facebook-icon Twitter-icon

อย่าลืมเม้นให้กำลังใจกันบ้างน้าาา

ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 16 [50%] *แก้ไข

ชื่อตอน : ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 16 [50%] *แก้ไข

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.2k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ค. 2562 21:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 16 [50%] *แก้ไข
แบบอักษร

ติวรัก Love Tutor ตอนที่ 16​ 

 

เมื่อไอ้พี่แทนจัดการอะไรๆ ของมันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็พากันลงมายังชั้นล่าง ซึ่งไอ้การจัดการอะไรนั่นก็เกือบทำเอาผมเสียตัวอีกรอบ แต่ช่างเถอะ อชิตะเอาตัวรอดจากสถานการณ์เหล่านั้นมาได้แล้ว เพราะฉะนั้นเราจะไม่พูดถึงมันอีก พี่มันดันหลังผมไอ้เดินนำลงบันไดมา จนได้ยินเสียงแว่วๆ เล็ดลอดออกจากห้องรับแขก ทำไมเสียงมันคุ้นจนขนท้ายทอยลุกแบบนี้วะ แถมตาขวายังกระตุกยิกๆ อีกต่างหาก 

“แขกแม่มึงยังอยู่เลยว่ะ เราควรเข้าไปไหม” ผมถามพี่มันที่เดินตามหลังมาเบาๆ รู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างไรไม่รู้ อยากกลับขึ้นห้องพี่มันเสียเดี๋ยวนั้นเลย 

“แม่บอกมึงอยากเจอแขกเขาไม่ใช่หรือไง เข้าไปสิ” 

กูไม่ได้อยากเจออออ แม่มึงพูดเองเออเองอยู่คนเดียวเลย! โว้ย โมโหทั้งแม่ทั้งลูก เผด็จการพอกันเลย แล้วคุณๆ คิดว่าผมจะต่อต้านได้ไหมล่ะ ในเมื่อพี่มันเริ่มดันหลังผมให้ก้าวต่อไปอีกครั้ง ยิ่งใกล้เสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วยิ่งทำเอาขนลุกซู่ 

ก็นั่นมันเสียงแม่กู!! 

ผมที่ชะเง้อหน้าเข้าไปส่องยังบานประตูนั่นเบรกตัวเองและคนด้านหลังเอาไว้ตัวโก่ง ชัดเลย... นั่นมันคุณนายสรชัดๆ! แม่มาทำอะไรที่นี่วะ แถมท่าทางที่คุยกับแม่ไอ้พี่แทนนั่นก็ราวสนิทกันมาตั้งแต่ปางก่อน เวรแล้วไงผม ถึงว่าสิว่ารถคันนั้นทำไมคุ้นตานัก รถแม่กูนี่เอง 

“หยุดทำไมวะ” ไอ้คนด้านหลังก็ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรกับเขาเลย! เสือกดันตัวกูเข้าไปอีกแหนะ ผมจึงหันกลับไปดันพี่มันบ้าง ไอ้คนเผด็จการจึงต้องถอยกลับไปงงๆ 

“เล่นอะไรของมึง หรือว่าอยากไปต่อจากฉากเมื่อกี้กับกูบนห้อง?” มึงนี่ก็หื่นไม่ดูเวลาและสถานที่เลยโน๊ะ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ะ ว่าตอนนี้ให้ผมกลับไปต่อกับพี่มันยังจะดีซะกว่าอีก 

“นั่นแม่กู!” ผมกระซิบกระซาบตอบกลับไป เพราะกลัวคนด้านในจะได้ยิน ไอ้พี่แทนขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อได้ยินสิ่งที่ผมพูด ค่อยโล่งใจหน่อยเพราะอีกเดี๋ยวมันคงพาผมกลับขึ้นห้อง เพราะพี่มันก็คงยังไม่อยากเจอแม่ผมตอนนี้เหมือนกัน ...ซะเมื่อไหร่ล่ะ! 

แทนที่พี่มันจะถอยกลับไป ที่ไหนได้...พี่แม่งอาศัยจังหวะที่ผมไม่ได้ระวังดันเข้ามาในห้องซะอย่างนั้น! ไอ้พี่บ้ามันเข้าใจที่ผมพูดบ้างไหนเนี่ยยย ผมหลับตาปี๋เตรียมรับชะตากรรมล่วงหน้าไว้เลย 

“อ้าว แทน หนูอชิ เข้ามาสิลูก” 

เสียงคุณน้าดังขึ้นมาฆ่ากูแท้ๆ ให้ตายเถอะ ขนลุกทุกทีที่ได้ยินคำเรียกพวกนั้น เดี๋ยวหนูเดี๋ยวน้อง ผมผู้ชายนะครับ ขอความแมนให้ด้วยยย 

ณ สถานการณ์นี้ จะให้หันหลังเดินหนีคงไม่ทันเสียแล้ว เอาวะ เป็นไงเป็นกัน ผมลืมตามองหน้าไอ้ตัวการอย่างคาดโทษก่อนจะหันกลับไปยิ้มหวานประจบประแจงเต็มที่ 

“สวัสดีครับคุณน้า สวัสดีครับคุณแม่...” โลกจะแตก ร้อยวันพันปีมีที่ไหนที่ไอ้อชิคนนี้จะเรียกแม่ว่าคุณแม่ แม้แต่คุณนายสรยังตกตะลึงเบิกตากว้างขึ้นมาอย่างตกใจ 

“อชิ!!” 

ครับคุณแม่ครับ ...นี่ลูกเอง 

ผมยิ้มปะเหลาะ เซถลาเข้าไปหาคุณนายสรอย่างรักใคร่ อยู่ๆ ก็รู้สึกรักแม่มากกว่าทุกวันขึ้นมาเสียอย่างนั้น แม่ผมมองทั้งสามคนในห้องสลับกันไปมาด้วยความมึนงง ก่อนจะเอ่ยปากถามขึ้นในที่สุด 

“เรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงอชิ ไหนว่าติดธุระเลยกลับบ้านไม่ได้ไง” นั่นไงครับ กูเสือกสร้างปมปัญหาไว้ให้แก้อีกแล้ว ธุระอะไรดีล่ะทีนี้ 

“ดิฉันชวนตาหนูมาเองค่ะคุณสร พอดีหนูอชิเขารู้จักกับพ่อแทน ลูกชายดิฉันเองค่ะ วันนี้ก็เลยชวนคุณสรมาทานข้าวเย็นที่บ้านด้วยกันยังไงล่ะคะ” และแล้วเสียงระฆังก็ดังช่วยชีวิต จากคุณน้าคนสวยแม่ของไอ้พี่แทนนั่นเอง ผู้กำกับคิดบทให้กูเสร็จสรรพ 

“ตายจริง นี่ลูกชายคุณภัครเหรอคะ ไม่ได้เจอนาน โตขึ้นเป็นหนุ่มหล่อเหมือนนายแบบเชียว” และแล้วสองสาวก็เปลี่ยนเป้าหมายจากผมไป คุณแม่ที่รักผมยิ่งสลัดลูกชายทิ้งและเดินไปหาไอ้พี่แทนด้วยความรวดเร็ว พี่มันจึงรีบยกมือขึ้นสวัสดีพร้อมโปรยรอยยิ้มเจ้าเสน่ห์เรี่ยราด จนคุณนายสรตกหลุมพลางเข้าอย่างจัง 

“สวัสดีครับ คุณน้าเองก็ยังสวยเหมือนเดิมเลยนะครับ” 

ตอแหลน่ะสิ! พี่มึงรู้จักแม่กูเสียที่ไหน แต่เพราะความลื่นเป็นปลาไหล แม่ผมถึงได้หน้าแดงพูดกลบเกลื่อนเป็นพัลวัน 

ให้ตายสิ คนแก่ก็ไม่เว้น 

“นั่งกันก่อนเถอะค่ะ หนูอชินั่งเลยลูก เดี๋ยวน้าให้คนยกขนมมาให้นะคะ นิ่ม...นิ่ม! ยกของว่างมาให้คุณๆ เขาหน่อย” คุณน้าเจ้าของบ้านกล่าวขึ้น พลางเรียกให้แม่บ้านยกของว่างมาให้ ไอ้พี่แทนจึงดึงผมนั่งลงบนโซฟาใกล้ๆ กัน เพราะตอนนี้แม่ผมกับแม่พี่มันนั่งด้วยกันอยู่ที่โซฟากลางตัวใหญ่ 

ผมเริ่มมึนแล้วว่ะ เขาไปรู้จักกันตอนไหน ทำไมโลกมันถึงได้กลมอย่างนี้ คิดดูสิครับ แม่ผมกับแม่พี่มันรู้จักกัน แถมคุณน้ายังปลื้มผมม้ากมาก ลงทุนแอบไปหาถึงที่มหาวิทยาลัย แถมวันนี้ยังนัดแม่ผมมาที่บ้านเพราะรู้ว่าไอ้พี่แทนจะพาผมมาอีก เหมือนท่านผู้กำกับวางบทไว้แล้วเลยว่ะ เหลือบตามองไอ้คนด้านข้างอย่างไม่ไว้วางใจ พี่มันรู้เรื่องกับเขาด้วยหรือเปล่าเนี่ย 

“แล้วไปรู้จักกับพี่เขาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่เห็นเคยบอกแม่เลย” แม่ผมหันมาสนใจลูกตัวเองในที่สุด 

เอาแล้วไง... จะให้บอกว่าเกือบต่อยกันก็คงจะไม่ใช่ ใช่ไหมล่ะครับ ผมที่กำลังขบคิดจนคิ้วยุงต้องชะงักไป เพราะคนด้านข้างชิงตอบแทนไปซะก่อน 

“พอดีผมเจอน้องตอนไปเรียนภาษาญี่ปุ่นครับ น้องเป็นคุณครูเราเลยได้รู้จักกัน” 

คำว่า ‘น้อง’ ทำเอาขนลุกเกรียว แทบขย้อนข้าวเที่ยงที่กินไปเมื่อหลายชั่วโมงก่อนออกมา มันเคยเรียกผมแบบนี้ที่ไหนกันล่ะครับ ตอนคุยกับแม่พี่มันยังเรียกจิกหัวผมว่า มัน อยู่เลย ไอ้คนตลบตะแลง! 

“แหม บังเอิญจังเลยนะจ๊ะ แล้วเราไปแผลงฤทธิ์อะไรใส่พี่เขาบ้างหรือเปล่า ยิ่งพยศอยู่นะพ่อลูกชายคนนี้” และแล้วคุณนายแม่ก็หันกลับมาเล่นงานลูกชายตัวเอง ผมพยศที่ไหน ผมออกจะเป็นผู้ชายน่ารักน่าชัง? 

แต่ไม่ต้องถึงมือไอ้พี่แทนหรอกครับ เพราะคุณแม่พี่มันรีบตอบแทนให้ก่อนแล้ว 

“ไม่เลยค่ะ น้องอชิน่ารัก สุภาพ แถมมีน้ำใจมากๆ เลยนะคะ ครั้งแรกที่พบกันก็เข้ามาช่วยดิฉันไว้ตอนกำลังจะเป็นลมด้วย เห็นแล้วอยากได้มาเป็นลูกชายเพิ่มอีกสักคนเลยล่ะค่ะ” 

อื้อหือ อนาคตลูกรักแม่ผัวลอยมาเห็นๆ ไอ้คนด้านข้างก็ยิ้มไม่หุบไปสิ น่าหมั่นไส้จริงๆ ให้ตาย แล้วหลังจากนั้นแม่ผมก็บ่นเรื่องที่ผมไม่ค่อยกลับบ้าน ผสมโรงกับคุณน้าที่เม้าส์ลูกชายตัวเองเหมือนกัน แล้วทั้งสองคนก็ลากตัวเองเข้าสู่การสนทนาที่พวกผมไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ ทำได้เพียงนั่งกินขนมและฟังบ้างไม่ฟังบ้างเท่านั้น กลายเป็นไอ้คนด้านข้างที่เริ่มทนบทสนทนาสมาคมแม่บ้านไม่ไหว ส่งมือมาสกิดผมยิกๆ จึงต้องละมือที่กำลังหยิบคุกกี้เข้าปากหันไปมอง 

“ไปกับกู” 

“ไปไหน” 

“เออน่า อยู่ไปก็ฟังไปรู้เรื่อง เมื่อยก็เมื่อย...” 

“ซุบซิบอะไรกันสองคนจ๊ะ” ทำเอาสะดุ้งวูบ เมื่อคุณน้าหันมาเหล่เห็นเราทั้งสองคนเข้าพอดี นึกว่าคุยติดพันไม่ได้สนใจกันแล้วเสียอีก 

“ผมจะชวนอชิออกไปเดินเล่นที่สวนครับ” สุภาพชนขึ้นมาเชียว 

“ไปเถอะจ้ะ” 

เมื่อได้รับอนุญาตพี่มันก็ลากผมออกมาจากห้องนั้นทันที เดินสวนบรรดาแม่บ้านที่กำลังยกของว่างมาให้เพิ่มเติม นี่ตั้งใจจะตัดกำลังกันก่อนกินข้าวเย็นใช่ไหมเนี่ย เอาขนมมาให้กินเยอะๆ เพื่อจะกินข้าวไม่ได้...แผนสูงใช่เล่นเลยนะ ...คิดไปนู้น 

“พอแล้ว ผมจะไปเดินเล่นหลังบ้าน เอาไปเก็บเถอะ พวกแม่ๆ ก็ไม่ได้กินกันหรอก ปากไม่ว่าง” 

สาด คล้อยหลังเข้าหน่อยแล้วปากดีขึ้นมาเลยนะครับ ทำไมไม่พูดแบบนั้นต่อหน้าแม่ผมบ้างล่ะ จะได้รู้ทาสแท้กันไปเลย 

ผมมองไปรอบๆ บ้านพี่มันอย่างสนใจ บ้านนี้หลังใหญ่จนคิดว่าอยู่กับแค่สามคนจริงๆ เหรอ แต่ไม่ได้นับรวมบรรดาแม่บ้านที่ผมไม่รู้ว่ามีกันทั้งหมดกี่คน ซึ่งมันก็กว้างเกินไปอยู่ดี แต่ที่ผมชอบใจมากที่สุดก็ต้นไม้นี่แหละครับ เยอะมาก ไม่ได้เยอะแบบรกนะครับ แต่มันเยอะแบบกำลังดี แถมดูเหมือนว่าได้รับการดูแลเอาใจใส่สม่ำเสมอเสียด้วย กิ่งก้านถูกตัดแต่งเรียบร้อย 

“บ้านมึงร่มรื่นดีว่ะ กูชอบ” 

“ชอบก็ขนข้าวขนของมาอยู่ด้วยกัน” 

หืมมม สะบัดหน้าหันกลับมาคอแทบเคล็ด 

“ลูกเขามีพ่อมีแม่ อยู่ๆ จะให้ย้ายเข้าบ้านมึงเฉยๆ ได้ยังไง สินสอดอะไรตกลงกันหรือยัง” นึกสนุกเล่นตามน้ำมันไปเสียอย่างนั้น แต่ใครเลยจะรู้ว่าพี่แม่งเอาจริงว่ะ เห็นได้จากท่าทางจะเดินตรงดิ่งกลับเข้าไปในบ้าน 

“เฮ้ยๆ จะไปไหน” 

“ไปคุยเรื่องสินสอดกับแม่มึงไง แม่กูก็อยู่ด้วย จังหวะดีจริงๆ” 

“เชี้ยยย กูล้อเล่นไหมล่ะ! หยุดเลยมึง” ผมคว้าแขนแกร่งไว้ได้ทัน ทำให้พี่มันหยุดตัวลง พร้อมหันมายิ้มร้ายให้ผมและวางมือขยี้ผมกันจนยุ่งไปหมด 

“ก็แล้วมาปากดี” 

ผมสางมือจัดทรงผมให้เข้าที่พลางเดินตามพี่มันไปเรื่อยๆ จนเจอเข้ากับศาลาเล็กๆ ที่ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ แถมมีธารน้ำเล็กๆ ที่สร้างขึ้นอยู่ข้างกันอีกด้วย โอ๊ยยยย อชิตะเป็นปลื้ม ชอบสวนแบบนี้ อยากให้ที่บ้านมีบ้างจัง คิดได้แบบนั้นจึงเดินไปนั่งยองๆ อยู่ข้างสระเล็กๆ วักน้ำหยอกล้อปลาคราฟตัวโตเบาๆ 

“ลูกรักพ่อกู” พี่มันที่เดินเข้าไปนั่งในศาลาแล้วพูดขึ้น ดูแล้วน่าจะมีอยู่เกือบๆ สิบตัว 

“ถ้าบ้านกูเป็นแบบนี้ กูจะกลับบ้านทุกวันเลย” 

“ถ้ามึงอยู่มาตั้งแต่เกิด มึงจะไม่พูดแบบนี้” 

ผมถอนหายใจพลางหันไปมองคนเถียงที่นั่งเอกขเนกอย่างสบายใจ ขอให้ได้ขัดสักนิดสักหน่อยเถอะว่ะ ไม่อย่างนั้นมันจะตาย! 

“มึงชอบธรรมชาติแบบนี้เหรอ” 

“อืม พ่อกูก็ชอบ แต่... ช่างมันเถอะ” ผมที่ดันไปนึกถึงเรื่องบางอย่างเข้าหยุดลงทันที เอาเถอะ ผมไม่อยากพูดขึ้นให้เสียบรรยากาศ 

ไอ้คนบนศาลาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทางของผม แต่พี่มันคงรู้ว่าผมไม่อยากพูดถึงจึงไม่ได้ซักไซร้อะไรต่อ 

“เพิ่งเคยได้ยินมึงพูดถึงพ่อ” 

ซะที่ไหนเล่า!!! ใครบอกว่าพี่มันเข้าใจ แล้วใครบอกไม่เคยพูดถึง ตอนที่อธิบายเรื่องชื่อ เรื่องเชื้อชาตินั่นก็พูดถึงไปแล้วไง ก็แค่ครั้งนั้นครั้งเดียวแหละ 

“....” ผมเลือกที่จะไม่ตอบคำถาม เพราะความอึดอัดบางอย่างทำให้ไม่อยากพูดถึงเท่าไหร่ 

“แล้วเมื่อไหร่พ่อมึงจะกลับวะ นี่ก็เย็นมากแล้วด้วย” หาทางเปลี่ยนเรื่องแบบเนียนๆ ไปก่อนแล้วกัน พลางลุกขึ้นเดินไปนั่งด้านข้างพี่มันบนศาลา แต่ยังไม่ทันได้หย่อนก้นลงนั่งดีๆ ท่อนแขนแกร่งกลับโอบรัดผมและดึงให้ไปนั่งตักพี่มันเสียอย่างนั้น 

คิดว่าผมจะอยู่นิ่งๆ ให้พี่มันเอาเปรียบไหมล่ะครับ 

“ทำไมอะไรของมึง! เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าหรอก!!” พยายามจะยันตัวลุกขึ้น แต่ก็สู้แรงพี่มันไม่ได้อยู่ดี สุดท้ายจึงต้องจุมปุ๊กให้พี่มันกอดอย่างนั้น 

“ไม่มีใครมาหรอกน่า ถึงเห็นแล้วจะทำไม” 

“เดี๋ยวเขาเข้าใจผิดน่ะสิ!” 

“ผิดว่า...?” 

“ผิดว่ามึงกับกูเป็นอะไรกันไง” พูดไปแล้วก็แทบกัดปากตัวเอง แต่มันไม่ทันแล้วไงครับ คำพูดหลุดออกจากปากไปแล้ว เรียกคืนได้ที่ไหน ที่เซ็งนี่ไม่ใช่อะไร เพราะอุตส่าห์เลี่ยงการพูดเรื่องนี้มาได้ตั้งหลายครั้งแล้วไง คราวนี้เสือกเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาขึ้นมาเสียเอง 

“ก็คิดถูกแล้วนี่ ผัวเมียกันกอดกันไม่ใช่เรื่องแปลก” 

“เดี๋ยวนะ เหมือนว่ามึงจะข้ามขั้นตอนอะไรไปหน่อย แฟนกันยังไม่ใช่ นี่มึงกล้าพูดคำว่าผัวเมียออกมาเลยเหรอ” เหลือบตามองคนด้านหลังที่ยื่นหน้าเข้ามาเสียใกล้อย่างหมั่นไส้ 

“ที่กูทำกับมึงมันเลยคำว่าแฟนไปไกลแล้วว่ะ” ด้านได้อีก คำพูดคำจา 

แต่แล้วบางอย่างที่คาใจผมมาตลอดได้ตีตื้นขึ้นมาอีกครั้ง นี่อาจเป็นโอกาสที่จะพูดเรื่องนั้นเสียที ผมเริ่มเรียบเรียงความคิดว่าจะถามพี่มันอย่างไรดี ในเมื่อตอนนี้ไม่มีหลักฐานเป็นคลิปเพื่อยืนยันสิ่งที่ได้ยินมาเสียด้วย ดันลืมให้ไอ้ปั้นส่งมาให้ หวังว่ามันจะยังไม่ลบคลิปนั้นออกหรอกนะ ผมนั่งนิ่งทบทวนความคิดตัวเองจนคนด้านหลังรู้สึกได้ พี่มันดันผมให้หันข้างเข้าหาเพื่อมองใบหน้าได้ชัดๆ 

“เงียบเลย เขินอยู่เหรอวะ” 

ถ้าหน้าตาเบื่อโลกที่กูกำลังทำอยู่ตอนนี้มันแปลว่าเขิน ก็คงจะใช่...ที่ไหนเล่า! ผมที่ไม่ได้ล้อเล่นตามที่มัน ตีสีหน้าจริงจังจนคนกวนประสาทเริ่มขมวดคิ้วมุ่น 

“กูมีเรื่องจะถามมึงหน่อย” เปิดบทสนทนาด้วยประโยคที่น่ากลัวอันดับต้นๆ ของเมืองไทย เอาล่ะครับ ความกดดันเริ่มมา ไอ้คนมีชนักติดหลังมันต้องร้อนรนกันบ้างล่ะวะ 

“เรื่องอะไร” 

“เรื่องที่มึงกับเพื่อน.../อ้าว นั่นแทนรึเปล่าน่ะ” ก่อนที่ผมจะได้ถามจนจบประโยค เสียงทักจากนอกศาลาก็ดังขึ้น ทำให้ผมที่โดนขัดจังหวะหันมองตามเสียงด้วยความเซ็ง 

ชาตินี้กูจะได้คุยกับพี่มันเรื่องนี้ไหมเนี่ย!! ขัดกันจริงเลยโว้ยยย 

และด้วยความที่กำลังหงุดหงิดเลยลืมไปว่าผมกับไอ้พี่แทนกำลังนั่งกันอยู่ในท่าไหน จนบุคคลใหม่ที่ปรากฏกายเดินเข้าสู่สายตา ชายมีอายุในชุดสูทสุดเนี้ยบแต่กลับท่าทางใจดีขัดกับลุกนักธุรกิจนั่นแหลือเกิน ดูเหมือนท่านจะชะงักไปนิดเมื่อเห็นว่าคนในศาลาไม่ได้มีแค่คนเดียว 

“อ้าว พ่อ สวัสดีครับ กลับมาแล้วเหรอ” 

และแล้วเสียงเรียกด้านหลังก็ทำเอาสติกลับคืน รีบดีดตัวขึ้นจากตักไอ้พี่แทนแทบไม่ทัน เวรแล้วไง! ท่านั่งเมื่อกี้มันล่อแหลมน้อยเสียเมื่อไหร่กัน คุณพ่อพี่มันเห็นเต็มตาแน่ๆ อีกอย่างเพื่อนผู้ชายที่ไหนจะมานั่งตักกันเล่นแบบนี้ล่ะครับ 

“สะ สวัสดีครับ คุณลุง” ตะกุกตะกักขึ้นมาเลย แม่ง... รู้สึกเหมือนถูกจับได้ว่าแอบเข้าบ้านผู้ชายเลยว่ะ แต่ดูเหมือนไอ้คู่กรณีของผมมันจะไม่สะทกสะท้านสักนิด เพราะมันกำลังเดินชิวเข้าไปหาพ่อมันแล้ว 

“นี่อชิใช่ไหม” 

ไหงคุณพ่อถึงรู้จักผมได้วะ เรียกชื่อพร้อมหันมายิ้มหวานให้กันอีก ดูเป็นคุณพ่อที่แสนอบอุ่นจริงๆ เลย คิดมาถึงตรงนี้ทำให้ชะงักไปนิด ก่อนไอ้พี่แทนจะเดินมาขวางหน้าผมกับพ่อพี่มันไว้ บดบังทัศนียภาพกูจริงๆ 

“อย่านะพ่อ นี่ของผม” 

ของผมอะไรของมึ๊งงงงงง โว้ยยย พูดออกมาได้ไม่อายปาก นั่นพ่อมึงนะ! เดี๋ยวเขาก็รู้หรอกว่าเราเป็นอะไรกัน! มีอย่างที่ไหนโผล่งออกไปแบบนั้นวะ คนอื่นเขามีแต่อยากจะปิด ไอ้นี่เสือกเปิดไม่มีเหลือ แต่ที่ตลกร้ายยิ่งกว่านั้นคือ แทนที่พ่อพี่มันจะแปลกใจอะไรกลับขำขึ้นมาเสียอย่างนั้น ท่านคลายเนคไทออกหลวมๆ และปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตด้านในออกสองเม็ดเพื่อคลายร้อน ก่อนจะเดินเข้ามานั่งในศาลาด้วยท่าทีสบายๆ 

“หวงจริงๆ เลยนะ เหมือนที่แม่แกว่าไว้ไม่มีผิด” 

เดี๋ยวๆ เดี๋ยวสิครับ ...นี่มันเรื่องอะไรกัน? 

“แม่บอกพ่อแล้วเหรอ” 

“คิดว่าแม่แกจะทนเก็บอะไรไว้คนเดียวได้หรือไง เห็นพูดถึงอชิไม่หยุดตั้งแต่แอบหนีไปหาถึงมหา'ลัยแล้ว” 

เดี๊ยวววววววววววว นี่เอาผมไปนินนทาถึงไหนกันแล้ววะเนี่ยครับ ใครก็ได้ช่วยอธิบายเรื่องทั้งหมดให้อชิตะฟังที งงไปหมดแล้ว และดูเหมือนไอ้พี่แทนจะมองหน้าเอ๋อๆ ของผมออก จึงช่วยสงเคราะห์ให้ 

“พ่อกูก็รู้เหมือนที่แม่กูรู้นั่นแหละ” 

“ระ...รู้? รู้อะไร” 

“ก็รู้เรื่องที่มึงกับกูกำลังคบกันอยู่ไง” 

พ่าม! พาม! พ๊ามมมมมม ช็อกกกก 

เดดแอร์ขึ้นมากระทันหัน ถึงกับพูดไม่ออก ไปต่อไม่ถูกกันเลยทีเดียว นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะครับ เอาเถอะ เรื่องที่แม่พี่มันพอระแคะระคายเรื่องของผมกับไอ้พี่แทนผมก็พอจะรู้อยู่บ้าง แค่การที่คุณพ่อพี่มันก็รู้ด้วยนี่ผมคิดไม่ถึงว่ะ แถมเป็นการรู้ที่ยอมรับได้อีกต่างหาก ไม่ได้แสดงท่าทีทุกข์ร้อนอะไรเลยที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวจะชอบผู้ชายด้วยกัน! 

นี่มันหมายความว่าจะไม่มีทายาทสืบสกุลเลยนะครับ! ครอบครัวใหญ่นามสกุลดังขนาดนี้ แต่ไม่แคร์เรื่องนี้เลยเหรอวะ อชิตะไม่เข้าใจ!!! 

“มึงไม่ต้องตกใจหรอก กูบอกแล้วไงว่า แม่กูว่ายังไงพ่อกูก็ว่าอย่างนั้นแหละ” 

ก็ไม่ได้คิดว่าจะหมายถึงเรื่องนี้ด้วย! 

เหี้ยละ แล้วแบบนี้แม่ผมจะรู้เรื่องกับเขาด้วยหรือเปล่าวะ ผมมั่นใจว่าคุณนายสรต้องช็อกหัวใจวายตายแน่ๆ ถ้ารู้เรื่องเข้า เพราะก่อนหน้านี้ผมคบผู้หญิงผมก็บอกแม่ตลอดไง แม้จะไม่เคยพาไปพบเลยสักคน แต่ผมก็ไม่มีท่าทีว่าจะเอนเอียงเลยสักนิด 

“เอ่อ...” 

รู้จักคำว่าแดกจุดเข้าจริงๆ ก็วันนี้เอง 

 

 

50% 

........................................... 

ผ่านฉลุยเลยตาหนูเอ๊ยยยย 

ตอนหน้าเคลียร์กับแม่ยายนะลูกนะ XD 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว