เป็นกำลังใจให้เทคด้วยน้าาาา เทคจะได้มีแรงอัพพพพพ >3<

ราตรีที่ 18 หากกลับไปได้ ข้าจะไปทวงรางวัล

ชื่อตอน : ราตรีที่ 18 หากกลับไปได้ ข้าจะไปทวงรางวัล

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.9k

ความคิดเห็น : 32

ปรับปรุงล่าสุด : 22 พ.ย. 2560 23:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 18 หากกลับไปได้ ข้าจะไปทวงรางวัล
แบบอักษร

ราตรีที่****18

หย่งชางไปแล้ว ผู้ที่เห็นว่าน่าจะดีใจที่สุดคือปิงปิง... หลายปีนี้เขาเฝ้าหาโอกาสที่จะคอยกำจัด ทว่ากลับไม่เคยทำได้สักคราหนึ่ง เมื่อวันก่อนพระสนมกุ้ยเฟยเรียกไปปรึกษาหารือ นางแจ้งว่าแท้จริงแล้วหย่งชางนั้นมีฝีมือร้ายกาจไม่ใช่เล่นจึ้งต้องเร่งกำจัดโดยไว มิเช่นนั้นหย่งชางอาจเป็นหอกข้างแคร่ คอยขัดแข้งขัดขาเหยียนอี้

หน้าที่ของปิงปิงคือการลอบสังหารองค์ชายใหญ่ เสแสร้งแกล้งทำให้เป็นถูกฆ่าศึกจากฝ่ายศัตรูเข่นฆ่า จำนวนทหารสามหมื่นนายที่ร่วมออกรบ มีคนจำนวนหนึ่งเป็นคนของตระกูลหลัง พวกเขาพร้อมที่จะร่วมมือไปกับปิงปิงด้วยเช่นกัน เรียกได้ว่าการที่หย่งชางไปออกรบครั้งนี้มีแต่เอาชีวิตไปทิ้งโดยเปล่าประโยชน์สิ้นดี

ขบวนรบขององค์ชายหย่งชางเคลื่อนพลไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นดินแดนของแคว้นฮั่นเจ้า ชนเผ่าซงหนูได้อาศัยอยู่แนบราบลุ่มทางตอนใต้ มีสายจากเขตชายแดนส่งข่าวถึงฮ่องเต้แคว้นจิ้นว่าชนเผ่าซงหนูคิดการใหญ่ หวังจะยึดครองแผ่นดิน

ผู้นำชาวซงหนูมีนามว่าฮั่นจิ่นไฉ่ ด้วยรูปลักษณ์ที่สูงใหญ่ดั่งหินผา ใบหน้าที่น่าเกรงขาม จนมีข่าวลือว่าผู้ใดได้พบเห็นมีอันต้องโดนสังหารเพียงแค่ดาบเดียว เหล่าทหารสามหมื่นนายที่ไม่ได้ล้วนสมัครใจมาออกรบ แต่ด้วยเพราะเกรงกลัวบารมีของฮ่องเต้ที่ออกคำสั่งทำให้จำใจฝืนทนตามมาอย่างไม่ค่อยเต็มเต็มใจนัก พวกเขาล้วนเหงื่อตกยามที่คิดถึงเรื่องน่ากลัวที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า ทหารบางนายถึงกับคิดหลบหนีหรือไม่ก็นึกเสียใจที่ไม่ได้สั่งเสียล่ำลาครอบครัวเสียก่อน พวกเขาต่างเห็นพ้องต้องกัน

เห็นทีว่าการออกรบครั้งนี้คงได้มีแต่ร่างที่ไร้วิญญาณกลับไปยังแคว้นจิ้นเป็นแน่

ในมุมหนึ่งที่ผู้คนมองไม่เห็น มีคนกลุ่มหนึ่งต่างกระซิบกระซากถึงแผนการ พวกเขาไม่ได้เอาชีวิตมาทิ้งเปล่า แต่กลับมาทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี พวกเขาต่างรอเวลาเท่านั้น

หลังจากที่เดินทางมาได้หลายราตรี จนกระทั่งเกือบครึ่งทางก็หยุดพักวางแผน ภายในกระโจมของหย่งชางนั้นมีอยู่เพียงสามคน แต่ละคนแทบเรียกได้ว่าเป็นไม้ใกล้ฝั่ง ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะออกรบ ทว่าพวกเขาเหล่านั้นกลับพร้อมใจกันที่จะอยู่เคียงข้างองค์ชายใหญ่ ที่พวกเขาทำนั้นหาได้เป็นเพราะจงรักภัคดีไม่ อนึ่งเพียงแค่ปกป้องครอบครัวก็เท่านั้น บุตรชายที่ยังหนุ่มยังแน่นยังคงต้องการเวลาอีกมากเพื่อหาทายาทไว้สืบสกุล

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยมาจากตระกูลจู จูเม่าหวา ไม่เคยคิดเสียดายชีวิต ออกรบมาเป็นสิบเป็นร้อยครั้ง ศึกเล็กศึกใหญ่ข้าน้อยนั้นเจอมานักต่อนัก” จูเม่าหวายกมือคารวะ สีหน้าเคร่งเครียด “หากองค์ชายทำเช่นนี้ข้าน้อยเกรงว่าจะพาทหารสามหมื่นนายไปเสียเปล่า”

จูเม่าหวาคัดค้านเต็มกำลัง

ไม่เพียงแค่จูเม่าหวาเท่านั้น แต่กระทั่งผู้ที่มาจากตระกูลเฉินกับตระกูลเหอก็คิดไม่ได้ต่างกันสักนิด พวกเขาต่างพากันออกความคิดเห็นในแผนการรบขององค์ชายหย่งชางที่เหมือนเด็กเล่นมากกว่า

“องค์ชายใหญ่ ท่านไม่เคยออกรบสักครั้ง ข้าน้อยทั้งสามขอให้องค์ชายใหญ่โปรดรับฟัง หากท่านทำให้ทหารเหนื่อยกายมีแต่จะยิ่งบั่นทอนกำลัง ดีไม่ดีจะพลอยถูกฆ่าศึกสังหารแค่เพียงไม่เดินได้ไม่กี่ก้าว” เฉินยู่คุ่นกล่าวเช่นกัน

เหอซือห้าวไม่ได้กล่าวอะไรออกไปแม้สักคำหนึ่ง

หย่งชางนั้นหาได้รับฟังไม่ ร่างสง่านั่งอยู่บนแท่นไม้ ขาข้างหนึ่งชันเข่าขนาบข้างกับลำตัว สีหน้าราวกับว่าไม่ทุกข์ร้อนใดๆ ทั้งสิ้น ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้เหล่าแม่ทัพด่านหน้าเมืองเป็นเท่าตัวนัก เหล่าแม่ทัพทั้งสามต่างพากันรู้แล้วว่าพูดไปก็เปล่าประโยชน์ องค์ชายหย่งชางนั้นนอกเสียจากไม่ฟังแล้วยังไม่อาจเป็นผู้นำได้เต็มตัว พวกเขาต่างไม่มีความเชื่อใจสักนิดว่าองค์ชายหย่งชางจะออกรบได้

เมื่อไร้ซึ่งเสียงคัดค้านอีกแล้ว ทั้งสามคนจึงได้เดินออกจากกระโจม

ในเช้าวันรุ่งขึ้นเหล่าทหารกล้าก็เริ่มพากันท้อถอยขึ้นทุกขณะ ทั้งข้าวของที่จำเป็นในการรบถูกทิ้งเอาไว้ข้างทางเป็นเหมือนขยะทั้งที่ไม่น่าจำเป็น รถม้าที่เป็นภาหนะก็ถูกทิ้งเอาไว้จนต้องเดินเท่า ระยะทางหลายพันลี้พาลทำเอาพลทหารต่างพากันเหนื่อยยากไปตามๆ กัน

เมื่อใกล้ถึงจุดหมาย หย่งชางนั้นจึงได้เริ่มกล่าวออกมาบ้าง

“ข้างหน้านั้นคือแคว้นฮั่นเจ้า ชนเผ่าซงหนูอยู่ไม่ไกลนัก อีกไม่เกินเจ็ดราตรีจะเดินไปถึง ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้า ที่บ้านของพวกเจ้านั้นมีเมีย พ่อแม่ ลูกที่ต้องคอยดูแล หากผู้ใดอยากกลับข้าจะไม่ห้าม ไม่สั่งลงโทษ”

ทหารหยุดนิ่ง มองหน้ากันราวกับว่ากำลังใช้ความคิด

ทีแรกต่างพากันลังเลว่าจะอยู่หรือไป กระทั่งจูเม่าหวาและเฉินยู่คุ่นนั้นเคลื่อนกายเป็นคนแรก เหล่าทหารที่เห็นดังนั้นก็ต่างเคลื่อนกันตามไปเป็นแถบๆ

จากหนึ่งกลายเป็นสิบ และจากสิบกลายเป็นพัน

เสียงฝีเท้าดังเซ็งแซ่เริ่มถอยห่าง เหล่าผู้คิดร้ายนั่นยังคงอยู่ พวกเขาจำใจอยู่ แม้ภายในใจนึกหวั่นไหว ต่างก้มหน้าก้มตาเพื่อหลบเลี่ยงความมาดร้ายที่มีต่อร่างสง่าที่อยู่เบื้องหน้า

เห็นทีคราวนี้การลอบสังหารคงเป็นไปด้วยยาก

จากสามหมื่นนายเหลือเพียงไม่ถึงสามร้อยนายด้วยซ้ำ หากทำอะไรพลีพลามก็อาจเป็นที่จับตามอง และอีกอย่างหนึ่งยังมีเหอซือห้าวที่ยังคงอยู่ มีแต่ต้องรอดูสถาณการณ์ต่อไป

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ”

เหอซือห้าวยืนอยู่ด้านหลัง

ปีนี้เหอซือห้าวก็อายุปาเข้าไปเกือบครึ่งคนแล้ว เขาเองก็ไม่ได้แตกต่างจากเม่าหวาและเฉินยู่คุ่นเท่าใดนัก กระนั้นด้วยอุปนิสัยของเหอซือห้าวที่เห็นคุณธรรม หน้าที่ของเขายังไม่บรรลุเป้าหมายจึงไม่สามารถเดินหนีไปจาสงครามที่หนักหนาเช่นนี้ได้

“ท่านเหอ ท่านตัดสินใจแน่วแน่แล้วงั้นรึ” หย่งชางถามโดยที่ไม่ได้หันพระพักตร์มองแต่อย่างใด

เหอซือห้าวคุกเข่า สองมือประสานคารวะ

“ข้าน้อยและทหารอีกสามร้อยนาย ขอตามองค์ชายใหญ่กำจัดชนเผ่าซงหนูพ่ะย่ะค่ะ!”

พลทหารทั้งหมดที่เหลือต่างก็กระทำเช่นเดียวกัน

หย่งชางสะบัดชายผ้า พระพักตร์ที่เคยไร้ซึ่งความกล้าหาญกลับแปรเปลี่ยนเป็นขึงขัง สุรเสียงเปล่งดังทาบทับรัศมีดวงอาทิตย์ สะท้านทั่วหย่อมหญ้า กึกก้องกังวานสมกับเป็นโอรสสวรรค์

“ข้าหย่งชาง! จะรักษาชีวิตพวกเจ้าจนกว่าจะกลับถึงเจี้ยนคัง!”

ในเงามืดนั้น...ปิงปิงแอบตามหลัง เขาเห็นทุกการกระทำของหย่งชาง อยู่ด้วยกันมาสามปีไม่เคยมีสักครั้งที่ปิงปิงจะเห็นด้านจริงจังอีกฝ่าย หากเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่าสิ่งที่พระสนมกุ้ยเฟยนั้นพูดอาจเป็นความจริง

ความแคลงใจในตัวหย่งชางมีอยู่มากล้น กระนั้นก็ยังไม่ลืมหน้าที่ ปิงปิงรอให้พลทัพเคลื่อนถอยห่างก่อนจะเป่านิ้วมือเพื่อเรียกนกพิราบสื่อสารที่ถูกฝึกเป็นอย่างดี จดหมายฉบับเล็กถูกเขียนแล้วผูกใส่ที่ข้อเท้า ให้มันส่งตรงไปถึงพระสนมกุ้ยเฟย

ไม่กี่วันหลังจากนั้นพระสนมกุ้ยเฟยก็ได้รับข่าว นางแกะข้อความลับออกมาดู สีหน้าของนางบิดเบี้ยวไปด้วยโทสะ กระดาษแผ่นเล็กถูกนำเผาไฟทิ้งเพื่อทำลายหลักฐาน


ราตรีที่หนึ่ง...หย่งชางแบ่งคนเป็นสี่กลุ่มเพื่อวางแผน

ราตรีที่สอง...หย่งชางออกคำสั่งให้ทั้งสามกลุ่มปฎิบัติตามหน้าที่ กลุ่มที่หนึ่งทหารจำนวนสิบนายไปลาดตระเวนรอบด้าน กลุ่มที่สองทหารจำนวนยี่สิบนายล่วงหน้าไปก่อนโดยปลอมตัวเป็นพ่อค้าเข้าปะปนกับชาวบ้านละแวกนั้น กลุ่มที่สามทหารอีกห้าสิบนายเป็นกองหน้า และกลุ่มที่สี่ทหารกลุ่มที่เหลือคอยตั้งรับอยู่ด้านหลัง

ราตรีที่สาม...เดินทางเข้าสู่เขตชนเผ่าซงหนู

ราตรีที่สี่...ฮั่นจิ้นไฉ่ได้ข่าวจากทางลาดตระเวรว่ากองทัพของแคว้นจิ้นกำลังมาปราบ ทีแรกนั้นฮั่นจิ่นไฉ่ถึงกับอยู่ไม่สุข คิดว่าเป็นกองทัพขององค์ชายรองเหยียนอี้ เขาลุกขึ้นเดินไปเดินมาอย่างใช้ความคิด จนกระทั่งล่วงรู้ว่ากองทัพของแคว้นจิ้นหาได้มีเป็นแสนนายไม่ กลับมีเพียงไม่เกินสามร้อยนายเท่านั้น พาลทำเอาฮั่นจิ่นไฉ่ถึงกับหัวเราะ คนเพียงแค่นั้นคงใช้เวลาทำสงครามไม่นาน

ราตรีที่ห้า...กองกำลังที่เหลือไม่ถึงสามร้อยนายบุกเข้าไปในเขตของชนเผ่าซงหนู แต่ด้วยกำลังคนที่น้อยกว่าทำให้เป็นรองอยู่มากจนกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

ราตรีที่หก...หย่งชางติดอยู่ท่ามกลางวงล้อมของชนเผ่าซงหนู

และราตรีที่เจ็ด...ฮั่นจิ้นไฉ่เตรียมกำลังพลล้มล้างองค์ชายใหญ่ผู้นำทัพ

ชนเผ่าซงหนูถึงห้าหมื่นนายล้อมรอบ

ข่าวการพ่ายศึกรู้ไปถึงหูของจิ้นเลี่ยงหลง เขดาถึงกับนั่งไม่ติดกับเก้าอี้ ผู้เป็นฮ่องเต้ของแผ่นดินถึงกับพระวรกายทรุด พระหัตถ์ถูกยกขึ้นมากุมขมับเพื่อระดมความคิด เรียกเหล่าขุนนางในราชสำนักเข้ามาประชุมหารือเพื่อขอเจรจากับชนเผ่าซงหนู

ฮองเฮาที่ได้ทราบข่าวก็ถึงกับกรรแสง อาการป่วยที่ไม่ดีอยู่แล้วกลับทรุดตัวยิ่งกว่าเก่า จนขันทีเว่ยต้องรีบตามหมอหลวงมารักษา

พระสนมกุ้ยเฟยได้ทราบข่าวนางถึงกับหลุดหัวเราะ เหยียนอี้นั้นผ่านสนามรบมามาก แต่หย่งชางนั้นกลับเพิ่งออกศึกเป็นครั้งแรก ถึงนางจะแคลงใจเรื่องความสามารถของหย่งชางก็จริงอยู่ แต่ประสบการณ์มันคนละชั้นกับเหยียนอี้ ไม่แปลกที่หย่งชางจะพ่ายแพ้

ข่าวหนาหูได้ไปถึงหูของฉิงเฟิ่ง ทีแรกนั้นก็ตกใจไม่น้อย ฉิงเฟิ่งแทบอยากหนีออกจากวังหลวงแล้วไปให้ถึงเขตของชนเผ่าซงหนูเดี๋ยวนี้ นอกจากฉิงเฟิ่งจะล่วงรู้แล้วก็ยังมีผู้อื่นรู้อีก พวกเขาต่างพากันส่ายหัวและพูดกันเป็นเสียงเดียวว่าไม่น่าส่งองค์ชายหย่งชางไปแต่แรก รู้ทั้งรู้ว่าจะพ่ายแพ้กลับมา

พอได้ฟังแล้วก็พาลทำเอาควันออกหู เจ้าหมูร่างอ้วนนึกโกรธจนคิดอยากต่อว่ายิ่งนัก เจ้าพวกปากไม่มีหูรูด องค์ชายของเขานั้นเก่งกล้าสามารถย่อมหาทางพลิกสถานการณ์ได้แน่!

รอบด้านของชนเผ่าซงหนูนั้นมีทั้งเขาและป่าจึงทำให้เต็มไปด้วยที่ลาบรุ่มรวมทั้งโขดหิน หย่งชางพาทหารไม่กี่ร้อยนายไปเสี่ยงอันตราย หลบซ่อนตัวภายใต้การล้อมรอบของเหล่าศัตรู

ย่างเข้าสู่วันที่สิบของการตกเป็นเป้านิ่ง ทหารที่เหลือเริ่มหมดกำลังใจ เสบียงที่พอจะหาได้ก็เริ่มร่อยหรอลง นั่นเป็นเพราะการตีวงล้อมปิดกั้น จนทำให้ไม่สามารถไปหาเสบียงเพิ่มเติมได้ สัตว์น้อยใหญ่ก็ต่างพากันหนีกระเจิดกระเจิง ทหารในทัพของหย่งชางบางนายถึงกับปาดน้ำตา

ผู้คิดร้ายนั่งก้มหน้านิ่ง เขากัดฟันกรอดยามที่คิดว่าชีวิตคงใกล้จะสูญสิ้นแล้ว ดวงตามาดร้ายสะท้อนมองไปยังบุรุษที่นั่งอยู่ไม่ห่างกันนัก เสียงกระซิบกระซากคุยกันถึงเรื่องแผนการที่ต้องเปลี่ยนใหม่ ทีแรกนั้นพวกเขาตั้งใจเอาไว้ว่าจะใช้ช่วงเวลาทำเปิดศึกกับชนเผ่าซงหนูแล้วลอบสังหารหย่งชาง ทว่าแผนการนั้นกลับล้มเหลวไม่เป็นท่าเมื่อหย่งชางกลับเอาแต่เข้ามาหลบอยู่ในที่ซ่อน ไหนจะถูกล้อมด้วยศัตรูทำให้ไม่สามารถติดต่อกับปิงปิงได้

เขากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ใบหน้าขมเข้มก้มหน้าลงเพื่อซ่อนความอาฆาตมาดร้าย

เหอซือห้าวอยู่เคียงข้างวรกายองค์ชายใหญ่ เขาเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ติดอยู่ในเส้นเขตแดนความเป็นความตายนี้ เนื้อตัวของเขาเลอะไปด้วยโคลนและฝุ่น เพื่อใช้ในการพรางตัว

หรือเขาจะคิดผิด?

ครู่หนึ่งในความคิดเขาคิดเช่นนั้น...

เหอซือห้าวขจัดความคิดที่ดูไร้สาระโดยการทำเป็นไม่ใส่ใจ ชาตินี้เกิดมาเป็นทหารรับใช้บ้านเมืองต่อให้ตายก็ไม่เสียดายชีวิต แม้ว่าฉากสุดท้ายที่ยังมีลมหายใจไม่ได้กลับไปอยู่เคียงข้างครอบครัวก็ตาม

“ท่านเหอ ท่านนึกเสียใจงั้นรึ”

ราวกับว่าถูกอ่านใจออก เหอซือห้าวส่ายหัว

“มิได้พ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยไม่เคยนึกเสียใจกับการกระทำของตัวเอง” เหอซือห้าวตอบตามความคิด

เขาไม่เคยนึกโทษในสิ่งที่ตัวเองนั้นเป็นผู้เลือก... ถ้าเลือกถูก หนทางที่เลือกนั้นพาไปในทางที่ชอบก็ถือว่าโชคดี แต่ถ้าเลือกผิดก็ช่วยไม่ได้ ไม่มีผู้ใดมาบังคับให้เขาตัดสินใจ ผู้ที่บอกจะอยู่เคียงข้างองค์ชายใหญ่นั้นก็คือเขา หากเอาความผิดนั้นไปโทษองค์ชายหย่งชางก็ถือว่าน่าอายยิ่งนัก

หย่งชางหัวเราะทีหนึ่ง

“ท่านช่างคล้ายกับคนที่ข้ารู้จัก”

เหอซือห้าวผินหน้ามอง เขามิพูดอะไรก็พอจะเข้าใจว่าคงหมายถึงขันทีที่อยู่เคียงข้างวรกาย... เหอซือห้าวเคยได้ยินมาว่ามีขันทีงามรูปหนึ่งที่เป็นที่ต้องใจขององค์ชายใหญ่ บุรุษร่วมเสพสังวาสมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ในกองทัพที่ไร้ซึ่งสตรี เรื่องพวกนี้มันมีให้เห็นบ้างจนชินหู

“คนรอบข้างมักจะชอบบอกว่าข้านั้นช่างไร้ประโยชน์ ชอบเที่ยวเล่น แต่เขากลับไม่เคยโทษข้า ไม่เคยพูดต่อว่าข้ามีแต่สั่งสอน”

องค์ชายหย่งชางกล่าวอีกประโยคหนึ่งก็ทำให้นึกแปลกใจ เหอซือห้าวสะอึกในลำคอคำหนึ่งเมื่อได้ยินคำที่เสียดแทง

“ทูลองค์ชาย ไม่ทราบว่าผู้นั้นคือ...”

เป็นครั้งแรกที่เหอซือห้าวเห็นองค์ชายใหญ่หัวเราะยามที่ต้องเอ่ยชื่อ

“เจ้าหมูโง่”

เหอซือห้าวเป็นอีกคนที่คิดเช่นนั้น เรื่องราวขององค์ชายหย่งชางนั้นหาได้เป็นไปในแง่ดีไม่ มีแต่เรื่องเสียๆ หายๆ พลอยชวนให้ปวดหัว ผิดกับองค์ชายรองเหยียนอี้ยิ่งนัก กระนั่นดวงตากลับทอประกายสดใส

“องค์ชายทรงคิดถึงผู้นั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” เหอซือห้าวถามอีกครั้ง เขาใคร่รู้ในคำตอบยิ่งนัก อยากเห็นหน้าเสียจริงว่าผู้นั้นเป็นใคร

“หากกลับไปได้ ข้าจะไปทวงรางวัลกับเขา”

เมื่อเงียบเสียงลง อีกเสียงที่ขึ้นบนท้องฟ้าก็เข้ามาแทนที่

ฟิ้ว*~*

ค่ำคืนที่ยังเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง พลุไฟสีแดงก็ถูกจุดประกายขึ้นบนท้องฟ้า มันมาจากทางทิศตะวันตก เหล่าทหารต่างพากันแหงนหน้าขึ้นมอง พวกเขามองประกายไฟสีแดงสดด้วยความฉงน กระทั่งได้ยินสุรเสียงดังสนั่นของผู้ที่อยู่เบื้องหน้า

หย่งชางลุกขึ้นจับอาวุธ ทหารที่เหลือต่างก็พากันจับอาวุธบ้าง พวกเขาไม่ทันได้ตั้งตัวก็พาลทำอะไรไม่ถูกจนแสดงสีหน้าตื่นตระหนก ยิ่งพวกเขายืนนิ่งมากเท่าไหร่ก็เท่ากับว่าจะกลายเป็นเป้าหมายให้ถูกสังหาร ในมือที่ถืออาวุธต่างชื้นไปด้วยเหงื่อ ร่างทั้งร่างกำลังหวาดหวั่นเมื่อคิดว่าเบื้องหน้านั้นคือศัตรู


----------

TAKE

อันเนื่องแนวจีนนั้นมันต้องมีการกล่าวถึงสงครามกันบ้าง ที่หย่งชางทำนั้นก็เพื่อหาคนที่ไว้ใจได้

เหมือนมีสามหมื่นคน หากใจไม่สู้ก็ย่อมแพ้

อันนี้แผนที่คร่าวๆ จ้า เพื่องงกัน



ความคิดเห็น