ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 24 : ฝันร้าย

ชื่อตอน : บทที่ 24 : ฝันร้าย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 6k

ความคิดเห็น : 54

ปรับปรุงล่าสุด : 17 พ.ย. 2560 14:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 24 : ฝันร้าย
แบบอักษร


บทที่ 24 ฝันร้าย



เขากำลังกลัว... จิรกฤตยอมรับอย่างเต็มปาก


ยี่สิบกว่าปีในชีวิตที่ผ่านมาเคยได้ยินใครบางคนกล่าวเอาไว้ว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนรวมถึงไม่มีใครรู้หรอกว่าวันพรุ่งนี้ตนหรือคนที่รักจะเกิดเรื่องอะไรไม่คาดฝันขึ้นมาบ้าง


นี่เป็นสัจธรรมที่ไม่มีผู้ใดหนีพ้น... หากแต่ก็ไม่มีใครอยากเจอเช่นกัน


ความเงียบปกคลุมบรรยากาศรอบตัวชายหนุ่มจนเขาต้องลอบกลืนน้ำลายอย่างฝืดเฝื่อนและประหม่าแบบที่น้อยครั้งนักจะเป็นเช่นนี้ เสียงเครื่องปรับอากาศกับความเย็นภายในห้องฟังผลตรวจนั้นหนาวเหน็บจนรู้สึกสะท้านเยือกไปทั้งจิตใจ เขาเหลือบมองใบหน้าของสมาชิกในครอบครัวที่มักร่าเริงสดใสมีแต่รอยยิ้ม เสียงหัวเราะให้แก่กันและกันอยู่เสมอในเวลานี้แต่ละคนกลับแสดงความเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด


จิรกฤตเลื่อนไปกุมมือเล็กของมารดาที่สั่นสะท้านและชื้นเหงื่อไปหมดพลางยิ้มให้กำลังใจเมื่อประสานกับสายตาหวาดหวั่นยามหันมาก่อนใบหน้าคมคายจะเลื่อนสายตากลับไปจ้องมองแพทย์หญิงวัยกลางคนด้วยสีหน้าราบเรียบ ต้องใช้ความพยายามอย่างมหาศาลในการไม่แสดงความกลัวให้ปรากฏออกมาเพราะต้องเป็นเสาหลักให้กับทุกคน


อารมณ์ของแต่ละคนในตอนนี้ไม่ใช่แค่แม่ที่น่าเป็นห่วง หากแต่ทั้งพ่อกับจรัสกรเองก็มีสภาพเปราะบางไม่ต่างกัน ชายหนุ่มลูบไปตามหลังมือเล็กๆ เพื่อปลอบประโลมส่งกำลังใจให้ผู้เป็นแม่เต็มเปี่ยมทั้งที่หัวใจของเขาก็เต้นเร็วและแรงไม่แพ้ใคร


เขาคือลูกชายคนโตที่ต้องเข้มแข็ง อดทนและเสียสละ... เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว


วันนี้เป็นการนัดฟังผลหลังการตรวจแปปสเมียร์ (Pap smear) และตัดชิ้นเนื้อจุดที่คาดว่าผิดปกติซึ่งแพทย์เจ้าของไข้เมื่อตอนคุณจิตรลดาเข้ารักษาที่แผนกฉุกเฉินเมื่อสองอาทิตย์ก่อนได้แนะนำรวมถึงส่งเรื่องต่อให้แผนกนรีเวชเพื่อหาผลที่ชัดเจนหลังจากสอบถามอาการและวินิจฉัยคร่าวๆ แล้วก็พบว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก


 “คุณจิตรลดาใช่ไหมคะ”


“ใช่ค่ะ” น้ำเสียงตอบรับนั้นเหือดแห้งไร้ชีวิตชีวามากกว่าที่เคยหลายเท่านัก รอยยิ้มแห้งๆ นั้นทำให้คนมองส่งสายตาเห็นใจกลับมา


 “ตอนนี้จากผลตรวจของคุณจิตรลดาพบว่าเชื้อมะเร็งปากมดลูกในระยะที่สามค่ะ” ว่าแล้วก็เปิดหลักฐานคือตัวเลขค่าแปรผลให้ดูด้วยน้ำเสียงนิ่งเฉยเนื่องจากเธอต้องพูดแบบนี้มานับร้อยครั้งแล้ว “หมอขอแนะนำให้รักษาโดยใช้รังสีรักษากับยาเคมีบำบัดควบคู่กันไปพร้อมกันเพราะคนไข้ยังอายุไม่มากเท่าไหร่ร่างกายน่าจะตอบสนองและสามารถต้านความแรงของยาไหว”


ประโยคนั้นเหมือนมีดกรีดแทงใจของทุกคนในครอบครัว ไม่รับรู้หรอกว่าคำพูดหลังจากบอกว่าเป็นมะเร็งระยะที่สามนั้นมีอะไรต่อบ้างเพราะในหัวรู้สึกอื้ออึงไปหมด ดวงตาสี่คู่เบิกค้างอยู่แบบนั้นไม่ยอมกระพริบ อารมณ์ที่เกิดขึ้นผสมปนเปจนปั่นป่วน ทั้งความตกใจ ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยินแต่ที่รู้สึกชัดเจนที่สุดก็คงจะเป็นความหวาดกลัว


“หมอไม่อยากให้เครียดหรือคิดมากเกินไปนะคะ จริงๆ มีหลายคนที่ป่วยในระยะนี้แล้วรักษาจนหายก็เยอะนะ”


“แล้วมันเยอะแค่ไหนคะ โอกาสที่จะรอด” นี่เป็นสิ่งแรกที่สมองของเธอประมวลผลหลังจากได้ยินคำพูดจากหมอ


“ประมาณ 40 – 50% ค่ะ”


มันไม่ใช่ตัวเลขที่น่าพอใจหรือสูงสักเท่าไหร่เลย... สำหรับคนที่กำลังใจเสีย


“ตอนนี้สิ่งที่หมออยากบอกก็คือนอกเหนือจากการรักษาทางการแพทย์แล้ว การทำจิตใจให้เข้มแข็งและกำลังใจจากคนในครอบครัวก็เป็นสิ่งสำคัญนะคะ อย่าเครียด อย่ากดดันมากเกินไป ความรู้สึกทางจิตใจแบบนี้ถึงจะตรวจวัดด้วยผลทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ แต่หมอเชื่อว่ามันช่วยได้จริงๆ ค่ะ ส่วนทางร่างกายโรงพยาบาลจะรักษาอย่างเต็มที่และจะทำให้เร็วที่สุด”


คุณจิตรลดาพยักหน้ารับรู้แม้เข้าใจดีว่าโรคที่กำลังเผชิญอยู่นั้นมันร้ายแรงแค่ไหน เธอเป็นมะเร็งจนถึงระยะที่สาม อาการหลายอย่างปรากฏแสดงออกมาเด่นชัด นึกโทษตัวเองว่าน่าจะฉุกคิดตั้งแต่ตอนที่ประจำเดือนมาแบบกระปริบกระปรอยเมื่อปีก่อน ตอนนั้นเธอคิดว่าเป็นเพราะเข้าสู่ช่วงวัยทองจึงไม่ได้สนใจอะไร ส่วนอาการปวดหลัง ก้นกบและเริ่มลามมาถึงช่วงขาจนในวันที่ถูกพาส่งโรงพยาบาลที่รู้สึกปวดท้องน้อยมากถึงขั้นสลบไปมันก็อาจสายเกินไปแล้ว


ร่างบอบบางออกห้องตรวจมาพร้อมสามีและลูกชายทั้งสองเพื่อรอรับใบนัดในครั้งต่อไป เสียงอึกทึกรอบข้างไม่ได้ทะลุเข้าโสตประสาทของเธอเลยสักนิด ในหัวมีแต่เสียงวิ้งๆ กับสีขาวโพลนไปหมด ไม่ได้ยินด้วยซ้ำตอนพยาบาลเรียกชื่อจนสามีต้องสะกิดเรียก


“แม่... แม่จะไม่เป็นไรเนอะ”


ประโยคแรกดังขึ้นจากจรัสกรหลังเดินออกมาจากแผนกนรีเวชแล้ว ดวงตาสีน้ำตาลอมเทาปรากฏร่องรอยของความหวั่นไหว ร่างสูงถึงร้อยแปดสิบกว่าเซนติเมตรโผเข้ากอดมารดาเอาไว้แน่นและไม่คิดปิดบังความอ่อนแอ


“ไม่เป็นไรหรอก แม่แข็งแรงอยู่แล้วเรื่องแค่นี้ต้องเอาชนะได้แน่ๆ”


คนตอบคำถามเมื่อครู่ไม่ใช่หญิงสาวคนเดียวในบ้านแต่กลับเป็นจิรกฤตลูกชายคนโตของครอบครัว น้ำเสียงเข้มเอ่ยขึ้นอย่างเข้มแข็ง มือหนาโอบไหล่มารดาพลางออกแรงบีบเบาๆ เพื่อถ่ายทอดกำลังใจให้แก่ผู้รับ ใบหน้าหล่อเหลานั้นดูหนักแน่นมั่นคงมากกว่าคนน้องมากนักแม้ภายในใจจะกำลังหวาดหวั่นไม่แพ้ใคร


“ใช่ กอล์ฟ เดี๋ยวนี้การรักษามันพัฒนาไปเยอะ หมอก็บอกว่าเปอร์เซนต์รักษาหายยังมี เราต้องมีความหวังไว้สิลูก” มิสเตอร์จัสตินกล่าวปลอบใจทั้งภรรยาและลูกไปพร้อมกัน ขณะที่เขาเองก็ใจหายวาบ ตั้งแต่ได้ฟังผลตรวจ ทั้งกังวลและกลัวสารพัดว่าคู่ชีวิตที่ดูแลกันมาหลายสิบปีจะต่อสู้กับโรคร้ายได้มากขนาดไหน


ใบหน้าขาวกระจ่างตาที่ปรากฏริ้วรอยตามกาลเวลาส่งรอยยิ้มจืดเจื่อนให้กับทุกคนที่เธอรัก อยากคิดในแง่บวกให้มากกว่านี้หากอารมณ์กับจิตใจที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวก็ทำให้นึกหาประโยคสวยหรูไม่ออก ก่อนเสียงหวานที่แอบสั่นเครือเล็กน้อยเอ่ยออกมาโดยตั้งใจกลั่นกรองดีแล้วว่าจะไม่ทำให้คนในครอบครัวต้องกังวลมากไปกว่านี้


“แม่จะพยายามนะทุกคน”


ถึงจะแสร้งเข้มแข็งอย่างไรแต่นัยน์ตาเข้มที่มักสดใสนั้นกลับไหววูบบ่งบอกถึงความรู้สึกที่แท้จริงเป็นอย่างดี ใบหน้าผ่องแผ้วหม่นหมองก่อนจะนึกหาเรื่องอื่นเพื่อเปลี่ยนบทสนทนาให้ผ่อนคลายขึ้นซึ่งคงไม่มีอะไรจะทำให้รู้สึกดีมากไปกว่า...


“กอล์ฟ เรื่องงานหมั้นของเรากับหนูพราว แม่อยากให้เลื่อนมาเร็วขึ้นให้เร็วที่สุด ถ้าเป็นไปได้ให้มีงานก่อนเริ่มการรักษาเลย ได้ใช่ไหม”


“ครับ”


ได้ยินการตอบรับอย่างว่าง่ายนั้นก็ทำให้คุณจิตรลดาพอคลี่ยิ้มด้วยความสุขขึ้นมาบ้าง หัวใจอับเฉาเมื่อนึกถึงงานมงคลที่ใกล้จะเกิดขึ้นแล้วก็พลันรู้สึกกระชุ่มกระชวยเต็มไปด้วยการรอคอยและคาดหวัง คำขอร้องที่คิดว่าตนเองทำในสิ่งที่ถูกต้องนั้นทว่าหล่อนไม่มีทางรู้เลยว่าภายใต้เสียงตอบรับสั้นๆ ของลูกชายคนเล็กนั้นแท้จริงแล้วกำลังสร้างความหนักใจให้ผู้ตอบมากแค่ไหน


เมื่อสามวันจรัสกรกับพนิดาถูกเรียกให้ไปคุยพร้อมกันก่อนเอ่ยคำขอร้องที่อยากให้ทั้งสองจัดงานหมั้นหมายภายในหกเดือนนี้หากผลออกมาเป็นมะเร็งจริงๆ เธอแค่อยากมั่นใจว่าลูกชายที่ยังมีนิสัยความเป็นเด็กอยู่มากนั้นจะมีคนดูแลซึ่งเป็นคนที่เชื่อถือและไว้ใจได้


ฝ่ายจรัสกรที่ได้แต่ส่งรอยยิ้มจางๆ ให้แก่มารดา ถึงในใจจะอยากกลับคำ ยกเลิกปฏิเสธและพูดความจริงอย่างหมดเปลือกเพราะไม่คาดคิดมาก่อนว่าเรื่องราวจะบานปลายแบบนี้ หากสุดท้ายเมื่อมองเห็นสายตาของมารดาที่มองมาด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยมก็ทำให้ตนพูดอะไรไม่ออก


ขนาดอยู่ในสถานการณ์ปกติยังไม่กล้าบอกแล้วในเวลานี้จะให้เขาพูดออกไปได้อย่างไร ความรักความเป็นห่วงที่มีจนล้นปรี่และนิสัยหนีปัญหา ไม่หนักแน่นพอทำให้ชายหนุ่มได้แต่ยืนนิ่งเงียบ บอกตัวเองว่าสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือต้องไม่หาเรื่องทำให้แม่เกิดการกระทบกระเทือนจิตใจใดๆ ทั้งสิ้น แม้เรื่องที่ถูกร้องขอนั้นจะทำให้ตัวเองต้องเจอเรื่องยุ่งยากทั้งจากคนรักของตัวเอง เพื่อนสนิทคือพนิดาและพี่ชายอย่างจิรกฤตก็ตาม


ด้านชายหนุ่มอีกคนที่ยืนอยู่ด้วยกันย่อมได้ยินทุกคำพูดระหว่างมารดากับน้องชาย เขาทำอะไรไม่ได้นอกจากเบือนหน้าหนีไม่พร้อมรับรู้งานที่จะเกิดขึ้นอันใกล้โดยไม่มีใครทันสังเกต ดวงตาคมฉายแววเจ็บปวดและขมขื่น ถ้าทำได้ก็อยากด่าเจ้าตัวปัญหาแรงๆ สักทีที่เอาแต่หลบเลี่ยงไม่ยอมเผยความจริงมานานเกินไปจนทำให้ทุกอย่างแก้ไขได้ยากเช่นนี้แต่รู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาจะมาโทษกัน


และอีกอย่างถ้าทำได้ก็อยากประกาศออกไปให้โลกรู้เลยว่าพนิดาเป็นผู้หญิงของเขา เป็นเมียของเขาไม่ใช่จรัสกร


หากแต่เรื่องร้ายแรงที่ครอบครัวกำลังเผชิญนั้นทำให้ต้องยอมกล้ำกลืนความจริงกลับลงคอแถมสีหน้าของมารดาตอนที่พูดเรื่องนี้ก็ดูท่าทางมีความสุขเหลือเกินเข้าใจน้องอยู่หรอกว่าถึงอยากพูดความจริงตอนนี้ดูท่าทางจะสายไปแล้ว


เพื่อความสุขของแม่... แม้ต้องเจ็บปวดแค่ไหนเขาคงต้องยอม


“ผมไปเอารถนะครับ ทุกคนรออยู่ตรงนี้ดีกว่าจะได้ไม่ต้องเดิน”


เสียงทุ้มนั้นนิ่งสนิท เย็นยะเยือกมากกว่าทุกครั้งพลางรีบเดินแยกออกมาก่อนที่ใครจะทันได้เห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น สองขาก้าวยาวๆ ให้พ้นจากจุดที่ทุกคนยืนอยู่แล้วจึงค่อยๆ ลดระดับความเร็วลงราวกับมวลสารทุกอย่างบนร่างกายเกิดหนักอึ้งไปทั้งตัว ขอบตาเริ่มร้อนผ่าว ภาพที่อยู่ตรงหน้าพร่าเบลอเพราะน้ำตาจนต้องหยุดเดิน บอกไม่ถูกว่าความรู้สึกตอนนี้สาหัสเกินบรรยายแค่ไหน


ถึงต้องแสดงออกภายนอกว่าเข้มแข็งแต่ความจริงแล้วกลับตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง


มารดาที่ตนรักกำลังป่วยหนักโดยไม่รู้ว่าเชื้อร้ายนั้นแพร่กระจายไปถึงส่วนไหนบ้างแล้ว หลังจากนี้การรักษาจะเป็นอย่างไร ร่างกายของผู้หญิงวัยเกือบหกสิบปีจะสามารถทนรับยากับรังสีแรงๆ แบบนั้นได้จริงหรือเปล่า เกิดผลข้างเคียงมากน้อยแค่ไหนและถ้าแม่ทนไม่ได้... ไม่อยากคิดถึงตอนนั้นเลย


ตอนนี้ทุกอย่างมีแต่ความไม่แน่นอน คาดเดาหรือประเมินใดๆ ไม่ได้สักอย่างซึ่งเขาเกลียดเหตุการณ์แบบนี้ที่สุด


ส่วนอีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้รู้สึกไม่ต่างจากการถูกเหยียบย้ำซ้ำเติมจนด้านชาไปถึงขั้วหัวใจ เหมือนคนมืดแปดด้าน คลำทางไม่ถูกว่าควรแก้ปัญหานี้อย่างไร


คนรักของตนกับน้องชายกำลังจะหมั้นกัน! พนิดาต้องเป็นเจ้าสาวของจรัสกรไม่ใช่เขา...


ไม่มั่นใจเลยสักนิดว่าสามารถทนมองเห็นภาพวันนั้นได้จริงๆ


พนิดายืนนิ่งอยู่ที่เดิมบนพื้นสนามหญ้าเขียวขจีเป็นเวลานาน แสงอาทิตย์สีส้มแก่ในเวลาโพล้เพล้ไม่ร้อนจัดเหมือนตอนกลางวันทำให้หญิงสาวไม่สนใจจะหาที่หลบแดด ดวงตากลมเหม่อมองบริเวณรอบกายอย่างเคว้งคว้างระคนสับสนพลางถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าเธอต้องมีคู่หมั้นแล้วจริงๆ น่ะเหรอ


งานหมั้นซึ่งจะมีในวันพรุ่งนี้ถูกจัดขึ้นที่นี่... สวนเล็กๆ แต่น่ารักและสวยงามของโรงแรมแห่งหนึ่งโดยสามารถรองรับแขกได้ประมาณห้าสิบคนซึ่งสำหรับจำนวนผู้มาร่วมงานก็ยังพอเหลือเฟือเนื่องจากทุกคนตกลงกันว่าจะเชิญเฉพาะญาติกับคนสนิทรวมๆ แล้วมีแค่สามสิบคนเท่านั้น เหมือนเป็นงานที่รับรู้กันแต่คนวงในใกล้ชิดที่จัดเพียงเพื่อทำตามความต้องการของคุณจิตรลดา


ร่างเล็กเงยขึ้นมองต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาขยายรัศมีเป็นวงกว้างพลางเลื่อนลงมามองผ้าโปร่งสีขาวกับดอกไม้ในกระถางเล็กๆ ซึ่งประดับอยู่เต็มต้น ดูแล้วก็เห็นว่าสวยดีอยู่หรอกแต่เพราะหัวใจที่อ่อนล้าตอนนี้กลับชวนให้เธอเศร้าหมองมากกว่า


รู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่มันไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเลย


แน่ล่ะสิ... จะถูกได้ยังไงในเมื่อเธอต้องหมั้นกับเจ้าบ่าวผิดคนแบบนี้


 ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง อึดอัดแทบบ้ากับทั้งความรู้สึกของตัวเองรวมถึงคนรอบข้างแต่ก็ไม่กล้าทำอะไรนอกจากปล่อยให้ทุกสิ่งดำเนินไปตามโชคชะตาจะชักนำ


คุณจิตรลดาเป็นบุคคลที่พนิดาให้ความเคารพและรักไม่ต่างจากมารดาแท้ๆ หญิงสาวมีความสนิทสนมผูกพันกับท่านมาเนิ่นนานซึ่งนั่นทำให้รู้สึกใจหายวูบหลังรู้ว่าคุณป้ากำลังล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งซ้ำยังร้ายแรงถึงขนาดอาการเข้าสู่ระยะที่สามแล้ว ดังนั้นเมื่อถูกขอร้องให้หมั้นกับจรัสกรเธอจึงปฏิเสธไม่ออกแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อใครหลายคนเหมือนโดมิโน่ล้มครืนกันเป็นทิวแถว


พ่อกับแม่ของพนิดาตกใจแทบตายเมื่อทราบเรื่องนี้ พวกท่านงงเป็นไก่ตาแตกเนื่องจากเข้าใจมาตลอดว่าระหว่างเด็กทั้งสองคนเป็นแค่เพื่อนสนิทกันและเกือบไม่ยอมให้เกิดพิธีหมั้นเพราะด้วยอายุของลูกสาวที่เพิ่งบรรลุนิติภาวะมาไม่ถึงปีแถมยังอยู่ในวัยศึกษาแต่สุดท้ายก็ยอมเพราะเห็นแก่มารดาของจรัสกรที่กำลังเจ็บป่วย


จรัสกรกับคนรักก็เกิดรอยร้าวขึ้นอย่างรุนแรงภายหลังชายหนุ่มบอกถึงความจำเป็นที่ต้องจัดงานครั้งนี้ฝ่ายนั้นก็ดูเหมือนจะไม่เข้าใจจนลงเอยด้วยการทะเลาะกัน เด็กหนุ่มที่รักมารดามากเป็นอันดับหนึ่งจึงได้แต่กลุ้มหนักเพราะไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยกเลิกงานหรือบอกความจริงทั้งหมดไม่ได้ สุดท้ายก็ที่ทำได้แค่พยายามโทรหาหรือส่งข้อความแต่ก็ไม่ได้รับตอบกลับใดๆ มาเลย


ส่วนเธอกับจิรกฤตนั้น...


“จะกลับกันหรือยัง”


“อุ้ย! ไอ้กอล์ฟ ฉันตกใจหมด”


เสียงทักที่ดังขึ้นข้างๆ กายทำให้หญิงสาวหลุดจากภวังค์พลางสะดุ้งขึ้นมาเล็กน้อยเพราะไม่ทันรู้สึกตัวเลยว่าจรัสกรเดินมาอยู่ข้างๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ใบหน้าหวานหันไปจ้องเพื่อนสนิทที่ไร้ความสดใสขี้เล่นไม่เหมือนชายหนุ่มอย่างเช่นทุกทีอีกทั้งเมื่อไม่ได้อยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่สีหน้าจรัสกรก็มีแต่ความอมทุกข์ เคร่งเครียดไม่ต่างจากเธอ


“อืม” เสียงขานรับนั้นเอ่ยขึ้นพร้อมการถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากบริเวณจัดงานวันพรุ่งนี้โดยไม่รอคนที่มาเรียกจนฝ่ายนั้นต้องเร่งฝีเท้าตามเร็วๆ


“พราว”


“อะไร”


“ขอโทษนะที่ทำให้แกต้องมาเจอเรื่องแบบนี้”


ประโยคขอโทษดังเป็นครั้งที่ร้อยของจรัสกรทำให้พนิดาค่อยๆ ชะลอการเดินจ้ำอ้าวลง นัยน์ตาสีเข้มหม่นแสงตวัดขึ้นมองชายหนุ่มซึ่งก็รับรู้ได้ชัดเจนว่ากำลังรู้สึกผิดอย่างมาก แต่กระนั้นก็ยังอดตีหน้าบูดบึ้งใส่เพื่อนไม่ได้อยู่ดีเพราะเขาคือตัวต้นเหตุหลักของปัญหาทั้งหมด


“ช่างเถอะ ทำไงได้ล่ะ” เธอพยักเพยิดหน้าแบบส่งๆ ตอบกลับไปพลางพูดเหมือนคนปลงตก แต่ความจริงเป็นเพราะขี้เกียจพูดอะไรอีกแล้วต่างหากหลังจากก่อนหน้านี้ทั้งโวยวาย ด่า เทศน์เพื่อนชายไปซะชุดใหญ่


อีกทั้งเธอเองก็ปฏิเสธการขอร้องของคุณป้าไม่ออกเช่นกัน... ใครจะไปทนสายตาอ้อนวอนสิ้นหวังที่มองมาแบบนั้นได้ลงคอ


ความเงียบเกิดขึ้นระหว่างคนสองคนมีเพียงเสียงพ่นลมหายใจแรงๆ จากทั้งคู่ดังสลับกันเท่านั้นที่บ่งบอกถึงความรู้สึกที่สะท้อนออกมาจากหัวใจ จรัสกรได้แต่แอบชำเลืองมองหญิงสาวเป็นระยะหากไม่กล้าพูดอะไรแม้จะอยากทำให้เพื่อนรู้สึกดีขึ้นบ้างแต่นึกไม่ได้จริงๆ ว่าจะสรรหาหัวข้อสนทนาไหนเพื่อเบี่ยงเบนความเศร้าหมองในเวลานี้ รวมถึงตัวเขาเองก็ไม่ได้อยู่ในสภาพพร้อมทำให้คนอื่นร่าเริงเช่นกัน กระทั่งสุดท้ายพนิดากลับเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน


“แล้วกับแทน คืนดีกันหรือยัง” เธอถามถึงคนรักของเพื่อนสนิทที่พอรู้ว่าจรัสกรต้องเข้าพิธีหมั้นสายฟ้าแล่บก็เอาแต่ตีโพยตีพายร้องไห้น้อยใจและหลบหน้าไม่ยอมเจอยอมพูดกับชายหนุ่ม ด้วยความเป็นห่วงบวกกับกลัวฝ่ายนั้นจะพาลโกรธเธอไปด้วยจึงหาโอกาสโทรไปหาเพื่อหวังช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้ดีขึ้นบ้างแต่เมื่อได้ฟังความอัดอั้นตันใจระบายออกมายาวเหยียดของอีกฝ่ายแล้วก็ได้แต่อึ้งนิ่งทำเอาช่วยไม่ถูก


เพราะความจริงแล้วรวิชญ์ คนรักของเพื่อนเข้าใจดีว่าที่เธอกับกอล์ฟต้องหมั้นกันนั้นเป็นเพราะความจำเป็น หากแต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวดจนอดทนฝืนต่อไปอีกไม่ไหวนั่นก็คือ การไม่มีตัวตนอยู่ในโลกความจริงของจรัสกรต่างหาก


เป็นแฟนมานานกว่าสองปีแต่แทบไม่มีใครรู้เรื่องนี้นอกจากพนิดาซึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่สุดจึงได้รับการยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ แต่ด้านรวิชญ์กลับถูกห้ามไม่ให้บอกคนอื่นว่ากำลังคบกัน จะไปไหนก็ต้องหลบๆ ซ่อนๆ เพราะกลัวใครจะมาเจอ


ความสัมพันธ์ที่เปิดเผยไม่ได้ ประกาศตัวแสดงสถานะก็ไม่ได้... คนที่ต้องเป็นฝ่ายอดทนมาตลอดจึงมาถึงจุดที่ทนไม่ไหวอีกต่อไป แม้ความรักที่มีให้แก่จรัสกรมากแค่ไหนแต่ความรู้สึกเหมือนเป็นบุคคลในเงา ไร้ศักดิ์ศรีไร้ความสำคัญซึ่งกดเก็บไว้มาเนิ่นนานก็มาถึงเวลาระเบิดทะลักออกมาในที่สุดเมื่อชายหนุ่มต้องเข้าพิธีหมั้นนั่นเอง


“ยังเลย แทนไม่ยอมรับโทรศัพท์เราด้วย”


“เดี๋ยวก็ดีขึ้นเองล่ะมั้ง ให้เวลาเขาหน่อย” ก็ได้แต่ปลอบใจกันไป สงสารแฟนเพื่อนอยู่หรอกแต่ตอนนี้เธอขอสงสารตัวเองก่อนดีกว่า


“แกกับพี่กราฟล่ะ” เขาถามถึงสถานการณ์ของเพื่อนและพี่ชายบ้าง เพราะตั้งแต่วันที่รู้ว่าต้องมีงานนี้เกิดขึ้นนอกเหนือต่อหน้าผู้ใหญ่แล้วอีกฝ่ายก็ไม่ยอมพูดหรือมองหน้าอีกเลย


ตอนนี้เขาเหมือนกำลังถูกเมินอย่างแท้จริงไม่ว่าจากคนรักและพี่ชาย ยังดีที่ยังเหลือพนิดาพอจะยอมพูดด้วยอีกหนึ่งคน


แต่นั่นก็สมควรแล้วกับตัวต้นปัญหาอย่างเขา...


“ไม่รู้สิ” เธอนิ่งไปสักพักก่อนจะหัวเราะฝืนๆ ออกมาเหมือนไม่รู้ว่าควรเดือดร้อนหรือปล่อยวางจะเหมาะสมที่สุดในเวลานี้ “เราก็ไม่ได้คุยกับพี่กราฟเหมือนกัน”


 “อ้าว คิดว่าได้เจอกัน”


“อื้อ ไม่ได้คุยได้เจอมาอาทิตย์หนึ่งแล้วมั้ง”


หลายวันก่อนจิรกฤตบอกกับเธอว่าขอให้เขาอยู่เงียบๆ คนเดียวสักพักพร้อมขอโทษกับความเอาแต่ใจที่จำเป็นต้องหายหน้าไม่มาเจอกันจนกว่าจะถึงวันงานด้วยเหตุผลคือหากได้เจอเธอแล้วเขาคงทำใจยอมรับงานนี้ไม่ได้แน่


“เรานี่มันโคตรแย่เลยว่ะ ทำไมถึงทำให้ทุกคนลำบากแบบนี้” น้ำเสียงเบาหวิวเจือด้วยความรู้สึกย่ำแย่จนตรอก อัดอัดไปหมดแต่ไม่รู้ว่าควรแก้ไขอะไรดีเมื่อปมที่ตนก่อเอาไว้มันรัดแน่นเป็นเงื่อนตายขนาดนี้


“เออ รู้ตัวก็ดี” ถึงกำลังรู้สึกย่ำแย่แค่ไหนแต่เธอก็อุตส่าห์ยอกย้อนกลับไปได้ก่อนใบหน้าใสจะเปลี่ยนอารมณ์เป็นตกตะลึงพร้อมชะงักฝีเท้ากึกเมื่อเดินมาถึงลานจอดรถแล้วพบว่ามีใครบางคนกำลังอยู่ตรงนั้น


ชายหนุ่มหน้าเข้มในชุดทำงานยืนพิงประตูรถยนต์พร้อมกอดอกเหมือนไม่สบอารมณ์อย่างหนัก จิรกฤตถ้าหากไม่ยิ้มก็จะดูเคร่งขรึมดุดันและในตอนนี้ความน่ากลัวรุนแรงก็ยิ่งทวีรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิมเป็นสิบเท่า


“พี่กราฟ...” เสียงนั้นเบาหวิวและเหมือนจะเป็นคำถามมากกว่าคำทักทาย เธอประหลาดใจอย่างมากว่าเขามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไรแต่กลับพูดถามอะไรยาวๆ ไม่ออก หัวใจเต้นระรัวด้วยความดีใจลึกๆ หลังจากไม่ได้พบกันมาหลายวันแต่รู้สึกตื่นตระหนกมากกว่าเมื่อเห็นดวงตาคมกริบของชายหนุ่มจ้องเขม็งและเดินตรงมาหาเธอเข้ามาเรื่อยๆ ขึ้นทุกที


ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นร่างสูงสง่าก็มาหยุดตรงหน้าคนทั้งสอง จรัสกรและพนิดาปิดปากเงียบกริบราวกับเป็นใบ้ขึ้นมากะทันหันเพราะสัมผัสกับไอรังสีคุกกรุ่นดำทะมึนชวนน่าสะพรึงของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน


จิรกฤตหันไปมองหน้าน้องชายด้วยแววตาเรียบเฉย แม้จะพยายามเข้าใจอย่างเต็มที่แล้วว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดแต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะโกรธเคืองจรัสกร เหมือนความทรมานเจียรตายที่กำลังประสบอยู่ต้องหาทางระบายออกก่อนจะอกแตกตายจริงๆ และแน่นอนว่าอารมณ์เจ็บแค้นนี้ย่อมถาโถมเข้าไปหาตัวต้นเหตุ


เขาแทบไม่คุยกับจรัสกรอีกเลย... ความจริงไม่แม้แต่มองหน้าด้วยซ้ำ


พนิดาทันทีสะดุ้งเฮือกเมื่อมือหนาเอื้อมไปคว้าข้อมือตน แรงต้านเล็กน้อยขืนตัวโดยอัตโนมัติเกิดขึ้นตามกลไลทางร่างกาย หากในเวลานี้นอกจากปฏิกิริยาแตกตื่นนั้นจะไม่ทำให้เขาปล่อยแล้วชายหนุ่มยังกระชับการบีบรัดให้แน่นขึ้นกว่าเดิม


“แกกลับบ้านไปก่อน ส่วนพราวมากับพี่” ประโยคแรกในรอบครึ่งเดือนเอ่ยกับน้องชายแต่น้ำเสียงยังเต็มไปด้วยความมึนตึง ไม่เสียเวลาพูดพร่ำอธิบายใดๆ มากไปกว่านี้ เขาออกแรงกระตุกข้อมือเบาๆ และดึงพนิดาให้มาที่รถโดยไม่รอให้ใครพูดตอบ มือใหญ่เปิดประตูรถยนต์อย่างรวดเร็ว จับร่างบางนั่งลงกับเบาะข้างคนขับก่อนจะอ้อมไปนั่งประจำที่แล้วสตาร์ทรถขับออกไปทันที


“เอ่อ... พี่กราฟจะไปไหนคะ” เธอสับสนงุนงงไปหมด ไม่รู้ตอนนี้ชายหนุ่มกำลังคิดหรือทำอะไร ดวงตากลมไหววูบพลางรีบหลบเลื่อนไม่กล้ามองหน้าจิรกฤตที่นิ่งสนิทจนน่ากลัว รู้สึกตัวเองหายใจหายคอติดขัดไปหมดเมื่อเจอเข้ากับสีหน้าดุดันและเสียงกร้าวเข้มของคนรักหลังไม่ได้พบมาหลายวัน


“ไปจากตรงนี้ ไปที่ที่มีแต่เราแค่สองคน”


​พี่กราฟจะไปไหน พาน้องพราวหนีเหรอค๊าาาาา ><

คิดว่าต้องมีบางคนเดาถูกว่ากอล์ฟกับพราวต้องหมั้นกัน... ก็นี่มันนิยายอ่ะเนอะ ฮาาาา

รู้สึกเหมือนเพิ่งหมั่นไส้อีพี่กราฟไปไม่เท่าไหร่ ตอนนี้เปลี่ยนมาสงสารนางละ T^T (ความจริงก็สงสารทุกคนนั่นแหละ)

ว่าแต่ไรท์เคยบอกแล้วใช่ม้าว่าเรื่องนี้มีดราม่า เพราะฉะนั้นอย่าโกรธเคืองไรท์ที่ทำกับพี่กราฟและน้องพราวเลยนะคะ #หาที่หลบแป๊บบบ 555

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว