facebook-icon

ผลงานเรื่องแรก คิมเมจงเจริญ

ตอนที่ 12 : หัวใจกลับมาอบอุ่น

ชื่อตอน : ตอนที่ 12 : หัวใจกลับมาอบอุ่น

คำค้น : คิมหันต์, เมษา, นิยายวาย, นิยายy, lastlove, รักสุดท้ายนายบ้านนอก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4k

ความคิดเห็น : 28

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ธ.ค. 2560 20:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 12 : หัวใจกลับมาอบอุ่น
แบบอักษร

                เช้าวันใหม่ในเวลาเจ็ดโมงกว่าที่ธนินยังนอนคุดคู้อยู่ในผ้าห่ม เป็นเพราะเมื่อคืนร้องห่มร้องไห้จนผล็อยหลับไปหลังจากที่คณินเอาปมเก่า ๆ ของตนมาล้อ เด็กน้อยนอนห่มผ้าห่มเย็บมือที่เมษาเป็นคนทำให้ มันอุ่นจนไม่อยากลุกไปไหน แถมยังรู้สึกได้รับอ้อมกอดจากพ่อและป๊าทุกครั้งที่ได้กลิ่นหอมจาง ๆ จากผ้าห่ม

                “อือ ๆ ขอนมน้องหน่อย”

                มือน้อย ๆ  โผล่ออกจากผ้าห่มแล้วควานเพื่อหาขวดนมขวดใหม่ เพราะขวดที่ดูดอยู่นั้นหมดเสียแล้ว ธนินชูมือขึ้นสูงโบกไปมาไม่นานนักก็มีคนยื่นขวดนมมาให้ เมื่อมือสัมผัสกับขวดจึงรู้ว่าเพิ่งชงเพราะมันยังอุ่น ๆ อยู่เลย  เด็กน้อยจึงพอใจหัวเราะ ‘คิคิ’ แล้วพลิกตัวนอนขดในผ้าห่มอีกครั้ง

                แต่แทนที่จะได้นอนบนที่นอนให้เต็มอิ่มก็ดันมีอ้อมแขนใครบางคนโอบอุ้มตนขึ้นจากที่นอนแล้วกอดไว้ ธนินรู้สึกตัวจึงปรือตามองไหล่กว้างที่ใช้หนุนแทนหมอนก็พบว่าเป็นเสื้อของคิมหันต์ จึงหลับตาลงอีกครั้งเพราะคิดว่าเป็นพ่อของเขา สองหูได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งลงจากบันไดอย่างรีบเร่งและเสียงเปิดประตูบ้านก็ทำให้คณินคิดว่าพ่อจ๋าจะพาออกไปไหนแต่เช้าแต่ก็ไม่ได้ถาม รู้ตัวอีกทีตนก็มาอยู่ในรถ BMW X1 เสียแล้ว

                คันรถยุบยวบเมื่อมีคนก้าวขาขึ้นมานั่งฝั่งคนขับ ไม่นานนักตัวรถก็ขับออกนอกตัวบ้าน ธนินยังคงหลับไม่รู้สึกตัวแต่สองหูได้ยินเสียงเครื่องยนต์ที่จำได้ดีว่าเป็นรถของพ่อ สายตาพร่ามัวมองนาฬิกาหน้ารถพบว่าเป็นเวลาเจ็ดโมงกว่า

                วันนี้มันวันเสาร์นี่นา พ่อจ๋าบอกว่าจะไปทำงานกับป๊าไม่ใช่หรอ แล้วทำไมพาน้องออกจากบ้านแต่เช้าเลยล่ะ หรือว่าพาน้องออกมาซื้อของเล่นนะ ธนินคิดในใจ แต่เหตุผลที่ตนเอามาอ้างนั้นยังไม่เพียงพอจึงฝืนลืมตาลุกขึ้นนั่งแล้วออกปากถาม

                “พ่อจ๋าจะพาน้องไปไหน…”

                ทันทีที่ออกปากถาม สายตาธนินก็เห็นมือที่กำลังบังคับพวงมาลัยอยู่นั้นมันไม่มีรอยสัก ก็แสดงว่าคนขับไม่ใช่พ่อคิมหันต์งั้นสิ

                “ไม่ใช่พ่อ…”

                ธนินพูดเสียงเบาพลางมองชายตรงหน้าที่สวมเสื้อฮู๊ดของคิมหันต์ คนคนนั้นเงื้อมือขึ้นแล้วถอดฮู๊ดออก

                “ฮ่า ๆ ก็ไม่ใช่น่ะสิ”

                น้ำเสียงเรียบนิ่งดังขึ้นพร้อมกับรถคันหรูที่หยุดนิ่งอยู่กับที่และเสียงล้อรถบดเบียดถนนดัง ‘เอี๊ยด’ ใช่ ธนินเข้าใจผิดมาตลอดคิดว่าคนคนนั้นเป็นคิมหันต์พ่อของเขา แต่แท้จริงแล้วคือคณินที่มีสักเป็นลุงที่ดูยังไงก็เป็นคนใจร้ายคนนึงที่ธนินไม่คิดอยากจะเข้าใกล้เลยสักนิด เด็กน้อยจึงรีบถอยหลังตีตัวออกห่าง

                “คนใจร้าย ผู้ใหญ่นิสัยไม่ดี”

                ไม่อยากเชื่อเลยว่าคำพูดแบบนี้จะหลุดออกจากปากเด็กวัยสี่ขวบ ธนินชี้นิ้วใส่ไม่พอยังทำคิ้วขมวดยู่ปากแสดงออกถึงการไม่พอใจ แต่คณินก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาเปิดกระจกรถหยิบบุหรี่มาคาบไว้แล้วจุดไปแช็กรนบนปลายมวนก่อนพ่นควันสีขาวออกนอกกระจก

                “พาน้องออกมาทำไม!!! น้องยังไม่ได้อาบน้ำเลยนะ พ่อจ๋าบอกว่าถ้าอยากเป็นเด็กดีต้องอาบน้ำก่อนออกจากบ้าน”

                น้ำเสียงเจื้อยแจ้วทำให้คณินคิดขำ เขาหันหน้ามามองธนินที่นั่งกอดอก ท่าทีของเด็กน้อยแปลกไปจากเมื่อวาน แต่ยิ่งเห็นหน้าตาแป้นแล้นทำคิ้วขมวดหงุดหงิดอย่างกับผู้ใหญ่ก็พาให้เขานึกถึงคิมหันต์ตอนเด็ก ๆ ที่ถึงพูดไม่ได้ก็ยังทำเสียงอ้อแอ้เป็นการเถียงแถมขมวดคิ้วใส่ผู้เป็นพี่ประจำ ซึ่งคณินหยุดความคิดไว้แค่นั้นแล้วเอ่ยปากถามในสิ่งที่เขาอยากรู้แทน

                “รักพ่อจ๋ามากรึเปล่า”

                คณินถามแล้วนั่งขัดสมาธิบนเบาะรถ เขาพลิกตัวมาหา แค่นั้นธนินก็กำขวดนมไว้แน่นแล้วชูมือขึ้นสูงเหมือนตั้งท่ารอและพร้อมตลอดเวลาว่าหากคณินเข้ามาใกล้ก็จะใช้ขวดนมเป็นอาวุธ

                “ลุงถามว่ารักพ่อจ๋ามากรึเปล่า”

                พูดจบคณินก็ขยับตัวยื่นหน้าไปหา ธนินรีบง้างมือไปด้านหลัง แต่เด็กรึจะสู้ผู้ใหญ่ได้ ในเมื่อคณินแย่งขวดนมในมือน้องจ๋าแล้วโยนลงเบาะด้านหลัง น้องจ๋าทำท่าจะคว้าแต่ก็คว้าไม่ทันจึงฮึดฮัดกระฟัดกระเฟียดใหญ่

                “แย่งนมน้องจ๋าทำไม ผู้ใหญ่นิสัยไม่ดี”

                “ตอบลุงก่อน ว่ารักพ่อจ๋ามากมั้ย”

                คณินถามซ้ำ แน่นอนว่าธนินก็ตอบทันควัน

                “พ่อทั้งคนก็ต้องรักสิ!!!”

                เสียงแสบหูทำให้คณินเอ็นดูเด็กคนนี้เข้าไปใหญ่ เขาชอบใจที่เห็นน้องจ๋ารู้จักต่อปากต่อคำมากกว่าร้องไห้งอแงแบบเมื่อวาน

                “ไง ไม่ร้องไห้ขี้มูกโป่งแล้วหรอ”

                เพราะต้องการให้ธนินพูดเสียงใส ๆ ให้ฟัง เขาเลยแกล้งถามยียวนกวนประสาท ระดับน้องจ๋าซะอย่างเลยออกท่าออกทางชี้นิ้วมาทางตัวเองเป็นการอวดโอ้ว่าเขานี่แหละลูกพ่อคิมหันต์ที่เก่งกว่าฮีโร่ในการ์ตูนเสียอีก

                “พ่อจ๋าบอกว่า ถ้าอยากเป็นลูกพ่อต้องห้ามห้ามอ่อนแอ ห้ามร้องงอแง!!!”

                “แล้วถ้าเป็นหลานลุงล่ะ ต้องทำแบบไหน”

                คณินถาม คุณหลานตัวแสบไม่ทันตอบเขาก็อุ้มธนินมานั่งตักหันหน้าเข้าหาแล้วกอดแน่นไม่ให้ดิ้นไปไหน แม้แต่มือที่เด็กน้อยหวังทุบทียังทำไม่ได้

                “ปล่อยน้องนะ!!!”

                “อยากให้ปล่อยต้องตอบลุงก่อน”

                “ไม่ตอบแล้ว เมื่อกี้น้องตอบลุงไม่เห็นคืนขวดนมให้น้องเลย”

                “หืม เมื่อกี้หนูเรียกลุงว่าลุงหรอ”

                “อุ๊ย ไม่ใช่!!! น้องลืมตัว”

                “ฮ่า ๆ ลุงรักเรานะ”

                คำว่า ‘รัก’ ทำเอาธนินแปลกใจจนคิ้วขมวดเล็กน้อยเพราะกำลังครุ่นคิดว่าผู้ใหญ่ที่ทำให้เขาร้องไห้เสียใจจนตาบวมเนี่ยนะจะรักเขา ความไม่เชื่อจึงพูดแย้งออกไปแล้วออกแรงดิ้นหวังให้ตัวเองหลุดจากผู้ใหญ่ใจร้ายให้ได้

                “ปล่อยน้อง!!!”

                “ไม่ปล่อย นี่ เวลาพ่อจ๋ากอด หนูบอกให้ปล่อยแบบนี้มั้ย”

                “ไม่!!! เพราะน้องชอบให้พ่อจ๋ากอด ชอบให้พ่อจ๋าอุ้ม แต่ผู้ใหญ่นิสัยไม่ดี คนไม่ดี น้องไม่อยากให้อุ้ม!!!”

                แทนที่คณินจะตอบโต้ เขาดันมองหน้าน้องจ๋าที่แหกปากโวยวายอยู่ฝ่ายเดียว สมองฉับไวทำให้น้องจ๋าคิดได้ว่าลองเอาลูกอ้อนมาช่วยดีกว่าเผื่อคนใจร้ายจะยอมปล่อยเขาสักที ธนินเริ่มด้วยการส่งสายตามองปริบ ๆ ทำหน้าละห้อยหงอยเหมือนเวลาขอนมขวดที่สองจากพ่อจ๋า ซึ่งแน่นอนว่าคิมหันต์ก็ยอมชงให้ใหม่จนได้

                บรรยากาศภายในรถเงียบกริบ คณินคิดแปลกใจว่าทำไมเด็กน้อยถึงได้มีทีท่าที่เปลี่ยนไปขนาดนี้ และแล้วขบวนการหว่านเสน่ห์แสนน่ารักของน้องจ๋าก็เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับประโยคที่ว่า

                “พาน้องกลับบ้านไปหาพ่อกับป๊าเถอะ… น้องคิดถึงพ่อกับป๊า…”

                เสียงเอื่อย ๆ อ้อน ๆ ทำเอาคนใจร้ายของธนินคลายวงแขนนั้นออก ยังไม่พอ ธนินพยักหน้าซ้ำ ๆ ทำหน้าเบะเหมือนจะร้องไห้ทั้งที่ในใจท่องว่าอีกนิดเดียวตัวเองก็จะได้ใช้กำปั้นต่อยหน้าคนนิสัยไม่ดีสักทีสองที แต่เด็กน้อยคิดผิด เมื่อคณินเงื้อมือมารูปผมเขาเบา ๆ สัมผัสนั้นมันไม่ได้ต่างจากคิมหันต์เลยสักนิด ธนินอึ้งมองตาแป๋ว และแล้วคนใจร้ายในสายตาของเด็กน้อยก็พูดเสียงค่อย

                “รู้มั้ย ว่าลุงก็เคยพูดคล้าย ๆ หนู… ตอนนั้นลุงสามขวบ ลุงบอกกับแม่ว่า… แม่พาคณินกลับบ้านได้มั้ย คณินคิดถึงพ่อกับน้อง”

                สิ้นสุดคำพูด ความอยากรู้ทำให้ความโกรธเคืองของธนินที่มีต่อคณินหายไปสิ้น เด็กน้อยทำตาโตขย่มตัวซ้ำ ๆ สั่งให้เล่าต่อ

                “ไปไหนหรอ ถ้าคิดถึงพ่อจ๋ากับปู่เกียรติจ๋าแล้วทำไมไม่กลับมาบ้านเราล่ะ เล่าสิๆๆ น้องอยากรู้”

                “ลุงกลับไม่ได้ เพราะแม่พาลุงไปอยู่ต่างประเทศ ตอนนั้นที่บ้านมีปัญหาใหญ่อยู่เหมือนกัน ก็เลยต้องแยกกันอยู่”

                ทุกคำพูดถูกเอ่ยออกมาด้วยเสียงแผ่วเบาเพราะคณินไม่อยากจะพูดถึงมันอีก แต่ธนินก็ยังพูดเสียงใส เพราะเด็กยังไม่รู้จักกับความเครียดและความเสียใจที่ต่างกับการร้องไห้เพราะโดนผู้ใหญ่ตี

                “แต่ตอนนี้ก็ได้กลับมาแล้วนี่”

                ธนินพูดยิ้มยีฟัน เขาจึงพูดต่อในสิ่งที่หัวใจต้องการจะพูดจริง ๆ

                “ใช่ ตอนลงเครื่องลุงไม่อยากรอเลยด้วยซ้ำ ลุงอยากถึงบ้านไว ๆ อยากกลับเข้ามาในบ้านแล้วเห็นพ่อหนูนั่งอยู่หน้าทีวีเหมือนที่พ่อหนูชอบทำตอนเด็ก ๆ แต่มีช่วงนึง… ที่ลุงหลงผิด อิจฉาน้องจนเกลียดน้อง เกลียดที่น้องได้อยู่กับพ่อและสบายกว่าลุง แต่มันก็แค่ช่วงนึงเท่านั้นแหละ เพราะสุดท้ายลุงก็เกลียดคิมหันต์ไม่ลง”

                ทุกคำพูดแอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เขาหยุดพูดแค่นั้นแล้วเลื่อนกระจกรถขึ้นเพราะต้องการให้รอบข้างสงบไม่มีเสียงรบกวน แต่แทนที่ธนินจะพยักหน้าทำตัวตามน้ำเหมือนเด็กคนอื่น ที่ฟังอะไรก็ปล่อยผ่านไป ธนินดันกระชับกอดคนตรงหน้าแน่นแล้วพูดยิ้ม

                “อยากพูดอะไรอีกรึเปล่า ป๊าน้องบอกกับพ่อว่า ถ้ามีอะไรไม่สบายใจให้พูดออกมา มันจะหายเครียด คิคิ”

                “ลุงพูดกับหนูได้หรอ”

                เขาถามยิ้มเพราะดีใจที่ธนินเริ่มชวนเขาคุยและเลิกทำคิ้วขมวดใส่

                “ได้สิ พูดเลย ๆ น้องรอฟังอยู่”

                “อา… มีหลายอย่างเลยที่อยากพูด แต่ลุงจะพูดเรื่องที่อยากพูดที่สุดเลยแล้วกัน”

                คณินพูดจบ ธนินก็พยักหน้าตอบ

                “ลุงขอโทษนะ ที่เคยว่าหนูเป็นเด็กกำพร้า”

                “ไม่เป็นไร ป๊าสอนน้องว่าให้ให้อภัยคนอื่นเสมอ แล้วตัวเราเองจะมีความสุขจากหัวใจเลย”

                พูดไม่พอ ธนินยังมีท่าประกอบ สองมือน้อย  ๆ เอื้อมขึ้นมาแตะอกซ้ายคณินและลดลงมาแตะอกตัวเอง มันทำให้คณินไม่อยากเชื่อว่าเมษา คนรักของคิมหันต์ที่เพศเดียวกันจะสามารถปลูกปั้นเด็กตัวเล็ก ๆ ให้มีหัวใจอบอุ่นได้ขนาดนี้

                “ป๊าเมน่ารักดีนะ”

                คณินเอ่ยชมจากใจจริง แต่ความเป็นเด็กจึงคิดว่าผู้ใหญ่คนนี้ชมเพราะคิดไม่ซื่อ มีรึจะยอมให้ป๊าโดนคนอื่นชอบ ธนินเลยออกตัวแทนพ่อคิมหันต์ซะเลย

                “ห้ามเด็ดขาดนะ!!! ป๊าเป็นของพ่อ ถึงจะน่ารัก ก็ห้ามรักเด็ดขาด!!!”

                “ฮ่า ๆ ลุงไม่ได้คิดแบบนั้น แก่แดดจริงเชียว”

                “ใช่ น้องแก่แดด ป๊าก็ว่าแบบนี้บ่อย ๆ ว่าแต่ มีอะไรจะพูดอีกมั้ย น้องหิวข้าว อยากกลับบ้านไปกินข้าวแล้ว”

                “โอเค ลุงจะพูดเรื่องสุดท้ายแล้วล่ะ ลุง… อยากให้หนูเรียกลุงว่าลุง ได้มั้ย”

                พอได้ยิน ธนินก็กอดอกมองเพราะคิดว่าถ้าหากให้เรียกว่า ‘ลุง’ ก็ต้องทำข้อตกลงกันก่อน

                “ได้ แต่ต้องทำข้อตกลงกับน้องก่อน”

                “ครับ ตกลงอะไร”

                “ต้องเป็นคนดี ต้องเป็นพี่ที่ดีของพ่อจ๋า ต้องพูดดี ๆ กับพ่อจ๋าและน้องจ๋า ห้ามล้อน้องจนร้องไห้ แล้วก็ห้ามชอบห้ามรักป๊าเมของน้องเพราะพ่อจ๋ารักป๊าได้คนเดียว โอเคมั้ย ถ้าโอเคก็ต้องทำสัญญากันด้วยการจุ๊บหัวเหม่งหนึ่งที”

                มันอาจฟังดูยาวไปสักหน่อย แต่พ่อธนินพูดจบ ว่าที่ลุงจ๋าก็รีบดึงหลานรักไปหอมหน้าผากหนึ่งทีตามด้วยกอดแน่นจนน้องหายใจแทบไม่ออก มันเหมือนเป็นหนึ่งขั้นที่นอกจากป้าแหม่มแล้ว คนในบ้านก็มีน้องจ๋าที่เริ่มยอมรับเขาอีกคน คณินรู้สึกว่า หัวใจของเด็กคนนี้ อบอุ่นซะยิ่งกว่าเตาผิงที่ใช้ผงไฟในหน้าหนาวซะอีก เพราะแต่ละคำพูดที่กลั่นกรองออกมา มันล้วนบอกว่าเด็กคนนี้แหละคือความสุขของบ้าน

                “ครับ ลุงจ๋าสัญญา”

                “คิคิ… น้องรักลุงจ๋านะ… อย่าทำน้องร้องไห้อีกรู้มั้ย”

                ธนินกอดตอบพร้อมเงยหน้ามองตาแป๊ว ๆ สมาชิกใหม่ของบ้านพิพัฒนภูวดลอย่างลุงจ๋าไม่รู้ซะแล้วว่าถ้าน้องจ๋าสงสายตาอ้อน ๆ มองหน้าเราไม่ยอมหยุดนั่นแสดงว่าคุณกำลังจะเสียเงินในกระเป๋า เพราะน้องจ๋าจะต้องอ้อนให้คุณซื้อของเล่นให้ ไม่ก็ของกิน หรือถ้าโชคดีเป็นคนที่น้องเห็นแล้วอ้อนง่าย ๆ ก็จะขอทั้งสองอย่าง สงสัยคุณลุงคงเป็นคนต่อไปสินะ

                “นี่ลุงจ๋า น้องขออะไรอีกสองอย่างได้มั้ย”

                “ครับ”

                “ลุงพาน้องไปกินข้าวกับซื้อของเล่นในห้างหน่อยสิ นะ…”

                3 ชั่วโมงต่อมา

                “คิคิ ลุงจ๋าดูพุงน้องสิ ใหญ่เป็นลูกแตงโมเลย”

                เจ้าของเสียงใส ๆ พูดไม่พอยังเปิดเสื้อให้คณินดูกลางห้างว่าท้องนั้นโตแค่ไหน หลังจากทั้งสองเพิ่งออกจากร้านอาหาร คณินตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าทำไมน้องจ๋าถึงได้เปิดใจให้เขาง่ายดายขนาดนี้ ทั้งที่สิ่งที่เขาทำมันเกินกว่าจะอภัยด้วยซ้ำ

                คณินเลือกที่จะหาที่นั่งสักพัก เพื่อคุยให้รู้ถึงจิตใจอันบริสุทธิ์ที่ให้อภัยเขา น้องจ๋าที่กำลังกินไอศกรีมแบบโคนทั้งที่ยังใส่ชุดนอนตอนนี้ไม่สนใจอะไรทั้งที่คณินพามานั่งที่เก้าอี้ข้างบันไดเลื่อนของทางห้างสรรพสินค้า คงเป็นเพราะกำลังอร่อยดกับรสชาติหอมหวานของเนื้อไอศกรีมแถมมีโคนกรอบให้กัดเล่น เมื่อเห็นแบบนั้น ฝ่ายผู้ใหญ่จึงเริ่มเปิดปากพูด

                “ธนิน ลุงมีเรื่องอยากคุยกับหนูหน่อย”

                “เรื่องอะไรหรอลุงจ๋า”

                ธนินพูดไปกินไป

                “ทำไมหนูถึงไม่โกรธลุงแล้วล่ะ”

คณินถามพลางเช็ดปากให้

                “ทำไมต้องโกรธ”  

                “ก็ลุงทำไม่ดีกับน้องจ๋า”

                แค่นั้นเด็น้อยก็ถึงกับถอนหายใจให้กับความซับซ้อนของจิตใจพวกผู้ใหญ่ จิตใจที่ปรุงแต่งและมักใช้อารมณ์ร่วมในการตัดสิน ต่างจากเด็ก ๆ ที่จะโกรธเวลาโดนทำไม่ดีใส่ แต่พอกลับมาทำด้วย ใจดวงน้อย ๆ ก็ลืมความโกรธเกลียดไปหมดสิ้น ธนินจึงนั่งหันหน้ามาหาและอธิบายว่าทำไมตนถึงไม่ถือโทษคณินเพียงนิด

                “ฟังน้องนะ น้องไม่โกรธลุงจ๋าแล้ว เพราะตอนนี้ลุงจ๋าเป็นคนดี น้องรู้สึกได้จากหัวใจดวงน้อย ๆ ของน้องเลย ป๊าสอนว่า ไม่ให้น้องโกรธใครนาน เพราะมันจะทำให้เราหาเหตุผลอื่น ๆ มาโกรธเขาเพิ่ม และก็ต้องรู้จักให้อภัย แล้วใจดวงนี้ก็จะมีความสุข ใจที่เต้นตุบ ๆ คิคิ ใจลุงจ๋าเต้นแรงมั้ยนะ”

                มันเป็นคำพูดของเด็กตัวเล็ก ๆ ที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างให้เข้าใจหัวใจของตัวเองอย่างแท้จริง และมันก็เป็นการทำให้ตัวเองมีความสุข เพราะตั้งแต่คณินพาหลานมาที่ห้าง เขาก็เห็นน้องจ๋ายิ้มเสมอ ไม่ว่าจะพูดอะไร ยิ้มจนผู้ใหญ่อย่างเขาอิจฉา ว่าทำไมในตอนเด็กเขาไม่สามารถยิ้มให้ได้แบบนี้บ้าง

                “ขอบคุณนะ ที่ไม่โกรธลุง”

                เขากล่าวขอบคุณจากใจจริง

                “ก็ลุงเป็นลุงของน้องจ๋านี่นา… ครอบครัวเดียวกัน ต้องรักกันให้มาก ๆ ป๊าเมพูดคำนี้กับน้องทุกคืนเลย”

                “แล้วถ้าพ่อจ๋าไม่รักลุงจ๋าล่ะ”

                “น้องก็จะจัดการพ่อจ๋าให้ร้องไห้ขี้มูกโป่งเลย คิคิ”

--------------------------------

แต่งแล้วอยากกลับไปเด็กอีกครั้งเลยค่ะ

​ไม่ต้องเครียดไม่ต้องคิดไรเลย แงงงงงงงงงงง

4.12.17


ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว