ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 23 ของสำคัญที่ไม่ได้คืน

ชื่อตอน : ตอนที่ 23 ของสำคัญที่ไม่ได้คืน

คำค้น : สืบสวน , โคนัน , จอมโจรคิด , กองปราบ , กองปราบฯ , กองปราบปราม , ตำรวจ , โจร , ไทย , ประเทศไทย , ตลก , กวน , ป่วน , แสบ , ฮา , บ้าบอ , แก๊ง , โรบินฮู้ด , เก่ง , ขโมย , รหัส , ปริศนา , เงื่อนงำ , ก่อการร้าย , ระเบิด , ตื่นเต้น , ระทึก , ตาย , แอคชั่น , บู๊ , เลือด

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 433

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 พ.ย. 2560 03:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 23 ของสำคัญที่ไม่ได้คืน
แบบอักษร

เอกพลและกำลังตำรวจจากสถานีตำรวจใกล้เคียงกว่า 10 นาย ซุ่มดูคฤหาสน์ของหลี่ เหวินอยู่ห่างๆ รถยุโรปสีดำของเขาจอดนิ่งอยู่ภายในโรงเก็บรถ ซึ่งเป็นบล็อกรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่สามารถขับรถเข้าไปจอดเรียงรายกันได้ถึง 10 คัน นอกจากนี้ภายในนั้นยังมีรถยนต์คันอื่นจอดอยู่อีก 5 คัน โดย 1 ในนั้นมีรถยุโรปสีดำอีกคันที่ดูราวกับเป็นแฝดกับรถเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้อีกด้วย มันเหมือนกันชนิดที่หากไม่สังเกตจากป้ายทะเบียนคงไม่มีทางรู้แน่ๆ

“พวกนั้นคงซ่องสุมคนไว้ในคฤหาสน์พอสมควร อย่าพึ่งด่วนทำอะไร จนกว่ากำลังสมทบของเราจะมา!” เอกพลสั่งการด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ตายังคงจับจ้องไปที่ตัวคฤหาสน์ทรงตะวันตกสองชั้น หลังใหญ่ขนาดที่สามารถแบ่งห้องหับได้เป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า 20 ห้อง บนพื้นที่ปานห้างสรรพสินค้า ซึ่งรายล้อมด้วยสวนสวยจากพรรณไม้นานาชนิด

เวลาเดียวกัน ภายในคฤหาสน์หลังงามของหลี่ เหวิน อันเต็มไปด้วยเครื่องเรือนและเครื่องประดับตกแต่งจากประเทศจีน ทั้งแจกันกระเบื้องเคลือบราคาสูงลิบ ตุ๊กตากระเบื้อง และเฟอร์นิเจอร์ประเภทฝังมุกตามความต้องการของเจ้าของเงิน เหล่ามือปืนในสังกัดเจ้าพ่อยาเสพย์ติดถูกเรียกตัวมากว่า 30 คน หากแต่นั่นไม่ใช่ฝีมือของหลี่ เหวิน

“อะไรกัน! แกจะไม่ขอบใจฉันสักหน่อยหรือไง อุตส่าห์มาช่วยแกในเวลาที่แกกำลังเข้าตาจนแบบนี้”

ใครคนหนึ่งกำลังนั่งหัวเราะอยู่บนเก้าอี้ไม้ฝังมุกตัวยาวแพงระยับภายในห้องโถงสำหรับรับแขก เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ดูขัดตากับรูปลักษณ์ภายนอกของตัวคฤหาสน์ รวมไปถึงชุดสูทสากลสีดำของเจ้าของคำพูดที่กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่ด้วย

...เขาเป็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่งวัยใกล้เคียงกับหลี่ เหวิน เพียงแต่ใบหน้าและผิวพรรณละม้ายคล้ายคลึงชาวจีนมากกว่า นัยน์ตายาวรีคู่นั้นเปล่งประกายอำมหิตอย่างเห็นได้ชัด จนสองสาวข้างกายหลี่ เหวินที่บังเอิญได้สบสายตาเข้าจำต้องสั่งให้ตัวเองก้มหน้า สงบปากสงบคำ ด้วยเพราะอีกฝ่ายสามารถพูดและเข้าใจภาษาไทยได้เป็นอย่างดีเทียบเท่าชายหนุ่มเจ้าของคฤหาสน์ มิหนำซ้ำยังดูจะมีอำนาจในการออกคำสั่งกับบรรดามือปืนแว่นดำรอบกายพอๆ กัน

“ฉันไม่ได้ขอร้องให้นายมาช่วยสักหน่อยนี่ จะต้องถือเป็นบุญคุณอะไร” หลี่ เหวินจ้องมองคนตรงหน้า นัยน์ตาวาวโรจน์ยิ่งกว่าครั้งปะทะคารมกับสายสืบจอมกะล่อนประจำกองปราบปราม

“อ้อ! กลัวจะเสียหน้าอย่างนั้นสิ ไหนๆ ก็ได้ควงสาวทีละสองคนแล้วนี่”

เสียงหัวเราะยังคงดังไม่เลิก ทั้งที่บทสนทนาเหล่านั้นไม่เห็นมีตรงไหนที่น่าขบขัน ฟังดูเหมือนเป็นการหัวเราะเยาะเย้ยผสมปนเปกับคำพูดถากถางเสียมากกว่า เรื่องนี้ใช่ว่าคนฟังจะไม่เข้าใจ

“คุณเหวินเองก็มีแผนการรัดกุมในใจแล้ว ขอให้คุณหยางกลับไปเรียนคุณท่านว่าให้วางใจเถอะครับ”

กลับกลายเป็นนายแพทย์โชคชัยที่ต้องเป็นฝ่ายออกทัพห้ามศึกระหว่างสองหนุ่ม ก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลายเกินแก้ไข ท่าทางนอบน้อมของเขายิ่งบ่งบอกให้สองสาวได้รู้ว่า ชายแปลกหน้าผู้มาเยือนพร้อมมือปืนซ้ายขวาคนนี้ เป็นพี่น้องหรือไม่ก็เครือญาติฝ่ายบิดาของหลี่ เหวิน

“ขึ้นไปบนห้องกันได้แล้ว!” ชายหนุ่มเจ้าของคฤหาสน์ดันตัวหญิงสาวสองคนที่เขาพามาร่วมชะตากรรมด้วย ให้เดินขึ้นบันไดวนไม้ขัดเงาไปยังห้องนอนของเขาซึ่งอยู่บนชั้นสองของคฤหาสน์บ โดยมีเสียงกวนใจดังไล่หลังไปตลอดทาง

“อ้าวๆ นี่น่ะเหรอแผนรัดกุมที่ว่า อ้อ! หรือว่าต้องออกแรงเสียก่อนถึงจะคิดแผนออก”

คำพูดดูถูกดูแคลนสองสาว ทำให้หลี่ เหวินอยากหันกลับไปตอบโต้ ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็พยายามบอกให้ตัวเองอดทน เขาไม่มีเวลาเหลือพอที่จะทำอะไรแบบนั้นอีกแล้ว ลำพังแค่จัดการเรื่องของสองคนนี้ให้เสร็จก็คงเต็มกลืนเต็มที

“เข้าไปทั้งสองคนนั่นแหละ!” เขาผลักรจเลขและอริศราให้เข้าไปภายในห้องนอนของตัวเอง ซึ่งอยู่ด้านในสุดของทางเดิน ตาชำเลืองมองมือปืนแว่นดำที่ชะเง้อมองอยู่ตรงเชิงบันได แล้วรีบก้าวตามเข้าไป หลังจากนั้นบานประตูก็ปิดสนิทลง พร้อมเสียงกดล็อคลูกบิดที่ทำเอาผู้หญิงสองคนในห้องถึงกับสะดุ้งเฮือก

“คุณคิดจะทำอะไรพวกฉันอีกล่ะคะ!?” รจเลขจ้องหน้าชายหนุ่มด้วยความหวาดระแวง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวทำให้เธอไม่ไว้วางใจในตัวใครได้ทั้งนั้น ต่อให้เป็นผู้ชายคนที่เคยบอกว่ารักเธอยิ่งกว่าชีวิตของตัวเขาเองก็ตาม

“ในห้องนี้มีทางลับเชื่อมต่อกับโรงรถข้างล่าง...” หลี่ เหวินตอบ ระหว่างที่นั่งลงที่โต๊ะทำงานข้างเตียง แน่นอนว่าทั้งเก้าอี้ไม้ตัวที่เขากำลังนั่ง รวมไปถึงโต๊ะไม้แบบมีลิ้นชักขัดเงามันปลาบ และเตียงนอนขนาดใหญ่ล้วนเป็นเฟอร์นิเจอร์ฝังมุกเช่นเดียวกัน แฟ้มหนังสีดำมากมายเรียงอย่างเป็นระเบียบตรงมุมโต๊ะด้านหนึ่ง หากแต่สิ่งที่ชายหนุ่มให้ความสนใจมีเพียงกระดาษจดหมายแผ่นเดียวเท่านั้น

“ผู้ชายคนนั้นเป็นพวกเดียวกับคุณไม่ใช่หรือคะ แล้วทำไมคุณถึงคิดจะหนีไปจากเขาเสียล่ะคะ?”

ไม่มีคำพูดใดใดออกมาจากปากของชายหนุ่มสำหรับคำถามถัดมา นั่นทำให้รจเลขหงุดหงิดและไม่พอใจเป็นอย่างมาก เธอยืนมองหลี่ เหวินที่กำลังก้มหน้าก้มตาเขียนอะไรบางอย่างลงในกระดาษด้วยสายตาว่างเปล่า ราวกับไม่หลงเหลือเยื่อใยซึ่งกันและกัน ขณะที่อริศรามองไปรอบๆ ห้องคล้ายจะหาทางหนีทีไล่และประตูทางลับที่ว่า แต่ก็กลับไม่พบอะไรนอกจากตู้เซฟเหล็กใบเล็ก กับชั้นหนังสือสูงจรดเพดานห้องข้างโต๊ะทำงาน

“อริศรา...”

เสียงเรียกนั้นทำให้เจ้าของชื่อสะดุ้งสุดตัว เพราะมีไม่บ่อยนักที่คนคนนี้จะเรียกชื่อของเธอ

“เอ่อ... คะ คุณเหวิน!!?” อริศรามองอีกฝ่ายที่เดินเข้ามาหาเธอ หน้าตาตื่น กว่าจะรู้เขาก็เข้ามาประชิดตัวเสียแล้ว

“ฉันฝากจดหมายนี้ให้พี่ชายของเธอด้วย แล้วก็... นี่เป็นรีโมทสำหรับเปิดประตูรั้วตรงโรงรถ เข้าไปใกล้รั้วที่สุดค่อยใช้มัน พยายามอย่าให้ใครสังเกตเห็นพวกเธอ ฉันฝากคุณรจด้วย” หลี่ เหวินยื่นของสองสิ่งให้อริศรา และพูดราวกับจะสั่งเสีย

“ละ... แล้วคุณเหวินล่ะคะ?”

คำถามแสดงความห่วงใยของอริศรา ช่วยให้ชายหนุ่มยิ้มออกมาได้บ้างในเวลาเช่นนี้ แม้จะเป็นลูกสาวนายตำรวจ และเข้ามาในชีวิตของเขาเพราะต้องการความจริงเกี่ยวกับคดีที่พี่ชายรับผิดชอบ แต่เธอก็ใส่ใจในหน้าที่ รวมทั้งมีความจริงใจต่อภาระความรับผิดชอบที่เขามอบหมายให้เสมอ

“ฉันคงไม่มีทางหนีโชคชะตาของตัวเองพ้นหรอก”

คำตอบของหลี่ เหวินทำให้อริศรายิ่งรู้สึกเห็นใจและเป็นห่วงเขา ตำแหน่งเลขานุการชั่วคราวที่เธอเคยได้รับมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ช่วยให้เธอรู้จักตัวตนของผู้ชายคนนี้มากขึ้น เขาไม่ได้เป็นอาชญากรอำมหิตอย่างที่เธอเคยคิด ดูเหมือนเส้นทางที่เขาจำต้องเลือกเดินนั้นเพราะความจำเป็นบีบบังคับทั้งสิ้น

“คุณพ่อเก็บเด็กกำพร้าอย่างฉันมาเลี้ยง ฉันต้องตอบแทนพระคุณของท่าน ไม่ว่ามันจะเป็นวิธีการแบบไหนก็ตาม” นั่นคือสิ่งที่เขาเคยบอกเธอ

“รีบไปได้แล้ว”

น้ำเสียงร้อนรนของหลี่ เหวินปลุกอริศราให้ตื่นขึ้นจากภวังค์แห่งความทรงจำ เธอรับคำเบาๆ และยืนมองเขาที่เดินเร็วไปยังชั้นวางหนังสือความสูงจรดเพดานที่ว่าด้วยความงุนงง แต่ไม่นานทุกอย่างก็กระจ่าง เมื่อชายหนุ่มใช้สองมือทั้งผลักทั้งดันมันอย่างแรง เผยให้เห็นทางเข้าที่ซ่อนอยู่ แท้ที่จริงแล้วนั่นคือภาพวาด 3 มิติเสมือนจริงของชั้นหนังสือที่ใช้ลวงตาผู้คนเท่านั้น

“ข้างในมีหลอดไฟแอลอีดีส่องตลอดทาง เดินไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงทางตัน หลังจากนั้นให้ผลักผนังตรงหน้าแบบเดียวกับที่ฉันทำ” หลี่ เหวินอธิบายเส้นทางลับอย่างคร่าวๆ ให้อริศราฟังด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด ก่อนจะหันกลับไปหารจเลขอีกครั้ง

“ผมขอบคุณ แล้วก็ขอโทษสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง” เขาดึงตัวเธอมากอดแนบอก นัยน์ตาฉายแววเจ็บปวด เพราะแม้รจเลขจะไม่ได้ขัดขืนต่อการกระทำของเขา แต่ท่าทางเย็นชาของเธอ รวมไปถึงสีหน้าและแววตาที่ราบเรียบเสมือนไร้ความรู้สึก ก็แทบจะฆ่าผู้ชายคนหนึ่งที่รักเธอให้ตายทั้งเป็นได้อยู่แล้ว

“เอ่อ... ถ้าอย่างนั้นฉันไปก่อนนะคะ ขอบคุณคุณเหวินที่กรุณาค่ะ” อริศรายกมือไหว้เขาด้วยความรู้สึกขอบคุณที่กลั่นออกมาจากหัวใจ หลังจากที่ชายหนุ่มคลายอ้อมกอดและผละออกห่างจากทันตแพทย์สาวรุ่นพี่ของเธอแล้ว ขณะที่เขาพยักหน้าขรึมๆ ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีสิ่งใดฉายอยู่บนใบหน้าหรือดวงตาอีก เธอไม่รู้จริงๆ ว่าทันทีที่ประตูของช่องทางลับปิดสนิทลง เขาจะทำอะไรต่อไป

คลิก!

เสียงคล้ายประตูลับตรงต้นทางถูกล็อค ทำให้อริศราสะดุ้งขึ้นมาเล็กน้อย จริงอยู่ที่ตลอดทางเดินซึ่งเวลานี้เป็นขั้นบันไดจำนวนราวๆ 20 ขั้น จะมีหลอดไฟแอลอีดีดวงเล็กส่องสว่างบนผนัง ช่วยให้มองเห็นทางเดินได้อย่างชัดเจนตามที่หลี่ เหวินได้บอกเอาไว้ แต่เธอก็ยังอดหวาดกลัวไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นปลายทางที่ไม่รู้ว่ามีอะไรรอคอยอยู่ข้างหน้าบ้าง หรือแผนการที่ชายหนุ่มวางไว้ให้ ซึ่งไม่รู้ว่าเธอจะทำมันสำเร็จไหม โดยเฉพาะการที่ไม่ได้มีชีวิตของเธอเป็นเดิมพันแค่คนเดียว อริศราครุ่นคิดพร้อมกับชำเลืองมองหญิงสาวที่กำลังเดินตามหลังเธอมาติดๆ ภาพความเย็นชาของอีกฝ่ายที่เธอพึ่งเคยได้สัมผัส ก็ทำให้อริศราอดที่จะหวาดกลัวไม่ได้เช่นกัน

ตึก... ตึก... ตึก...

เสียงฝีเท้าของคนสองคนดังก้องอยู่ภายในช่องทางลับแคบๆ มานานกว่า 10 นาที กระทั่งคนข้างหน้าชะงักฝีเท้า เมื่อพบผนังปูนขวางกั้นตรงหน้า การเดินทางตรงนี้กำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว ทั้งที่ไม่รู้เลยว่าเบื้องหลังทางออก พวกเธอจะต้องพบกับอะไร เวลานี้หัวใจของอริศราเต้นรัวเป็นเสียงกลองเสียจนแทบจะดังออกมานอกอกทีเดียว

ครืดดดด...

อริศราพึ่งรู้ว่าสิ่งที่เธอเข้าใจว่าเป็นผนังปูน มันคือประตูไม้หนักๆ บานหนึ่ง ซึ่งแม้จะใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดผลักมัน ก็ยังขยับเขยื้อนเพียงแค่ทีละนิด เหมือนมีอีกคุณสมบัติไว้สำหรับดูลาดเลาบุคคลภายนอก

“พี่ช่วยเปิดไหมคะ?”

เป็นคำพูดประโยคแรกที่รจเลขเอ่ยขึ้น ด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้ดูอ่อนโยนที่สุด ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้อริศราหายหวาดกลัวเธอ เรื่องนี้อีกฝ่ายก็ใช่จะไม่รู้

“เอ่อ... ไม่เป็นไรค่ะ” อริศราปฏิเสธเบาๆ แล้วตั้งหน้าตั้งตาผลักประตูไม้หนักๆ บานนั้นต่อไปด้วยตัวคนเดียว ช่องทางเดินในเส้นทางลับนั้นแคบเกินกว่าที่คนสองคนจะร่วมแรงร่วมใจกันทำเช่นนั้นได้ และเธอเองก็ไม่อยากรบกวนอีกฝ่ายด้วย เวลานี้อริศราเริ่มรู้สึกว่าเธอไม่ได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของรจเลขเลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งที่เคยคิดตรงกันข้ามมาตลอด

“พี่ขอโทษนะคะ กับทุกๆ เรื่องที่เกิดขึ้น” รจเลขพูดทำลายความเงียบขึ้นมาอีก น้ำเสียงของเธอฟังดูราวกับกำลังสำนึกผิด มันช่างแตกต่างกับยามที่เธอตอบคำถามของหลี่ เหวินเหลือเกิน

“ไม่เป็นไรค่ะ...” อริศรายังคงตอบคำถามสั้นๆ ทั้งที่อยากพูดอะไรบางอย่างต่อ แต่สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะเก็บมันเอาไว้ แล้วทำสิ่งที่ควรจะต้องทำตรงหน้า

ในที่สุดประตูไม้บานนั้นก็เปิดกว้างพอจะให้เจ้าของร่างบางแทรกตัวออกมาได้ และเพราะมัวแต่รีบร้อน อริศราจึงไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีใครคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น ตั้งแต่ก่อนที่เธอจะก้าวเท้าออกมา

“โอ๊ย!!”

ศีรษะของเธอกระแทกเข้ากับคางของคนคนนั้นอย่างแรง จนอริศราเผลอตัวร้องออกมาเบาๆ และกว่าจะรู้ตัวเธอก็ถูกเจ้าของชุดสีขาวซึ่งกลมกลืนกับผนังของโรงเก็บรถแห่งนี้ ดึงตัวเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดเสียแล้ว อาจเพราะสาเหตุนี้ก็ได้ที่ทำให้เธอไม่ทันสังเกตเห็นเขา

“ยัยบ้า! ชอบทำให้เป็นห่วงอยู่เรื่อยเลยนะ”

จากที่ตั้งใจจะร้องโวยวาย และทุบตีศอกเข่าใส่อีกฝ่าย อริศราก็กลับชะงักไปทันทีที่ได้ยินเสียงพูดของเขากับคำพูดของเขา รวมไปถึงบาดแผลบนใบหน้าของเขาที่เธอเงยหน้าขึ้นมอง ทั้งแผลจากรอยกระสุนถาก และแผลเดิมที่มีต้นเหตุมาจากเธอด้วย

“ธนู!! นี่เข้ามาในนี้ได้ยังไงเนี่ย!?” เธอถามเขาด้วยความตกใจทันทีที่ตั้งสติได้

“ก็ปีนรั้วเข้ามาน่ะสิถามได้!” เขาเบือนหน้าหนีไปทางอื่นระหว่างที่ตอบคำถาม ไม่รู้ว่าเพราะอายกับการกระทำห่ามๆ ของตัวเอง หรือเพราะพยายามมองหาทางหนีทีไล่ และเหล่ามือปืนที่อาจแอบซ่อนตัวอยู่บริเวณนั้น

“แต่รั้วมันสูงออกอย่างนั้นน่ะ...” อริศราแย้ง เธอไม่เชื่อว่าธนูจะปีนรั้วเหล็กดัดแหลมเปี๊ยบ แบบเดียวกับรั้วบ้านไฮโซมหาเศรษฐีเมืองไทยเข้ามาได้ด้วยชุดคอสเพลย์ชุดนี้

“ฉันยืมบันไดเขามาใช้” ธนูคลายอ้อมกอดออก เปลี่ยนเป็นจับมืออริศราไว้แน่นเป็นสัญญาณว่าเขากำลังจะพาเธอหนีออกไปจากที่นี่ด้วยวิธีในแบบของเขา แต่... ไม่ใช่การปีนบันไดอลูมิเนียมที่เขาขอยืมมาจากเพื่อนบ้านของหลี่ เหวิน โดยอ้างว่าจะนำไปใช้ในการถ่ายทำหนังสั้นของมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน

...และนั่นคือสาเหตุที่ว่าทำไมเขาถึงยังอยู่ในชุดนี้!

“ใช้รีโมทนี่เปิดประตูสิ คุณเหวินเขาให้ฉันมา” อริศราส่งรีโมท สีดำในรูปพวงกุญแจสี่เหลี่ยมอันเล็กที่กำไว้นานแล้วให้กับเขา พลางชำเลืองมองรจเลขที่ยืนมองอยู่ข้างหลัง เหมือนกำลังจะกลายเป็นส่วนเกินของฉากนี้ “เอ่อ... แล้วก็ยังมีคุณหมอรจเลขอยู่กับเราอีกคนนะ” เธอพยายามสะกิดบอกให้ธนูหันไปมองบุคคลที่ว่าบ้าง

“ฉันรู้แล้ว” เขาตอบโดยที่ยังคงกวาดตามองไปรอบๆ ด้วยความสงสัย เหตุใดในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ จึงไม่มีมือปืนหรือคนของหลี่ เหวินคอยจับตามอง และเฝ้าระวังภายนอกคฤหาสน์เลยแม้แต่คนเดียว เป็นไปไม่ได้ที่พ่อค้ายาเสพย์ติดรายใหญ่ในคราบนักธุรกิจอย่างคนคนนั้น จะไม่รู้ว่ามีกำลังตำรวจติดตามมาซุ่มรอจังหวะเข้าช่วยเหลือตัวประกัน

นอกเสียจากว่า... หมอนั่นมีแผนการจะทำอะไรอีก!?

กึก กึก!! กึก กึก!!

เสียงโทรศัพท์มือถือดังกระทบกับกระบอกปืนในซองหนังบริเวณเอว ทำให้ธนูจำต้องปล่อยมืออริศรา เปลี่ยนไปล้วงโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กออกมาจากกระเป๋ากางเกง มันกำลังไหวสั่นบ่งบอกสายเรียกเข้าจากเอกพล หากไม่มีเรื่องฉุกเฉินผู้กองหนุ่มรุ่นพี่คงไม่ติดต่อมาในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้แน่

“รีบหาทางออกจากคฤหาสน์ด่วนเลย พวกของเราที่จับกุมคนของหลี่ เหวินอยู่ที่บริษัทของหมอนั่นโดนถล่มจนราบ น่าจะไม่มีใครรอด”

ข่าวล่าสุดจากเอกพลพานให้สายสืบหนุ่มรุ่นน้องถึงกับนิ่วหน้าเครียด เขาตอบรับสั้นๆ แล้วเก็บโทรศัพท์มือถือกลับเข้าไปที่เดิม ก่อนจะดึงปืนพกออกจากซองมากำไว้ในมือแทน

“ถ้าฉันนับสามเมื่อไหร่ เราจะวิ่งออกไปพร้อมกัน เข้าใจไหมอ้อ?” ธนูฉวยข้อมืออริศรามาจับไว้อีกครั้ง พร้อมกับหันไปถามเธอสีหน้าจริงจัง จนอีกฝ่ายต้องรีบพยักหน้า “คุณหมอรจเลขด้วยนะครับ”

และคราวนี้เขาก็ไม่ลืมที่จะหันไปบอกกล่าวกับทันตแพทย์สาว ผู้เป็นเจ้าของเรื่องราวทั้งหมดด้วย

“ค่ะ ขอบคุณค่ะ” เธอยิ้มให้ธนูอย่างเหนื่อยอ่อน ไม่เหลือแววแข็งกร้าวเหมือนเช่นที่เคยแสดงออก หากเป็นไปได้เธอก็อยากจบชีวิตลงตรงนี้เสีย เพราะแม้จะอยู่ต่อไป ชีวิตของเธอก็คงไม่หลงเหลือความหมายใดๆ

“อย่าลืมว่าผมจะไม่ปล่อยให้คุณหมอ ต้องมาตายต่อหน้าต่อตาผมหรอกนะครับ” ธนูขัดขึ้น ราวกับล่วงรู้ว่าหญิงสาวกำลังคิดอะไรอยู่ และโดยไม่รอให้อีกฝ่ายตอบกลับด้วยคำพูดหรือสีหน้าท่าทาง

“หนึ่ง... สอง... สาม!”

แม้ปืนพกในมือจะเป็นปืนกระบอกสำรองที่เอกพลให้ไว้ แทนปืนพกของเขาซึ่งหนักกว่าและบรรจุกระสุนได้น้อยกว่า หากแต่ธนูก็จับต้องมันได้อย่างคล่องแคล่วดุจปืนพกคู่ใจกระบอกเดิมที่ถือวิสาสะหยิบฉวยมาจากตู้เซฟนิรภัยของผู้เป็นบิดา และทั้งที่ชุดสูทคอสเพลย์กันกระสุนตัวเก่งเต็มไปด้วยรอยกระสุนชนิดนับไม่ถ้วน เขาก็ยังพร้อมจะใช้ตัวเองเป็นโล่กำบังให้สองสาวในความดูแล หากมีเหตุการณ์สุดวิสัยเกิดขึ้นตรงหน้าในเวลานี้

แต่... ถึงแม้จะเตรียมตัวเตรียมใจไว้เช่นนั้นแล้ว ก็กลับไม่มีเรื่องราวชวนตื่นเต้นหวาดเสียวเกิดขึ้นเลยแม้แต่เรื่องเดียว ทั้งสามคนออกจากคฤหาสน์กลับไปหาเอกพลและชวินที่รออยู่ได้อย่างปลอดภัย และด้วยวิธีการสุดแสนจะธรรมดา ยิ่งชวนให้นึกสงสัยถึงแผนการของหลี่ เหวิน ในการจบเกมที่มีชีวิตกับอิสรภาพของเขาเป็นเดิมพันในครั้งนี้

แน่นอน... คงไม่มีใครรู้ดีเท่ากับตัวของหลี่ เหวินเอง

“แกคิดว่าฉันหูหนวกตาบอดหรือไง เรื่องที่แกปล่อยผู้หญิงสองคนกลับไปหาตำรวจ ชิ! อุตส่าห์ถือไพ่เหนือกว่าแล้วแท้ๆ ดันมาโง่ตอนท้ายอีก!”

น้ำเสียงแสดงความไม่พอใจดังขึ้น ทันทีที่ชายหนุ่มเจ้าของคฤหาสน์เดินลงมาจากบันไดวน ซึ่งมีราวจับสีทองแกะสลักลายมังกรดูหรูหราสมฐานะ ท่ามกลางเหล่ามือปืนแว่นดำที่ยืนเรียงรายต้อนรับอยู่บนบันไดทุกขั้น

“แล้วแกคิดว่าฉันโง่ถึงขนาดไม่รู้เลยหรือว่าแกมาที่นี่ทำไม?” หลี่ เหวินย้อนถามหน้านิ่ง นัยน์ตาวาวโรจน์ขึ้นวูบหนึ่งบ่งบอกความแค้นที่รอการชำระมานานแสนนาน

“ก็แล้วแกรู้ว่ายังไงล่ะ... เหตุผลที่ฉันต้องมาเหยียบที่นี่น่ะ?” อีกฝ่ายย้อนถามกลับมาอีกด้วยสีหน้าท่าทางยียวน เท้าที่ไขว่ห้างชี้มาทางชายหนุ่มเจ้าของคฤหาสน์อย่างไร้ซึ่งการให้เกียรติ

“หึ! เหตุผลเดิมๆ ที่แกใช้อ้างทุกครั้งยังไง” หลี่ เหวินหัวเราะอยู่ในลำคอ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นดูหมิ่นเหยียดหยามเต็มที่ ระหว่างเดินผ่านเหล่ามือปืนของผู้มาเยือนไปยังห้องทำงานของเขา ซึ่งเป็นห้องกว้างกินพื้นที่ทางด้านซ้ายของตัวคฤหาสน์ถึง 2 ห้อง

“คุณเหวิน...” นายแพทย์ประจำตัวของเขาเข้ามาขวางทางไว้ ก่อนที่ชายหนุ่มจะเดินไปถึงประตูห้องทำงาน ด้วยเพราะอ่านความคิดของผู้อาวุโสน้อยกว่าออกอย่างทะลุปรุโปร่ง ถึงอย่างนั้น...

“ผมตัดสินใจแล้วครับคุณหมอ ถ้ามันผิดมากถึงขั้นที่คุณหมอไม่สามารถยอมรับได้... ก็ช่วยฆ่าผมทีเถอะ” หลี่ เหวินตอบเสียงเรียกของอีกฝ่ายด้วยแววตามุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว

เขา... ไม่มีวันเสียใจกับสิ่งที่คิดจะทำต่อจากนี้ นอกเสียจากว่ามัน... จะไม่สำเร็จสมกับที่ตั้งใจไว้

“คุณเหวินก็รู้... ว่าผมทำแบบนั้นไม่ได้”

น้ำเสียงขรึมๆ ของโชคชัยแสดงถึงการตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยวไม่แพ้กัน เขารู้ดีว่าไม่อาจเปลี่ยนความคิดของชายหนุ่มตรงหน้าได้ และเขาก็จะไม่ยอมเปลี่ยนความคิดของตัวเองเช่นกัน ปืนพกที่พึ่งนอนสงบนิ่งอยู่ในซองปืนไม่นาน ถูกเรียกใช้อีกครั้งด้วยมือข้างที่เคยจับมีดผ่าตัด จากอาชีพช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกด้วยจรรยาบรรณและมนุษยธรรม แปรเปลี่ยนไปเป็นการปลิดชีพเพื่อนร่วมโลกตามคำสั่งของนาย คราวนี้คงถึงเวลาที่เขาจะขอทำตามความต้องการของตัวเองบ้าง!!

“คุณหมอแน่ใจแล้วเหรอครับ ถึงได้คิดจะงัดข้อกับผม?”

เสียงตั้งคำถามระคนเย้ยหยันดังออกมาจากปากของชายผู้มาเยือน เมื่อปืนพกในมือของโชคชัยถูกเจ้าของหันปากกระบอกเข้าใส่คนที่ควรจะนับเป็นพวกเดียวกันเช่นเขา ท่ามกลางกระบอกปืนนับสิบที่ถูกเล็งเป้าหมายมายังหลี่ เหวินและโชคชัย

“ถ้าคิดจะหักหลังแล้วฆ่าคุณเหวิน ก็ข้ามศพผมไปก่อน!”

คำประกาศกร้าวของโชคชัยสร้างความตระหนกตกตะลึงให้แก่เด็กชายผู้เติบโตขึ้นมาจากความดูแลของเขาเป็นอย่างมาก แต่ไม่ทันจะได้เอ่ยปากทักท้วง

“ความจริงแกน่าจะไปเป็นพ่อบุญธรรมของมันมากกว่าคุณพ่อนะ เอาสิ! ถ้าต้องการอย่างนั้น ฉันก็จะให้พวกแกได้ไปเจอกันอีกใน... นรก”

สิ้นเสียงหัวเราะปิดท้ายคำพูดนั้น ลูกกระสุนโลหะจำนวนนับไม่ถ้วนก็พุ่งจากปากกระบอกปืนเก็บเสียงทั้งหมด เข้าใส่ร่างของโชคชัยและหลี่ เหวิน โดยที่ทั้งคู่แทบไม่ทันตั้งตัว!?



จบตอน



ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว