เป็นกำลังใจให้เทคด้วยน้าาาา เทคจะได้มีแรงอัพพพพพ >3<

ราตรีที่ 14 องค์ชาย อย่าทำเยี่ยงนั้น

ชื่อตอน : ราตรีที่ 14 องค์ชาย อย่าทำเยี่ยงนั้น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.6k

ความคิดเห็น : 36

ปรับปรุงล่าสุด : 10 พ.ย. 2560 02:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 14 องค์ชาย อย่าทำเยี่ยงนั้น
แบบอักษร

ราตรีที่****14 องค์ชาย อย่าทำเยี่ยงนั้น

หอนางโลม...

ฉิงเฟิ่งถูกลากเข้ามาในสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นราคะ เขานั่งหน้าร้อนผ่าวอยู่ด้านข้างผู้เป็นองค์ชายใหญ่ของแผ่นดิน เบื้องหน้าคืออาหารโอชา เขากลืนน้ำลายลงคอ ถึงจะหิวเพียงไรก็ไม่อาจกินได้ ของทั้งหมดนี้เป็นขององค์ชายหย่งชาง เขาไม่กล้าคิดแม้จะแตะต้องด้วยซ้ำ จึงได้แต่ยืนอยู่ด้านหลังคอยรับใช้

เถ้าแก่เนี้ยต้อนรับดิบดี นางเป็นหญิงสาวที่ค่อนข้างมีอายุอย่างน้อยก็เลขสี่   ทว่ายังคงเหมือนสาวแรกแย้ม นางยิ้มกว้างต้อนรับคุณชายด้านหน้า และไม่รังเกียจที่ฉิงเฟิ่งมาเป็นแขก นั่นอาจเป็นเพราะได้มากับองค์ชายหย่งชางที่ปลอมตัว เถ้าแก่เนี้ยให้หญิงงามหลายคนในหอนางโลมก็ยังออกมาต้อนรับขับสู่ นางมองดูการแต่งตัวแล้วคงมีเงินไม่น้อยถึงได้เอาอกเอาใจอย่างดิบดี

หอนางโลมนั้นใช่ว่าฉิงเฟิ่งไม่เคยเหยียบย่าง แต่ถ้าเปรียบเทียบกับที่เคยเข้าเมื่อครั้งที่ไปลากตัวหวางเยี่ยนฉวี่ที่กำลังเมามายนั้นแตกต่างกันอยู่มากโข พอมองไปรอบๆ แล้วก็พบว่ามันถูกตกแต่งได้อย่างประณีต แต่ละอย่างนั้นล้วนต้องผ่านช่างฝีมือพอสมควร และท่าทางของเถ้าแก่เนี่ยที่แสดงต่อองค์ชายหย่งชางก็ดูสนิทสนมกันดี มันแสดงให้เห็นว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาได้พบปะ

ถ้านับจากเวลาเดินทางเข้าวังหลวงแล้ว ถึงบ้านของฉิงเฟิ่งจะอยู่ไกลก็ใช้เวลาไม่ถึงวัน พอกลับไปถึงวังหลวงแล้วก็ยังมีเวลาอยู่มากที่จะพักผ่อนเพื่อเอาแรงไว้เผชิญกับบุรุษบ้าอำนาจที่ทำตัวราวกับเด็กสิบขวบ ความคิดนั้นก็ได้หยุดลงตั้งแต่เห็นหน้าอีกฝ่ายยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าแล้ว

ฉิงเฟิ่งมีหน้าที่แค่ติดตาม เขาไม่ได้เก่งกาจเหมือนองครักษ์ สิ่งที่พอทำเป็นก็มีแค่อาหารที่พอประทังไปได้มื้อหนึ่งเท่านั้น จนกระทั่งถึงตอนนี้ฉิงเฟิ่งก็ยังไม่เข้าใจ เขาแค่ป่าวประกาศว่ามีโจรบุกไปทางตำหนักองค์ชายหย่งเท่านั้น เหตุใดเล่าถึงต้องให้มาอยู่ข้างกาย

ช่างน่าแคลงใจยิ่งนัก

ฉิงเฟิ่งมองดูหญิงงามร่างอ้อนแอ้น นางเกี่ยวเกาะแขนองค์ชายหย่งชางเอาไว้ หน้าอกที่แทบทะลักออกมานอกอาภรณ์สีส้มบดเบียดที่แขน หอนางโลมแถวบ้านฉิงเฟิงที่ว่ามีจริตแล้วก็ไม่อาจสู้หอนางโลมที่แห่งนี้ได้สักปลายก้อย พวกนางหัวเราะคิกคักพูดคุยหยอกล้อตามประสา องค์ชายหย่งนั้นกินเหล้าเคล้านารีอยู่เกือบชั่วยามก็พาหญิงงามสามคนขึ้นไปบนห้องที่ถูกรับรองเอาไว้ ฉิงเฟิ่งจึงได้แต่ยืนขาแข็ง เขาถอนหายใจเฮือกหนึ่งเมื่อต้องคิดว่าคงต้องอยู่หลายชั่วยามแน่

พอยืนได้ครู่หนึ่งก็มีหญิงงามมายืนด้านข้าง ฉิงเฟิ่งผินหน้ามองนาง นางก็ยิ้มให้ นางไม่ได้งดงามหยาดฟ้าแต่ใบหน้าสะสวยแลดูน่ารักน่าถนอม

“คุณชาย ให้ข้าคอยปรนนิบัติท่านนะเจ้าคะ”

เป็นครั้งแรกที่ฉิงเฟิงถูกโอบจากสตรี เขาหน้าแดงก่ำจนนางหัวเราะ

“เป็นครั้งแรกหรือเจ้าคะ”

ฉิงเฟิ่งไม่ตอบ เขายิ้มเอียงอายนิดหน่อย คนอ้วนอย่างเขาจะมีสตรีนางไหนจะชายตามองกันเล่า จะเห็นก็มีแต่หวางเยี่ยนฉวี่ที่ตาบอด คอยเกาะแกะจนไม่อยู่สุข

คนอ้วนประหม่า เขาเอาแต่เกาหัวอย่างไม่รู้ว่าจะทำตัวยังไง พอสายตามองต่ำไปเบื้องล่างก็เห็นมือของนางสั่นสะท้าน จึงได้ร้องอ้อในลำคอ

“หากเช่นนั้น ข้าจะอยู่กับเจ้า”

ฉิงเฟิ่งกล่าวจบ ก็ถูกพานางไปยังห้องที่ถูกจัดแจงเตรียมเอาไว้ ภายในห้องไม่ได้ประดับอะไรมากนัก ทว่ามันก็ยังคงดูสวยงามอยู่ดี

พอมาอยู่ด้วยกันสองต่อสองแล้ว ฉิงเฟิ่งจึงแสดงเจตนาบริสุทธิ์ เขาไม่ได้อยากโอบกอดนาง ไม่ได้อยากทำให้นางกลัว เขาแค่อยากหาเพื่อนคุยแก้เหงาเท่านั้น นางจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนจะร้องไห้ออกมา ฉิงเฟิ่งตื่นตระหนกรีบเข้าไปปลอบ ใช้เวลาไม่นานนางก็เงียบลงก่อนจะเผลอเล่าว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีคนกระทำกับนางเช่นนี้ หลายต่อหลายครั้งที่นางมักโดนผู้ชายใจร้ายกระทำย่ำยี อดีตของนางไม่ได้น่าจดจำเท่าไหร่นัก นางถูกขายหอนางโลมเพราะต้องใช้หนี้ จำเป็นต้องทำตามเถ้าแก่เนี่ยอย่างช่วยไม่ได้ ฉิงเฟิ่งที่ได้ฟังดังนั้นก็พาลนึกสงสารไม่น้อย ยังโชคดีที่ครอบครัวของเขาไม่ได้ยากจนถึงขนาดต้องขายลูกสาวกิน

อยู่ได้ไม่ถึงชั่วยามก็มีเสียงเคาะประตู เป็นคนของหอนางโลมมาเรียก เขาแจ้งว่าคุณชายที่มาด้วยนั้นแสดงสีหน้าไม่พอใจและรออยู่ด้านล่าง ฉิงเฟิ่งจึงได้รีบวิ่งแจ้นออกมาจากห้อง ด้านล่างเป็นเหมือนที่กล่าวมิมีผิดเพี้ยน องค์ชายหย่งชางทำสีหน้าราวกับว่ากำลังจะฆ่าคนได้ ฉิงเฟิ่งที่ไม่รู้ความจึงถามว่าโกรธเคืองเรื่องดันใดก็ถูกพระเนตรร้ายมองใส่

เถ้าแก่เนี้ยที่เป็นเจ้าของหอนางโลมถึงกับโอดครวญร้องขอ นางเจตนาหวังดีอยากให้ผู้ติดตามได้พักผ่อนกายบ้างก็เท่านั้นจึงได้ให้เด็กๆ มาปรนนิบัติฉิงเฟิ่ง โดยที่นางไม่รู้สึกนิดว่าจะสร้างความไม่พอใจให้คุณชายไม่น้อย

ฉิงเฟิ่งที่ได้ยินดังนั้นก็เข้าใจความหมายโดยดี

“ข้าบอกให้เจ้ามากับสตรีงั้นรึ”

ฉิงเฟิ่งส่วยหน้า ตอบอย่างใสซื่อ “...เปล่าขอรับ”

เกือบไปแล้ว...เขาเกือบเผลอเรียกตำแหน่งอีกฝ่ายไปเสียแล้ว แล้วเหตุใดเล่าเขาถึงต้องเป็นฝ่ายโดนตวาด

“คุณชาย ท่านอย่าโกรธพี่เฟิ่งเลยนะเจ้าคะ”

หย่งชางหันมองหญิงที่อยู่ด้านข้าง นางคุกเข่าขอร้องแทนฉิงเฟิ่งที่อยู่เป็นเพื่อนนาง หากคนที่จะได้รับการลงโทษเป็นฉิงเฟิ่งแล้วล่ะก็...นางก็คงทนไม่ได้

ผิดกับหย่งชางที่ยิ่งดูยิ่งไม่ชอบใจเท่าไหร่นัก อยู่แค่ไม่นานกลับมีคนมาออกรับแทนกันถึงขนาดนี้ เขาตบโต๊ะเสียงดังปัง

“กลับ!”

วรกายสูงลุกขึ้นเดินอาดๆ ออกจากหอนางโลม

ฉิงเฟิ่งเดินตามหลังเงียบๆ ไม่ลืมที่จะหันไปส่งยิ้มลา เห็นนางโบกมือให้เช่นกัน

มืดค่ำแล้ว มันยากแก่การเดินทางยิ่งนัก พวกเขาจึงได้พักอ้างแรมที่โรงเตี้ยม ฉิงเฟิ่งที่ติดตามองค์ชายหย่งชางก็พอรู้มาบ้างว่าต้องปรนนิบัติอย่างไร ฟังจากนางกำนัลที่คอยรับใช้แล้วก็ไม่ได้ยาก เขาเอาน้ำใส่กะละมังที่เอามาจากเสี่ยวเอ้อในโรงเตี้ยม จัดแจงเช็ดขาอีกฝ่ายจนสะอาดก่อนจะเอาไปทิ้ง กลับมาอีกครั้งสีหน้าขององค์ชายก็ยังไม่ดีขึ้นจากเดิมนัก ปมคิ้วหนาขมวดจนแทบกลายเป็นเชือกอยู่แล้ว หลังจากที่ปรนนิบัติเสร็จฉิงเฟิ่งจึงคิดที่จะออกไปนอนด้านนอก

“เดี๋ยว”

ฉิงเฟิ่งที่ยังไม่ทันก้าวขาก็ถูกเรียกเขาไว้ เขายืนนิ่งอยู่กับที่เตรียมหันไปมององค์ชายที่ทีแรกนั่งอยู่บนเตียง ขณะที่เขากำลังคิดว่าองค์ชายหย่งชางจะมีเรื่องอันใดให้รับใช้อีกก็มองเห็นพระหัตถ์มาแตะตรงหน้าอกด้านขวา

ไม่เพียงแค่จับ แต่กลับบีบแน่น

ฉิงเฟิ่งเพิ่งเคยถูกสัมผัสจากคนอื่นจึงไม่ทันตั้งตัว เขาหน้าแดง อ้าปากค้าง


“องค์ชาย!”

ร่างอ้วนเบี่ยงตัวหลบ ห่อตัวหนี จนหลุดออกมาจากพันธนาการ

หย่งชางมองที่มือตัวเอง เขาทำสีหน้าครุ่นคิดชั่วครู่

‘นี่ข้ากำลังลวนลามเจ้าอ้วนเช่นนั้นรึ!’

เหมือนตั้งสติได้ ยามที่ได้เห็นสีหน้าร่างอ้วนตรงหน้า เขาไม่อาจรับความจริงในข้อนี้ ครั้งแรกที่เขาแตะต้องฉิงเฟิ่งก็คือตอนที่จับแก้มอีกฝ่าย ในทีแรกไม่มีความคิดที่จะต้องฉิงเฟิ่งสักนิด มีแค่ความสงสัยว่าเหตุใดถึงแก้มได้ย้วยนัก จึงได้เผลอจับอย่างไม่ได้ตั้งใจ เขาไม่เคยนึกพิศวาสร่างที่เต็มไปด้วยก้อนเนื้อไขมัน ความจริงแล้วมันก็น่าจะเป็นเยี่ยงนั้น ฉิงเฟิ่งก็เป็นเพียงแค่ทหารปลายแถวที่เอามาไว้ใกล้ตัวเพื่อป้องกันอันตราย

คนร้ายอาจกลับมาลอบสังหารได้ตลอดเวลา ฉิงเฟิ่งไม่ได้เป็นวรยุทธ ไม่มีความรู้ในเรื่องการต่อสู้ เขาเกรงว่าคงเอาชีวิตรอดได้ไม่นานนัก

มันน่าประหลาดที่เขาอยากสัมผัสเนื้อแน่นอีกสักครั้ง หน้าอกของฉิงเฟิ่งมันก็แค่อวบอ้วนกว่าผู้ชายทั่วไป มันไม่ได้ใหญ่เหมือนมือสตรีแต่มันก็นิ่มมือ พระเนตรแคลงใจมองอีกร่างตั้งแต่หัวจรดเท้าสองสามครั้ง ทั้งพุง แขน ขา ทุกส่วนล้อมรอบไปด้วยไขมันก้อนใหญ่ เนื้อนิ่มที่ย้อยดูหนัก ต้นขาที่ใหญ่ แก้มที่เหมือนก้อนแป้ง ราวกับว่ามีหมั่นโถวสองลูกยัดอยู่ในนั้น ทุกสัดส่วนไม่เหมือนสาวงามที่เขาได้เจอ ถ้าดูจากภายนอกแล้วไม่มีส่วนไหนน่ามองสักนิด

มันเป็นเพียงแค่เจ้าหมูตัวอ้วน แล้วเหตุใดเขาถึงไม่พอใจ

พอรู้ว่าฉิงเฟิ่งจะกลับมาเยี่ยมบ้าน เขาก็เอาแต่เดินไปเดินมาอยู่หลายสิบรอบ จนแล้วจนรอดก็ทนไม่ไหวต้องหนีออกจากวังในวันที่สอง

ตอนที่อยู่หอนางโลม เขาแค่ต้องการหาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจตามประสา พออยู่ในห้องพวกนางเล่าด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่าเถ้าแก่เนี้ยให้หญิงในหอนางโลมคนหนึ่งมาดูแลฉิงเฟิ่ง จึงแสดงสีหน้าเกรี้ยวกราดแล้วออกมาโดยที่ยังไม่ได้แตะต้องพวกนางสักนิด ยามที่เห็นเจ้าหมูอ้วนลงมาจากห้องด้วยท่าทีสนิทสนมกับหญิงในหอนางโลมก็ยิ่งทำให้เขาไม่พอใจ

เมื่อใดกัน...ที่เขามีความคิดผิดแปลก

สองปีก่อนแค่การเจอกันโดยบังเอิญ

สองปีต่อมาก็แค่ความบังเอิญเช่นกัน

บังอาจกล้ามาต่อปากต่อคำสั่งสอน มีใครหน้าไหนกันเล่ากล้าทำเช่นนี้บ้าง หรือไม่คงอยากอายุสั้นถึงเอาแต่พล่ามไม่หยุด เป็นเจ้าหมูปากมากที่บังอาจลืมใบหน้าของเขา สามหาวไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง รนหาที่ตายก็ตั้งหลายครั้งหลายครา ความประทับใจจนยากจะลืมนั้นหาได้มีไม่ ยิ่งความงดงามถ้าเทียบกับสตรีชาวบ้านฉิงเฟิ่งก็ไม่มีสักนิด แล้วเหตุใดเขาถึงอยากจับเนื้อนุ่มๆ นั่นอีกสักครั้ง

เจ้าก้อนแป้งตัวนิ่ม

“อย่า! องค์ชาย ท่านอย่างทำเยี่ยงนั้น อ๊า”

หย่งชางเอื้อมมือไปจับหน้าอกใหญ่อีกครั้ง เขาขย้ำมันเต็มแรง ฉิงเฟิ่งตัวสั่นระริก ท่าทีเหมือนเจ้าหมูที่กำลังจะโดนเชือด เนื้อขาวแดงระเรื่อไปจนถึงแก้ม เขาใช้กำลังที่มากกว่าจับอีกฝ่ายพันธนาการไม่ให้ดิ้นหนี

“องค์ชาย ปล่อยข้าน้อยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

เสียงร้องของฉิงเฟิ่ง สีหน้า มันยิ่งอยากทำให้เขานึกอยากแกล้งเข้าไปอีก เขาลอบมองต่ำไปยังสาบเสื้อที่แหวกออกจนเห็นต้นคอขาว แขนใหญ่ที่เต็มไปด้วยไขมันสั่นไหวเล็กน้อย หย่งชางเคลื่อนมือไปที่เอวหนา ไขมันมีมากกว่าที่อื่น พอจับก็เป็นก้อนๆ หากผิวหนังมนุษย์สามารถลอกออกมาได้เพียงมือเดียวแล้วล่ะก็ มันก็คงจะติดมือเขามาด้วย

“อยู่กับนาง เจ้าจับส่วนไหนของนางบ้าง”

หย่งชางหมายถึงหญิงในหอนางโลม... อยู่ในห้องสองต่อสอง ชายกับหญิง หากไม่มีอะไรเกินเลยก็คงจะเป็นไปได้ยาก

ฉิงเฟิ่งเดิ้นเร้า เขาส่ายหน้า “ข้า...ข้าน้อยมิได้แตะต้องนางพ่ะย่ะค่ะ”

“ถ้าเช่นนั้น คงเป็นนางที่แตะต้องเจ้า”

หย่งชางเคลื่อนมือไปด้านซ้ายและด้านขวา สัมผัสผิวนิ่มไม่หยุด พอมองไปยังแขนทั้งสองข้างก็เห็นร่องรอยแผลเป็นอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนัก แต่ละจุดเป็นวงกลมเล็กๆ แสดงให้เห็นว่าครั้งหนึ่งเจ้าตัวเคยถูกสุนัขกัด หากเดาไม่ผิดก็คงเป็นฝีมือเขา

ฉิงเฟิ่งสะดุ้งเฮือก เขาส่ายหน้าตอบอีกเช่นกัน

“นางก็มิได้แตะต้อง...ข้าน้อยพ่ะย่ะค่ะ”

คนตอบกัดริมฝีปากแน่น พยายามกลบเสียงที่มันผิดแปลก กับหวางเยี่ยนฉวี่ยามที่อีกฝ่ายแตะเนื้อต้องตัวเขาก็หาได้มีความรู้สึกประหลาด

ร่างอ้วนท้วมหอบหายใจไม่ทั่วท้อง มันปั่นป่วนไปหมด ราวกับว่าถูกสูบวิญญาณออกจากร่าง ใบหน้าใหญ่เห่อร้อนแดงจัดจนถึงใบหู หากถูกองค์ชายหย่งชางทำแบบเดิมอีกคงได้มีหวังขาดใจตายแน่

“ข้าน้อยไม่เคยแตะต้องสตรี ไม่เคยมีสตรีแตะต้องข้าน้อยพ่ะย่ะค่ะ อ๊า! องค์ชาย...ปล่อยข้าน้อยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

ฉิงเฟิ่งกลัวว่าองค์ชายเอาแต่ใจจะมิยอมหยุด จึงได้เผลอพูดออกมาอย่างไม่คิด

หยางได้ที่ฟังถึงกับชะงัก “หากเช่นนั้น ข้าเป็นคนแรกที่แตะต้องเจ้างั้นรึ”

“พ่ะ...พ่ะย่ะค่ะ”

ฉิงเฟิ่งหลับตาปี๋ ดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิทจนมองไม่เห็น พอรับรู้ได้ว่าพระหัตถ์แกร่งล่าถอยออกไปแล้วก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขาไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อนจึงได้เข่าอ่อนจนขาอวบทรุดลงพื้น

องค์ชายหย่งชางแกล้งกันเกินไปแล้ว

“นอนในห้อง เจ้าต้องคอยปรนนิบัติข้า”

องค์ชายหย่งชางตรัสน้ำเสียงนิ่งเรียบ เขาก้าวเดินไปที่เตียง ปล่อยให้ฉิงเฟิ่งนั่งอยู่แบบนั้น

ฉิงเฟิ่งถอนหายใจ เขาลุกขึ้นจัดแจงอาภรณ์ให้กลับเข้าที่พลางมองซ้ายมองขวาเพื่อหาที่พักผ่อน เขาเลือกที่จะนอนข้างประตู ใช้แขนรองแทนหมอน อีกมือหนึ่งก็กอดตัวเองไว้แน่นเพื่อกันความเหน็บหนาว ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจข่มตาหลับได้

ตรงที่ถูกองค์ชายหย่งชางสัมผัสมันร้อนวูบไปทั้งตัว

ทางด้านทิศเหนือของแคว้นจิ้นคือแคว้นสือเจ้า ช่วงระหว่างรอยต่อของเมืองอี่ว์โจว ชาวบ้านที่อยู่ละแวกนั้นได้รับความเดือดร้อนโดยทั่วหน้า ด้วยมีโจรป่าเข้ามาฆ่าฟันชาวบ้าน ฎีกาด่วนถึงมือฮ่องเต้แคว้นจิ้นไม่กี่วันต่อมาเพื่อขอความช่วยเหลือ ชาวบ้านต่างหวาดผวาตื่นกลัว บางรายถึงกับสูญเสียครอบครัวไปหมดสิ้น หากบ้านไหนมีลูกสาวก็ถูกฉุดไปข่มขืนหรือไม่ก็เอาไปเป็นทาส ปล้นสะดมทั้งสมบัติและของมีค่าไปจนหมดสิ้น

จิ้นเลี่ยงหลงที่เริ่มชรามากแล้วกับสภาพที่ไม่สู้ดีในตอนนี้จึงได้แต่ถอนหายใจยามที่มองฎีกาเหล่านั้น ความเดือดร้อนเกิดแก่ราษฎรจนเขาไม่อาจข่มตาหลับได้

ถ้าส่งทหารในเมืองหลวงกับแม่ทัพฝีมือดีก็คงจัดการไม่ยาก ถึงกระนั้นก็ยังทำให้พระพักตร์หม่นหมองลงเช่นกัน จิ้นเลี่ยงหลงไม่อาจเลือกได้ว่าจะให้ผู้ใดสร้างความดีความชอบ ครั้งก่อนเหยียนอี้ออกไปจับโจรก็นำชัยชนะติดมือกลับมาด้วย ก่อนหน้านั้นก็ฮุ้ยเจินก็ได้ไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ตกยากก็สร้างความดีความชอบไม่น้อย หากคราวนี้ส่งโอรสคนใดคนหนึ่งไปอีกก็ยากที่จะตัดสินใจ ทั้งตระกูลหวง ตระกูลอี่ว์ต่างก็เป็นไม้เบื่อไม้เมากันทั้งคู่ แต่ถ้าหากส่งหย่งชางโอรสองค์โตออกไปก็เกรงว่าจะคว้าน้ำเหลว

เกรงว่าการศึกที่น่าจะชนะได้ไม่ยากกลับต้องเสียกำลังพลไปโดยเปล่าประโยค

น่าเสียดายที่หย่งชางไม่อาจรับผิดชอบในส่วนนี้ได้ หากเขาได้สักครึ่งหนึ่งของเหยียนอี้หรือไม่ก็ฮุ้ยเจิน คนที่จะได้เป็นรัชทายาทคงไม่พ้นเขาเป็นแน่



-----

TAKE

นี่ไม่ได้ทำให้ค้างเลย จริงจริ้งงงงงงงง

เอารูปปายยยดู ความจริงแล้วอยากได้อ้วนๆ กว่านี้ด้วยซ้ำ แต่น้องเขาวาดอ้วนได้แค่นี้ เลยช่างมันล่ะกัน 555 เอาไว้เป็นแบบอย่างฉิงเอ๋อตอนผอมเนอะ ชอบตรงพุงฉิงเอ๋อนี่แหละ แลดูน่ารัก 555


ป.ล.ที่ถามว่าเทคอัพเวลาไหนน่ะเหรอ ขอตอบว่าเทคอัพดึกมากกกก ตีสองหรือไม่ก็ตีสาม ถ้าเป็นไป ถ้าไม่ติดงานก็จะมาให้ทุกวัน หรือไม่ก็วันเว้นวัน ถ้าไม่อัพนั่นแสดงว่า เทคขี้เกียจ เอ้ย เทคตัน 555 การแต่จีนมันยากมาก บางครั้งเทคต้องใช้ข้อมูลเยอะ เลยอาจมีสะดุดบ้างนะจ๊ะ​ ทางที่ดีควรรอแจ้งเตือนดีกว่า ถามว่าดีใจไหมก็ดีใจนะที่มาส่องทุกสามเวลา แต่เทคเป็นห่วงสุขภาพพวกเรา เพราะฉะนั้นรอแจ้งเตือนดีกว่าเนอะ



ความคิดเห็น