สถานะ : กลับมาเขียนต่อหลังจากอู้เพราะโควิดไปนานนม ตอนต่อไป : ตอนที่38-?? รีไรท์ยังไม่มีในเร็ววันนี้ขอให้อดทนไปก่อน เพราะใจไรท์อยู่กับตอนใหม่มากกว่าตอนเก่า

ตอนที่17 เกาะลอยฟ้าบาบิโลนของเทพปีศาจ?

ชื่อตอน : ตอนที่17 เกาะลอยฟ้าบาบิโลนของเทพปีศาจ?

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 790

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ธ.ค. 2560 21:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่17 เกาะลอยฟ้าบาบิโลนของเทพปีศาจ?
แบบอักษร

​"นี่ๆ ขอฉันเข้าปาร์ตี้ด้วยได้ไหม? เพราะฉันคงไม่สามารถที่จะสู้ไปได้ด้วยคนเดียวหรอกนะ"

"ขอเข้าปาร์ตี้ตั้งแต่ยังไม่ได้ไปลงทะเบียนนักผจญภัยเลยงั้นเหรอ? ถ้างั้นถามยัยนั่นก็แล้วกัน"

ผมชี้ไปยังโครวที่ตอนนี้ตั้งหน้าตั้งตากิน และจำนวนจานก็มากขึ้นจนเรียกได้ว่าเป็นกองภูเขา แต่ครึ่งนึงนั้นก็มาจากมุซาชิเหมือนกัน ถึงจะยังสงสัยอยู่ว่าทำไมถึงมีชื่อแบบนี้ และถ้าจะมีคนที่ชื่อซาซากิ โคจิโร่ก็คงจะไม่แปลกใจเลยล่ะนะ

" *อึก อึก* ข้าไม่มีปัญหาหรอกนะ ถึงยังไงก็ไม่อยากจะอยู่กับเจ้านี่สองต่อสอง และถ้ามีเธอมาช่วยพวกเราก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ เพราะงั้นอย่าถูกเจ้าโรคจิตนี่ล่อลวงล่ะ!"

"ใครโรคจิตกันหา?"

"ถ้าไม่ใช่แก แล้วจะเป็นใครกัน?"

"อ๋อเหรอ? งั้นที่เธอมีอารมณ์ตอนที่เห็นใบหน้าของฮินะหรือตอนที่เธออาบน้ำกับยัยนั่นก็คง..."

"ว๊าย! ว๊าย!"

ก็ไม่อยากจะแฉหรอกนะ แต่บางครั้งมันก็ต้องมีการเอาคืนบ้างล่ะ

พอทำแบบนั้นก็ถูกมองอย่างน่ากลัว แบบว่าสายตามันทิ่มแทงจนสามารถฆ่าผมได้ง่ายๆเลยนะนั่นน่ะ

"ข้าเกลียดแก"

"แต่ผมชอบเธอนะ"

"ข้าเกลียดแก!"

หน้าแดงน่ารักดีจริง แต่จิตสังหารนั่นน่ากลัวไม่ใช่น้อยเลยล่ะนะ ไม่นานนักยัยอเดลก็เดินมาทางนี้ ก็เพราะว่าจะไปกันแล้วหลังจากที่กินเสร็จเลยต้องจ่ายเงิน และคนที่ทำหน้าที่นั้นในตอนนี้คือยัยอเดลล่ะนะ

อนึ่งตอนนี้นั้นเวลาผ่านมาค่อนข้างนานพอควรจากที่ยัยนี่เข้ามาร่วมโต๊ะกับพวกเรา แต่ผมมั่นใจได้ว่ายัยนี่ต้องมีอะไรแปลกๆ และสาเหตุอาจจะมาจากดาบที่เหน็บไว้ข้างเอวนั่น มีแค่สองเล่มที่อยู่ในด้านซ้ายเท่านั้นล่ะนะที่รู้สึกแปลกๆ

เล่มนึงให้ความรู้สึกที่คล้ายกับดาบของฮินะ เป็นดาบศักดิ์สิทธิ์แต่อีกเล่มนั้น ราวกับจะกลืนกินแสงสว่าง เป็นดาบที่มีความกระหาบเลือดสุดๆไปเลยล่ะนะ

ยังไงก็ตามความรู้สึกแบบนี้ ถ้าให้คิดคงไม่พ้นมาซามุเนะกับมุรามาสะหรอก แต่จะเป็นไปได้เหรอ? ที่จะมีดาบในตำนานญี่ปุ่นมาอยู่ต่างโลก? หรือนี่อาจจะเป็นต้นแบบของมาซามุเนะและมุรามาสะของญี่ปุ่นกันแน่? ยังไงก็ตามคอยมองดูไปก่อนก็แล้วกัน

"ทั้งหมดสี่พันสองร้อยโดระ นี่เป็นราคาพิเศษน่ะ"

"ชิ...น่าจะถึงหลักแสนแท้ๆ"

"อาหารที่นี่ค่อนข้างถูกแถมอยู่ในช่วงเทศกาลน่ะนะ ค่าอาหารเลยลดลงสามสิบเปอร์เซ็นต์จากทั้งหมดที่สั่งไปน่ะ จริงๆราคามันต้องอยู่ที่..."

"หกพันโดระ และนี่ยังเป็นราคาพิเศษอีก เพราะมีหลายอย่างที่เธอไม่ได้เขียนเข้าไปในเมนูซึ่งมันคืออาหารที่พวกเธอเตรียมพร้อมให้พวกเราแบบไม่คิดเงินสินะ? เหตุผลก็คือนี่"

ผมหยิบเอากระดาษที่มีอักษรของโลกใบนี้เขียนเอาไว้อยู่ ซึ่งมันเขียนเอาไว้ว่า "พิเศษสำหรับคู่รัก เมนูต้อนรับความรักของชายหนุ่มและหญิงสาว เชฟจะเป็นคนเตรียมเอาไว้ให้เอง!" ล่ะนะ

"ค...คู่รัก!? ข้ากับไอ้หมอนี่เนี่ยนะ!?"

"ก็นะ เหมือนๆกันอยู่ล่ะนะ แต่ที่แน่ๆมีจ่ายใช่ไหม?"

แน่นอนว่ามีผมเลยจ่ายให้เธอไป ความจริงและราคานี้ค่อนข้างจะคิดหนักถึงจะไม่ได้แพงแบบเวอร์วังแต่มันก็มากพอสำหรับวันสองวันเต็มๆ หมายถึงค่าอาหารสามมื้อและค่าที่พักสุดหรูน่ะนะ

ตอนนี้เงินของผมก็เหลือราวๆสามแสนเก้าหมื่นโดระ? จะยังไงก็ช่างแต่มันเป็นจำนวนที่สามารถอยู่ใช้ได้สบายๆหลายเดือน ดีไม่ดีอาจจะอยู่ได้ทั้งปีด้วยซ้ำล่ะนะ

"ขอบคุณที่เลี้ยงค่า!"

"อา ถ้างั้นก็ไปกันเหอะ"

พอผมลุกยัยโครวก็ลุกตามมาติดๆ ซึนเดเระจริงๆ ถึงจะเป็นกับผมอย่างรุนแรงแต่นั่นไม่ใช่อะไรที่จะทำให้ผมหลงตัวเองได้เลย เพราะยัยนี่ก็แค่เหงาเท่านั้น ผมก็ดีใจที่เธอเป็นเพื่อนกับฮินะ แต่การที่ผมไม่สามารถเป็นเพื่อนกับเธอได้เพราะความน่ากลัวอะไรของเธอที่เหมือนแมวไม่มีผิดนี่ทำเอาน่าแกล้งจนหยุดไม่อยู่เลยล่ะ เพราะงั้นเลยอยากจะสนิทด้วยแต่ก็ทำไม่ได้สักที...

แต่ก่อนที่จะไปนั้น...

"อเดล ไม่ให้ยัยคนที่แอบอยู่หลังเคาน์เตอร์นั่นออกมาหน่อยเหรอ? มันน่ารำคาญถ้าจะถูกจ้องมองตลอดเวลานะ"

"หือ? รู้ตัวด้วยงั้นเหรอ?"

"จ้องซะจะฆ่ากันได้ด้วยสายตาอยู่แล้วนะนั่นน่ะ แถมรู้ตัวตั้งแต่ตอนเข้ามาแล้วล่ะ ไม่เนียนเอามากๆเลยนะนั่นน่ะ"

"...เฮ้อ ออกมาสิพี่---คุณท่านยูริ*"

*ตรงนี้ขอใช้คำว่าคุณท่านเพราะว่าเป็นคำเรียกที่ให้เกียรติผู้อื่น ในภาษาญี่ปุ่นก็เป็น ยูริ-โดโนะ ล่ะมั้ง? มันไม่ใช่คำว่า ยูริ-ซามะ น่ะนะ

"..."

หือ? เตี้ยกว่ายัยโครวไปนิดนึงเหรอเนี่ย? ไม่สิ แค่เตี้ยกว่ายัยโครวก็แปลกแล้ว ที่สำคัญยัยนั่นไม่ใช่มนุษย์ด้วย ผมทองตาทองสวยดีจริงๆ และหมอนนั่นมันอะไร? เมื่อกี้ไม่เห็นมีเลยนะ? หมอนบ้าอะไรใบใหญ่กว่าตัวผมซะอีกนะนั่นน่ะ

"...ข...ข้า...ข้าชื่อ...ข้า...ข้าจื้อ *ฉึก* ...งืออออ..."

""...""

"หวาลิ้นพันกันล่ะ! กัดลิ้นตัวเองล่ะ! ประหม่าจนลิ้นพันและกัดลิ้นตัวเองล่ะ!"

ยัยมุซาชินี่...จะหัวเราะมากเกินไปแล้ว แล้วยัยอเดล...รู้จักยัยนี่สินะ? แถมยังกลั้นหัวเราะเอาไว้แทบเป็นแทบตายจนหน้าแดงไปถึงใบหูแล้วนะนั่นน่ะ

ยัยโลลิผมทองที่กัดลิ้นตัวน้ำตาคลอและมองมาทางผมพร้อมกับทำท่าจะร้องไห้ออกมา ผมก็มองไปด้วยใบหน้านิ่งๆที่แม้แต่โครวก็เป็นเหมือนกันกับผม

"...เธอเป็นนางฟ้าเหรอ?"

"ง...งื้ออออ... ช...ใช่ค่ะ"

"ทำไมถึงใช้คำสุภาพกับผมกัน? แล้วมีธุระอะไร?"

"ค...คือ....คือว่า...."

จากนั้นยัยโลลิหัวทองนี่ก็หลับตาลงแล้วหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับความมั่นใจและความตั้งใจไม่ได้ประหม่าเหมือเมื่อกี้นี้

"ข..ข้าชื่อยูริค่ะ ยูริ ดิ ลันดอน เทพธิดาที่แข็งแกร่งที่สุดบนสวรรค์ สามในหนึ่งเทพธิดาสูงสุดบนสวรรค์ค่ะ นางฟ้าแห่งเทพธิดาค่ะ"

"หนึ่งในสามเทพธิดาบนสวรรค์และเทพธิดาแห่งนางฟ้าต่างหาก"

ยัยนี่...ประหม่าเกินไปแล้ว

"ข...ขอประทานอภัยค่ะ ท...ที่ต้องให้ฝ่าบาทมาตามแก้ความผิดที่ข้าทำไป..."

แค่พูดผิดเองนะ..

"แล้วเธอมีธุระอะไร...เดี๋ยวนะ เมื่อกี้เรียกผมว่าฝ่าบาทงั้นเหรอ?"

"ค..ค่ะ"

"หมายความว่ายังไง?"

"ฝ...ฝ่าบาทก็คือฝ่าบาทค่ะ เป็นฝ่าบาทค่ะ"

ทำไมถึงย้ำคำที่ผมไม่เข้าใจด้วย? หมายถึงว่าทำไมผมถึงเป้นฝ่าบาทต่างหาก แต่ดูเหมือนจะคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไรเลยไม่อยากจะสนใจเลยหันไปสนใจยัยนั่นซะแทน

"มาแล้วงั้นเหรอ?"

"เจ้าค่ะฝ่าบาท"

"ถ้าเธอมาโผล่มาตอนนี้คงจะแย่ เพราะงั้นรอสักแปปก็แล้วกัน ส่วนเธอน่ะยูริ...ไว้จะถามคราวหน้าก็แล้วกันว่ามีธุระอะไร ถ้าจะตามก็ตามมาแต่อย่าพูดอะไรเชียวล่ะ"

"น่ารำคาญจริงๆลเยนะนายน่ะ"

ทำไมยัยนี่ต้องแขวะผมทุกครั้งด้วยนะ? ยัยโครวน่ะ...

"เรียบร้อยแล้ว นี่บัตรกิลด์ของเธอน่ะคุณมุซาชิ แล้วก็...ใครน่ะคุโระ?"

ทำเป็นตีหน้าเนียน แถมยังเนียนสุดๆไปเลยด้วยแฮะยัยนี่

ผมเดินออกมาจากร้านอาหารแล้วก็มุ่งมายังกิลด์นักผจญภัยเพื่อให้ยัยมุซาชิลงทะเบียน ส่วนคนที่ลงทะเบียนให้ก็ไม่พ้นยัยฮารุคนเดิม เพิ่มเติมคือมีคนมารอดักผมด้วย ยัยอัลซุ เพื่อนของนิลล่าล่ะนะ

"...ข...ขอตัวก่อนนะคะฝ่าบาท"

ถูกจ้องมองอีกแล้ว คราวนี้น่ากลัวกว่าที่ผ่านๆมาซะอีกนะ โชคดีที่ยัยนั่นเรียกตัวยูริไปซะก่อน แต่พบกันครั้งแรกก็ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรู้จักฝั่งนี้ดีจนน่าแปลกใจล่ะนะ แต่ที่น่าแปลกใจกว่าคือยัยฮารุก็ดูเหมือนจะรู้จักยัยยูริซะด้วย

"...นี่ ตอบคำถามฉันสิ"

"เฮ้อ อยากจะเนียนต่อไปก็ไม่มีปัญหาหรอกนะ ยัยนั่นคือยูริ ดิ ลันดอน ใครสักคนที่มีอำนาจบนสวรรค์น่ะนะ"

"ไหงถึงมาหาเธอล่ะ?"

"จะรู้เรอะ? งั้นขอไปเดินเล่นในป่าก่อนล่ะ"

"อ...อืม ระวังตัวล่ะ ...ยัยนั่นลงมือเร็วจริงๆ"

ถึงจะพึมพำเบาๆก็เถอะ แต่ผมก็ได้ยินชัดเจน แถมยัยโครวเองก็ด้วยแฮะ พอพวกเรากำลังจะออกจากกิลด์ยัยอัลซุก็เข้ามาขวางพวกเราเอาไว้

"ไม่คิดจะพูดอะไรหน่อยเหรอ?"

"...กลับมาแล้วเหรอ? เป็นไงบ้าง?"

"นายก็รู้ว่าฉันไม่ได้หมายถึงอย่างงั้น เอาเถอะ...นิลล่าน่ะ ตายแล้วสินะ?"

"อา"

"ทำไมนายไม่ปกป้องเธอล่ะ?"

"ผมก็ทำแล้ว แต่มันแค่ไม่สำเร็จ"

*ผั่วะ!*

พอพูดออกไปแบบนั้นก็ถูกยัยอัลซุต่อยใส่อย่างรุนแรงจนหน้าหันไปอีกด้านเลย ถึงจะเจ็บก็เถอะแต่มันก็แค่นั้น ไม่ได้มากมายเลยด้วยซ้ำ

ผมเหลือบสายตาไปมองที่ใบหน้าของเธออีกครั้ง คราวนี้เธอทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ออกมา พลางกัดฟันแน่นพยายามไม่ร้องออกมาอย่างน่านับถือ แต่ทุกคนก็คงรู้ความรู้สึกของเธอจึงได้ส่งสายตามาทางผมให้สำนึกผิด

"ไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าฉันจะฝากฝังเพื่อนรักให้คนที่ไม่เอาไหนอย่างนายดูแล! ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฉันเองก็มีความคิดแบบเดียวกับนิลล่า!"

*ฟุ่บ*

"นายไม่รู้สึกผิดรึไง? ทำไมไม่พูดอะไรบ้างล่ะ!? นายทำให้เธอคนนั้นตายแต่นายกลับมาเดินสบายกับสาวสวยคนอื่นเนี่ยนะ!? นายมันเลวสิ้นดี!"

*ผั่วะ!*

โดนเข้าอีกข้างแล้วสินะ?

ผมถูกกระชากคอเสื้อแล้วก็ถูกต่อยอย่างมีเหตุผล ...ก็มันมีเหตุผลจริงๆล่ะนะ ยัยนี่น่ะเป็นเพื่อนของนิลล่า เมื่อเพื่อนตายไปก็ต้องโกรธ แต่ยัยนี่ทำผิดอยู่อย่างนึง คือยัยนี่น่ะ...ไม่ได้ใส่ใจความรู้สึกของคนอื่นเลย

"คิดว่าเธอมีสิทธิมาพูดแบบนั้นเหรอ?"

"หา?"

*เปรี้ยง!*

"อั่ก!"

"ทำอะไรของนายกันเจ้าบ้าคุโระ!?"

โครวเป็นคนที่ออกตัวคนแรกซึ่งพุ่งตัวเข้าไปรับยัยอัลซุที่กระเด็นไปด้านหลังราวๆเมตรนึงเพราะถูกผมต่อยด้วยแรงที่ค่อนข้างจะน้อย(สำหรับตัวผม)แต่มันก็เต็มไปด้วยความรู้สึกต่างๆนาๆ

"เธอทำอะไรไม่ได้ด้วยซ้ำ ถ้าเธออยู่ในเหตุการณ์มันจะไม่ใช่แค่นิลล่าที่ตายแต่เธอเองก็ไม่รอด ถึงมันจะเป็นความจริงที่มันเป็นความผิดของผมที่ปล่อยให้เธอตายแต่ว่ามันก็เท่านั้น เธอที่ทำอะไรไม่ได้น่ะไม่มีสิทธิมาว่าคนอื่นหรอกนะ ถ้าอยากจะโทษใครก็ไปโทษตัวเองที่อ่อนแอเถอะ แน่นอนว่าผมก็เป็นแบบนั้น แล้วก็อีกอย่างนะ...ไม่ใช่แค่เธอที่เสียใจที่นิลล่าตายไปหรอกนะ แค่น้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตาของเธอไม่ได้หมายความว่าเธอจะเป็นคนที่เสียใจมากที่สุดสักหน่อย"

"อะไรนะ?"

"เธอนี่มันหูหนวกรึไงกัน? ก็บอกว่าแค่น้ำตาที่ไหลออกจากดวงตานั่นน่ะ ไม่ได้หมายความว่าเธอจะเป็นคนเดียวที่เสียใจต่อการตายของนิลล่ามากที่สุดนะเท่านั้นเอง"

"แล้วนายล่ะ!? มันดูเสียใจตรงไหนกัน!?"

"พอกันที ชั้นไม่ได้มาที่นี่เพื่อมาทะเลาะกับเธอหรอกนะ กับคนที่ไม่เข้าใจความรู้สึกของคนอื่นอย่างเธอชั้นไม่มีอะไรจะคุยด้วยแล้ว อย่ามาให้เห็นหน้าอีกครั้งล่ะ เพราะถ้าครั้งหน้ามาหาเรื่องชั้นเมื่อไร นั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอจะได้หายใจแน่ๆ"

"นี่...คุโระ...นายทำเกินไปแล้วนะ..."

​นั่นสินะ ขอโทษเธอก่อนก็แล้วกันแต่มันจะไม่มีวันที่ผมจะขอโทษยัยนั่นแน่ๆ

"ฉันรู้ ถึงฝ่ายนั้นจะผิดก็เถอะ แต่ถ้าคุยกันดีๆก็ได้ไม่ใช่เหรอ? นะ...ไม่ต้องถึงขั้นขอโทษแต่ถ้าไปคุยทำความเข้าใจกันล่ะก็..."

ไม่มีทาง ผมจะไม่พูดเรื่องนี้อีกเป็นครั้งที่สอง โทษทีนะ แต่กับคนแบบนี้แล้วมันไม่ชอบใจจริงๆนั่นแหละ

คนที่ไม่เข้าใจคนอื่นน่ะ...คนที่เป็นแบบผมน่ะ ผมโคตรจะเกลียดเลยล่ะนะ และที่เกลียดยิ่งกว่าก็ตัวเองนี่แหละที่ไร้พลัง แต่ตอนนี้ก็มีมันแล้ว...คราวนี้แหละ ผมจะไม่พลาดแน่นอนเลยล่ะนะ

"อึ่ก...ส...สายตานั่นมัน..."

ผมไม่สนใจยัยนี่แล้วเดินออกไปด้วยความหงุดหงิดไม่มากก็น้อย โดยที่เป้าหมายคือนอกเมือง เพื่อไประบายอารมณ์สักหน่อย อารมณ์โมโหถึงขีดสุดที่เก็บเอาไว้ถึงสองวันเต็มนี่น่ะ...

"กรุณาแสดงบัตรประจำตั---"

"..."

ผมหรี่ตาแล้วเหลือบไปมองเจ้ายามนั่นพลางจะหยิบเอาบัตรกิลด์ขึ้นมา เพราะว่าบัตรกิลด์ก็ใช้แทนบัตรประจำตัวได้เหมือนกัน แต่ก่อนที่จะได้หยิบเอามันออกมานั้น..

"ช...เชิญผ่านไปได้เลยครับ..."

...ไม่เข้าใจยามนี่เลยจริงๆ แค่ถูกจ้องมองไม่เห็นต้องหวาดกลัวถึงขนาดนี้เลยนะ แล้วยัยมุซาชิก็ไม่ได้ให้บัตรเจ้านั่นเพราะตามผมมาติดๆ และตามผมมาแค่คนเดียวซะด้วย พร้อมกับสายตาที่จ้องมองมาตลอดตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว

และเมื่อมาถึงจุดที่ไม่มีใครอยู่เลยแม้แต่คนเดียว ยัยมุซาชิก็เปิดปากพูดขึ้นมา

"ก็จริงอยู่ที่นายโกรธ และมันเป็นความโกรธที่น่าเสียใจมากแต่...นายก็ไม่ควรทำแบบนั้นกับผู้หญิงนะ"

ยัยนี่กล้าดีจริงๆ

"นั่นมันเรื่องของฉัน คนที่ผิดคือคนที่พูดไม่คิดและเอาแต่โทษคนอื่นนั่นต่างหาก"

"นั่นมันก็จริง แต่เรื่องที่นายลงมือกับผู้หญิงน่ะ คราวหน้าช่วยเบามือหน่อยเถอะ"

*หมับ*

"ถ้าไม่อย่างนั้นฉันจะโกรธล่ะนะ ถึงยังไงเราก็เป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ? ตอนนี้ทั้งฉันและก็นาย เป็นเพื่อนกันแล้วนะ"

"เพื่อน...เหรอ? หึ อย่างเธอเนี่ยนะ?"

"อย่าหัวเราะสิ ฉันน่ะมีเพื่อนเป็นร้อยคนเชียวนะ...ถึงจะตายกันไปหมดแล้วก็เถอะ"

หือ? ยัยนี่ทำสีหน้าแบบนี้เป็นด้วยงั้นเหรอ?

"งั้นพวกเราก็เหมือนกันสินะ?"

"อือ เพียงแต่นายยังมีคนที่คอยเป็นห่วงอยู่นะ แต่กลับกันฉันน่ะไม่มี"

"ผิดแล้ว เธอก็มีอยู่นะ ทั้งตัวผมและคนที่ตายไป ทุกคนไม่อยากให้เธอตายแบบพวกนั้นหรอกนะ"

"...นายนี่ใจดีจริงๆเลยนะ ถึงจะน่ากลัวในบางครั้งก็เถอะ"

"ต้องบอกว่าน่ากลัวแต่ใจดีในบางครั้งต่างหาก ว่าแต่เธอจะตามผมมาทำไมกัน?"

"ก็ไม่รู้สิ อยากจะไปด้วยน่ะ ผิดเหรอ?"

"...เอาเถอะ"

ผมเดินเข้าไปในป่าโดยที่มีมุซาชิอยู่ด้านหลังและเดินตามมาติดๆ ส่วนจุดหมายของผมน่ะไม่มีหรอก แค่เข้าไปเรื่อยๆจนกว่าจะเจอยัยพวกนั้นก็พอแล้ว

ระหว่างทางก็ไม่เจออะไรเลยสักนิด เงียบแปลกๆแฮะแต่มันก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว ต้องบอกว่าเพราะเหตุการณ์เมื่อสองวันก่อนทำให้แถวๆนี้ไม่มีสัตว์อสูรล่ะนะ แถมยัยมุซาชิก็ไม่ได้ระวังตัวอะไรเลยสักนิดเดียว

"เฮ้อ...ร้อนจังนะ"

...ไม่ได้ระวังตัวเลยสักนิด...

เพราะร้อนจึงคลี่กิโมโนของเธอออกแล้วทำมือเหมือนพัดเพื่อพัดลมเข้าหาตัวเอง ทำให้ผมเห็นขาที่ขาวเนียนไปจนถึงจุดซ่อนเร้นที่...ไม่ใส่อะไรเลยสักนิด ถึงจะแค่เล็กน้อยแต่ก็เห็นว่ามันเนียนและสวยงามขนาดไหน คงไม่เคยทำสินะ?

แถมบราก็ไม่ใส่ เธอเกิดมาพร้อมความเชื่อที่ว่าไม่ต้องใส่ชั้นในรึไงกัน? หน้าแกที่ขาวเนียนนั่นก็ดี จุดซ่อนเร้นนั่นก็ดี ถึงจะไม่ได้เห็นชัดๆทั้งยอดปลายหน้าอกและจุดนั้น แต่มันก็เพียงพอต่อการกระตุ้นอารมณ์ผู้ชาย...ที่ไม่ใช่ผม

"มองอะไรกันน่ะ!?"

​ก็มีคนที่อโชว์ตัวต่อหน้าต่อตาจะให้เมินเฉยเหรอ? ไม่มีทาง

"ที่ตอนฉันเปลือยต่อหน้านายครั้งแรกล่ะ!?"

ตอนนั้นก็มองดูอย่างเต็มที่แล้ว แค่ไม่พูดถึงเท่านั้นแหละ

"ลามกที่สุด!"

​ไม่ขอปฏิเสธ

"...อะไรเหรอ?"

"ระวังตัวหน่อยสิ ถ้าเปิดเผยผิวมากไปจะถูกลวนลามและโดนข่มขืนได้นะ เธอน่ะเป็นผู้หญิง หัดอายและระวังตัวเองหน่อย ที่สำคัญ ชุดชั้นในน่ะ...เดี๋ยวเข้าเมืองไปแล้วรีบไปซื้อมาใส่ซะ การเปลือยข้างในแบบนี้น่ะมันไม่ดีนะรู้รึเปล่า?"

"ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจแต่ก็จะทำตาม ฉันเชื่อใจนายนะ!"

"เชื่อผู้ชายพรรค์นั้นแล้วจะได้อะไรขึ้นมากันน่ะ?"

นี่มัน...น่าตกใจจริงๆ ไม่ได้รับรู้ถึงตัวตนเลยด้วย ยัยโครวนั้นจู่ๆก็โผล่มาอยู่ข้างหลังของมุซาชิพร้อมกับยัยอัลซุที่ก้มหน้าก้มตาปกปิดใบหน้าที่แดงแจ๋ของเธอ ส่วนยัยโครวนั้น...มองมาทางนี้แบบน่ากลัวสุดๆ

"โรคจิต สารเลว ลามก หื่นกาม ไปตายให้หนอนไชตัวไป.."

โหดร้ายชะมัด..

"มีธุระอะไรกัน?"

"ก็ยัยนี่มีเรื่องที่พูดอยู่น่---"

"ฝ่าบาทคะ!"

"ยินดีที่ได้พบอีกครั้งค่ะฝ่าบาท"

ก็รู้ตัวอยู่หรอก สำหรับยัยสองคนนี้น่ะนะ

ทั้งแอสโมดิอุสและยูรินั้นก็โผล่มาจากด้านหลังของผมในท่าทำความเคารพโดยการคุกเข่าหนึ่งข้างและใช้มือขวาทาบอกซ้าย พร้อมกับมือซ้ายกำไว้และไขว้หลัง

"อา แล้วเธอน่ะ มีธุระอะไร"

"ข้าจะตอบคำถามท่านทุกอย่างเพคะฝ่าบาท เพียงแต่ท่านต้องมากับพวกข้าไปยังสถานที่แห่งนึงเสียก่อนเพคะ"

เพคะ? นี่เธอทำเหมือนกับผมเหมือนราชาหรือตัวตนที่ยิ่งใหญ่เกินไปแล้วนะ...เดี๋ยวนะ

"พวกเธอรู้จักกันสินะ? เหมือนกับฮารุและอเดลน่ะ?"

"...ค่ะ ทั้งข้าและยูริต่างรู้จักพวกเขาดี ฮารุ ดิ ลันดอน และอเดล ดิ ลันดอน ทั้งคู่เป็นหนึ่งในสามเทพธิดาที่ปกครองสวรรค์เหมือนกับยูริค่ะ และทั้งสามคนยังเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดกันอีก โดยที่ทั้งสามคนมีลำดับทั้งความสามารถและอายุโดยที่ยูริอยู่ลำดับสูงสุด ตามด้วยฮารุและอเดลค่ะ"

"งั้นเหรอ? ยัยพวกนั้นหลอกกันได้นะ..."

แต่ช่างมันเถอะ ยังไงก็ตามพวกนี้ไปก่อนก็แล้วกัน

"ถ้างั้นข้าขออนุญาตเทเลพอร์ตล่ะนะเพคะ..."

จากนั้นเธอก็ยกมือขึ้นมาแล้วก็เร่งกระแสพลังเวทย์ในตัว ไม่ต้องร่ายงั้นเหรอ? สมแล้วที่เป็นเทพธิดา สุดยอดจริงๆ และในเวลาไม่กี่วินาทีให้หลังพวกเราก็ถูกเทเลพอร์ตไปยังสถานที่แห่งนึงซึ่ง...เหมือนกับห้องโถงของปราสาทเลย แต่มัน...ไม่มีไฟเลยแฮะ แต่ก็ไม่มืดเท่าไร...เหรอ?

มีหน้าต่างอยู่ตรงด้านหลังของบัลลังก์ เธอจะให้มาพบกับใครกันล่ะเนี่ย? แต่ก็ไม่มีใครนี่? แถมที่นี่ก็ใหญ่จริงๆ และที่แน่ๆ...เกาะลอยสินะ?

"จุดไฟหน่อยเถอะ"

"ค่ะ"

*เป๊าะ*

แอสโมดิอุสดีดนิ้วหนึ่งครั้งและไฟก็ลุกกันเป็นแถบ เป็นการสร้างที่สวยมาก ไ่มีสีสันมากเกินไปแต่ก็ไม่ได้ดูจืดชืด แถมประตูก็ไม่ได้ใหญ่เวอร์วังอะไรมากแต่ก็สวยงามสุดๆ

"เธอพามาที่นี่ทำไม?"

"เพื่อให้ท่านได้มาอยู่ตรงนี้เพคะ"

*แปะๆ*

ไอ้ท่าทีเชิญชวนนั่นมันอะไร? ตบลงที่เบาะของบัลลังก์ที่ดูหรูหราและให้ความน่าเกรงขามนั่นราวกับจะเชิญชวนให้ไปมีเซ็กซ์ไม่มีผิด ปกติต้องเป็นที่เตียงไม่ใช่รึไงกัน? แต่ช่างเถอะ

ผมเดินไปยังเบื้องหน้าของยูริและก้มลองมองเธอจากมุมที่สูงกว่า ดูยังไงยัยนี่ก็เตียสุดๆ แค่เอวของผมเองนะ..ไม่สิ ถึงจะเป็นช่วงหน้าท้องก็เถอะ ก็คงจะเกือบถึงหน้าอกของผม แต่มันก็เตี้ยอยู่ดี ยัยโครวยังสูงกว่าอีกล่ะนะ...ถึงจะพูดไปแล้วก็เถอะ

"เชิญนั่งเลยเพคะ"

หือ? ให้นั่งงั้นเหรอ? พอได้ยินแบบนั้นผมก็หันหลังแล้วนั่งลง แต่เบาะนี่มันนุ่มจริงๆเลยนะเนี่ย

หลังจากที่นั่งลง ยัยแอสโมดิอุสก็นำอะไรมาวางไว้บนหัวของผม จากน้ำหนักแล้ว...มงกุฏเหรอ? และหลังจากนั้นพวกเธอทั้งคู่ก็เดินมาอยู่ข้างหน้าของผม แต่ว่าอยู่ด้านล่างของลำดับขั้นบันไดที่อยุ่ตรงนี้ล่ะนะ

*ฟุ่บ*

นี่มัน...ทำความเคารพอีกแล้วงั้นเหรอ?

"ข้า แอสโมดิอุส ขอให้คำสัตย์สาบานว่าจะจงรักภักดีต่อฝ่าบาท...องค์ราชาผู้เป็นเทพปีศาจนาม คุโรมิเนะ คุโระแต่เพียงผู้เดียวค่ะ"

"ข้า ยูริ ดิ ลันดอน ขอถวายบัลลังก์แห่งสวรรค์คืนต่อพระผู้เป็นเจ้า และขอให้คำสัตย์สาบานว่าจะจงรักภักดีต่อฝ่าบาท...องค์ราชาผู้เป็นเทพปีศาจผู้มีนามที่ยิ่งใหญ่ว่า คุโรมิเนะ คุโระแต่เพียงผู้เดียวเพคะ"

"...นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?"

"นี่คือการมอบสมบัติสุดท้ายที่องค์ราชาคนก่อนเหลือไว้มอบให้ท่านค่ะฝ่าบาท ปราสาทแห่งเกาะลอยฟ้า บาบิโลนแห่งนี้เป็นของท่านค่ะ"

...หรือก็คือตอนนี้ผมเป็นราชา ของยัยพวกนี้น่ะนะ?

"ได้โปรด ราชาของพวกเรา จงกำจัดจอมมารและปฏิวัติโลกใบนี้ด้วยเถอะค่ะ"

"...เอาเถอะ แบบนี้ก็ดีไปอย่างล่ะนะ"

ผมยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วลุกขึ้นยืน ไม่ใช่ว่าไม่ยอมรับแต่ก็ไม่อยากจะทำตัวให้น่ารำคาญ และแบบนี้ก็ถือว่ามีที่พัดอยู่แล้วด้วย

*ฟุ่บ*

"อัลซุ นี่เธอ..."

"ฉันก็ขอทำแบบนั้นด้วย คุโระ ไม่สิ ฝ่าบาท ฉันขอถวายคำสัตย์ จะซื่อสัตย์ต่อท่านเพียงคนเดียว ในฐานะมือและเท้าของท่าน"

ยัยโครวเบิกตากว้างแบบตกใจสุดขีด ไอ้ผมก็ด้วยแหละ จริงๆตามหลักแล้วยัยนี่ต้องตกใจและวิ่งหนีไปหรือทำอะไรสักอย่างไม่ใช่รึไง? ไม่สนุกเลยแฮะ

"ถ้างั้นชั้นจะทำอะไรกับเธอก็ได้สินะ?"

"..."

*ฟุ้บ*

ยังไม่ได้บอกสักคำว่าให้ถอดเสื้อผ้าน่ะ...

จู่ๆยัยอัลซุก็ลุกขึ้นแล้วปลดกระดุมชุดเพื่อถอดเสื้อผ้าออก อย่างน้อยก็เสื้อจนเหลือแค่ชั้นใน ส่วนด้านล่างนั้นกางเกงขาสั้นยังคงอยู่ดังเดิม ผมจึงหันหน้าไปทางแอสโมดิอุส

"พายัยนี่ไปที่ห้องซะ ถ้าอยากจะทำก็ได้ แต่ช่วยรอสักพักก็แล้วกัน"

"ค่ะ"

และยัยแอสโมดิอุสก็พายัยอัลซุไปซึ่งก็...ไม่เก็บเสื้อไปด้วยล่ะเฮ้ย เฮ้อ...น่ารำคาญจริงๆ...ไม่เข้าใจจริงๆว่ายัยนั่นคิดอะไรอยู่กันแน่ แต่ดวงตานั่น...น่ากลัวชะมัด เอาจริงจนน่ากลัวเลยล่ะ

"ถ้าไม่รู้จะบอกให้ก็ได้นะ อัลซุน่ะชอบนา---"

รู้อยู่แล้ว แต่ก็มั่นใจว่าปฏิเสธไปก่อนหน้านี้นานแล้วนะ ทำไมเป็นงี้ไปได้เนี่ย...

ช่างเรื่องหยุมหยิมแล้วเดินเข้าไปหายัยยูริอย่างรวดเร็วเพื่อถามในสิ่งที่อยากถาม ทุกเรื่องที่อยากรู้ยัยนี่คงตอบได้สินะ?

"ยูริ เธอเคยรับใช้พ่อของผมงั้นเหรอ?"

"ก...ก็ไม่เชิงว่ารับใช้ ร...หรอกนะเพคะ"

"หือ? แล้วทำไมถึงมารับใช้ผมล่ะ"

"พ...เพราะข้า..ช...ชอ---ล...หลงไหลในความสามารถและความแข็งแกร่ง อีกทั้งยังอ่อนโยนและน่ากลัวของท่านค...ค่ะ"

"แปลกคนจริงนะ แล้วรู้จักยัยแอสโมดิอุสได้ยังไง?"

"ก...ก็เพราะว่าข้าสนิทกับท่านแม่ของท่าน และได้ไปพบกับพ่อของท่านบ่อยครั้งและก็...จ...เจอกับแอโมดิอุสตอนที่กำลัง ร...ร่วมรักกับพ่อของท่านน่ะเพคะ.."

เฮ้ยๆ ไอ้พ่อบ้านั่นมันกล้านอกใจแม่งั้นเหรอ? ว่าแต่เธอรู้จักแม่ของผมด้วยงั้นเหรอ? ผมเองไม่รู้เรื่องของแม่ผมเลยแม้แต่นิดเดียว รู้แค่ว่าเป็นผู้หญิงที่ดีที่สุดในจักรวาลและเอกภพนี่เท่านั้นเอง

"เล่าเรื่องของแม่ให้ฟังหน่อยสิ"

"ด...ได้ค่ะ ต...แต่ว่าข้าจะเล่าแบบย่อๆให้ท่านก่อน และนอกจากนี้ทั้งหมด ข...ข้าอยากให้ท่านมาฟังที่ห้องของข้าน่ะค่ะ..."

จะเพคะหรือค่ะก็เอาสักอย่างเถอะ ลนลานจนเลือกคำพูดไม่ถูกแล้วนะ แล้วไหงถึงโยงไปเรื่องนั้นได้กัน? กับใบหน้านั่น...น่าสนใจไม่ใช่น้อย ตแ่ก้คงต้องขอปฏิเสธ...เดี๋ยวนะ

ยัยนี่บอกว่าไปฟังเรื่องทั้งหมดที่ห้องของเธอ แสดงว่าไม่ใช่ว่าจะต้องทำเรื่องอย่างว่าสินะ? เข้าใจแล้วล่ะ..

"ได้สิ"

"ค..คือว่า ท่านแม่ของท่าน...ท่านฮินาตะ เมกุมิคนนั้นไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา เช่นเดียวกับภรรยาสุดที่รักของท่าน ฮินาตะ ฮินะผู้ซึ่งเป็นวีรสตรี ผู้ที่เป็นหลานของฮินาตะ เมกุมิ ใช่ค่ะ ท่านเมกุมินั้นเป็นผู้กล้าค่ะ วีรสตรีผู้ไร้พ่าย เทพีแห่งสงครามผู้แข็งแกร่งที่สุดคือนางค่ะ"

...ให้ตายเถอะ เข้าใจแล้วว่าทำไมผมถึงถูกมองว่าเป็นเทพมารหรือเทพปีศาจซึ่งก็มีความหมายเดียวกันนั้น เหตุผลคือภายในร่างกายของผมมีเลือดของความมืดจากจอมมารของพ่อและแสงสว่างจากผู้กล้าของแม่ไหลเวียนอยู่นั่นเอง ...อะไรจะบังเอิญขนาดนี้กัน?

แต่ว่าผมไม่เคยใช้เวทย์แสงมาก่อนเลย...จะพูดแบบนั้นก็ไม่ได้ล่ะนะ เพราะหลักฐานคือพลังของดวงตาแบบใหม่นี่ที่ฝึกมาสองวันเต็ม ดวงตาเทวะนี่น่ะ..

"...แม่ของเจ้าผู้ชายสารเลวนี่...เป็นผู้กล้างั้นเหรอ...ที่สำคัญยังเป็นญาติกับท่านฮินะอีกด้วย...ให้ตายสิ ใครก็ได้บอกทีว่านี่คือความฝัน"

"มันคือความจริงค่ะ"

ยูริตอบอย่างเสียงแข็งสวนกลับยัยโครวที่พูดเชิงหยอกล้อและเหน็บแนมจนเจ้าตัวเหลือบตาไปมองยัยยูริ แถมมีประกายไฟว่าจะมีการต่อสู้กันกับพวกนี้อีกด้วย...

"? เทพมารคืออะไรอ่ะ? กินได้ป่ะ?"

ช่างยัยเอ๋อนี่ไปเหอะ

"พวกเธอกลับไปกันก่อนเถอะ แล้วบอกฮินะด้วยว่าวันนี้คงจะยังไม่ได้กลับไป"

ถึงจะยังเช้าอยู่ก็เถอะ พูดแล้วก็เดินออกจากห้องไปแล้วมุ่งหน้าไปยังห้องที่แอสโมดิอุสเตรียมไว้โดยที่เดินตามกลิ่นยัยนั่นไป ถึงจะพูดว่ากลิ่นก็เถอะ แต่มันเป็นสัมผัสพลังเวทย์ที่ยัยนั่นจงใจทิ้งไว้มากกว่าล่ะนะ

เอาล่ะ...ตามไปเก็บกวาดกันดีกว่า..



...ไม่มีอะไรจะกล่าวทั้งนั้น!



"...งื้ออออ...ยากจังเล้ย!"

ฮินาตะ ฮินะตะโกนออกมาภายในห้องพักของโรงแรมที่ตนอาศัยอยู่ด้วยความเหนื่อยและปวดหัว...

"เฮ้อ...นอนดีกว่า"

*ฟุ่บ*

แล้วเธอก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงในทันทีทันใด...แค่นั้นแหละ..

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว