ด้วยเหตุขัดข้องหลายประการ เลื่อนคิวไปปลายปี2562 นะคะ

7โลกเก่าของนายโลกใหม่ของฉัน

ชื่อตอน : 7โลกเก่าของนายโลกใหม่ของฉัน

คำค้น : เจ้าชายหมาป่า,น้ำมนต์,เตเต้,BL,แฟนตาซี,Y

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ธ.ค. 2561 11:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
7โลกเก่าของนายโลกใหม่ของฉัน
แบบอักษร

"ไปซ้อมเวทย์มนต์นอกกระท่อมไป!" อาจารย์ปาแปงไล่


2017-11-17

น้ำมนต์รู้สึกเหมือนถูกจับโยนไปในหลุมกว้างอันมืดมิด กระแสลมพัดผ่านตัวอย่างรุนแรงแต่อ้อมแขนของวิลลี่ก็ยังกอดเขาไว้โดยไม่ยอมคลายมือ ในที่สุดเขาก็รู้สึกว่าได้เหยียบบนพื้นที่มั่นคง 

น้ำมนต์สุดฮวบลงกับพื้น เมื่อนึกขึ้นได้ก็ก้มมองเตเต้ในอ้อมกอดด้วยความเป็นห่วง แต่กลับพบเด็กผู้ชายหน้าตาน่ารักอยู่แทน ดวงตากลมโตนั้นจ้องน้ำมนต์อย่างไร้เดียงสา 

"พี่น้ำมนต์" เด็กแปลกหน้าเรียก

"หนูเป็นใครครับ" ผมคลายอ้อมแขนปล่อยให้เขายืนดีๆ ส่วนผมมองหาเตเต้ ไม่รู้ว่าหายไปไหนจนผมเป็นกังวล ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดงิลลี่ดึงผมมาที่โลกของเขาด้วย ความรู้สึกที่ได้ข้ามมิติมามันเป็นแบบนี้เองหรือ แต่ความเป็นห่วงเตเต้มีมากกว่า ทำให้ผมพักความกังวลเรื่องอื่นไปก่อน

"พี่น้ำมนต์" เสียงเล็กๆดังขึ้นพร้อมชายเสื้อที่ถูกกระตุกโดยเด็กชายเพิ่งเริ่มคนที่ผมเกือบลืมไปแล้วว่ามีเขาอยู่ด้วย

"มีอะไรหรือครับ แล้วรู้จักพี่ได้อย่างไร" ผมก้มหน้ามองดูดีๆเด็กนี่ก็น่ารักไม่เบา ผมสีน้ำตาลอ่อนดวงตาสีอ่อนจางจนเกือบเป็นสีทอง จมูกเชิดพร้อมปากบางสีชมพู 

"พี่น้ำมนต์จำผมไม่ได้เหรอ นี่เตเต้ไง"เด็กหนุ่มยู่ปาก

"หืม พี่ไม่รู้จักน้องจริงๆนี่ครับ เตเต้ของพี่เป็นสุนัขพันธุ์​บีเกิลหูยาวๆขาสั้นๆอ้วนพุงป่องต่างหาก สุนัขพันธุ์ บังเอิญจังเลยนะครับที่ชื่อเหมือนกัน" ผมยิ้มให้เล็กน้อยพยายามที่จะเดินเลี่ยงออกมาเพื่อไปหาเตเต้ ส่วนวิลลี่นั้นหายไปเลยตั้งแต่มาถึง

"ผมนี่แหละเตเต้ของพี่ ไม่รู้ทำไมตั้งแต่เรามาถึงนี่ผมก็กลายเป็นแบบนี้" เด็กหนุ่มยกมือของตัวเองขึ้นมาโบกตรงหน้าผมที่เหมือนจะสติหลุดไปแล้ว แต่ถ้าเราข้ามมิติมาได้อะไรก็คงเกิดขึ้นได้เหมือนกัน

"แม่นายชื่ออะไร" ผมถาม

"แม่แอน ตอนนี้ไปทำงานที่สิงคโปร์ เลยเอาผมมาฝากไว้กับพี่ แล้วนี่พี่ชายหายไปไหนหรือครับ" เตเต้ตั้งคำถามที่ผมควรจะคิดถึงมากกว่าว่าวิลลี่หายไปไหนก่อนที่ผมควรจะกังวลใจเรื่องที่เตเต้กลายเป็นคน

ผมเชื่อที่เตเต้พูดแล้วว่าเขาเป็นคนเดียวกับเจ้าเตเต้พุงป่องข้างบ้าน แต่วิลลี่ที่ควรจะข้ามมิติมาพร้อมกันหายไปไหนกัน ผมมองตัวเองแล้วถอนหายใจ เสื้อยืดกางเกงขาสั้นและรองเท้าแตะที่ใส่อยู่ไม่น่าจะรอดไปได้ในโลกใหม่นี้ เงินก็ไม่มีแต่ที่จริงถึงมีก็อาจจะใช้ไม่ได้ก็ได้

ผมเพิ่งรู้สึกว่าตัวเองมีความรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้น้อยนัก ที่ผ่านมาวิลลี่เล่าแต่เรื่องกบฏกับพ่อแม่ตัวเองนิดหน่อยเท่านั้น ก่อนอื่นผมมองไปรอบตัวป่าโปร่งมีต้นไม้สูงใหญ่มีแสงแดดลอดลงมาเห็นรอบด้านได้อย่างชัดเจน ตะวันตรงหัวแสดงว่าอีกนานกว่าจะมืด คงต้องหาทางออกจากป่านี้หรืออย่างน้อยก็หาที่พักก่อนล่ะนะ

"เตเต้ พี่ไม่รู้ว่าวิลลี่อยู่ที่ไหน​ เราคงต้องหาทางออกจากป่านี้ไปหาหมู่บ้านกันก่อนมืดล่ะนะ ไหนจะเรื่องอาหารอีก" 

"เรื่องอาหารกับน้ำไม่ต้องห่วงผมดมกลิ่นได้" เตเต้ทำจมูกฟุดฟิดในอากาศแล้วกวักมือเรียกผม

"พี่น้ำมนต์ผมได้กลิ่นน้ำมาจากทางนี้น่าจะมีคลอง" เตเต้ก้าวนำผมหลีกพุ่มไม้เตี้ยๆที่มีลูกสีแดงคล้ายราสเบอร์รี่ ผมเด็ดมาดมแล้วพบว่ากลิ่นของมันก็เหมือนน่าจะทานได้จึงทดลองทานทันที

"อร่อย! เตเต้นายเดินช้าๆหน่อย พี่จะเก็บเบอรี่พวกนี้ไว้เป็นเสบียงด้วย" ผมถอดเสื้อยืดออกมัดแขนเสื้อเป็นปมแล้วกางเสื้อออกได้ถุงใบใหญ่ไม่น้อย

"เดี๋ยวเราก็เจอคลองแล้ว เราจับปลากินก็ได้"

"แล้วจะเอาอะไรจับ เครื่องอะไรก็ไม่มีสักอย่างไฟก็ไม่มี พี่ไม่มีไม้ขีดหรือไฟแช็คที่จะจุดไฟได้หรอกนะเตเต้" ผมดับฝันทำเจ้าหมาน้อยที่ยืนหน้ามุ่ย ผมทราบว่าน้าแอนก็ไม่เคยให้เตเต้กินของดิบ 

"ก็ได้" เตเต้มาช่วยผมเก็บเบอรี่ป่า ดีที่พอกลายเป็นคนแล้วเตเต้มีเสื้อผ้าติดตัว ไม่เช่นนั้นคงได้แก้ผ้าเดินโทงๆไปจนกว่าจะเจอบ้านคนเป็นแน่

เดินกันมานานพอสมควรได้ยิเสียงน้ำ ผมหัมมาสบตากับเตเต้ด้วยความดีใจพร้อมกับเร่งฝีเท้าขึ้น จนกระทั่งพ้นแนวดงไม้พวกเราก็เห็นลำธารกว้างใหญ่น้ำใสไหลแรงแต่น้ำตื้น ผมวิ่งเข้าไปวักน้ำดื่มอย่างกระหาย เตเต้ก็เหมือนกันเขาเอาหัวจุ่มน้ำแล้วยกขึ้นมาสะบัด คงจะติดนิสัยตอนเป็นสุนัข ผมเองยิ้มให้ภาพนั้นแล้วหันกลับมาดื่มน้ำจนพอใจ จากนั้นก็ขยับหาที่นั่งเหมาะๆเอาขาที่เริ่มระบมจากการเดินแช่น้ำ กระแสน้ำไหลแรงที่เย็นฉ่ำช่วยบรรเทาความเมื่อยล้าได้ดี ทำให้ผมมีใจมองไปรอบๆ

ลำธารสายนี้กว้างใหญ่ไม่น้อยมองย้อนไปทางต้นน้ำเป็นยอดเขาสูงมีต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นปกคลุมหนาแน่น ผมชะเง้อคอมองไปทางปลายน้ำที่มองไม่เห็น แต่ตัดสินใจว่าจะเดินเลียบลำธารไปเรื่อยๆน่าจะเจอหมู่บ้านหรือบ้านคนบ้าง ผมบอกเตเต้ก็เห็นดีด้วย เห็นว่าเคยเป็นสุนัขมาก่อนแต่เตเต้ก็รู้เรื่องต่างๆมากทีเดียวต้องขอบคุณน้าแอนที่ชอบให้เตเต้ดูทีวี​ ผมเลยเบาใจไปได้มากแถมสัญชาตญาณและความสามารถบางอย่างก็ไม่ได้ลดลงไปด้วยเช่นตอนนี้ที่เตเต้ทำจมูกฟุดฟิดอีกครั้ง

"ผมได้กลิ่นควันไฟล่ะพี่น้ำมนต์ แสดงว่าเรามาถูกทางแล้ว ถ้าเดินไปทางนี้เรื่อยๆเราต้องเจอบ้านคนแน่ๆ" เตเต้ชี้มือไปทางปลายน้ำที่ผมคิดว่าเป็นทางใต้เมื่อเทียบกับตำแหน่งดวงอาทิตย์ 

เดินมาจนเกือบเย็นเราก็ได้กลิ่นควันไฟอ่อนจาง ผมมีกำลังใจขึ้นอีกมากเร่งฝีเท้าที่เริ่มจะป้อแป้ของตัวเอง ผิดกับเตเต้ที่ท่าทางร่าเริงเดินอย่างกระฉับกระเฉงเหมือนไม่ได้บุกป่าฝ่าดง เพราะป่าบางช่วงก็รกทึบทำให้ผมต้องเลี่ยงลงไปเดินในลำธารบ้างจึงเหนื่อยจนขาแทบหลุด รองเท้าแตะที่ใส่อยู่ก็ไม่สามารถปกป้องเท้าจากหนามและหญ้าบาดได้เลยจนตอนนี้ขาของผมมีเลือดเต็มไปหมด ผิดกับเตเต้ที่ผมคงหลงห่วงเขาเกินไป เด็กหนุ่มแทบไม่มีแผลเลยนอกจากรอยบาดจางๆที่จมูก

เราเดินมาจนกลิ่นของควันไฟแรงขึ้น พอพ้นดงไม้ก็เจอลานกว้างขนาดใหญ่ มีบ้านทำจากหินแม้แต่หลังคาสองหลังตั้งอยู่คู่กันมีควันไฟลอยอ้อยอิ่งจากปล่องไฟเล็กๆที่ด้านข้าง ระหว่างบ้านสองหลังมีสนามหญ้าเล็กๆ มองเลยไปมีเพิงขนาดใหญ่และเกวียนนับว่าน่าอยู่มาก

ผมเลือกที่จะเคาะประตูบ้านที่อยู่ใกล้กว่า มีเสียงขานรับของผู้หญิงดังมาจากด้านในระหว่างที่ผมรอด้วยหัวฝจเต้นถี่ด้วยความกังวลไปสารพัด

"เคาะประตูทำไมอัลเบิร์ต"  เสียงเหวี่ยงๆของผู้หญิงวัยกลางคนดังขึ้นพร้อมประตูที่เปิดผลัวะตามอารมณ์ของคนพูด ผมได้แต่ยิ้มแหยๆให้เธอ แต่เมื่อเธอเห็นผมก็ตกใจ

"ตายแล้ว ทำไมพวกเจ้าถึงมอมแมมกันแบบนี้เนี่ย เข้ามาก่อนเร็ว"

มาดามที่ผมทราบชื่อภายหลังว่าเธอชื่อมักซีมเธอมีร่างท้วมใหญ่ผมสีน้ำตาลเกล้าเป็นมวยเรียบตึงไว้ที่ท้ายทอย เธอพาผมกับเตเต้มานั่งที่เก้าอี้นวมนุ่มสบายในห้องนั่งเล่นแล้วชงชาร้อนๆมาให้ผมดื่ม กลิ่นมิ้นต์หอมๆทำให้ใจผมสงบลง แต่เตเต้ดูเหมือนจะไม่ชอบ เขาเพียงจิบไปนิดหน่อยแล้วถือไว้เฉยๆ

"เอาล่ะ ทีนี่พวกเจ้าก็เล่าให้ข้าฟังได้แล้วว่ามาทำอะไรในป่าแถวนี้" มาดามมักซีมลากเก้าอี้มานั่งจ้องหน้าเรา

"ข้าชื่อน้ำมนต์ นี่น้องชายของข้าชื่อเตเต้ เราติดตามญาติจะไปทำการค้าที่อาณาจักรบาลิแวนแต่ถูกปล้นกลางทาง พวกเรามัวแต่หนีจึงพลัดหลงกับคนอื่น เดินมาเจอลำธารจึงเดินเลีบยมาเผื่อว่าจะเจอบ้านคนแล้วผม...เอ๊ยข้าก็มาเจอท่านนี่แหละครับ" ผมพยายามใช้คำที่เหมือนกับวิลลี่จะได้ไม่ดูต่างจากคนที่นี่มากนัก แต่มาดามมักซีมก็ยังมองผมอย่างสงสััย

"เอาเถิด ข้าคิดว่าเจ้าคงไม่สามารถเล่าเรื่องทั้งหมดให้ข้าฟังได้ ข้าก็จะไม่เซ้าซี้ล่ะนะถึงอย่างไรเด็กตัวเล็กอย่างพวกเจ้าก็ทำอะไรข้าไม่ได้ ตอนนี้ก็ปลอดภัยแล้วจงไปอาบน้ำแล้วมาทานอาหาร ไว้สามีข้ากลับมาค่อยคิดกันว่าจะทำอย่างไรต่อไป"

พวกเรารับเสื้อผ้าจากมาดามมักซีมแล้วเดินไปอาบน้ำที่ลำธาร มีเวิ้งเหมาะที่เธอชี้ให้มีขอบหินสูงบังจากสายตาคนภายนอกผมจึงสะดวกใจที่จะถอดเสื้อผ้าอาบน้ำ จะได้ซักชุดเก่าด้วย สอนเตเต้ซักเสื้อผ้าเสร็จเห็นราวตากผ้าที่หลังบ้านจึงนำไปตากไว้แล้วเดินเรียงกันเข้าบ้าน

"มานั่งนี่มา นี่คืออัลเบิร์ตสามีข้า" มาดามมักซีมแนะนำ ผมรีบยื่นมือไปทักทายพร้อมกับแนะนำตัวเองและเตเต้ที่ผมสั่งให้เงียบไว้เพราะเกรงว่าเตเต้จะพูดอะไรผิดแล้วเดือดร้อนภายหลัง

"เชิญๆ นั่งลงทานอาหารเย็นกันก่อนแล้วค่อยคุยกัย ข้าเห็นด้วยอย่างที่เจ้าว่านะมักซีมวาเด็กสองคนนี่ไม่มีทางเป็นผู้ร้ายไปได้หรอก" อัลเบิร์ตหัวเราะเสียงดัง เขาเป็นชายวัยกลางคนร่างใหญ่มีเครายาวสีน้ำตาลเข้มเหมือนเส้นผมที่ตัดสั้นโดยไม่ได้จัดทรง ท่าทางใจดีไม่ต่างจากภรรยา ผมใจชื้นขึ้น อย่างน้อยคงต้องรบกวนขอพึ่งพาพวกเขาไปก่อนจนกว่าจะตั้งหลักได้ ตรงนี้อยู่ส่วนไหนของอาณาจักรบาลิแวนผมยังไม่รู้เลย

อาหารเย็นประกอบด้วยขนมปัง  ซุปมันฝรั่งและหน่อไม้ฝรั่งผัดน้ำมันรสชาติดีมาก ชำเลืองมองเตเต้ก็เห็นเขาทานได้ ผมจึงหันมาจัดการอาหารส่วนของตัวเองบ้าง

"ทานเข้าไปมากๆนะ อาหารยังมีให่เติมอีก พวกเจ้าตัวเล็กนิดเดียวแบบนี้จะออกไปพ้นป่าได้อย่างไร" มาดามมักซีมเติมซุปให้เราอีก ผมจำต้องทานจนหมดรู้สึกว่าท้องตึงจนแทบจะต้องขยายเชือกผูกกางเกง เตเต้ก็อยู่ในสภาพไม่ต่างกัน

หลังทานอาหารเสร็จเราพยายามที่จะช่วยเก็บล้างแต่มาดามมักซีมไล่พวกเราให้ออกไปคุยกับอัลเบิร์ตที่ห้องนั่งเล่น

"อย่าได้คิดจะมาวุ่นวายในอาณาจักรของข้าเชียว ยกชาหลังอาหารออกไปนั่งคุยกันในห้องนั่งเล่นโน่นไป" เธอยัดถาดที่มีกาน้ำชาหุ้มนวมลายสวยพร้อมถ้วยสี่ใบใส่มือเตเต้ พวกเราจำต้องเดินออกจากครัวไปหาอัลเบิร์ตที่ห้องนั่งเล่น หลังจากรินชาให้เขาและตัวเองแล้วผมก็นั่งเกร็งรออัลเบิร์ตเปิดปาก

"มักซีมบอกข้าว่าพวกเจ้าจะไปอาณาจักรบาลิแวนแต่ไม่ได้บอกว่าเจ้ามาจากไหนกัน ไหลลองเล่ามาให้ข้าฟังสิ" อัลเบิร์ตยกถ้วยชาขึ้นจิบ ท่าทางสบายๆของเขาทำให้ผมลดอาการเกร็งกล้าเปิดปากเล่าเรื่องที่แต่งเองให้เขาฟัง



ความคิดเห็น