เป็นกำลังใจให้เทคด้วยน้าาาา เทคจะได้มีแรงอัพพพพพ >3<

ราตรีที่ 20 ท่านมิใช่จูบแรกข้าเสียหน่อย

ชื่อตอน : ราตรีที่ 20 ท่านมิใช่จูบแรกข้าเสียหน่อย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.9k

ความคิดเห็น : 47

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ก.ย. 2561 21:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 20 ท่านมิใช่จูบแรกข้าเสียหน่อย
แบบอักษร

ราตรีที่****20 ท่านมิใช่จูบแรกข้าเสียหน่อย

เพียะ!

พระหัตถ์นิ่มฟาดไปยังใบหน้าผู้เป็นนักฆ่า เป็นอีกครั้งที่ปิงปิงทำงานผิดพลาด ขนาดงานที่ง่ายๆ กลับทำให้มันเป็นไปไม่ได้ มันช่างน่าโมโหยิ่งนัก! ไม่น่าเลี้ยงเสียข้าวสุก เมื่อครั้งตอนที่ปิงปิงยังเป็นเพียงแค่เด็กจรจัด เธอน่าจะปล่อยเสียให้ตายข้างถนน

พระสนมกุ้ยเฟยสะบัดมือ ใบหน้างดงามของนางบิดเบี้ยว ความเกรี้ยวกราดถูกเทลงไปที่ข้าวของเครื่องใช้ ในเมื่อคนใกล้ตัวมันใช้ไม่ได้ นางจำเป็นต้องหาผู้อื่นมาแทน นับวันนั้นหย่งชางยิ่งเก่งกล้า หากเป็นเช่นนี้เกรงว่าอีกไม่นานคงได้ขึ้นเป็นรัชทายาท เมื่อใดที่หย่งชางได้เป็นใหญ่ พระสนมกุ้ยเฟยนั้นรับรู้ได้ทันทีว่าคงมีหายนะเกิดขึ้นกับตระกูลหวังเป็นแน่ ไม่มีทางที่หย่งชางจะปล่อยให้ศัตรูลอยนวล

ความร้อนรนที่เป็นดั่งเปลวไฟในข้อนี้ทำให้นางนึกอยากเร่งรีบไปปรึกษากับบิดา แต่ถ้าหากนางออกไปนอกวังหลวงอีกครั้งทั้งที่เพิ่งไปมาเพื่อไม่นานนักอาจกลายเป็นที่สงสัยจึงได้

ครู่หนึ่งพระสนมกุ้ยเฟยก็ยิ้มออก นอกจากตระกูลหวังแล้วก็ยังมีอีกคนที่สามารถเพิ่งพาได้

ผู้นั้นคือตระกูลต้วน...

เห็นทีคงต้องเร่งมาให้ช่วยเสียแล้ว

สายลมโบกสะพัดจนใบไม้ล่องลอยปลิวสะพัด บุรุษผู้หนึ่งทอดมองไปยังทิวทัศน์เบื้องหน้าพลันเกิดรอยยิ้มงดงามจนผู้พบเห็น... แถบชานเมืองจิงโจวนั้นมีข่าวลือหนึ่งทั่วสะพัด ว่ากันว่ามีบุรุษงามในใต้หล้า อีกทั้งยังมีความสามารถรอบด้านทั้งบุ๋นและบู๊ ความงดงามนั้นเปรียบเทียบกับอิสตรีก็คงเห็นจะน้อยไปด้วยซ้ำ ผู้นั้นมีนามว่าเหยียนอี้...ต้วนเหวินอี้

บุตรบุญธรรมของตระกูลต้วนที่เพิ่งรับมาอยู่ด้วยเมื่อหลายปีก่อน... ปีนั้นต้วนหานได้เดินทางไปต่างเมืองเพื่อพบปะสหาย ต้วนหานพบเด็กชายผู้หนึ่งที่มีรูปร่างสันทัดแววตาฉลาด ทีแรกนั้นต้วนหานตั้งใจแค่ว่าจะเอามาชุบเลี้ยงเป็นแค่คนคอยติดตาม ทว่าความตั้งใจนั้นกลับแปรเปลี่ยนในภายภาคหลัง

ต้วนหานนั่งอยู่ในห้อง ไม่กี่วันก่อนเขาเพิ่งได้รับจดหมายมาจากตระกูลหวัง ต้วนหานอ่านเนื้อความในจดหมายซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นสิบรอบ เขาถอนหายใจเฮือกหนึ่งเมื่อเห็นว่าผู้มีพระคุณนั้นกำลังเผชิญกับความลำบาก ด้วยอุปนิสัยที่ค่อนข้างรักสงบ ต้วนหานจึงได้วางมือจากราชสำนัก ละทิ้งตำแหน่ง แล้วย้ายมาอยู่ที่จิงโจวเพื่อพักผ่อนกาย ถึงกระนั้นข่าวจากเมืองหลวงก็ยังมีให้ได้ยินบ่อยครั้ง ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องขององค์ชายใหญ่ เนื้อความข้างในบ่งบอกถึงความเสียใจของสตรีนางหนึ่ง

อดีตคนรักที่กลายเป็นของผู้อื่นไปเสียแล้ว

แล้วเขาจะทำเช่นใดกันเล่า...

ฮูหยินของตระกูลต้วนเดินเข้ามาในห้อง ในมือของนางถือถ้วยน้ำชามาถ้วยหนึ่ง พอเห็นฮูหยินของจนต้วนหานก็เก็บพับจดหมายทำราวกับว่ามันเป็นของสำคัญที่ผู้อื่นไม่อาจเห็นได้ ฮูหยินได้แต่มองตาม นางพยายามฝืนปั้นยิ้ม นางปรนนิบัติสามีอย่างดีก่อนที่จะเดินออกไป ครั้นพอพ้นสายตาของต้วนตานแล้วน้ำตาของนางก็ไหล จนต้องเอาชายผ้ามาเช็ด ถึงอย่างไรนางก็ไม่อาจแสดงความอ่อนแอต่อหน้าเหล่านางกำนัลได้

“ท่านแม่”

เหวินอี้นั้นเดินผ่านมาเห็นเข้า เขารีบเข้าไปปลอบประโลม

ทีแรกเหวินอี้ก็ตั้งใจว่าจะเข้าไปหาพ่อบุญธรรมเช่นกัน แต่กลับมาเจอแม่บุญธรรมยืนร้องไห้

“เหวินอี้”

“ท่านแม่อย่าร้องไห้ น้ำตาช่างไม่เหมาะกับใบหน้างดงามของท่านยิ่งนัก” เหวินอี้นั้นเลือกคำหวานใส่ ถึงอย่างไรเสียฮูหยินก็เป็นสตรี และสตรีก็มักจะชอบฟังคำหวานและการเอาใจ

“เหวินอี้ ใจแม่แทบร้าวราน ท่านพ่อของเจ้านั้นยังลืมผู้หญิงคนนั้นไม่ได้” นางเล่าไปซับน้ำตาไป

จดหมายนั้นนางคิดว่าคงเป็นของหญิงคนรักเก่าของต้วนหาน ก่อนที่จะแต่งกับนาง ต้วนหานนั้นได้มีรักกับสตรีนางหนึ่ง ผ่านมาแล้วเกือบยี่สิบปีนางก็ไม่เข้าไปแทรกแซงได้ โซ่ทองคล้องใจระหว่างภรรยากับสามีก็หาได้มีไม่ ถ้าจะให้โทษก็คงต้องโทษที่ร่างกายของนางช่างอ่อนแอจนไม่มีทายาทสืบสกุล

“ท่านแม่ ท่านอย่าร้องไห้ พอเห็นน้ำตาของท่านแล้วข้าใจไม่ดีนัก”

ฮูหยินเงยหน้ามองบุรุษที่งดงาม

“เหวินอี้ หากไม่มีเจ้าอยู่ด้วย ป่านนี้แม่ก็...ฮึก”

ฮูหยินกล่าวแค่เพียงไม่กี่ประโยคก็ร้องไห้อีกครั้ง จนเหวินอี้ต้องปลอบประโลม

ภายใต้เสียงร่ำไห้ของฮูหยิน เหวินอี้ยกยิ้มมุมปากโดยที่นางไม่เห็น

ในวังหลวงนั้นผู้ที่ถูกรังแกมากที่สุดก็คงจะเป็นฉิงเฟิ่ง...

นับตั้งแต่วันที่องค์ชายใหญ่กลับมาจากการรบกับเผ่าซงหนู นับวันก็ยิ่งเห็นร่างกายเขาเป็นของเล่นขึ้นกว่าแต่ก่อน หากเมื่อใดที่สบโอกาสองค์ชายหย่งชางนั้นก็มักชอบมาหยอกล้อเล่นไม่หยุดหย่อน จนฉิงเฟิ่งต้องทำหน้าบูดบึ้งเมื่อถูกรังแก องค์ชายหย่งชางนั้นไม่ได้ผิดแผกไปจากเดิมสักนิด ยังเหมือนตอนก่อนที่จะไปออกรบไม่ผิดเพี้ยน หรืออาจจะยิ่งหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ

กระนั้นก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่ฉิงเฟิ่งไม่เข้าใจ

“องค์ชาย ปล่อยข้าน้อยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

ฉิงเฟิ่งอยากร้องไห้ เขาน้ำตาเล็ดเมื่อต้องถูกจับมัดด้วยเชือก มันบาดผิวหนังอวบอ้วนจนเขาเจ็บไปหมดแล้ว และด้วยแรงรัดของเชือกเส้นใหญ่ทำให้เห็นก้อนเนื้อไขมันที่ปูดบวมออกมา

“ซือฉิงเฟิ่ง...ฉิงเอ๋อ”

หย่งชางนั้นหาได้สำนึกไม่ เขาเอ่ยเรียกนามอีกฝ่าย พลางใช้สายตามอง

“องค์ชายจะรังแกข้าน้อยหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“ใครว่าข้าจะรังแกเจ้า”

หย่งชางยังไม่รู้สึกรู้สา เขามองเจ้าหมูน้อยตรงหน้าด้วยความชอบใจ

“หากไม่เรียกรังแก แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าอะไรพ่ะย่ะค่ะ”

ฉิงเฟิ่งไม่อยากถูกจับมัด มันทั้งอึดอัดและหายใจไม่ออก แก้มทั้งสองข้างแปล่งแดงดั่งลูกตำลึง

“ข้าแค่กำลังลงโทษเจ้าต่างหากเล่า”

หย่งชางยังไม่รู้สึกรู้สา เขามองเจ้าหมูน้อยตรงหน้าด้วยความชอบใจ

“หากไม่เรียกรังแก แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าอะไรพ่ะย่ะค่ะ”

ฉิงเฟิ่งไม่อยากถูกจับมัด มันทั้งอึดอัดและหายใจไม่ออก แก้มทั้งสองข้างเปล่งแดงดั่งลูกตำลึง

“ข้าแค่กำลังลงโทษเจ้าต่างหากเล่า”

ฉิงเฟิ่งยังมิรู้ความผิดของตัวเอง เขากำลังเรียกร้องความยุติธรรม ถึงเช่นนั้นความยุติธรรมก็ดูหาได้มีไม่ เมื่อคนที่กุมอำนาจองค์ชายใหญ่ เขาจึงจำเป็นต้องโดนลงโทษโดยการถูกจับมัด ร่างกายถูกจับบีบเค้นไปทั่วทั้งสัดส่วน แรงขององค์ชายใหญ่ใช่ว่าจะน้อย พอจับบีบทีหนึ่งก็เจ็บเข้าไปในเนื้อ ผิวหนังที่นุ่มนิ่มแดงเป็นจ้ำๆ

เมื่อวันก่อนนั้นฉิงเฟิ่งคิดถึงสหาย นานครั้งจะได้พบปะพูดคุย และจวบเหมาะที่เป็นวันหยุดของติงเกาพอดี จึงได้พากันไปร้านเหล้าที่อยู่ใกล้วังหลวง เขาเป็นผู้ชายเรื่องพวกนี้ก็ต้องมีกันบ้าง และอีกอย่างเขาไม่ได้นั่งกินจนไปเมาระรานที่ไหน แค่พอแก้กระหายเท่านั้น กลับกลายเป็นว่าโดนองค์ชายใหญ่โกรธเสียได้ วันต่อมาก็ถูกเรียกพบ พระพักตร์องค์ชายบึ้งตึงจาพาลทำเอาหวั่นใจ

ไม่ทันไรก็อยู่ในสภาพเช่นนี้เสียแล้ว

“องค์ชาย ท่านทำอันใดพ่ะย่ะค่ะ” ฉิงเฟิ่งมองตื่นเมื่อสรับรู้ถึงมือที่เคลื่อนมาตรงด้านข้าง ใบหน้าหล่อเหลายื่นเข้ามาใกล้ จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอ่อน

เขาหลับตาปี๋ เบือนหน้าหันหนีไปทางอื่น ได้ยินแต่เสียงหัวเราะหึหึ กับเสียงหัวใจตัวเองที่มันเต้นดังไม่หยุด

ฉินเฟิ่งสะดุ้งกายเฮือก ยามที่ใบหูถูกลมร้อนจากริมฝีปาก จนต้องลืมตาโผลงมองดูอย่างลืมตัว หากไม่นับว่าเขายังไม่ได้เป็นอิสระ คนตรงหน้านั้นก็แทบทำให้วิญญาณหลุดออกจากร่าง

องค์ชายหย่งชางล้อเล่นมากเกินไปแล้ว

“เจ้าจะถูกข้ามัดทั้งวัน”

“องค์ชายไม่สงสารข้าน้อยหรือพ่ะย่ะค่ะ”

คนอ้วนที่ถูกจับมัดร้องขอความเห็นใจ เขาอึดอัด และไม่ชอบ ดวงตาทั้งสองแดงระเรื่อ

องค์ชายหย่งชางก็ได้หาใส่ใจในคำนั้น

“หากข้าสงสารเจ้า ก็คงไม่ได้เห็นสภาพเช่นนี้”

“อ๊า!~”

คนอ้วนหวั่นไหว ริมฝีปากอ้าออกกว้างโอดครวญร่ำร้องเสียงหลง องค์ชายหย่งชางไม่พูดเปล่าแต่กลับบีบเข้าที่เนื้อตรงด้านข้างสะโพกอย่างจัง จับเนื้อแน่นที่เต็มไปด้วยไขมันรอบเอว สัมผัสที่วูบวาบในคราวแรกแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกอีกอย่างหนึ่งมาแทนที่ ฉิงเฟิ่งพลิกกายหนีเมื่อมือของผู้รุกรานเริ่มเคลื่อนต่ำไปที่สะโพก

หย่งชางนั้นเก็บซ่อนความรู้สึกหนึ่งไว้ในอก ยิ่งร่างอ้วนดิ้นทุรนทุรายเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้เขานึกอยากรังแก ฉิงเฟิ่งหายใจหอบระรัว กระนั้นก็ยังไม่สาแก่ใจนัก!

เจ้าหมูอ้วนบังอาจถึงเนื้อถึงตัวชายอื่น มันช่างน่าโมโหจนนึกอยากจับเจ้าทหารที่เมาปลิ้นปล้อนนั่นมาประหารให้เป็นพันชิ้น

หาเรื่องออกนอกวังยังไม่พอ ยังไม่รักนวลสงวนตัว!

ครั้นพอคิดถึงข้อนี้แล้วก็พาลทำเอาโมโหอยู่หลายส่วน เจ้าตัวนั้นนอกจากจะไม่รู้สึกรู้สาในความผิดตนยังทำหน้าระรื่นอยู่เย็นเป็นสุขได้ คืนนั้นทั้งคืนหย่งชางก็หาวิธีกลั่นแกล้งเจ้าหมูของเขา จึงนึกขึ้นได้วิธีหนึ่ง

หมูนั้นก็คงจะคล้ายกับแมว

ฉิงเฟิ่งถอบหายใจเฮือกหนึ่ง เขาถอนหายใจอย่างโล่งออก องค์ชายหย่งชางนั้นได้ละตัวไปแล้ว ทว่าสิ่งที่มาแทนที่กลับเป็นขนนกยาว เขากลืนน้ำลายลงคอยามที่มองสิ่งที่สะพรึง

“องค์ชาย ท่านจะทำอันใดพ่ะย่ะค่ะ”

คนอ้วนหวาดหวั่น เขาไม่กล้าแม้แต่จะคิด พยายามหดร่างที่ใหญ่โตหนี

ฉิงเฟิ่งที่ตัวใหญ่อยู่แล้ว มีไขมันหนา ดังนั้นไม่ว่าจะเดินหรือนั่งก็ย่อมช้ากว่าผู้อื่นเป็นเท่าตัว ยิ่งมาถูกมัดก็ไม่อาจคิดหนีได้เป็นอย่างใจนึก

เขาวาบหวิวเมื่อถูกขนนกขนาดเล็กสัมผัสแผ่วที่ผิวหนัง ขนาดของมันยาวเพียงแค่ข้อศอก ทว่ากลับมีขนที่นุ่มนิ่ม ท่อนขาเขาถูกเจ้าสิ่งนั้นรุกรานจนต้องอ้าปากหัวเราะน้ำตาเล็ด เขาดิ้นทุรนทุรายท่ามกลางความสุขสมที่เต็มไปด้วยความทรมานเป็นเท่าตัว กว่าองค์ชายหย่งชางจะหยุดมือก็พาลทำเอาหายใจแทบไม่ทัน

ยามที่ได้รับอิสระ เขาสูดหายใจเต็มปอด ราวกับว่าได้สูญเสียลมหายใจไปเสียอย่างนั้น กระนั้นก็อาจเป็นแค่ครู่หนึ่งเท่านั้น

ริมฝีปากฉิงเฟิ่งถูกฉกฉวยอย่างเอาแต่ใจ

น่าประหลาดใจนัก...

เป็นอีกครั้งที่หย่งชางได้ชิมกลีบปากนุ่มของเจ้าหมูอ้วน

ทีแรกนั้นเขาแค่ต้องการให้อีกฝ่ายสำนึกในความผิด อย่าเอาร่างกายที่เขาหวงแหนไปให้ชายอื่นแตะต้อง หัวใจเขาหล่นวูบยามที่ได้เห็นเจ้าหมูนั้นดิ่นพล่าน มันดูยั่วยวนอย่างน่าประหลาดใจ ทั้งที่ทั้งแขนและขาเต็มไปด้วยเนื้อไขมันก้อนโต

หรือว่าเขาตามีปัญหา?

หย่งชางพยายามสลัดความคิดในข้อนี้ ท้ายที่สุดเขาก็ไม่อาจทำได้ ช่วงจังหวะที่ริมฝีปากอวบนั่นอ้าเผยอกว้างก็นึกอยากเข้าไปลิ้มลองอีกสักครา

เมื่อครั้งที่ตอนกลับมาจากการทำสงครามกับเผ่าซงหนู ก่อนหน้านั้นเขาได้ยินฉิงเฟิ่งพูดกับตัวเองว่าเชื่อมั่นในตัวเขา เขาเก่งกาจกว่าใครทั้งหมด คำครหาที่ถูกดูหมิ่นกลับกลายเป็นเพียงอารมณ์ขัน ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเจ้าหมูที่ดันพูดไม่คิด เขาต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงก็เป็นเพราะเจ้าหมูอีกเช่นกัน มันน่าลงโทษให้เข็ดหลาบให้รู้จักสงบปากสงบคำ... ถึงวันเดินทางนั้นจึงได้สั่งเสียขอรางวัลถ้าหากเขากลับมาได้ ทีแรกนั้นหย่งชางยังคิดไม่ออกด้วยซ้ำว่าต้องการสิ่งใดเป็นค่าตอบแทน จนกระทั่งได้เห็นหน้าจึงได้พลั้งเพลอกระทำอย่างไม่ได้ตั้งใจ

ฉิงเฟิ่งต้องรับผิดชอบที่ทำให้ใจเขาปั่นป่วนขนาดนี้

หย่งชางนั้นได้ยินเสียงครางจากคนด้านล่าง จูบในครั้งนี้ไม่ได้ต่างจากครั้งก่อน เพียงแค่ลึกซึ้งกว่าเท่านั้น หย่งชางประคองใบหน้าของฉิงเฟิ่ง กวาดต้อนความหอมหวาน สอดลิ้นลึกเข้าในด้านใน ทำทุกอย่างอย่างเอาแต่ใจตนเอง ความเชี่ยวชาญนั้นมีอยู่มากโข ไม่นานนักฉิงเฟิ่งนั้นก็เริ่มคล้อยตามด้วยความว่าง่าย พระวรกายสูงบดเบียดทาบทับอีกร่างที่ยังคงถูกพันธนาการ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากทำมากกว่านี้

หย่งชางหยุด เขาละหน้าออกมองเจ้าหมูที่ยังคงหายใจไม่ทัน แก้มที่เหมือนลูกหมั่นโถวแดงก่ำจนนึกอยากหยิกแก้มแรงๆ

“จูบของข้าทำเอาเจ้าเหม่อลอยเช่นนั้นเลยรึ”

เขาจับแก้มนิ่มแล้วดึงด้วยความนึกหมั่นไส้

ฉิงเฟิ่งนึกอยากโกรธองค์ชายหย่งชางยิ่งนัก ติดที่ว่าตรงอกด้านซ้ายมันเต้นไม่หยุด

“ท่านไม่ใช่จูบแรกของข้าเสียหน่อย”

หลังจากกล่าวคำนั้น องค์ชายหย่งชางก็ทำสีหน้าทะมึงถึง จนฉิงเฟิ่งนึกเสียใจไม่น้อย เพราะวันนั้นเขาถูกองค์ชายหย่งชางเอาคืนทบต้นทบดอก


------

TAKE

เเต้ามาแย้ววว ใจเย็นนนน เรื่องดองนั้นเค้าล้อเล่น หรือเปล่า 555 เอาเป็นว่าไม่ดองจ้าา ถถถ อย่าเพิ่งเอาระเบิดไปปาบ้านเค้านะ แต่ที่หายไปสามสี่วันนี่มีปัญหา...หนักมาก เวิร์ดเทคใช้ไม่ได้ T^T คือของเทคนั้นยอมรับเลยว่าใช้ของเถื่อน เทคว่าเทคก็ไม่ได้ใช้ทำอะไรนะ นอกจากแต่งนิยาย แต่จู่ๆ มันก็ใช้ไม่ได้ ได้แค่อ่านอย่างเดียว ทำไรไม่ได้เลย อันนี้เทคเลยต้องลบแล้วโหลดจากไมโครซอฟมาใช้ฟรีเดือนนึง ใช้เฉพาะกิจไปก่อน ส่วนที่เหลือค่อยว่ากัน

พอดีช่วงสิ้นเดือนเทคปิดต้นฉบับที่เปิดรีปริ้นด้วย ชุดอันธพาล กำลังเคลียร์ของที่กำลังส่งอยู่

และสุดท้าย เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ เทคมีของมาให้ด้วยย แม้ไม่ได้เยอะอะไรแต่ก็ให้เพราะรักนะจ๊ะ

จุ๊บๆ

ความคิดเห็น