เป็นกำลังใจให้เทคด้วยน้าาาา เทคจะได้มีแรงอัพพพพพ >3<

ราตรีที่ 19 ริมฝีปากเจ้ามีช่างหอมก้อนแป้ง

ชื่อตอน : ราตรีที่ 19 ริมฝีปากเจ้ามีช่างหอมก้อนแป้ง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.1k

ความคิดเห็น : 51

ปรับปรุงล่าสุด : 26 พ.ย. 2560 01:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 19 ริมฝีปากเจ้ามีช่างหอมก้อนแป้ง
แบบอักษร

ราตรีที่****19 ริมฝีปากเจ้ามีช่างหอมก้อนแป้ง

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ!”

ทหารผู้หนึ่ง วิ่งกระหืดกระหอบ สองขาคุกเข่าลงกับพื้นยามที่อยู่ต่อหน้าเบื้องพระพักตร์ สีหน้าเปี่ยมล้นไปด้วยความหวัง

ทหารผู้อื่นครั้นพอรู้แจ้งว่าเป็นพวกพ้องก็พลอยพาลทำเอาโล่งอก พวกเขาตั้งหน้าตั้งตารอฟังผู้มาใหม่ด้วยสีหน้าแคลงใจไม่ขาด ทั้งหมดโดยรอบถูกปิดล้อมด้วยเผ่าซงหนู แล้วเหตุใดเล่าถึงได้เข้ามาได้ ครั้นพอเห็นพระพักตร์ขององค์ชายหย่งชางก็พลอยถึงคราวร้องอ้อ

หรือทั้งหมดนี้จะเป็นแผนขององค์ชายกัน

“บัดนี้ชนเผ่าซงหนูกำลังวุ่นวาย คนของฮั่นจิ้นไฉ่กำลังล่าถอยไปทางทิศใต้ ส่วนทหารที่เหลือกำลังรอรับคำสั่งจากองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ!” ทหารผู้นั้นเอ่ยรายงาน

เหอซือห้าวที่ได้ฟังก็ยังคงไม่กระจ่างแจ้ง เกือบครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ไม่เคยเห็นสักครั้งที่องค์ชายหย่งชางจะวางแผนการออกรบ แล้วเมื่อใดกันที่ความพร้อมเช่นนี้ถูกเตรียมเอาไว้ หากแต่ว่าในเวลานี้ยังไม่เป็นอันสมควรที่จะไขข้อแคลงใจ สิ่งสำคัญกว่านั้นคือการสร้างขวัญและกำลังใจให้เหล่าทหารกลับคืนมา แม้โอกาสชนะนั้นจะยังมีไม่มาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเลยเสียเมื่อไหร่กัน

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ โปรดออกคำสั่ง”

เหอซือห้าวคุกเข่าลง เห็นทีว่าการเลือกครั้งนี้จะไม่ผิดนัก

ทหารที่เหลือต่างก็คุกเข่าเช่นเดียวกัน สองมือยกขึ้นประสานคารวะเพื่อรอรับคำสั่ง

 “พวกเจ้า ต้องมีชีวิตรอด ห้ามตายเด็ดขาด!”

สุรเสียงดังกึกก้อง เหล่าทหารที่ได้ฟังก็ซึ้งใจ พวกเขาผ่านสนามรบมามาก กี่ครั้งก็มักจะได้ยินแต่คำสั่งว่าเพื่อแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอนต่อให้ต้องเสียสละชีวิตตนเองทำ หามีผู้ใดเลยที่จะกล่าวเยี่ยงนี้ คนทุกคนล้วนรักชีวิตด้วยกันทั้งสิ้น ไม่มีผู้ใดที่อยากตายในสนามรบเป็นผีไร้ญาติ

กองทัพไม่กี่ร้อยนายลุกขึ้นฮึดสู้ พวกเขาเดินตามหลังผู้นำที่ครั้งหนึ่งได้มีชื่อเสียงทางด้านไม่ดีนัก แผ่นหลังองอาจวิ่งนำอยู่เบื้องหน้าดั่งชายชาติททหาร

ราตรีที่น่าจะเงียบสงัด กลับมีเสียงสู้รบดังขึ้นไม่ขาด

พลุสีแดงที่ยิงขึ้นฟ้านั้นคือคำสั่งของหย่งชาง เขาได้คิดวางแผนเอาไว้ตั้งแต่ครั้งที่เดินทางด้วยเท้า คนหมู่มากที่ถอนใจตั้งแต่ยังไม่เริ่มจะสู้อะไรคนหมู่น้อยที่สู้ยิบตา

หย่งชางนั้นเป็นวรยุทธ เขามิได้เก่งกล้าจนเป็นถึงจอมยุทธอันดับหนึ่งในใต้หล้า กระนั้นฝีมือในการสู้รบก็หาได้ด้อยกว่าใคร ถ้าให้เปรียบกับผู้อื่นเขายังคงเป็นเพียงแค่เด็กน้อยที่เพิ่งลงสู่สนามรบเป็นครั้งแรก ในเมื่อประสบการณ์หาได้มีไม่เหมือนผู้อื่นจึงจำเป็นต้องใช้สมองมากกว่ากำลัง

บริเวณของชนเผ่าซงหนูนั้นเต็มไปด้วยโขดหินและป่าเขา การที่ต้องทิ้งเกวียน ทุกสิ่งอย่างที่ต้องแบกหนักเดินทางมาด้วย ไหนจะยังชนเผ่าซงหนูที่อาจซุ่มโจมตีได้ทุกเมื่อ มันจะทำให้กลายเป็นภาระห่วงหน้าพะวงหลังมากกว่า และที่หย่งชางนั้นแบ่งกำลังเป็นสี่ส่วนก็มีเหตุผล

ส่วนแรกให้เข้าไปปะปนกับชาวบ้านเพื่อลอบสืบข่าวและซุ่มโจมตี คนของชนเผ่าซงหนูนั้นคงรู้ก่อนหน้าอยู่แล้วว่ากองทหารมีแค่ไม่กี่ร้อยนาย ในส่วนนี้จึงทำให้ฮั่นจิ้นไฉ่ละหลวมในการวางแผน นำคนหลายหมื่นมาล้อมวงกองกำลังที่น้อยกว่าจนทำให้มีจุดอ่อนอยู่ด้านหลังไม่น้อย ทหารที่ปะปนเข้าไปกับชาวบ้านจึงได้ลอบเข้าไปในรังของฮั่นจิ้นไฉ่ได้ไม่ยากนัก กว่าฮั่นจิ้นไฉ่จะรู้ตัวก็เมื่อคนของเขากลายเป็นหนึ่งในนั้นแล้ว

หย่งชางที่ถูกตีวงล้อมสิบวันก็ได้แต่นั่งรอเวลา ยามที่ทหารด้านนอกทำสำเร็จขั้นแรกนั่นหมายถึงพลุแดงได้ถูกจุดขึ้นบนท้องฟ้า

เหล่าชนเผ่าซงหนูที่เห็นว่าทหารแคว้นจิ้นได้วิ่งมาทางตน แม้จะอยู่ในช่วงกลางคืนแต่ก็ยังมีแสงไฟจากประโคมกับแสงจากดวงดาวให้เห็นเส้นทาง พวกเขาจึงคิดหมายสังหารหย่งชางผู้นำทัพ เขาร้องเสียงดังกึกก้องทั้งป่าเขา นำคนมาโจมตีหมายคร่าชีวิต

หย่งชางนั้นใช้เพียงแค่หนึ่งกระบวนท่าก็สามารถเอาชนะได้ชนเผ่าซงหนูได้สองคน ถึงฮั่นจิ้นไฉ่จะถูกจับเป็นตัวประกันแต่ด้วยเรื่องกำลังพลนั้นมีมากกว่าหลายเท่า คนหนึ่งคนสู้รบกับคนเป็นสิบก็ใช่ว่าจะไม่พลาดพลั้ง มีบ้างที่เขาถูกตีจากด้านหลังหรือไม่ก็ทำให้ได้รับบาดเจ็บ

นักฆ่าที่แฝงกายยังคงง่วนอยู่กับการต่อสู้ เขาไม่มีเวลาวางแผน ไม่มีการเตรียมการขั้นต่อไป สิ่งที่ต้องรักษานั้นคือชีวิต เขารับกระบี่จากฝ่ายศัตรูเป็นพัลวันจนทำให้ไม่อาจคิดการใหญ่ได้ในขณะนี้ ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นนักฆ่าแต่ก็ไม่แตกต่างจากองค์ชายหย่งชาง สองมือที่ถือกระบี่มั่นฟาดฟันใส่ร่างกายศัตรู ความเหนื่อยล้าของร่างกายนั้นทำให้เกิดความพลาดพลั้งชั่วขณะหนึ่ง เขาล้มลงไปกองกับพื้น คมหอกแหลมคมได้พุ่งเข้าใส่ เขากัดฟันกรอดยามที่คิดว่าตัวเองนั้นคงไม่รอด

ทว่ายังไม่ทันที่อาวุธแหลมจะเข้ามาทำร้าย ผู้มาสกัดกลั้นช่วยเหลือนั้นคือองค์ชายใหญ่ของแผ่นดิน ไม่เพียงนั้นกลับฉุดกระชากร่างที่ล้มขลุกขึ้นต่อสู้

เขากลายเป็นนักฆ่าที่ถูกช่วยชีวิต

องค์ชายหย่งชางนั้นไม่เพียงแค่ต่อสู้ เขาต้องรับภาระหนักกว่าผู้อื่น ปกป้องเหล่าชีวิตทหารที่เหลือด้วยกำลังทั้งหมดที่มี

เคร้ง***!***

ช่วงจังหวะที่กำลังพันละวัน ผู้หนึ่งคลุมผ้าสีดำสนิทปกปิดใบหน้าจนเหลือแค่ตาก็พุ่งเข้าใส่ ฝุ่นดินที่ลอยคละคลุ้งยิ่งทำให้ปกปิดร่างได้มากกว่า แววตามาดร้ายสาดใส่บุรุษที่อยู่เบื้อง เต็มไปด้วยความเคียดแค้นจนยากเกินกว่าจะให้อภัย กระบวนท่าถูกจัดเตรียมเพื่อสู้รบ สองเท้าก้าวมาดมั่น ตั้งท่าที่จะเริ่มบรรเลงเพลงต่อสู้

หย่งชางสบเข้าไปในดวงตาคู่นั้น เฝ้ามองท่าทีไอ้โม่งสวมหน้ากากที่ผิดแปลกกว่าผู้อื่น เขารู้ว่าคงเป็นนักฆ่าที่ถูกส่งมาเพื่อจะกำจัดเขา แม้ในเวลานี้ก็ยังไม่วายจะหนีไม่พ้น วรกายสวมชุดเกราะยืนสง่างาม เขาตั้งท่าเตรียมพร้อมสู้รบ ก่อนที่กระบวนท่าตั้งรับจะถูกนำมาใช้ก่อนเมื่อผู้ร้ายด้านหน้าเลือกเป็นฝ่ายบุกเข้าหา คมกระบี่ที่เปื้อนไปด้วยหยาดเลือดของชนเผ่าซงหนูกระเด็ดไปยามที่คมกระบี่ทั้งสองประชันกัน

การประมือเป็นไปอยู่หลายกระบวนท่า ทั้งผลัดกันรับและผลัดกันรุก หย่งชางที่เหนื่อยหอบจากการต่อสู้กับชนเผ่าซงหนูก่อนอยู่แล้ว เรื่องพละกำลังจึงไม่อาจสู้กับนักฆ่าฝีมือฉกาจได้ เขาถอยหลังไปสองสามก้าวเมื่อถูกเตะอัดเข้าที่หน้าท้องเต็มแรง... นัยน์ตาที่มองตรงมานั้นแสดงถึงความเกรี้ยวกราด ไม่รอให้เขาได้ทันตั้งตัวก็พุ่งเข้าใส่ครั้งที่สอง ร่างกายของนักฆ่าที่ถูกฝึกปรือเป็นอย่างดีทำให้สัมผัสไวกว่าคนปกติหลายเท่า ท่วงท่าหลากหลายได้ถูกหยิบยื่นมาใช้เพื่อลอบสังหารให้สิ้นใจอยู่ในสนามรบ

ปุ้ง***!***

เสียงพลุดังขึ้นเป็นครั้งที่สอง

สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยความวุ่นวายหยุดลงชั่วขณะ ไฟสีแดงฉายชัดอยู่บนท้องฟ้า พร้อมกับเสียงโห่ร้องของชนเผ่าซงหนูที่กลายเป็นผู้พ่ายแพ้

ฮั่นจิ้นไฉ่ถูกจับเป็นตัวประกัน

ผู้ร้ายสวมไอ้โม่งปกปิดใบหน้าขบเม้มปากแน่น ดวงตาทั้งสองข้างเบิกโผลง เป็นอีกครั้งที่แผนการของเขาล้มเหลวทั้งที่กำลังจะไปได้ดี

หย่งชางชนะสงครามนั่นก็หมายถึงจะยังมีชีวิตรอด

เขาไม่อาจยอมได้จึงคิดจะจัดการให้สิ้นก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ ครั้นพอพุ่งกระบี่เข้าใส่ ผู้ที่น่าจะตั้งท่ารับกลับเลือกที่จะนิ่งเฉย หย่งชางหยุดกระบี่ในมือตัวเอง เขายืนเป็นเป้านิ่ง


ท่ามกลางไฟสงคราม สนามรบยังคงการต่อสู้

ชั่วครู่ราวกับรอบตัวเงียบสงัดลง ผู้ที่หมายปองร้ายนั้นคือปิงปิง ความโกรธที่ปะทุเดือด ความอาฆาตแค้นทำให้อยากสังหาร จึงไม่ทันสังเกตถึงความผิดแปลกนั้น

ก่อนที่จะกระบี่จะเข้าถึงตัวแค่เพียงเสี้ยววินาที กลับมีผู้เข้ามาขัดขวาง คนผู้นั้นคือคนที่ถูกส่งมาเพื่อสังหารองค์ชายหย่งชางด้วยเช่นกัน ร่างสวมไอ้โม่งก้าวกระโดดถอยหลังสองสามก้าว เขามองกร้าวยังผู้ที่กำลังคิดทรยศ ทหารที่รายล้อมรอบตัวนั้นเริ่มหยุดมือ

“เจ้าคนทรยศ!” ชี้หน้าตวาดลั่น

เฉินเสี่ยหาน...นั่นคือนามที่แท้จริง

กายสูงใหญ่จับกระบี่ไว้มั่น ในเมื่อมีบุญคุณก็ต้องตอบแทน มีความแค้นก็ต้องชำระ หน้าที่ของเฉินเสี่ยหานนั้นไม่ได้สำเร็จลุล่วง ทว่าเขาบัดนี้หย่งชางนั้นคือผู้มีบุญคุณ

“ข้าจะฆ่าเจ้า!”

ปิงปิงไม่พูดเปล่าเท่านั้น เขาตั้งท่าจะพุ่งโจมตี ด้วยฝีมือของเขานั้นใช่ว่าจะด้อย แต่ฝีมืออีกฝ่ายก็ใช่จะด้อยเช่นกัน ปิงปิงนั้นที่เป็นฝ่ายรุกในทีแรกกลายเป็นฝ่ายรับเมื่อเข้าสู่กระบวนท่าที่สาม ใบหน้าเขานั้นยังคงถูกปกปิดตัวตนเอาไว้อยู่ ทว่าข้อมือกลับถูกยึดเอาไว้ เขาโดนสะกัดจุดนไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้ชั่วขณะหนึ่ง

เฉินเสี่ยหานหยุดมือ “องค์ชายหย่งชาง ครั้งนี้ข้าเป็นหนี้บุญคุณท่าน แต่ครั้งหน้าหากได้พบกันอีกข้าไม่ปล่อยท่านให้มีชีวิตแน่”

เฉินเสี่ยหานกล่าวแค่นั้นก่อนจะพาทั้งสองร่างกระโดนหนีไปอีกทาง

หย่งชางมองตามหลัง ความปวดร้าวถูกซ่อนในพระเนตรหม่นหมอง

“เจ้า...แม้ในเวลานี้ก็ยังคิดจะสังหารข้า”

ในปีที่ฮ่องเต้จิ้นเลี่ยงหลงขึ้นครองราชย์เป็นปีที่ยี่สิบห้า

องค์ชายใหญ่นามว่าหย่งชางได้สร้างประวัติศาสตร์จนโจษจันไปทั่วทั้งแคว้น

กองกำลังแค่เพียงสามร้อยนายสามารถนำชัยชนะกลับแคว้นจิ้นได้อย่างภาคภูมิ และสิ่งที่น่าตื้นตันกว่านั้น ทหารทั้งสามร้อยนายไม่มีผู้ใดเสียชีวิต แม้จะได้รับบาดเจ็บบ้างแต่ก็ยังมีลมหายใจ ข่าวลือได้ลุล่วงไปจนถึงทั่วแคว้นแดนไกล ผู้คนต่างพากันยกย่อง

ยามที่เคลื่อนพลกองกลับไปยังแคว้นบ้านเกิดเมืองนอน เหล่าราษฎรต่างก็พากันออกมาต้อนรับด้วยความปรีดา พอย่างก้าวเข้าสู่วังหลวงผู้เป็นฮ่องเต้กับฮองเฮาต่างออกมาต้อนรับ พระพักตร์ทั้งสองต่างพึงพอใจ

ว่ากันว่าองค์ชายหย่งชางนั้นนิสัยประหลาดยิ่งนัก

ท่ามกลางเสียงโห่ร้องสรรเสริญกลับไร้ซึ่งเงาของเจ้าตัว

องค์ชายหย่งชางที่ยังไม่ถอดชุดเกราะได้ใช้พลังลมปราณกระโดดกำแพงไปยังทิศตะวันตก มุ่งหน้าไปสู่สถานที่หนึ่งซึ่งไม่มีผู้ใดนึกอยากไปนัก

สองขายาวก้าวอาดๆ เดินไปเบื้องหน้า เหล่านางกำนัลที่พบเห็นต่างพากันตื่นตะลึง องค์ชายหย่งชางน่าจะอยู่กับฮ่องเต้มิใช่หรือ แล้วเหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่ได้ พวกนางได้แต่เก็บความแคลงใจไว้ก่อนโน้มตัวโค้งคำนับ

ไม่นานเท่าใดนักองค์ชายหย่งชางก็หยุดฝีเท้า เบื้องพระพักตร์เขานั้นคือร่างเจ้าหมูที่กำลังทำหน้าตื่นตะลึง

“องค์ชาย”

เขาเรียกขานด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา บุรุษด้านหน้านั้นคือองค์ชายหย่งชาง… แต่ด้วยฐานะของเขาแล้วนั้นจึงไม่อาจยืนอยู่ได้นานนัก ฉิงเฟิ่งคุกเข่าลงกับพื้น ยกมือคาวระ

“ข้าน้อยคารวะองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ”

หย่งชางนั้นมองเจ้าร่างอ้วน นานนับเดือนที่ไม่ได้เจอหน้านึกว่าจะผอมลงกว่านี้เสียแล้ว

“ข้ามาทวงรางวัลจากเจ้า”

หย่งชางนั้นเร่งบอกความต้องการตน

ฉิงเฟิ่งเบิกตาโพลง องค์ชายหย่งชางกลับมากะทันหัน จะเรียกว่ากลับมาเร็วก็ไม่ถูกนัก หลายคืนที่ผ่านมานี้เขาเฝ้าแต่นั่งคิดจนไม่เป็นอันกินอันนอน จนรอบเอวนั้นยุบไปหลายส่วน ไม่ว่าอย่างไรก็ยังคงนึกไม่ออกว่ารางวัลที่องค์ชายกล่าวถึงนั้นคืออันใดกัน

“ข้าน้อย มิมีสิ่งใดให้พ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยหาได้มีสิ่งของมีค่าอันใดไม่”

“เช่นนั้นแล้วข้าควรจะเรียกร้องสิ่งใดจากเจ้าดี ฉิงเอ๋อ”

เจ้าหมูน้อยส่ายหน้า “ข้าน้อยไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ”

“ฉิงเอ๋อ ข้าเพิ่งกลับมาจากการรบ เพิ่งผ่านความเป็นความตายมา แต่เจ้ากลับบอกข้าว่าไม่รู้งั้นรึ แล้วจะให้ข้าทำเยี่ยงไรกับเจ้าดีเล่า”

“...” ฉิงเฟิ่งเงียบกริบ เขาหลุบตามองพื้น

หย่งชางสะบัดแขนทีหนึ่ง “ฉิงเอ๋อ มีสิ่งเดียวที่ข้าอยากได้กับเจ้า”

“สิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?” ฉิงเฟิ่งเงยหน้าขึ้นมอง ร่างเขานั้นถูกฉุดให้ลุกขึ้น แก้มอวบอ้วนทั้งสองข้างถูกจับไว้มั่นพร้อมกับริมฝีปากที่ถูกรุกรานแผ่วเบา

จูบครั้งที่หนึ่งเป็นเพียงแค่ปากแตะปาก หย่งชางละหน้าออกมาเพื่อรอดูปฎิกิริยาอีกฝ่าย เขาเห็นเพียงดวงตากลมโตเบิกโผลงกว้างเท่านั้น

จูบครั้งที่สองนั้นลำลึกยิ่งกว่าเก่านัก องค์ชายหย่งชางบดเบียดริมฝีปากตนกับริมฝีปากฉิงเฟิ่ง อาศัยช่องว่างที่เจ้าหมูอ้วนไม่ทันได้ตั้งตัวสอดลิ้นอุ่นชื้นเข้าไปในโพรงปาก กวาดต้อนความหอมหวานที่มีรสของแป้งและข้าว เก็บเกี่ยวทุกหยาดหยดอย่างเอาแต่ใจ ความช้ำชองในเรื่องพวกนี้นั้นถ้าให้เปรียบฉิงเฟิ่งก็คงเป็นเหมือนแค่เด็กอมมือ หย่งชางมั่นใจในตัวเองแล้วว่าเจ้าหมูของเขาคงไม่เคยจูบใครแน่ ไม่อย่างนั้นจะอ่อนเตี้ยเพลียแรงจนเกือบล้มพับไปกับพื้นเยี่ยงนั้นรึ

ครั้นพอละหน้าออกมาเป็นครั้งที่สอง หย่งชางก็ได้กล่าวอีกประโยคหนึ่ง

“ริมฝีปากของเจ้าช่างหอมกลิ่นก้อนแป้งยิ่งนัก”

สามวันต่อมาหลังจากที่ทัพขององค์ชายหย่งชางกลับมาถึงแคว้นจิ้น ด้วยน้ำพระทัยของฮ่องเต้จึงพากันจัดงานเฉลิมฉลองเสียยกใหญ่ให้กับชัยชนะของเหล่าทหารกล้า และผู้ที่ได้รับการกล่าวขานมากอีกคนหนึ่งนั้นก็คือท่านแม่ทัพด่านหน้าเหอซือห้าว ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขต่อสู้กับองค์ชายหย่งชางในขณะที่แม่ทัพอีกสองนายนั้นได้ต่างพากันถอนใจ

เหอซือห้าวได้รับให้เลื่อนตำแหน่ง ส่วนทหารที่เหลืออีกเกือบสี่หมื่นนายได้ถูกลงโทษ รวมกระทั่งจูเม่าหวาและเฉินยู่คุ่นที่กลับเลือกขัดราชโองการ แต่ด้วยความดีความชอบยังมีอยู่มาก ทั้งสองถูกโบยร้อยไม้ ก่อนจะจับขังคุกใต้ดินที่ไร้ซึ่งแสงสว่าง และปลดตำแหน่งพร้อมกับยึดทรัพย์สินบางส่วน

ผู้มีความดีความชอบนั้นได้รับรางวัล

ส่วนผู้กระทำความผิดนั้นก็ได้รับการลงโทษ

นับว่าฮ่องเต้นั้นก็ยังมีคุณธรรมในข้อนี้พอสมควร

หนึ่งปีให้หลังจากนั้น...องค์ชายหย่งชางที่เอาชนะชนเผ่าซงหนูมาได้ เขาสร้างความดีความชอบด้วยทหารที่มีเพียงแค่หยิบมือ กระนั้นกลับมีข่าวร้ายเข้ามาในวังหลวง สร้างความร้ายฉานให้ราชสำนัก




-----

TAKE

มาตัดจบครึ่งนึงแล้วก็ไป สบายใจจัง อิอิ

ดูนี่ๆ นี่แหละฉิงเอ๋อของเค้าาาา



ความคิดเห็น