ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 32 : เหนือฟ้ายังมีฟ้า

ชื่อตอน : บทที่ 32 : เหนือฟ้ายังมีฟ้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.1k

ความคิดเห็น : 19

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ธ.ค. 2560 21:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 32 : เหนือฟ้ายังมีฟ้า
แบบอักษร



บทที่ 32 เหนือฟ้ายังมีฟ้า



พนิดาผลักประตูบานใหญ่ของห้องสอบพรีเซนต์งานออกกว้างก่อนจะเบี่ยงตัวให้อาจารย์ประจำคณะซึ่งวันนี้มากรรมการประเมินผลงานวิจัยซึ่งเป็นงานชิ้นสุดท้ายในชีวิตนักศึกษาปริญญาตรีของเธอ ใบหน้าผ่องใสที่ประดับด้วยรอยยิ้มละมุนทำให้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าการนำเสนอผลงานครั้งนี้ย่อมผ่านพ้นไปได้ด้วยดีสมกับการทุ่มเทจนอดหลับอดนอนเสียหลายคืน


ความรู้สึกของเธอในตอนนี้คือดีใจและปลอดโปร่งสุดๆ จนแทบอยากปีนขึ้นภูเขาภูเขาเอเวอร์เรสต์และโปรยชีทที่เรียนทั้งหมดลงมาให้มันปลิวกระจายหายไปในอากาศเลยทีเดียว!!!


สองเท้าเล็กรีบก้าวแล่นลงบันไดของอาคารเรียนจนเกือบเรียกว่าวิ่ง ยิ้มน้อยๆ ที่อยู่ต่อหน้าอาจารย์เมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างเบิกบาน ภายในไม่ถึงนาทีเธอก็มาถึงลานกว้างเอนกประสงค์ชั้นล่างซึ่งมีโต๊ะไม้ขนาดยาวตั้งเรียงรายสำหรับนักศึกษามานั่งทำงาน และตอนนั้นเองที่ร่างบอบบางโผเข้าไปกอดคอชายหนุ่มร่างใหญ่ที่กำลังนั่งหันหลังจดจ่ออยู่กับหน้าจอโน๊ตบุ๊คจึงไม่ทันตั้งตัวเมื่อเพื่อนสนิทโถมน้ำหนักใส่อย่างแรงจนคนถูกกอดสบถออกมาด้วยเสียงที่ไม่เบานัก


“เฮ้ย! อะไรของแก ห๊ะ”


“กอล์ฟ ผ่านแล้ว ฉันสอบผ่านแล้ว” เสียงหวานแผดตะโกนดังลั่นถึงขั้นคนที่กอดคอเกาะแขนอยู่พยายามเบี่ยงหลบหลับตาปี๋ แต่เวลานี้ความดีใจปลอดโปร่งจากผลการสอบก็ทำให้เธอไม่สนใจอาการสะบัดสะบิ้งเล็กน้อยแบบนั้น


“เออๆ ได้ยินๆ เบาหน่อยได้ไหม หนวกหู!”


“โธ่ ก็คนมันดีใจนี่หน่า”


“งั้นดีใจแบบเงียบๆ เป็นไหม คนอื่นเขาเครียดจะตายห่าอยู่เนี่ย” เขาตอบกลับไปพร้อมทำหน้าบูด อิจฉาเพื่อนเหลือเกินที่จัดการเคลียร์ทุกอย่างเสร็จแล้วแต่ตัวเขายังไม่รู้เลยว่าจะทันสอบเทอมนี้หรือเปล่าเพราะถูกอาจารย์ตีกลับมาแก้หลายรอบจนนับไม่ถ้วน


พอเห็นจรัสกรแสดงอาการหงุดหงิดจริงจังหญิงสาวจึงค่อยนิ่งสงบขึ้นได้บ้าง เมื่อครู่เพราะความดีใจเกินไปหน่อยทำให้ลืมซะสนิทว่าอาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่เพราะส่วนของชายหนุ่มน่าจะยังเหลือให้ต้องแก้ไขอีกเป็นกองพะเนิน


“กำหนดส่งวันไหนเหรอ”


“อีกสองวัน” เสียงทุ้มตอบอ้อมแอ้มพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่กับการตัดสินใจพลาดของตัวเองที่ดันคึกไปเลือกหัวข้อยากๆ เพราะอยากให้คนอื่นมองว่าเขาเก่งกาจแต่สุดท้ายก็มานั่งปวดหัวกลัวเสร็จไม่ทันอยู่แบบนี้ “เมื่อกี้ลองเทสระบบมันก็ยังขึ้นออเร่อร์ ส่วนรายงานก็ยังแก้ไม่เสร็จเลย”


“ให้ช่วยไหมล่ะ ตอนนี้เราว่างแล้วเดี๋ยวช่วยจัดกับแก้รูปเล่ม แกก็แก้โค้ดตบตีกับระบบไป ถ้าแบ่งๆ กันทำไม่นานเดี๋ยวก็เสร็จ” เธอนั่งเท้าคางจ้องมองหน้าจอโน๊ตบุ๊คของจรัสกรที่แสดงโค้ดภาษาต่างดาวเรียงต่อกันเป็นแถบซึ่งจากประเมินคร่าวๆ แล้วถึงจะมีจุดที่ผิดเยอะก็จริงหากแต่ไม่ได้เป็นส่วนซับซ้อนที่แก้ไขยากอะไร


“จริงดิ?” เสียงนั้นดูดีใจขึ้นมาทันทีแต่ก็ยังไม่วางใจกับการช่วยเหลืออันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ คิ้วหนาเข้มเลิกสูงอย่างสงสัยในท่าทางขึงขังจริงจังของพนิดา เห็นแล้วรู้สึกไม่ไว้ใจชอบกล “แกคงไม่มีแผนช่วยเพื่อหวังผลอะไรใช่ไหม”


“อะไร? นี่ตั้งใจช่วยแกแท้ๆ กลับโดนมองแง่ร้ายแบบนี้” เสียงหวานตวาดแว๊ดขึ้นสูงปรี๊ดจนคนนั่งแถวนั้นสะดุ้งพร้อมหันมามองจนเธอเริ่มรู้สึกตัวจึงค่อยลดเสียงให้เบาลงมาบ้าง “ฉันเปลี่ยนใจแล้วดีกว่า ทำเองเถอะย่ะ”


ว่าแล้วร่างบางก็ลุกพรวดพราดเหมือนจะไม่สนใจเพื่อนสนิทขึ้นมาจริงๆ ใบหน้าหวานทำเป็นขุ่นมัวส่งเสียงกระเง้ากระงอดแบบไม่จริงจังนักเพราะมั่นใจอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายต้องไม่ยอมปล่อยให้เธอหนีไปไหนหรอก และก็เป็นตามคาดเพราะพอชายหนุ่มพอเห็นพนิดาทำท่าลุกขึ้นจากเก้าอี้เขาจึงรีบคว้าแขนเรียวบางเอาไว้แน่นพร้อมส่งเสียงอ้อนอ่อนหวาน


“โอ๋ๆ ช่วยจ๊ะช่วย” ทางรอดมาตรงหน้าแล้วเรื่องอะไรเขาจะไม่คว้าเอาไว้แถมการเอ่ยพ่วงท้ายด้วยสรรพนามที่มั่นใจว่าหากเพื่อนได้ยินแล้วจะต้องพอใจแน่นอน “ช่วยเราด้วยนะ พี่สะใภ้”


และก็เป็นดังที่จรัสกรคาดคิดเมื่อใบหน้าสวยหวานเปลี่ยนจากสีหน้าปั้นปึ่งเป็นอมยิ้มแก้มแทบปริ รู้สึกเหมือนแก้มทั้งสองข้างเริ่มมีสีระเรื่อเพราะไอร้อนจางๆ อันเป็นผลกระทบจากการเต้นของหัวใจที่พอได้ยินคำนี้ทีไรเป็นต้องหัวใจพองโตทุกที


‘พี่สะใภ้’ เหรอ? รอฟังคำนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ...


“แหม พูดจาน่าฟังค่อยน่าช่วยเหลือหน่อย” พอถูกเรียกว่าพี่สะใภ้แบบนั้นเธอก็กลับมาทิ้งตัวลงนั่งข้างจรัสกรอีกครั้ง ดวงหน้าหวานละมุนหัวไปมองเพื่อนสนิทรูปหล่อก่อนดวงตากลมโตสีเข้มล้อมรอบไปด้วยแพขนตางอนงามจะฉายแววแพรวพราวอย่างเจ้าเล่ห์แบบที่คนมองชักรู้สึกคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นมาจากไหนสักที่


“มองอย่างนี้หมายความว่าไง”


“ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากจะบอกว่า...” รอยยิ้มกรุ้มกริ่มปรากฏขึ้นอย่างเป็นต่อพร้อมยกมือสยายผมลอนคลายๆ ไม่ต่างจากโฆษณาแชมพูสระผม ใบหน้ารูปหัวใจยักคิ้วหลิ่วตาส่งให้เพื่อนรัก “เราบังเอิญไปเห็นบุฟเฟ่ต์กุ้งล็อบสเตอร์ที่โรงแรม... เห็นเขาบอกว่าลดตั้ง 50% แนะ วันนั้นเราดูจากรายการทีวีท่าทางมันน่ากินมากๆ เลยแหละกอล์ฟ”


นั่นไง คิดผิดซะเมื่อไหร่!


“จะให้เลี้ยง?”


“เรื่องนี้ก็แล้วแต่นะ” ใบหน้าใสทำเป็นมองนกมองไม้เหมือนไม่ใช่เรื่องสำคัญ ปลายนิ้วเรียวบางจับปอยผมมาม้วนพันเล่นก่อนจะเหล่ตาจิกมองท่าทางเจ้าเล่ห์แสนกล “แต่ถ้ากอล์ฟมีน้ำใจเสนอมาแบบนั้น เราก็จะตอบแทนด้วยตั้งใจช่วยให้งานของแกเสร็จภายในวันนี้เลย ดีไหม?”


จบประโยคนั้นในที่สุดจรัสกรก็รู้ว่าทั้งท่าทาง สีหน้าและแววตาการแสดงออกแบบนี้ของเธอเหมือนกับใคร...


“พราว”


“ว่า?”


“รู้ตัวไหมว่าแกชักจะเหมือนพี่กราฟเข้าไปทุกวันแล้ว”


ใช่เลย! พวกเจ้าเล่ห์ตาใสชอบหลอกให้เหยื่อตายใจแบบนี้มันนิสัยพี่ชายของเขาชัดๆ ไม่รู้พนิดาไปติดนิสัยน่ากลัวอย่างนี้มาได้ยังไง จำได้ว่าเมื่อก่อนไม่ได้เป็นแบบนี้นี่หว่า


“หือ?” ดวงตากลมสวยกะพริบปริบๆ คล้ายไม่เข้าใจในสิ่งที่ได้ยิน “เหมือนตรงไหน?”


‘เหมือนทุกตรงนั่นแหละ’ 


จรัสกรอยากตอบเช่นนี้สุดๆ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่างานนี้คงต้องพึ่งหญิงสาวจริงๆ เขาจึงเปลี่ยนคำตอบใหม่น่าจะเกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายมากกว่า “ช่างเถอะ เอาเป็นว่าถ้าเสร็จทันวันนี้เราจะพาไปเลี้ยงแล้วกัน”


ได้ยินประโยคนั้นหญิงสาวก็ถือว่าการเจรจาสำเร็จ ร่างบางขยับตั้งท่าเป็นนั่งหลังตรงพลางหยิบโน๊ตบุ๊คของตัวเองขึ้นมาเป็นโปรแกรมเวิร์ดพร้อมส่งแฟลชไดร์ฟให้ชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว


“รีบเอารายงานใส่แฟลชไดร์ฟมาให้ฉันเลย พนิดาคนนี้ขอรับรองว่าวันนี้โปรเจคของแกต้องเสร็จแน่นอน”



หลังการช่วยเหลือจรัสกรตั้งแต่ช่วงเที่ยงจนถึงตอนเย็นรายงานรูปเล่มของชายหนุ่มก็เรียบร้อยสมบูรณ์ซึ่งก็พอดีกับการแก้ไขระบบที่สามารถขึ้นแสดงผลได้เช่นกัน ใบหน้าหล่อเหลายิ้มกว้างจนแก้มปริ โล่งเหมือนยกภูเขาออกจากอกเพราะงานเสร็จเร็วกว่าที่คิดเอาไว้มาก


“ขอบคุณมากนะพราว แกคือผู้มีพระคุณของเราจริงๆ”


“อย่าลืมที่ตกลงกันไว้ล่ะ” เสียงใสย้ำถึงสัญญาที่เพื่อนให้เอาไว้เมื่อตอนกลางวัน


“อืมๆ ได้เลย” เขาพยักหน้ารัวๆ ตอบรับทันที ถึงตอนแรกจะแอบสะดุ้งกับราคาบุฟเฟ่ต์ที่แม้จะลดห้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้วก็ยังเกือบสองพันแต่เมื่อเทียบกับงานของเขาเสร็จทัน ไม่ต้องจ่ายค่าเรียนต่ออีกเทอมแล้วยังไงก็คุ้มกว่าเยอะ


“อาจารย์คงยังไม่กลับ รีบเอาไปให้ตรวจเลยสิ” เธอแนะเมื่อเงยหน้าขึ้นไปที่ชั้นสองและเห็นว่าห้องพักอาจารย์ยังเปิดไฟสว่างจ้าอยู่


“โอเค รอตรงนี้ก่อนนะ เสร็จแล้วเดี๋ยวไปกินข้าวกัน”


จรัสกรรีบลุกขึ้นพร้อมหอบโน๊ตบุ๊คและรายงานที่ปริ้นซ์เสร็จเรียบร้อยจ้ำอ้าววิ่งขึ้นบันไดไปยังห้องพักอาจารย์ส่วนพนิดาก็เริ่มเก็บข้าวของต่างๆ ที่กระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะรอไปพลางๆ โดยไม่ทันสังเกตเลยว่ามีใครบางคนกำลังก้าวเข้ามาประชิดถึงตัว


“ทำไมอยู่คนเดียว กอล์ฟไปไหนล่ะ”


“อุ้ย! พี่กราฟ... ทำพราวตกใจหมด” เธอพ่นลมหายใจออกมาก่อนจะหันกลับไปเก็บเอกสารกับถุงขนมที่วางเอาไว้ต่อ ไม่สงสัยกับการปรากฏตัวของคนรักเพราะรู้ว่าเขาบอกมาทางข้อความแล้วว่าจะมาหาหลังรู้ว่าเธออยู่ช่วยจรัสกรทำงานจนถึงตอนเย็น “กอล์ฟเอางานขึ้นไปส่งค่ะ คงอีกสักพักกว่าจะลงมา”


“งั้นเหรอ แล้วหิวข้าวหรือยัง”


“นิดหน่อยค่ะ เมื่อกี้กอล์ฟเพิ่งชวนไปกิน พี่กราฟก็ไปด้วยกันเลยนะคะ”


จิรกฤตพยักหน้าตอบรับพร้อมกับช่วยหญิงสาวเก็บของบนโต๊ะให้เรียบร้อย ใช้เวลาครู่เดียวทุกอย่างก็สะอาดเรียบร้อยแต่จรัสกรก็ยังไม่ลงมาทั้งสองจึงนั่งรออยู่ที่เดิมกับเงียบๆ กระทั่งพนิดาเริ่มส่งเสียงงำงึมออกมาเมื่อเธอเห็นข่าวสารเกี่ยวกับนักร้องคนโปรดที่กำลังจะมีคอนเสิร์ตในเร็วๆ นี้แต่กลับไม่มีโอกาสได้ไป


“เป็นอะไร หื้ม?”


“พราวเสียใจจังที่ไม่ได้ไปคอนเสิร์ตนี้ รอมาตั้งเป็นปีๆ แนะ” น้ำเสียงนั้นเปิดเผยถึงความเสียดายอย่างไม่ปิดบังและถึงเธอจะพูดระบายเรื่องนี้กับชายหนุ่มไม่รู้กี่ครั้งแล้วแต่ทุกทีที่บังเอิญเจอเรื่องมากระตุ้นก็เป็นต้องพร่ำเพ้อเหมือนเวทนาตัวเองชนิดโอเว่อร์เกินเหตุหากทั้งหมดที่แสดงออกนั้นก็เป็นสิ่งที่เธอรู้สึกจริงๆ “เฮ้อ แต้มบุญฉันไม่พอจริงเหรอเนี่ย”


ดวงตาคมชะโงกเข้ามาดูหน้าจอโทรศัพท์ของคนรักที่ยังเปิดค้างเอาไว้ก่อนใบหน้าหล่อเหลาจะยกยิ้มมุมปากเล็กๆ มือใหญ่ดึงกระเป๋าเงินที่อยู่ในกางเกงทำงานออกมาท่ามกลางสีหน้างุนงงของหญิงสาวแต่แล้วคนที่เพิ่งทำท่าห่อเหี่ยวก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มหยิบอะไรออกมาจากกระเป๋าพร้อมยัดใส่มือเล็กเสร็จสรรพ


“พี่ให้พราวครับ”


ดวงตากลมโตจ้องบัตรกระดาษแข็งใบเล็กสีสันสดใสที่อยู่ในมือแบบไม่ยอมกะพริบ แม้จะรู้ดีว่าสิ่งที่ตนได้รับจากคนรักนั้นคืออะไรแต่เพราะความแปลกใจ ตื้นตันและประทับใจจึงทำให้เกิดอาการติดอ่าง ตะกุกตะกัก พูดอะไรไม่ออกขึ้นมาซะอย่างนั้น


“พะ... พี่กราฟ... นี่มัน?”


ถึงมันไม่ใช่ของขวัญจำพวกเครื่องประดับเลอค่าหรือของราคาแพงอะไรเลย...


แถมเป็นแค่กระดาษแข็งๆ เพียงสองใบสำหรับเธอและเขาหากนี่กลับเป็นสิ่งที่คนได้รับขอบตาร้อนผ่าวไปหมด


“เห็นเมื่อสองเดือนก่อนพราวบอกว่าอยากไปแต่ซื้อบัตรไม่ทันใช่ไหม”


“ค่ะ บัตรหมดตั้งแต่หนึ่งนาทีแรก” ศีรษะทุยผงกหงึกหงัก ตอนนี้มือสั่นไปหมดเพราะนี่เป็นคอนเสิร์ตที่เธอเคยหมายมาดตั้งใจว่าจะไปดูให้ได้แต่ปรากฏว่าถึงเวลาจริงๆ ก็ต้องผิดหวังเพราะสู้ความเร็วของแฟนคลับคนอื่นไม่ทันก่อนจะเงยขึ้นมองคนรักเพราะนึกสงสัยขึ้นมาว่าเขาเอาบัตรมาให้เธอได้ยังไง “พี่กราฟไปหามาจากไหนคะ”


“คนที่ทำงานมีบัตรแต่ติดธุระไปไม่ได้ พี่จำได้ว่าพราวอยากไปมากก็เลยซื้อต่อเขามา”


แม้เหตุผลนั้นเป็นเพียงเรื่องบังเอิญแต่พนิดาก็ยังยิ้มกว้างกับสิ่งที่ได้ยินอยู่เหมือนเดิม ถึงจิรกฤตจะไม่ได้ดิ้นรนขนาดทุ่มเทพลิกแผ่นดินเพื่อหาสิ่งที่เธอต้องการทุกอย่างมากองตรงหน้าเหมือนในนิยายชวนฝันแต่แบบนี้ก็ถือว่าเขาเป็นคนรักที่น่ารักมากๆ แล้วกับความสนใจ ใส่ใจในเรื่องที่เธอชอบเพราะความจริงชายหนุ่มจะปล่อยผ่านมันไปก็ได้แต่เขาก็ยังอุตส่าห์นึกถึงและซื้อมาให้เธอ


“พรุ่งนี้พี่จะไปรับที่บ้านตั้งแต่เช้า เราไปนอนที่นู่นกันสักสองคืนนะคงไม่ต้องรีบกลับ พี่ลางานไว้เรียบร้อยส่วนพราวก็สอบเสร็จแล้วใช่ไหม” เขาอาจจะเป็นพวกขี้หึง ขี้หวงอยู่ค่อนข้าง (?) มากแต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นไร้เหตุผลห้ามเธอเลิกเป็นแฟนคลับนักร้องที่ชื่นชอบเพราะยังไงคนเหล่านั้นก็ไม่มีทางเข้ามาอยู่ในชีวิตจริงของคู่หมั้นคนสวยได้อยู่แล้ว


พวกนี้ก็เป็นได้แค่สามีมโน... ส่วนตัวจริงและหนึ่งเดียวยังไงก็ยังเป็นเขาวันยังค่ำ


“ค่ะ” เสียงหวานตอบรับอย่างรวดเร็วพร้อมกระตุกแขนจิรกฤตให้เข้ามาใกล้แล้วชะเง้อตัวขึ้นไปประทับริมฝีปากลงบนแก้มสากเบาๆ นัยน์ตาสีเข้มเป็นประกายหวานเชื่อม “ขอบคุณนะคะ พี่กราฟน่ารักที่สุดในโลก พราวดีใจมากเลย”


ชายหนุ่มยิ้มให้สาวน้อยอย่างที่ไม่มีใครเคยได้เห็นเพราะมันเจิดจ้าแพรวพราวไปทั้งปากและตา ดวงตาคมกริบสีดำสนิทสื่ออารมณ์อ่อนหวานและเร้าใจชวนให้ลุ่มหลง มือใหญ่ยกขึ้นมาลูบศีรษะเล็กก่อนไล้ปลายนิ้วไปตามเส้นผมยาวสลวยแผ่วเบาก่อนจะหักห้ามใจไม่ไหวก้มลงไปหอมแก้มนวลคืนบ้างหากทั้งหมดก็เกิดขึ้นโดยใช้เวลาไม่กี่วินาทีเพราะรู้กาลเทศะว่าที่นี้คือสถานศึกษาหากทำอะไรรุ่มร่ามหรือชักช้ากว่านี้คงดูไม่เหมาะสม


“ถือว่าเป็นรางวัลของคนเก่งจากพี่แล้วกันเนอะ” น้ำเสียงทุ้มนุ่มนั้นเอ่ยขึ้นเหมือนจะเอื้ออาทรหากไม่มีประโยคถัดมาต่อท้าย “แต่... ถ้าไปค้างด้วยกันสองคืน พี่ก็น่าจะได้อะไรตอบแทนสำหรับการทำตัวน่ารักๆ บ้างใช่ไหม”


“คะ? ตอบแทน...” สองพวงแก้มเปล่งปลั่งขึ้นมาทันใดพร้อมรีบหลบสายตาวับวาวของคนรักเป็นพัลวัน รู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวไปหมดเพราะเข้าใจเต็มอกว่าจิรกฤตกำลังหมายถึงการตอบแทนแบบไหน หากยังไม่เข้าใจอยู่เล็กน้อยว่าคนรักต้องการอะไรกันแน่เพราะที่ผ่านมาเธอก็ไม่เคยปฏิเสธเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว “ความจริงพราวก็ไม่เคยขัดพี่กราฟอยู่แล้วนี่หน่า”


“อืมมม นั่นก็ถูก” เขาพึมพำยอมรับพร้อมลากเสียงยาวในลำคอ “แต่คราวนี้มันต้องมีอะไรๆ ‘พิเศษ’ ไม่เหมือนทุกทีสักนิดหน่อยแหละเนอะ” เสียงทุ้มนั้นเอ่ยขึ้นแบบราบเรียบคล้ายเป็นการเปรียบเปรยกับตัวเองซะมากกว่าแต่รอยยิ้มจากแววตาและมุมปากนั้นบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าความพิเศษครั้งนี้มันต้อง ‘พิเศษ’ จริงๆ


พนิดามองใบหน้าหล่อเหลาของคู่หมั้นตัวร้ายก็ได้แต่เม้มปากแน่นปฏิเสธไม่ออก ตั๋วคอนเสิร์ตที่ใฝ่ฝันมาอยู่ตรงหน้าแล้วจะปล่อยให้หลุดมือได้ยังไง ตอนนั้นเองหญิงสาวก็นึกถึงเหตุการณ์คล้ายๆ กันซึ่งเพิ่งเกิดเมื่อไม่นานมานี้ เธอเอาโปรเจคจบมาล่อให้เพื่อนพาไปเลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์ส่วนจิรกฤตก็เอาบัตรคอนเสิร์ตที่หาไม่ได้อีกแล้วมาล่อเธอต่ออีกรอบ


ฉับพลันคำพูดของจรัสกรที่เอ่ยเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ผุดขึ้นมาในหัวทันที...


‘รู้ตัวไหมว่าแกชักจะเหมือนพี่กราฟเข้าไปทุกวันแล้ว’


คงต้องยอมรับอย่างจนใจว่านั่นอาจเป็นความจริง แต่ถึงเธอจะเจ้าเล่ห์หรือร้ายกาจขึ้นมาบ้างตามข้อกล่าวหาของเพื่อนสนิท ทว่าเมื่อเทียบฝีมือกันแล้วก็ถือว่ายังห่างชั้นกับคนเจ้าแผนการที่มักทำหน้าซื่อตาใสอย่างผู้ชายตรงหน้านี้อีกหลายขุมนัก!


'เอ่อ... พี่คะ ขอพิเศษเนื้อล้วน ไม่เส้นไม่ผักค่ะ' #ยื่นถ้วยให้พี่กราฟ อิอิ


ไรท์มีความเปลี่ยนชื่อตอน 555 พอดีแต่งจบแล้วคิดว่าชื่อนี้น่าจะเหมาะกว่าอ่า

ใครที่เคยนกบัตรคอนฯ คงจะเข้าใจความรู้สึกของหนูพราวดีใช่หรือเปล่าว่าสิ่งที่พี่กราฟให้นั้นมันเป็นเซอร์ไพรส์มากแค่ไหน ไรท์ก็เข้าใจเหมือนกันแต่ต่างตรงที่ว่าไม่มีใครหาบัตรมาให้แบบนี้ T^T เศร้าาา 555

ปล. นิยายช่วงนี้อาจจะมีความเรื่อยๆ เปื่อยๆ เป็นช่วงเวลาหวานชื่นของทั้งสองคน ไม่มีอะไรหวือหวาสักเท่าไหร่เพราะให้พี่กราฟกับน้องพราวพักหายใจหายคอกันบ้าง (นี่คือพักแล้วเนอะ 555) เอาไว้อีกสักพักจะมีเรื่องอะไรเข้ามาโปรดติดตามชมกันนะคะ ^^

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว