เป็นกำลังใจให้เทคด้วยน้าาาา เทคจะได้มีแรงอัพพพพพ >3<

ราตรีที่ 16 ศึกนอกที่ว่ายากแล้ว ศึกในนั้นยากยิ่งกว่า

ชื่อตอน : ราตรีที่ 16 ศึกนอกที่ว่ายากแล้ว ศึกในนั้นยากยิ่งกว่า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.2k

ความคิดเห็น : 38

ปรับปรุงล่าสุด : 14 พ.ย. 2560 02:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 16 ศึกนอกที่ว่ายากแล้ว ศึกในนั้นยากยิ่งกว่า
แบบอักษร

ราตรีที่****16 ศึกนอกที่ว่ายากแล้ว ศึกในนั้นยากยิ่งกว่า

ภายในตระกูลหวัง ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ที่ทรงอำนาจ ทุกรุ่นทุกสมัยมีฮ่องเต้เป็นเพียงแค่หุ่นเชิด จนกระทั่งถึงยุคสมัยของจิ้นเลี่ยงหลง ทั้งสี่ตระกูลถูกยึดอำนาจไปจนหมดสิ้น ในปีนั้นหวังเจียวได้เป็นผู้นำตระกูล เขาเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้รับผิดชอบทางด้านทหาร จึงทำให้มีกองกำลังและคนจงรักภัคดีอยู่มากพอประมาณ เขาสิ้นท่าให้กับจิ่นเลี่ยงหลงในขณะที่ขึ้นครองราชย์ได้เพียงแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น หวังเจียวที่พ่ายแพ้ต้องยอมยกลูกสาวตัวเองเพื่อกระชับสัมพันธไมตรี ทหารที่เคยมีอยู่ในมือก็พลอยหายไปด้วย

ความคับแค้นที่จิ้นเลี่ยงหลงดูหมิ่นตน ทำให้หวังเจียวคิดก่อการใหญ่ เขาต้องการล้มล้างฮ่องเต้และยึดอำนาจของตระกูลกลับคืนมา

สิบกว่าปีที่หวังเจียววางแผน อีกไม่นานเกินรอ เขาต้องได้ตัดหัวฮ่องเต้มาอยู่ใต้ฝ่าเท้าเป็นแน่!

พระสนมกุ้ยเฟยเดินทางมาเยี่ยมเยียนบิดา ด้วยเหตุผลที่ว่าบิดาเป็นไม้ใกล้ฝั่งที่ชรามากแล้ว ร่างกายจึงมักเจ็บออดๆ แอดๆ อยู่เสมอ เพื่อแสดงถึงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ นางจึงเดินทางจากหวังหลวงมาเยี่ยมเยียน อันที่จริงแล้วอาการป่วยของหวังเจียวนั้นเป็นเพียงแค่แผนลวง เพื่อให้ดูว่าเขาไม่ได้ขบคิดการใหญ่จึงต้องแสร้งทำเป็นอ่อนแอ และการที่สนมกุ้ยเฟยมาเยี่ยมครั้งนี้ก็เพื่อวางแผนการกำจัดทั้งฮ่องเต้และฮองเฮา รวมกระทั่งองค์ชายใหญ่

องค์ชายหย่งชางนั้นพระสนมกุ้ยเฟยหาทางกำจัดมาหลายปีแล้ว ใครจะคาดคิดว่าเด็กคนนั้นหัวแข็ง ไม่ว่าจะวางยาพิษหรือส่งนักฆ่าก็ไม่เคยสำเร็จ กลับมีชีวิตจนโตมาได้

มันน่าเจ็บใจยิ่งนัก!

หย่งชางเป็นหนามยอกอกของนาง เป็นสิ่งที่จะขัดขวางไม่ให้เหยียนอี้ได้ขึ้นเป็นรัชทายาท

พระสนมกุ้ยเฟยนั้นได้ให้ปิงปิงลอบเข้าไปใกล้ชิด ทว่ากลับไม่อาจเอาชีวิตหย่งชางได้อีกเช่นกัน ปิงปิงรายงานว่าหย่งชางนั้นระมัดระวังตัวมากกว่าที่คิด โอกาสที่จะสังหารช่างยากเย็นนัก

หวังเจียวที่ได้ฟังก็พลางคิดหนักอีกระรอก ใครว่าองค์ชายใหญ่นั้นสำมะเลเทเมาและเอาแต่เที่ยวในหอนางโลมนั้นไม่จริงจัง เขาอาบน้ำร้อนมาก่อน ย่อมมองออกว่าแท้จริงแล้วหย่งชางเป็นผู้มีฝีมือพอตัว

“ท่านพ่อคิดเช่นนั้นหรือเจ้าคะ”

พระสนมกุ้ยเฟยถามซ้ำอีกรอบ นางไม่อยากจะเชื่อ ครั้นพอมาคิดดูดีๆ แล้วก็อาจเป็นจริงอย่างที่บิดาของนางได้กล่าว

หย่งชางถูกคนของนางลอบวางยาพิษ ทว่ากลับรอดมาได้ ผู้ที่แอบลอบวางคือคนของนาง ตอนที่นางกำนัลของหย่งชางเผลอจึงได้นำยาพิษใส่ในอาหาร นางกำนัลผู้นั้นดันโชคร้ายกลายเป็นแพะรับบาป โดนตัดหัวเสียบประจานข้อหาพยายามทำร้ายองค์ชายใหญ่ โทษหนักคือประหารชั่วโคตร

เมื่อครั้งที่ฮ่องเต้ทรงปลอมตัวไปเป็นชาวบ้านเพื่อดูความเป็นอยู่ของราษฎร ในปีนั้นพระสนมกุ้ยเฟยก็แอบส่งมือสังหารเข้าไปปะปนด้วย หวังให้ลอบสังหารองค์ชายใหญ่ได้สำเร็จ ทว่ากลับมีขอทานที่ดันมาช่วยเหลือ แน่นอนว่าความผิดนั้นก็ได้ถูกส่งไปให้ขอทานอีกเช่นเคย

เมื่อสามปีก่อนได้ส่งปิงปิงเข้าไปในวัง จนกระทั่งจนถึงป่านนี้ปิงปิงก็ยังทำงานไม่สำเร็จ หรือความจริงแล้งองค์ชายใหญ่ไม่ได้เป็นอย่างที่นางคิดกันแน่

หวังเจียวสะบัดมือ เมื่อคิดว่าตัวเองโดนถอนหงอก

“แล้วเช่นนี้จะทำเยี่ยงไรดีเจ้าคะ เหยียนอี้อาจไม่ได้ขึ้นเป็นรัชทายาท แผนการของพวกเราก็ไม่สำเร็จ” พระสนมกุ้ยเฟยหนักใจ สีหน้าของนางซีดเผือด

หวังเจียวคิดหนักเอาเอาการ แววตาเขาทอดมองไปเบื้องหน้าอย่างมีความหวัง

“พ่อได้ติดต่อสหายเก่าจากตระกูลต้วนไว้แล้ว และอีกไม่นานแผนการของเราจะสำเร็จ คนที่จะขัดขวางเหยียนอี้ไม่ให้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ พ่อจะกำจัดให้หมด!”

ฉิงเฟิ่งได้ยินมาว่ามีโจรป่าอยู่ทางเหนือ ระบาดหนักจนต้องร้องขอความช่วยเหลือมาจนถึงวังหลวง เห็นทีว่าผู้ที่ดูสบายอกสบายใจที่สุดจะหนีไม่พ้นองค์ชายหย่งชาง

องค์ชายหย่งชางชอบเคล้านารี ไม่สนใจกิจบ้านเมืองนั้นเป็นเรื่องจริงที่ยิ่งกว่าจริง ในวันหนึ่งนอกจากเสียไปโดยเปล่าประโยชน์แล้วก็ไม่เห็นว่าองค์ชายใหญ่จะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

ข่าวลือนั้นเป็นจริงอยู่แค่สองในสามส่วน ฉิงเฟิ่งประจักษ์แก่ตนเองแล้วว่าหากไม่ได้รู้จักผู้ใดดีย่อมไม่อาจกล่าวใส่ร้ายได้ องค์ชายหย่งชางนั้นนอกจากเป็นคนไม่เอาถ่านแล้วก็ยังมีข้อดีอยู่อีกข้อหนึ่งคือเขาค่อนข้างเป็นคนที่จิตใจดีพอสมควร

ในช่วงกลางวัน...เขาได้ติดตามองค์ชายใหญ่ไปเจอกับบุคคลสำคัญ ผู้นั้นคือปาไป๋ อาชาคู่ใจที่องค์ชายหย่งชางหวงแหนรักใคร่

อาไป๋เห็นเขาก็ดีดตัวยกขาลอยสูง ปากของมันที่ยื่นยาวก็ร้องฮี่ฮี่ ตัวของมันก็สะบัดไปมาราวกับว่าดีใจเหลือล้นที่ได้เห็นหน้าเขา ท่าทีของมันราวกับเด็กน้อยก็มิปาน แลดูน่ารักจนฉิงเฟิ่งบังอาจไปแตะต้องของรักขององค์ชายใหญ่ ขนของมันสีน้ำตาลเข้มดูสวยสง่า กระนั้นก็ยังคงไม่อาจลืมสิ่งที่เจ้าอาไป๋ได้ทำเอาไว้

เป็นเพราะเจ้าม้าตัวนี้นั่นแหละ  เขาถึงได้เกือบถูกประหารเก้าชั่วโคตรในข้อหากล้าขโมยขององค์ชายใหญ่

“ข้ามาเพื่อคิดบัญชีกับเจ้า” ฉิงเฟิ่งหัวเราะ เขาแค่พูดขบขันไม่ได้คิดทำเช่นนั้น มืออวบหยอกล้อไปที่ลำคอ ลูบไล้ด้วยความหลงใหล พอมองตรงรอยแผลแล้วมันทำให้เขานึกถึงเจ้าม้าตัวหนึ่งที่เคยพบเจอเมื่อนานมาแล้ว แต่เจ้าม้าตัวนั้นขี้โรค ตัวก็เล็ก แถมยังอ่อนแอ ไม่เหมือนม้าขององค์ชายใหญ่ที่ดูใหญ่โตน่าเกรงขาม

หย่งชางยืนอยู่ทางด้านหลัง เขามองอย่างนึกอิจฉา

ปกติแล้วอาไป๋ใช่ว่าจะเชื่องกับใครง่ายๆ ยกเว้นเพียงแค่เขาคนเดียวเท่านั้น แต่กลับฉิงเฟิ่งแล้วดันเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยจนหย่งชางอดคิดไม่ได้ว่าใครกันแน่ที่เป็นเจ้านายมัน

“ข้าจะจับมันไปเฉือนเนื้อแล้วต้มกิน”

ฉิงเฟิ่งหันมอง ”องค์ชายไม่ทำเยี่ยงนั้นหรอกพ่ะย่ะค่ะ”

เขามั่นใจเช่นนั้น หากองค์ชายจะคิดทำก็คงไม่ใครห้ามได้ แต่ฉิงเฟิ่งกลับไม่คิดอย่างนั้น

“หากข้าจะทำ ข้าก็จะทำ”

“แต่องค์ชายก็ไม่เคยทำนี่พ่ะย่ะค่ะ”

ในข้อนี้ฉิงเฟิ่งมันใจยิ่งนัก องค์ชายใหญ่ที่อารมณ์มักจะขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ถึงเมื่อก่อนจะชอบรังแกเขาก็จริงอยู่แต่ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่องค์ชายจะเอาถึงชีวิต เจ้าม้าตัวนี้ด้วยก็ด้วย หน้าของมันมีรอยบากแลดูน่ารังเกียจ ทว่ามันกลับโชคดีที่ได้เป็นอาชาคู่ใจ

ฉิงเฟิ่งเป็นคนซื่อ ซื่อจนดูโง่ในสายตาผู้อื่น และเขาก็ไร้เสียงสาเกินไปที่จะตามความหึงหวงจนเกินหน้าเกินตาขององค์ชายใหญ่ ขนาดม้าก็ยังทำให้ไม่พอใจได้

“หากเจ้าไม่เลิกจับอาไป๋ ข้าจะสั่งตัดหัวมันเดี๋ยวนี้!”

มันมากเกินไปแล้ว!

เขาไม่ชอบที่ม้าตัวเองเอาหน้าไปคลอเคลียกับแก้มฉิงเฟิ่ง!


ในคืนเดียวกันนั้น หลังจากที่ฉิงเฟิ่งกลับมาที่พัก เขากลับเข้าห้องเพื่อพักผ่อนตามประสา ทว่ากลับมีผู้ร้ายคนหนึ่งได้ลอบเข้ามาในห้อง ฉิงเฟิ่งที่ยังไม่ทันหลับดีก็ลืมตาขึ้นมาเห็นเสียก่อน กระบี่ด้ามยาวแหลมกำลังจะฟาดฟันลงมาที่เขา ถึงฉิงเฟิ่งจะหลบได้แต่ก็ยังหลบไม่พ้น เรียกได้ว่าแค่หลบจุดตายได้เท่านั้น เขาได้รับบาดเจ็บ ถูกกระบี่บาดที่แขนจนเลือดไหลเป็นทาง

คนที่ไม่เป็นวิชาย่อมไม่อาจสู่ได้ เขาเป็นคนอ้วนต้วมเตี้ยมทำอะไรจึงช้าเสมอ พอกำลังตั้งท่าจะหนีก็ได้อีกแผล ฉิงเฟิ่งถูกแทงที่ท้อง ความเจ็บปวดโหมเข้าร่างทันทียามที่กระบี่ถูกดึง เขาไอกระอักเลือดทีหนึ่ง คิดว่าตัวเองต้องตายเสียแล้วก็ได้เพื่อนทหารที่ได้ยินเสียงเอะอะเข้ามาดู เจ้าโม่งดำที่เห็นไม่ดีจึงได้กระโดดหนีไป

ข่าวการถูกทำร้ายของฉิงเฟิ่งรู้ไปถึงหูขององค์ชายใหญ่...หย่งชางตบโต๊ะอย่างเกรี้ยวกราดก่อนจะมีคำสั่งให้หมอหลวงมาดูอาการของฉิงเฟิ่ง

หลังจากตรวจอาการเสร็จหมอหลวงจึงเร่งนำความมาแจ้งว่าฉิงเฟิ่งยังโชคดีที่ไม่ได้เป็นอะไร ถึงอย่างนั้นก็ยังเสียเลือดมากและต้องพักผ่อนอยู่พักใหญ่กว่าบาดแผลจะหายสนิท

เรื่องโจรบุกเข้าวังหลวงนั้นก็ล่วงรู้ไปถึงหูของฮ่องเต้เช่นกัน จนฮ่องเต้มีรับสั่งให้เพิ่มเวรยามเป็นสองเท่า เดิมทีแล้ววังหลวงก็มีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา ทว่ากลับมีโจรผู้ร้ายบุกมาได้หลายครั้ง ฮ่องเต้จึงได้มีรับสั่งอย่างลับๆ ให้หาจุดบกพร่องเพื่อกันปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นมาทีหลัง

เรื่องนี้จะต้องมีคนในรู้เห็น

ศึกนอกที่ว่ายากแล้ว ศึกภายในนั้นยากยิ่งกว่านัก!

เพียะ***!***

ใบหน้าของปิงปิงหันไปตามแรงจากฝ่ามือ ผู้กระทำคือพระสนมกุ้ยเฟย สีหน้าของนางนั้นจดจ้องราวกับว่ากำลังจะฆ่าคนได้

“ใครใช้ให้เจ้าทำงานโดยพละการ!”

ปิงปิงก้มหน้ารับโทษ...เขาเป็นนักฆ่าแต่ทำงานผิดพลาด

และเรื่องที่ทำผิดพลาดนั้นก็เป็นเรื่องส่วนตัว หาได้เป็นเรื่องขององค์ชายใหญ่ไม่

ปีนี้ปิงปิงอายุได้สิบแปดปีแล้ว...เขาเป็นนักฆ่าที่ถูกตระกูลหวังฝึกฝนมาตั้งแต่ครั้งยังเยาว์ กลายเป็นคนไร้หัวใจตั้งแต่อายุหกขวบ ส่วนองค์ชายเหยียนอี้นั้นเป็นคนที่มอบหัวใจให้อีกครั้งหนึ่ง ด้วยฐานันดรที่แตกต่างทำให้เขาไม่อาจครองคู่กันได้ กระนั้นปิงปิงก็ไม่อาจหักห้ามใจ ความรักระหว่างพวกเขาทั้งสองปิดเป็นความลับไม่ให้พระสนมกุ้ยเฟยได้ล่วงรู้

อายุสิบห้าเขาได้เข้าวังหลวงเป็นครั้งแรก หน้าที่ของเขาคือสังหารองค์ชายใหญ่ ด้วยหน้าตาที่เป็นไปในทางที่องค์ชายใหญ่พึงใจ เขาจึงต้องถูกตอนทั้งที่ไม่ได้ต้องการสักนิด ต้องพลัดพรากจากคนรัก ร่างกายที่เคยสะอาดคิดเก็บไว้ให้องค์ชายเหยียนอี้ก็ต้องมลทินทันทีที่เข้าวังได้เพียงแค่หนึ่งเดือน

ความคับแค้นส่วนตัวกับงานทำให้เขาคิดลอบสังหารหลายครั้ง ทว่าก็ไม่สามารถทำได้เลยสักครั้งหนึ่ง เมื่อสองปีก่อน หลังจากที่องค์ชายใหญ่กลับมาจากการล่าสัตว์ นักฆ่าที่ถูกส่งไปนั้นได้ไร้ซึ่งลมหายใจไปแล้ว ขณะที่องค์ชายใหญ่กำลังอาบน้ำ เขาได้แอบลอบเข้าเพื่อสังหาร ทว่าองค์ชายหย่งชางกลับรู้ตัวเสียก่อน จึงต้องแสร้งทำเป็นเข้าหาเพื่อปรนนิบัติทั้งที่ร่างกายนั้นกลับนึกรังเกียจเสียเต็มประดา

เขาเสแสร้งทำเป็นขันทีที่อ่อนแอขี้โรค ป่วยกระเซาะกระแซะหลายครั้งหลายคราเพื่อทำให้ตัวเองนั้นดูไม่เป็นนักฆ่า ทุกคำที่เอื้อนเอ่ยเป็นคำลวง

ปิงปิงกับองค์ชายเหยียนอี้นั้นมีใจต่อกัน แต่ก็ไม่อาจสมหวัง ทุกครั้งที่ลอบพบกันก็จะเป็นตรงจุดที่เป็นข่าวลือว่ามีวิญญาณขันทีที่ยังไม่ไปสู่สุขติ ผู้ที่สร้างข่าวลือนั้นก็คือองค์ชายรอง

บัดนี้ความลับนั้นก็ได้ถูกล่วงรู้แล้ว จึงจำเป็นจึงต้องสังหาร หากไม่เช่นนั้นแล้วคงรู้ถึงหูพระสนมกุ้ยเฟยไม่วันใดก็วันหนึ่ง

“ข้าน้อยยอมรับผิดขอรับ”

ปิงปิงก้มหน้า เอาหัวโขกลงกับพื้น

พระสนมกุ้ยเฟยชี้หน้า ไม่ได้ดั่งใจนางนัก! งานที่ให้ทำกลับไม่เคยสำเร็จ แต่งานที่ไม่ได้สั่งกลับวิ่งแจ้นไปทำโดยที่ไร้คำสั่งจากนาง “ไหนเจ้าลองบอกข้ามาสิ! เหตุใดถึงต้องไปสังหารทหารผู้นั้น”

คนถูกสอบสวนเงียบชั่วอึดใจ “ทหารผู้นั้นเป็นคนเดียวที่เห็นหน้าตานักฆ่าที่เคยถูกส่งไปให้องค์ชายใหญ่พ่ะย่ะค่ะ”

พระสนมกุ้ยเฟยหวนนึกถึงเรื่องเมื่อครั้งก่อน นางได้ส่งนักฆ่าสองสามคนลอบเข้าวังหลวง แต่กลับถูกขัดขวางเพราะดันมีคนมาเห็น ทีแรกนั้นนางไม่ได้ใส่ใจนัก ครั้นพอประติดประต่อเรื่องราวทั้งหมดจึงเข้าใจได้ในทันที นางได้ข่าวว่าหย่งชางพาทหารอ้วนให้มาเป็นผู้ติดตาม ทหารอ้วนผู้นั้นเป็นคนเดียวกับที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด พระสนมกุ้ยเฟยเริ่มประติดประต่อเรื่องราว

หย่งชางไม่ได้โง่อย่างที่นางคิด บิดาของนางกล่าวถูกต้อง

นางสะบัดมืออย่างไม่พอใจก่อนโบกมือไล่ให้ปิงปิงไปให้พ้นหน้า

ปิงปิงลุกขึ้นคาวระครั้งหนึ่งก่อนหายเข้าไปในเงามืด ช่องทางลับที่ได้ถูกเตรียมเอาไว้เพื่อมาหาพระสนมกุ้ยเฟย และองค์ชายรอง

ร่างบอบบางแอบลอบเข้าไปอีกห้องโดยไม่มีผู้ใดเห็น เหยียนอี้ที่เดินไปเดินมาอยู่ในห้องหยุดลง เขาเห็นหน้าปิงปิงที่เป็นรอยแดงก็นึกแค้นใจยิ่งนัก พระหัตถ์นิ่มลูบแก้มนวลที่คุ้นชินอย่างเบามือด้วยกลัวว่าอีกคนรักจะเจ็บ มารดาของเขาทำเกินไปแล้ว

“องค์ชาย”

ปิงปิงโผกอดวรกายใหญ่ โหยหาความอบอุ่น น้ำตาร่วงเผาะด้วยความอัดอั้นตันใจ

“ข้าแค้นใจเหลือเกิน”

เขาแค้นองค์ชายหย่งชาง...หากไม่มีองค์ชายหย่งชางสักคนก็คงไม่ต้องมาเป็นขันที ไม่ต้องถูกตัดส่วนนั้นทิ้ง แล้วก็คงมีแต่องค์ชายเหยียนอี้ที่เป็นเจ้าของเขาแต่เพียงผู้เดียว

เหยียนอี้กอดปิงปิงแน่น “ข้าสัญญา ข้าจะต้องสังหารหย่งชางด้วยมือของข้า ถ้าข้าได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่อาจขัดขวางเราได้”

ปิงปิงสะอื้น พออยู่ต่อหน้าเหยียนอี้แล้วก็ไม่หลงเหลือคราบนักฆ่าเลยสักนิด

“ข้ารักเจ้า”

เหยียนอี้เอ่ยปลอบคนรักของตน เขายังคงเก็บความแค้นไว้ในอก

เข้าสู่วันที่สองหลังจากถูกลอบทำร้าย ฉิงเฟิ่งฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตัวเองนั้นได้มานอนอยู่ในถิ่นแปลกที่ ไม่ใช่ห้องพักของทหารที่เคยนอนเป็นประจำ พอตื่นมาก็พบนางกำนัลที่คอยรับใช้องค์ชายอยู่เคียงข้างกับหมอหลวงที่ดูคุ้นหน้าค่าตา หากจำไม่ผิดหมอหลวงผู้นี้เป็นหมอหลวงคนเดียวกับที่เคยรักษาเขาตอนที่องค์ชายใหญ่กลั่นแกล้ง

ฉิงเฟิ่งตื่นแล้วก็ไม่อาจขยับตัวได้ถนัด เขายังคงเจ็บแผลอยู่มาก หมอหลวงจึงบอกว่าห้ามขยับจนกว่าแผลที่ถูกแทงจะสมาน แล้วหมอหลวงยังบอกอีกว่าฉิงเฟิ่งนั้นโชคดียิ่งนักที่เอาใจใส่จากฮองเฮาและองค์ชายใหญ่ ปกติแล้วถ้าเป็นทหารคนอื่น อย่างมากก็จะมีหมอท่านอื่นมาดูแล หาได้เป็นหมอหลวงไม่

พอได้ฟังฉิงเฟิ่งก็หัวเราะทีหนึ่ง เขาบอกกับหมอหลวงว่าก็เพิ่งมีหมอหลวงนี่แหละที่บอกว่าเขาโชคดี ฉิงเฟิ่งไม่เห็นว่าตัวเองจะโชคดีตรงไหน เข้ามาวังหลวงได้ไม่กี่ปีก็ถูกเอาชีวิตเสียแล้ว



------

TAKE

เออ เป็นเอามาก 5555 ขนาดม้ายังหึง นี่ยังไม่ได้เป็นอะไรกันนะเนี่ย ถ้าได้เป็นคนรักกันคงยิ่งหึง

ป.ล.ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งรีบร้อนให้ดราม่า 555 ช่วงนี้เก็บเกี่ยวปมของแต่ละคนก่อนนน แล้วจะมีความหวานสอดแทรกเข้ามาเพื่อให้ผ่อนคลาย อิอิ เทคชอบเวลาที่องค์ชายอยู่กับฉิงเอ๋อ มันดูน่ารักดี คนนึงก็บ้าอำนาจ คนนึงก็ใสซื่อ อยู่ด้วยกันแล้วมันกร๊าววววใจ

เหลือปมของปิงปิงกับองค์ชายรอง เนื้อเรื่องมันอาจดูยืดๆ นะจ๊ะ แต่ถ้าเทคก้าวกระโดดให้ทั้งคู่รักกันเลยมันก็ดูยังไงๆ อยู่เนอะ

พอจบจากเรื่องปิงปิงแล้วถึงจะกลายเป็นดราม่า ฉิงเฟิ่งก็จะผอมลงตอนนั้นแล


ความคิดเห็น