เป็นกำลังใจให้เทคด้วยน้าาาา เทคจะได้มีแรงอัพพพพพ >3<

ตอนที่ 17 หากข้าชนะ จะขอรางวัลจากเจ้า

ชื่อตอน : ตอนที่ 17 หากข้าชนะ จะขอรางวัลจากเจ้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.1k

ความคิดเห็น : 55

ปรับปรุงล่าสุด : 21 พ.ย. 2560 00:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 17 หากข้าชนะ จะขอรางวัลจากเจ้า
แบบอักษร

ตอนที่****17 หากข้าชนะ จะขอรางวัลจากเจ้า

ย่างเข้าสู่วันที่สองกว่าฉิงเฟิ่งจะรู้สึกตัว เขาตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองนั้นอยู่ในสถานที่แปลกตายิ่งนัก หาได้เป็นหอพักของทหารที่เคยหลับนอนมาสองปีไม่ ครั้นพอจะลองขยับตัวก็ต้องร้องโอ๊ย ฉิงเฟิ่งรู้สึกเจ็บแปลบตรงหน้าท้องจึงก้มดูก็พบว่ามีรอยแผลจากการถูกทำร้าย มันมีเลือดไหลซึมออกมาจนผ้าพันแผลเป็นสีแดง ทีแรกนั้นเขาคิดว่าจะรักษาบาดแผลด้วยตัวเอง ยังไม่ทันที่จะลุกขึ้นหมอหลวงก็เดินจ้ำอ้าวเข้ามาด้านใน ปากก็ร้องบอกให้หยุด

เขาจำได้ว่าเป็นหมอหลวงที่องค์ฮองเฮาเคยประทานมาให้ดูแลเมื่อครั้งตอนที่ถูกองค์ชายหย่งชางทำร้าย หมอหลวงรักษาไปพลางพูดคุยไป เขาบอกว่าฉิงเฟิ่งนั้นเป็นคนโชคดียิ่งนัก เป็นเพียงแค่นายทหารแต่กลับได้หมอหลวงที่รักษาพระวรกายฮองเฮามาช่วยดูแลรักษาแผลให้ ฉิงเฟิ่งอดคิดไม่ได้ว่าคนที่คิดเช่นนี้คงเห็นเป็นเพียงท่านหมอกระมัง

ไม่นานหลังจากนั้นหมอหลวงก็เดินออกไปจากห้อง ก่อนไปฉิงเฟิ่งก็ถูกกำชับกำชับหนาว่าอย่าลุกขึ้นมาเดินจนกว่าแผลจะแห้งสนิท ถึงหมอหลวงจะสั่งเอาไว้เยี่ยงนั้น แต่ตั้งแต่เล็กจนโตเขาก็ไม่เคยหยุดมือสักทีหนึ่ง พอนอนบนเตียงนานๆ ก็พาลทำเอาห่อเหี่ยว

นอกจากหมอหลวงแล้วก็ยังมีนางกำนัลมาคอยดูแลตลอดทั้งวัน นางยกทั้งยาและอาหารมาให้ เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับการดูแลเอาใจใส่ ความประหม่าเกิดขึ้นชั่วขณะ กว่าที่ฉิงเฟิ่งจะทำใจให้ชินได้ก็เกือบชั่วยาม

เข้าสู่วันที่สามที่ต้องนอนเฉา เขาจึงได้คิดลุกขึ้นมาเดินขยับร่างกายสักหน่อย ทว่าลุกได้เพียงแค่ไม่กี่ก้าวก็รู้สึกเจ็บตรงที่เป็นแผล แต่ก็ยังพอเดินได้ จึงได้คิดอยากลองกลับไปที่พัก ด้วยเกรงว่าป่านนี้ติงเกาอาจจะเป็นห่วง เดินได้เพียงแค่สองสามก้าวก็ได้ยินว่าองค์ชายใหญ่เสด็จหน้าประตู ฉิงเฟิ่งอ้าปากค้าง ยังไม่ทันคุกเข่าลงกับพื้นผู้ที่ถูกขานนามก็เดินอาดๆ เข้ามาในห้อง

องค์ชายหย่งชางนั้นทำสีหน้าราวกับฆ่าคนได้ ความกลัวว่าจะลบหลู่เบื้องสูงฉิงเฟิ่งจึงรีบคิดจะคุกเข่าลงกับพื้น ก็ถูกองค์ชายหย่งชางตวาดเข้าครั้งหนึ่ง เขาสะดุ้งตัวโหยงให้กับสุรเสียงที่แข็งกร้าว

ฉิงเฟิ่งทำให้องค์ชายใหญ่โกรธเสียแล้ว

แล้วองค์ชายโกรธเรื่องอันใดนั้นฉิงเฟิ่งก็ไม่ทราบ

เขาครุ่นคิดหนักยิ่งกว่าเรื่องโจรที่ลอบเข้ามาทำร้ายเขาถึงห้องเสียอีก เขาถูกสั่งห้ามลุกจนกว่าจะหาย หากฝ่าฝืนคนที่จะถูกลงโทษคือนางกำนัล ฉิงเฟิ่งไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้องลากผู้อื่นเข้ามาเกี่ยว ผู้ที่ผิดคือเขา ผู้ที่คิดจะลุกก็คือเขา หาได้เป็นคำสั่งนางกำนัลไม่

ฉิงเฟิ่งคิดว่าองค์ชายหย่งชางเหมือนเด็กอายุสิบขาว เห็นทีความคิดนี้คงจริง

แม้ในขณะนี้...

หากเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ติงเกาฟังคงไม่เชื่อแน่ ผู้อื่นก็คงไม่เชื่อ บางทีอาจหัวเราะเยาะว่าอาจฝันไปเองก็ได้ ทีแรกนั้นฉิงเฟิ่งก็คิดเยี่ยงนั้น มันดูเหมือนความฝันมากกว่าความจริงด้วยซ้ำ เมื่อลองเอานิ้วหยิกแขนตัวเองก็ยังพบว่าร่างกายเขายังเจ็บ ยังรู้สึก อันที่จริงแค่ขยับบาดแผลก็เจ็บแล้ว น่าจะเป็นข้อพิสูจน์ได้อย่างดีว่ามันเกิดขึ้น ท้องของเขาเองก็ร้องโครกครากดังน่าอายยิ่งนัก

“องค์ชาย ข้าน้อย...ทานเองได้พ่ะย่ะค่ะ”

แม้จะหิวมากเพียงใดก็ไม่อาจทานอาหารตรงหน้าได้ ฉิงเฟิ่งหลุบตาต่ำมองพื้นอย่างไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรร้ายที่จ้องจะกินเลือดกินเนื้อ

“ข้าสั่ง”

“องค์ชาย...”

ฉิงเฟิ่งอยากร้องไห้ เขาไม่กล้าจะอ้าปากด้วยซ้ำ

ใครมันจะกล้าทานอาหารจากมือขององค์ชายใหญ่กันเล่า!

หย่งชางเริ่มหมดความอดทน เจ้าหมูอ้วนต้วมเตี้ยมเหมือนเต่ากล้าขัดคำสั่ง!

“ฉิงเอ๋อ”

อีกแล้ว...องค์ชายหย่งชางเรียกขานนามนั้น

“อย่าให้ข้าต้องสั่งให้ทหารมาง้างปากเจ้า”

คนถูกข่มขู่หน้ามุ้ย เงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างกล้าๆ กลัวๆ

กว่าที่ฉิงเฟิ่งจะยอมทำตามองค์ชายหย่งชางได้ก็พาลเอาไปเกือบชั่วยาม พอข้าวต้มถูกตักเข้าปาก ความอร่อยกับกลิ่นหอมของเครื่องเทศพาลทำเอาหลงลืมผู้ที่กำลังป้อนตัวเองอยู่ชั่วขณะ แก้มทั้งสองข้างเคี้ยวตุ้ยๆ ก่อนจะกลืนลงคอ

เมื่อมีหนึ่งคำก็ย่อมมีคำที่สอง ไม่นานนักข้าวต้มที่ถูกแช่อยู่เกือบชั่วยามก็หมดลง องค์ชายหย่งชางนั้นไม่เพียงแค่ป้อนข้าว แต่กลับป้อนยาเขาด้วย ไม่แปลกที่ฉิงเฟิ่งจะคิดว่าตัวเองฝัน หากมันเป็นเยี่ยงนั้นก็คงจะดีไม่น้อย ฉิงเฟิ่งรู้สึกว่าตัวเองประหม่าทุกครั้งที่อยู่ข้างกายองค์ชายใหญ่ หัวใจเขาไม่เคยอยู่สงบสักครั้งหนึ่ง กลับมีแต่จะยิ่งมากขึ้นเป็นเท่าตัว

“องค์ชาย เหตุใดท่านจึงทำเช่นนี้”

ฉิงเฟิ่งแคลงใจยิ่งนัก...

องค์ชายหย่งชางเป็นถึงองค์ชายใหญ่ ไม่มีเหตุจำเป็นต้องทำเช่นนี้

หย่งชางวางถ้วยลงกับโต๊ะด้านข้าง สีหน้ายังคงไม่เปลี่ยน

“หากเจ้าไม่หาย ข้าก็ไม่สามารถเล่นพุงเจ้าได้”

ย่างเข้าสู่เดือนที่ฉิงเฟิ่งได้ถูกลอบทำร้าย คนร้ายยังคงจับไม่ได้ เรื่องราวจึงค่อยถูกกลืนหายเข้าไปในกลีบเมฆราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อปากแผลปิดสนิทฉิงเฟิ่งจึงได้ลุกขึ้นมาเดิน เขาได้ยินเสียงซุบซิบของเหล่านางกำนัลที่ต่างสรรเสริญถึงความเก่งกล้าและหล่อเหลาขององค์ชายรองที่ถูกให้ยกทัพไปยังดินแดนตอนเหนือที่ถูกโจรป่ารุกราน พวกนางต่างพากันหัวเราะต่อกระซิก ใบหน้าขาวแดงก่ำยามที่ได้เอ่ย คราแรกนั้นฉิงเฟิ่งหาได้ใส่ใจไม่ ถึงไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวแต่ก็ได้ยินใครต่อใครต่างพูดว่าองค์ชายรองนั้นพระปรีชาสามารถ

“องค์ชายหย่งชางนั้นเก่งกล้าไม่แพ้ใครเช่นกัน แค่พวกเจ้าไม่รู้”

แน่นอนว่าคำนี้ฉิงเฟิ่งคิดพูดกับตัวเอง เขาไม่ได้พูดให้ใครได้ยิน... ในความคิดของฉิงเฟิ่งนั้นองค์ชายหย่งชางเก่งกล้าสามารถมากกว่าผู้อื่นหลายเท่านัก

หากไม่เก่งกล้าก็คงไม่มีฝีเท้าเบา

หากไม่เก่งกล้าก็คงจะช่วยเขาเอาไว้ไม่ทันในตอนที่เจอกันครั้งแรก

และอีกข้อหนึ่ง...ไม่เคยมีผู้ใดแตะเนื้อต้องตัวทหารชั้นต่ำ ด้วยอุปนิสัยเสียอย่างหนึ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิน ฉิงเฟิ่งที่มักคอยถูกต่อว่าจากคนรอบด้าน เขามักจะก้มหน้าก้มตาไม่เถียงกลับ ทำให้แอบลอบมองได้ว่าผู้ใดเป็นเยี่ยงไรกัน องค์ชายใหญ่นั้นก็เช่นกัน

ภายนอกที่ดูว่าร้ายกลับมีความแข็งแกร่งซ่อนเอาไว้อยู่

ไม่ถึงสามเดือนหลังจากนั้นฉิงเฟิ่งก็ได้ข่าวว่าองค์ชายรองก็ยกทัพกลับเมืองหลวง

ตระกูลอี่ว์ที่ถูกข้ามหน้าข้าตาจึงได้บันดาลโทสะกับเหล่านางกำนัลหรือไม่ก็ทหารอยู่บ่อยครั้ง องค์ชายสามที่หวังได้ขึ้นเป็นรัชทายาทเก็บความชอกช้ำไว้ในอก ยามที่ออกมาต้อนรับเหยียนอี้ เขาจ้องเขม็งราวกับอยากฆ่าให้เสีย เขาถูกหยาบหน้าโดยรอยยิ้มเยาะของศัตรูคู่อาฆาต

หย่งชางที่อยู่ต้อนรับการกลับมาของเหยียนอี้ เขาไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะคารวะตน ยามที่อยู่ต่อหน้าคนในราชสำนักกลับอ้าปากหาววอดๆ ขาข้างหนึ่งถูกยกขึ้นมาอยู่บนที่วางมือ ไม่รักษามาดองค์ชายใหญ่ที่เป็นโอรสฮองเฮา

“เสด็จพี่พ่ะย่ะค่ะ ข้ารู้ว่าท่านไม่พอใจที่ข้ากลับมา” เหยียนอี้นั้นกำลังสั่งสอนผู้ที่ทำตัวไร้มารยาท “ต่อหน้าราชบริพาร เสด็จพี่ไม่ไว้หน้าข้า ก็ขอให้ท่านเกรงใจเสด็จพ่อกับฮองเฮาบ้าง”

ขุนนางนั้นที่ได้ฟังก็ชื่นชม ต่างพากันจ้องหน้ากันอย่างไม่ได้นัดหมาย พวกเขาพยักหน้าให้กันหนึ่งครั้งเพื่อรับรู้ว่าพฤติกรรมขององค์ชายรองนั้นช่างดีนัก เหมาะสมที่จะเป็นฮ่องเต้ในภายภาคหน้า

หย่งชางเอาเท้าลง วรกายสูงลุกขึ้น

“เหยียนอี้ เจ้ากำลังทำให้ข้าขายหน้า”

“หามิได้พ่ะย่ะค่ะเสด็จพี่ ข้าแค่คิดว่าส่งที่เสด็จพี่ทำนั้นไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง” เหยียนอี้นั้นยังคงยืนยันคำในตัวเอง

นัยน์ตากร้างต่างมองกันอย่างไม่ลดละ หนึ่งคนแฝงความร้ายกาจกับความเกลียดชังเอาไว้ในอก กับอีกคนที่แสดงถึงความไม่ชอบออกหน้าออกตา

ฮุ้ยเจินที่เหมือนถูกมองข้ามหัว เขาลอบมองรอบด้านต่างก็เห็นว่าผู้คนเริ่มเอนเอียงไปทางเหยียนอี้ เขาไม่สามารถปล่อยให้เป็นเช่นนั้น ทว่าในเวลานี้ก็หาทำเรื่องอันได้ได้ไม่ ฮุ้ยเจินเก็บความไม่พอใจเอาไว้ เขากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อฃ

ทั้งเหยียนอี้และหย่งชางคือคนที่เขาต้องกำจัดให้พ้นทาง!

“เหยียนอี้ คำพูดของเจ้านั้นช่างไม่เข้าหูข้านัก”

เหยียนอี้ยกมือขึ้นคารวะ ท่าทีอ่อนน้อมราวกับว่ากำลังกล่าวคำขอโทษ “ต้องขออภัยเสด็จพี่ หากแต่เสด็จพี่ก็น่าจะรู้แก่ใจดีว่าท่านทำอะไรไว้”

จิ้นเลี่ยงหลงไม่อาจให้สองพี่น้องเริ่มทะเลาะกันเอง เขาจึงคิดจะยกมือเพื่อห้าม แต่ไหนแต่ไรมาเขาผู้เป็นพ่อย่อมรู้อยู่เต็มอกว่าสองพี่น้องขบเคี้ยวกันขนาดไหน หากปล่อยเอาไว้เกรงว่าเรื่องจะเลยเถิด ยังไม่ทันที่จะเอ่ยปากห้ามหย่งชางก็พูดออกมาคำหนึ่ง

“ดี” หย่งชางสะบัดมือ “ถ้าเช่นนั้นเพื่อลบคำครหา ได้ข่าวว่าทางตะวันตกชนเผ่าตีกำลังคิดก่อสงคราม ข้าหย่งชางผู้เป็นองค์ชายใหญ่ จะเป็นผู้นำทัพ!”

หย่งชางได้ประกาศแล้วซึ่งการนำทัพ

นอกเหนือจากทางชายแดนทางเหนือที่ประสบปัญหาจนต้องให้เหยียนอี้ผู้เป็นองค์ชายรองนำทัพไปปราบแล้ว ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือนั้นมีชนเผ่าซงหนูอาศัยอยู่...ชนเผ่าซงหนูนั้นได้ขึ้นชื่อว่าโหดร้ายป่าเถื่อนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพวกโจรป่านัก พวกนั้นคิดจะรุกรานผืนแผ่นดินแคว้นจิ้นจนเป็นเหตุให้จิ้นเลี่ยงหลงอยู่ไม่สุข ทีแรกนั้นเขาตั้งใจจะให้ฮุ้ยเจินนำทัพไปสอดส่องความเป็นไป แต่ดูเหมือว่าคงไม่ได้แล้ว ในเมื่อหย่งชางอาสาที่จะนำทัพออกศึกเป็นครั้งแรก

จิ้นเลี่ยงหลงคัดค้าน เหล่าข้าราชบริพานก็คัดค้าน ขุนนางทั้งหลายต่างออกความเห็นว่าไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง องค์ชายใหญ่นั้นไม่เคยออกศึก ไม่เคยแม้จะจับดาบถือกระบี่ เอาแต่เที่ยวหอนางโลมเป็นว่าเล่น มีหรือที่จะเอาชนะชนเผ่าซงหนูที่ร้ายกาจได้

หย่งชางนั้นได้ฟังก็หัวเราะ เขาไม่แปลกใจถึงท่าทีต่อสายตาเหล่าขุนนางที่ดูแคลน แถมยังประกาศขอความสมัครใจในการออกรบ เหล่าทหารส่วนใหญ่นั้นอยู่ข้างองค์ชายรองหรือไม่ก็องค์ชายสาม ต่างพากันพร้อมใจที่จะไม่เอาชีวิตไปเสี่ยง ดังนั้นก่อนถึงเวลาออกศึก ทัพของหย่งชางนั้นจึงมีแค่หยิบมือ

สามหมื่นนาย...

หย่งชางมีพลทหารข้างกายเพียงแค่นั้น...

ฮองเฮาที่ประชวนอยู่แล้วก็หัวใจแตกสลาย นางถึงกับเป็นลมล้มพับไปอีกรอบหนึ่ง ภายในใจนึกเป็นห่วงหย่งชางยิ่งนัก จนต้องเรียกหย่งชางเข้ามาหาเพื่อถามไถ่ ทีแรกนั้นนางตั้งใจจะห้ามไม่ให้หย่งชางออกศึก แต่พอเห็นหน้าหย่งชางก็พาลทำเอาใจนางอ่อนยวบ

ฮองเฮากลั้นน้ำเสียงที่สั่นสะท้าน นางกลืนกินสิ่งที่อยากกล่าวก่อนหน้านี้จนหมดสิ้น ฝ่ามือนิ้มลูบที่ใบหน้าหล่อเหลา ทางเดียวที่นางจะทำได้คือแค่อวยพร

เรื่องที่องค์ชายใหญ่นั้นจะไปออกรบรู้ถึงหูของฉิงเฟิ่งด้วยเช่นกัน ฉิงเฟิ่งถึงจะเป็นผู้ติดตามก็ได้หาไปด้วยไม่ ทันทีที่รู้ข่าวฉิงเฟิ่งก็เสนอตัวที่จะตามติดไปด้วย แต่กลับถูกองค์ชายหย่งชางห้ามปรามเอาไว้

“องค์ชาย ข้าน้อยไปด้วยไม่ได้หรือพ่ะย่ะค่ะ”

ฉิงเฟิ่งยังคงกล่าวคำเดิม เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วไม่ทราบ จนหย่งชางที่ได้ฟังมาเกือบทั้งวันต้องถอนหายใจเฮือกหนึ่ง

“ไม่ได้”

เขายังคงตอบคำเดิมอีกเช่นกัน

“แต่องค์ชาย ข้างนอกวังหลวงไม่มีคนคอยรับใช้ องค์ชายไม่มีนางกำนัลคอยดูแลให้ ให้ข้าน้อยไปนะพ่ะย่ะค่ะ”

“ไม่ได้”

ใบหน้าอ้วนขาวบูดบึ้ง แก้มทั้งสองข้างป่องดั่งหมั่นโถว

หย่งชางเหลือบตามอง เจ้าหมูเต่าของเขาช่างดื้อดึง

“ข้าจะไปออกรบ เจ้าไม่เชื่อข้าว่าจะชนะงั้นรึ”

ฉิงเฟิ่งทีได้ฟังดังนั้นก็ส่ายหน้าเบา

สำหรับฉิงเฟิ่งแล้วองค์ชายหย่งชางนั้นเก่งกล้ากว่าใครทั้งหมด ความผูกพันธุ์ใกล้ชิดทำให้มองไม่เหมือนผู้อื่น เขายอมรับว่าครั้งแรกที่ได้พบหน้านั้นก็อดคิดไม่ได้ว่าองค์ชายหย่งชางนั้นช่างใจร้ายก็จริงอยู่ กระนั้นฉิงเฟิ่งที่มักโดนรังแกตั้งแต่ยังเด็กก็ไม่ได้คิดมากแต่อย่างใด หากเทียบกับการรังแก่ขององค์ชายหย่งชางกับสิ่งที่เจอมามันก็แค่เพียงหยิบมือหนึ่ง ร่างกายที่โดนกระทำไม่เท่ากับคำพูดที่กระทบกระทั่ง

“มิได้พ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยแค่ห่วงองค์ชาย” ฉิงเฟิ่งกล่าวไปตามความคิด

หย่งชางที่ได้ฟังก็แย้มสรวล เขายื่นหน้าเข้าใกล้เจ้าหมูตรงหน้า “หากข้าชนะกลับมา ข้าจะขอรางวัลกับเจ้า”

คนฟังเงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่เข้าใจนัก

รางวัลงั้นหรือ...เขาจะมีสิ่งใดให้กับองค์ชายผู้สูงศักดิ์กันเล่า

“องค์ชายต้องการสิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”

หย่งชางหันหลัง เขาเอ่ยอีกประโยคหนึ่ง

“ข้ายังนึกไม่ออก ไว้กลับมาข้าจะบอกกับเจ้า”

ในวันเดินทาง...ทัพของหย่งชางไร้ซึ่งเสียงสรรเสริญ มีแต่เพียงเสียงซุบซิบดังของเหล่าราชบริพาร ต่างพากันส่ายหัวเมื่อคิดว่าองค์ชายใหญ่พาทหารไปทิ้งเปล่า

ทหารแค่เพียงสามหมื่นนายจะไปเอาชนะข้าศึกได้เยี่ยงไร

ฉิงเฟิ่งนั้นได้ทำเพียงแค่มองส่งตามหลัง หัวใจของเขาเหมือนจะเป็นเหน็บชายามที่ได้มองแผ่นหลังองค์อาจในชุดเกราะอย่างที่ไม่เคยเห็น

เข้าปีที่สามที่ฉิงเฟิ่งได้เป็นทหาร...ฉิงเฟิ่งยังคงยืนสงบนิ่ง เฝ้าภาวนาขอให้องค์ชายหย่งชางปลอดภัย



----

TAKE

อย่างที่เทคเคยแจ้งให้ทราบนะจ๊ะว่าบางช่วงบางตอนเทคจะตัด เพื่อที่เนื้อเรื่องจะไม่ได้ช้าเกินไป บางทีเทคก็กลัวจะเบื่อกันน่ะ ทีแรกนั้นว่าหลังจากตอนที่ 25 จะเริ่มเข้าช่วงดราม่า แต่เห็นว่าคราวนี้มันคงจะเกิน 555 นี่ตอนที่ 17 ล่ะ มันยังไม่ได้ไปถึงครึ่งทางเลยยย

ป.ล.อยากได้ไหมล่าาา อิอิ ของแจกปีใหม่เอาเป็นปฏิทินดีกว่าม้างง หรือจะเอารูปฉิงเอ๋อดี?







ความคิดเห็น