เป็นกำลังใจให้เทคด้วยน้าาาา เทคจะได้มีแรงอัพพพพพ >3<

ราตรีที่ 15 คนที่จะรังแกเจ้า มีแต่ข้า

ชื่อตอน : ราตรีที่ 15 คนที่จะรังแกเจ้า มีแต่ข้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.5k

ความคิดเห็น : 46

ปรับปรุงล่าสุด : 11 พ.ย. 2560 01:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 15 คนที่จะรังแกเจ้า มีแต่ข้า
แบบอักษร

ราตรีที่****15 คนที่จะรังแกเจ้า มีแต่ข้า

หย่งชางมีความรู้สึกผิดแปลกในใจ...

หลังจากกลับเข้าวังก็ได้ข่าวว่าฉิงเฟิ่งโดนหัวหน้าสั่งลงโทษที่บังอาจกลับมาช้าเกินกำหนด เขาไม่ได้ยินเหตุผลอ้างว่าเป็นเพราะเขาถึงได้กลับช้า ฉิงเฝิ่งไม่พูด ไม่ได้โยนความผิด หรือกล่าวร้ายใดๆ ใส่

หากเจ้าหมู่นั่นลองสังเกตดูก็น่าจะรู้ตัว ตลอดเวลาเขาจงใจแกล้ง จงใจให้มาอยู่กับเขาช่วงกลางวันและให้ออกเวรตอนกลางคืน เมื่อวันที่มีโจรร้ายบุกเข้ามาในวังหลวง เป็นฉิงเฟิ่งที่ร้องเรียกให้คนช่วย อีกฝ่ายเห็นหน้าตาโจรที่เหลือ คงไม่แปลกใจถ้าหากว่าจะถูกลอบทำร้ายตอนหลัง หากฉิงเฟิ่งเป็นคนของเขา พวกนั้นก็คงมีเกรงกลัวบ้างและคงไม่ลงมือเร็วๆ นี้

กระนั้นเจ้าหมูอ้วนกลับสาวหาม ทำตัวน่าประหารยิ่งนัก!

ไม่ว่าเขาจะทำเยี่ยงไร ใช้งานหนักตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น ฉิงเฟิ่งก็ได้แค่ก้มหน้าทำตามอย่างไม่มีอิดออด เบื้องหน้าเป็นเช่นไร เบื้องหลังก็เป็นเช่นนั้น

บ่อยครั้งที่เขามักได้ยินคำพูดตามหลัง หย่งชางหาได้ใส่ใจในคำพูดนั้น มันชินชาเสียแล้ว

เจ้าหมูฉิงเฟิ่งแตกต่าง...

เจ้าหมูฉิงเฟิ่งไม่เคยกล่าวโทษเขา...

คงเป็นข้อนี้ที่ทำให้เขาเริ่มผิดแปลก จากมองว่าธรรมดากลับดูน่ารัก ตอนที่เห็นร่างอ้วนนั่นเดินต้วมเตี้ยมเป็นเต่าก็น่ารัก แก้มทั้งสองข้างที่ป่องบางครั้งก็ยิ่งดูน่ารัก จนบ่อยครั้งเขาเผลอมองอยู่ตลอดเวลา

"ฉิงเฟิ่ง"

เรียกร่างท้วมที่ยืนอยู่ด้านหน้า

"พ่ะย่ะค่ะ" ฉิงเฟิ่งยกมือคารวะ

"ซือฉิงเฟิ่ง"

"พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย" ฉิงเฟิ่งขานรับอีกครั้ง

หย่งชางหัวเราะขบขันหึหึ เขาชอบยิ่งนัก ชอบเวลาที่เจ้าหมูเต่าน้อยเรียกขาน

"ฉิงเอ๋อ"

คราวนี้ฉิงเฟิ่งลองเรียกอีกชื่อหนึ่ง ฉิงเฟิ่งจะงัก ใบหน้าอวบอ้วนที่เคยก้มหน้าเผลอเงยขึ้นมามองก่อนที่จะก้มไปอีกครั้ง

“ฉิงเอ๋อ” เขาลองเรียกชื่อนี้เป็นครั้งที่สอง

“...พ่ะย่ะค่ะ” ฉิงเฟิ่งถูกเรียกขานรับดั่งเดิม

วรกายสูงก็ยังคงหัวเราะอยู่ หย่งชางคิดว่าตัวเองชอบชื่อนี้ยิ่งนัก เขาคิดว่ามันดูเหมาะกับฉิงเฟิ่ง เจ้าหมูเต่าตัวกลมอ้วน

“มาหาข้า” เขาสั่ง

ฉิงเฟิ่งจึงเดินเข้าใกล้ เขาเว้นระยะห่างกันไม่กี่ก้าว เพื่อรอรับคำสั่ง ทว่าคำสั่งนั้นกลับแทนที่ด้วยความลำบากใจอยู่ไม่น้อย

“ถอดชุดเจ้าออก”

ผู้เป็นทหารอ้าปากค้าง ดวงตาที่เต็มไปด้วยความขลาดเขลาเงยมองอย่างร้องขอ ทว่าสิ่งที่ได้กลับมีเพียงแค่พระพักตร์ร้ายที่ดูเหมือนอยากแกล้งให้อับอายมากกว่า ในเมื่อเป็นองค์ชายก็ต้องทำตาม ฉิงเฟิ่งจึงจำใจค่อยๆ ถอดอาภรณ์ออกทีละชิ้น ชุดทหารถูกกองอยู่กับพื้นในเวลาอันสั้น ฉิงเฟิ่งอยู่ในชุดสีขาวบาง เขาเอามือกอดตัวเองแน่นพลางเบือนหน้าหันหนี

หัวใจเขาเต้นไม่เป็นส่ำ มันยากนักที่จะหักห้าม

ฉิงเฟิ่งหลับตาปี๋ยามที่สัมผัสได้ถึงลมหายใจอ่อนที่ต้นคอด้านขวา ใกล้จนกลัวว่าองค์ชายหย่งชางจะได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นดังออกมานอกอก

เขาจะเป็นบ้าอยู่แล้ว!

เรื่องของฉิงเฟิ่งรู้ถึงหูฮองเฮาอีกเช่นกัน นางหัวเราะยามที่ได้ฟังว่าหย่งชางนั้นถูกสั่งสอน ร่างกายของนางไม่ค่อยดีนัก เมื่อครั้งก่อนหย่งชางก็มาหานาง พอรู้ว่ากำลังป่วยก็สั่งให้หมอดูแลดิบดี ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกนั้นไม่ได้แย่มากมายอะไรนัก ถึงหย่งชางจะเสเพลไปบ้างแต่ก็ไม่ได้ทำให้เดือดร้อนหรือหนักอกหนักใจ

ชีวิตคนเรานั้นไม่ยั้งยืน

นางปลงเสียแล้ว

นั่งได้ครู่หนึ่งก็มีนางกำนัลมาแจ้งว่าพระสนมกุ้ยเฟยต้องการเข้าพบ ฮองเฮาจึงเชิญให้นางเข้ามาด้านใน ไม่นานนักอาคันตุกะที่ไม่อยากเชื้อเชิญให้เข้ามาในห้อง... สนมกุ้ยเฟยดูแตกต่างจากฮองเฮายิ่งนัก นางยังคงแต่งหน้าจัดจ้าน ริมฝีปากสีแดงฉานดั่งกุหลาบ ตั้งตาและแก้มดูเปล่งปลั่ง ผิวกายที่ดูเหมือนหญิงสาวแรกรุ่น ฮองเฮานั้นได้แต่นึกชื่นชมความงามภายนอกอยู่ภายในใจ

น่าเสียดาย...ที่ภายในของนางนั้นช่างเน่าเฟะ

“ถวายบังคมฮองเฮาเพคะ”

พระสนมกุ้ยเฟยนั้นถวายทำความเคารพตามตำแหน่ง ถึงนางจะเป็นบุตรสาวตระกูลหวัง เป็นถึงสนมกุ้ยเฟยของฮ่องเต้ ทว่าก็ยังมีตำแหน่งที่ตำกว่าฮองเฮาอยู่ดี

ฮองเฮาโบกมือให้ลุกขึ้น พระสนมกุ้ยเฟยก็ลุกขึ้น แผ่นหลังเหยียดตรง ใบหน้าเชิดหยิ่ง

“หม่อมฉันได้ข่าวว่าพระอาการของฮองเฮาไม่ทรงตัว ด้วยเกรงว่ายาของหมอหลวงจะไม่ได้ผม หม่อมฉันได้โสมดีจากทางบ้านเลยนึกถึงฮองเฮา จึงต้มโอสถมาถวาย”

ด้านหลังสนมกุ้ยเฟยนั้นคือนางกำนัล นางเดินก้าวขึ้นมา ในมือของนางมีหม้อยาขนาดเล็ก ไอร้อนของตัวยาลอยขึ้นมาจนได้กลิ่น นางกำนัลก้มหน้ายืนมือถวายโอสถ ก็มีนางกำนัลอีกคนมารับไปถวายฮองเฮาอีกทอดหนึ่ง ฮองเฮานั้นทำเพียงแค่เปิดฝา กลิ่นของมันช่างรุนแรงยิ่งนักจนแทบอยากสำรอก

“เกรงใจเจ้าแล้ว” ฮองเฮาพูดขึ้นด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก

“ฮองเฮาเพคะ พระองค์กับหม่อมฉันเป็นเหมือนพี่น้องร่วมสาบาน หม่อมฉันไม่อาจทนนิ่งดูดายได้หากพระองค์เกิดเป็นอะไรขึ้นมา”

เป็นผู้อื่นคงเชื่อในคำลวงนั้น...ทั้งสีหน้าของนาง คำพูดของนางดูราวกับว่าเป็นห่วงจากใจจริง ทั้งที่จริงแล้วล้วนเป็นเรื่องปั้นแต่งขึ้นมาทั้งสิ้น ฮองเฮามิแปลกใจว่าเหตุใดหย่งชางถึงเลือกที่จะหันหลังให้ราชบัลลังก์ ในเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสตรีที่ร้ายยิ่งกว่างูพิษที่คอยแว้งกัดตลอดเวลา เป็นนางก็คงเบื่อหน่ายที่ต้องพบปะกับคนพวกนี้

สมัยของฮองเฮาได้สิ้นสุดแล้ว นางไม่ใช่หญิงสาวแรกรุ่น เป็นเพียงแค่หญิงวัยกลางคนที่ร่างกายเจ็บออดๆ แอดๆ พูดแค่เพียงไม่กี่ประโยคก็ไอออกมาอีกหลายรอบ

“เห็นทีว่าหม่อมฉันสมควรลา ฮองเฮาจะได้พักผ่อน” พระสนมกุ้ยเฟยหันมองขันทีเว่ยที่อยู่ด้านข้าง “ขอให้พระวรกายแข็งแรงเร็ววัน หม่อมฉันทูลลาเพคะ”

พระสนมกุ้ยเฟยเอ่ยเพียงแค่นั้นก็หันหลังกลับ ก่อนจะไปก็ยังทิ้งท้ายทำให้ฮองเฮาเจ็บใจเล่น

“เห็นทีว่าเหยียนอี้อาจได้สร้างความดีความชอบอีกหน น่าเสียดายนะเพคะที่องค์ชายหย่งชางนั้นเป็นลูกที่ไม่เอาไหน ไม่เหมือนเหยียนอี้ของหม่อมฉัน”

พระสนมกุ้ยเฟยก็มาแค่ทับทมฮองเฮาก็เท่านั้น

ฉิงเฟิ่งหดตัว ห่อกายอวบหนีจากพระหัตถ์นิ่ม ทีแรกฉิงเฟิ่งคิดว่าองค์ชายหย่งชางจะกลั่นแกล้ง ความคิดเหล่านั้นทำให้เขาไม่กล้าลืมตา รูปหน้าอวบอั๋นเหลือบมองตรงข้อมือที่ถูกจับ เขาเป็นแค่ทหาร เป็นแค่ชาวบ้าน องค์ชายหย่งชางกลับไม่นึกรังเกียจ มือของเขาหยาบกระด้าง พอลองสังเกตดูแล้วผิวขององค์ชายช่างขาวราวกับหิมะ ผิดจากผิวของเขาที่ออกอมเหลือง ใบหน้าก็หล่อเหลา เส้นผมยาวสลายเลยกลางหลังไหวพลิ้วงดงามรับกับลำคอระหง

หัวใจของฉิงเฟิ่งเต้น...เต้นแรงอีกแล้ว

“แผลของเจ้า”

หย่งชางหมายถึงแผลที่ยังเป็นรอย มันจางมากแล้วแต่ก็ยังไม่หายขาด ร่างอ้วนต้องเป็นรอยก็เพราะเขา ผิวอวบต้องมัวหมองก็เพราะเขา

ฉิงเฟิ่งมองตาม “เดี๋ยวมันก็หายแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

แผลแค่นี้อีกไม่ถึงเดือนก็คงจะหายขาดแล้ว ถ้าไม่นับเรื่องการกลั่นแกล้ง เมื่อก่อนตอนเป็นทหาร ฉิงเฟิ่งมักเข้าป่าหาฝืนอยู่เป็นประจำ แผลแค่นี้นั้นเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวที่เคยเจอ นับว่ายังโชคดีที่ไม่ค่อยมีรอยแผลเป็นให้เห็นนัก

มีสิ่งหนึ่งที่ยังติดข้างอยู่ในอก มันติดข้างมานานแล้ว เกิดเรื่องมากมายก็เลยทำให้ฉิงเฟิ่งหลงลืม ดวงตาดำขลับแอบมองพระพักตร์สง่า

“องค์ชาย ข้าน้อยบังอาจขอถามอะไรสักอย่าง”

เขาอยากดึงมือกลับ องค์ชายไม่ยอมให้ความร่วมมือสักนิด จึงต้องปล่อยเอาไว้เช่นนั้น

“ว่ามาสิ” หย่งชางไม่ได้ใส่ใจ เขาเปิดแขนเสื้อเพื่อสำรวจว่ายังมีรอยแผลอยู่ตรงไหนอีกหรือไม่

ฉิงเฟิ่งชั่งใจครู่หนึ่ง ก่อนถามด้วยความใคร่รู้

“ข้าน้อยเคยเจอพระองค์หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

ฉิงเฟิ่งยังนึกไม่ออก เขายังคงแคลงใจในข้อนี้ยิ่งนัก

หย่งชางทำหน้าบึ้งตึง พระเนตรกร้าวร้ายมองอีกฝ่าย มาบัดนี้เจ้าหมูก็ยังคงลืมเขา มันช่างน่าจับประหารเสียจริง!

ฉิงเฟิ่งหดหัวเหมือนเต่าน้อย ไม่ผิดเพี้ยนจากที่หย่างชางคิดสักนิด ริมฝีปากอวบอิ่มหุบเม้มกันแน่นสนิท ใบหน้าอ้วนดั่งหมั่นโถวป่องนูน ครู่หนึ่งก็ต้องร้องโอ๊ยดัง ฉิงเฟิ่งถูกประทุษร้ายร่างกายอีกแล้ว แล้วผู้กระทำนั้นก็คือองค์ชายหย่งชางที่ไม่ยอมปล่อยแขนเขาสักที

หน้าผากนูนกลายเป็นรอยแดงเล็กๆ นั่นเพราะถูกดีดจากนิ้ว พอจะอ้าปากต่อว่าก็ต้องหยุดลง อีกฝ่ายมีสถานะเป็นถึงองค์ชายทำได้แค่เพียงสงบปากสงบคำ ถึงเช่นนั้นฉิงเฟิ่งก็แอบบ่นอุบอิ๊บอยู่ภายในใจ แรงขององค์ชายใช่ว่าจะน้อยเสียที่ไหน ดูจากเมื่อคราวที่พบกันครั้งแรกกลับฉุดร่างที่อ้วนท้วมของเขาไม่ให้ตกบันไดได้ก็น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก ปกติแล้วฉิงเฟิ่งตัวใหญ่กว่าเขา คนอื่นมักบ่นอยู่เสมอให้ลดน้ำหนักลงซะบ้าง

“ข้าน้อยเจ็บนะพ่ะย่ะค่ะ”

คนเจ็บเอ่ยเสียงอ่อน ใช้มือข้างที่ว่างลูบหัวตัวเองปอยๆ

“หึ สมน้ำหน้า ใครใช้ให้เจ้า...” หย่งชางหยุดชะงัก เขาไม่พอใจก็สะบัดแขนครั้งหนึ่ง

ฉิงเฟิ่งไม่เข้าใจ เหตุใดเล่าจึงเป็นเขาที่กลายเป็นฝ่ายผิดซะได้

หย่งชางไม่พูดอะไรอีก เขาปล่อยแขนฉิงเฟิ่งให้เป็นอิสระ สะบัดหน้าไปอีกทางหนึ่ง ทำราวกับว่าตัวเองเป็นเด็กตัวน้อยที่กำลังโกรธจัด ไม่แน่ว่าเขาอาจโกรธมากก็ได้...โกรธที่เจ้าหมูบังอาจมาลืมเขา!

ฉิงเฟิ่งเอียงคอ เขาไม่เข้าใจท่าทีองค์ชายหย่งชาง ใครๆ มักก็บอกว่าเขาเป็นคนโง่...คนโง่อย่างฉิงเฟิ่งจึงไม่เข้าใจจิตใจองค์ชายหย่งชางในขณะนี้ จึงได้แต่ยืนทำหน้าเอ๋อใส่ ผิดกับองค์ชายที่เกรี้ยวกราด เขาผินหน้ามองเจ้าหมูที่เอาแต่ยืนนิ่ง จะโกรธก็ดันโกรธไม่ลงจึงต้องถอนหายใจเฮือกหนึ่ง

มันน่าจับตีก้นให้เข็ดนัก!

ย่างเข้าสู่ปีที่สาม ฉิงเฟิ่งได้เป็นทหาร และเขาก็ไม่ต้องอยู่เฝ้าเวรยามหน้าประตูอีกต่อไป ในเช้าวันต่อมาก็ได้รับแจ้งจากหัวหน้าว่าไม่ต้องทำหน้าที่นี้อีก หน้าที่ของฉิงเฟิ่งต่างก็เป็นสิ่งที่ใครต่อใครต่างอิจฉา นายทหารชขั้นเล็กๆ ทำเพียงแค่เฝ้ากำแพงเมืองก็ได้จับพลัดจับพลูกลายเป็นผู้ติดตามองค์ชายใหญ่อย่างเต็มตัว ข่าวลือมักแพร่กระจายเร็วเสมอ ทีแรกนั้นฉิงเฟิ่งคิดว่าตัวเองโดนล้อเล่น ทว่าความจริงก็คือความจริงอยู่วันยังค่ำ

ฉิงเฟิ่งกลายเป็นคนติดตามองค์ชายหย่งชางเต็มตัวไปแล้ว

เขาถอนหายใจหนัก ยังมีสิ่งหนึ่งที่ติดข้างอยู่ในอก ในคืนหลังจากวันที่ฉิงเฟิ่งได้เห็นวิญญาณปลอมก็เก็บเอามาคิดไม่ตก พอเฝ้าถามทหารผู้อื่นแล้วนับจากวันนั้นก็ไม่มีใครเห็นวิญญาณขันทีอีกเลย ฉิงเฟิ่งที่เป็นเพียงแค่คนโง่จึงชอบเก็บเอามาขบคิด และสิ่งที่คิดได้ก็มีเพียงแค่อย่างเดียว

รอบกายขององค์ชายหย่งชางนั้นหาได้มีผู้สวามิภัคที่แท้จริงไม่

ความจริงในข้อนี้ก็ยิ่งทำให้ฉิงเฟิ่งคิดหนักเป็นเท่าตัว ทุกครั้งที่ได้มีโอกาสได้เห็นปิงปิงก็พาลทำเอามีความคิดไม่ซื่อ บางครั้งฉิงเฟิ่งก็นึกอยากฟ้องเรื่องที่เห็นกับองค์ชายใหญ่ ติดตรงที่เขาไม่ใช่คนช่างฟ้อง ไม่ใช่ประเภทยุแยงตะแคงรั่วให้ครอบครัวหรือความสัมพันธ์แตกร้าว ทนทางเดียวคือการที่องค์ชายหย่งชางต้องได้เห็นด้วยตาตัวเอง

แล้วจะมีวิธีใดกันเล่า...

ฉิงเฟิ่งไม่อาจรับรู้ได้ว่าจะมีวิธีการอันใดที่จะทำให้องค์ชายใหญ่นั้นเชื่อในสิ่งที่ตัวเองพูด เขาเอาไปนอนคิดทั้งวันทั้งคืนจนคิดมากนอนไม่หลับ

และยังมีอีกอย่างหนึ่งที่ฉิงเฟิ่งหนักใจ

องค์ชายหย่งชางนั้นชอบมายุ่งย่ามกับเขาเสียจริง!

“องค์ชาย อย่าพ่ะย่ะค่ะ”

ในห้องขององค์ชายใหญ่นั้น ฉิงเฟิ่งยังเป็นเพียงแค่เจ้าหมูถูกรังแก เขาน้ำตาเล็ดเมื่อถูกบีบไปที่ท้อง องค์ชายหย่งชางไม่หยุดมือ เขากลับขย้ำจนเต็มแรง ลวนลามไปจึงถึงหน้าอกหรือไม่ก็ต้นขา

ร่างกายเขาร้อนวูบวาบทุกครั้งที่ถูกสัมผัส มันเหมือนจะระเบิดมาให้ได้ ในช่วงแรกนั้นฉิงเฟิ่งได้ร้องห้าม ขอร้องให้องค์ชายใหญ่อย่างทำเช่นนี้ ในความคิดถึงฉิงเฟิ่งองค์ชายใหญ่เหมือนเด็กอายุสิบขวบก็คงไม่ผิดนัก นอกจากไม่ฟังแล้วก็ยังแตะต้องเนื้อก้อนใหญ่ไม่หยุด

“ใครใช้ให้เจ้าอ้วน เพราะเจ้าอ้วน มีเนื้อมาก ข้าจึงลดตัวไปบีบไขมันเจ้าให้ละลายเพื่อเจ้าจะผอมลงกว่านี้” หย่งชางกล่าวเช่นนี้ และแน่นอนว่ามันก็เป็นเพียงแค่ข้ออ้างเพียงเพื่อเขาจะได้แตะเนื้อต้องตัวฉิงเฟิ่ง

หย่งชางเหมือนเป็นบ้า...หรือว่าเขากำลังจะเป็นบ้าไปแล้วกันแน่

เขาชอบจัวตัวฉิงเฟิ่ง ชอบจับก้อนไขมันนุ่มนิ่มที่เด้งสู้มือ ชอบทุกอย่างที่อยู่บนร่างกายฉิงเฟิ่ง จึงได้ให้อีกฝ่ายมาอยู่กับเขาเพื่อจะได้จับได้ถนัดมือ มาอยู่ใกล้ๆ ให้เขาคอยจับบีบเล่นดีกว่าให้ไปยืนตากแดดเฝ้ากำแพงเมือง ฉิงเฟิ่งต้องขอบคุณเขาที่เขาให้งานสบาย เพียงแค่การตอบแทนนั้นมันอาจต้องแลกนิดหน่อย

“องค์ชาย อย่ารังแกข้าน้อยพ่ะย่ะค่ะ” ฉิงเฟิ่งน้ำตาคลอเบ้า เขาเจ็บไปหมดแล้ว

“ฉิงเอ๋อ”

หย่งชางชอบเรียกชื่อนี้...

“คนที่จะรังแกเจ้าได้ มีแต่ข้า”



.....

TAKE

ที่ถามว่าเทคอัพตอนไหน ถ้าไม่ติดงานหรือไม่แต่งอีกเรื่องก็จะมาอัพให้เกือบทุกวัน ในทุกวันของเทคนั้นก็หมายถึงสัก ตี1 หรือตี2 บางครั้งก็ตี3 อันนี้พูดจริงไม่ได้ประชดนะเออ เทคต้องทำงานจ้า บางครั้งเลิกดึกกลับบ้านก็เกือบห้าทุ่มแล้ว พอกลับมาถึงบ้านก็ต้องแต่งนิยาย เหตุผลนี้ทำให้เทคลงนิยายได้แค่สั้นๆ

ถ้าวันไหนเทคไม่มาลงนั่นคือเทค ขี้เกียจ เอ๊ย เทคแต่งอีกเรื่องนึงอยู่นะ ลงที่ฟิคชั่นล็อก

ป.ล.ขอบคุณทุกกำลังใจและทุกเม้นน้าา แค่นี้เทคก็หายเหนื่อยแล้วว

ความคิดเห็น