไม่เอาด้วยใช่ไหม ความจริงเราก็แค่เสนอขึ้นมาเฉยๆ ไม่เล่นก็ไม่เป็นไร”


“เล่นดิ”


กอล์ฟ... คราวนี้ถือว่าทำได้ดีนะ 555555


เคยได้ยินกันไหมคะว่า คนเรามันจะมีบางช่วงที่เนื้อหอมขึ้นมาแบบกะทันหัน ไม่ได้ทำอะไรหรืออ่อยใครนะแต่อยู่ดีๆ ก็มาจากไหนไม่รู้เต็มไปหมดแถมชอบเข้ามาพร้อมกันด้วย พี่กราฟเองที่หน้าตาไม่เป็นรองใครมันก็ต้องมีช่วงเวลาแบบนี้บ้างแหละเนอะ

แต่! ไม่ต้องห่วงว่าจะดราม่านะคะ อย่างที่ไรท์เคยบอกว่าไม่มีดราม่าให้เหนื่อยกันอีกแล้วดังนั้นขอให้สบายใจกันได้เลยจ้า

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว