เป็นกำลังใจให้เทคด้วยน้าาาา เทคจะได้มีแรงอัพพพพพ >3<

ราตรีที่ 13 ขันทีงามยิ่งกว่าสตรี

ชื่อตอน : ราตรีที่ 13 ขันทีงามยิ่งกว่าสตรี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.7k

ความคิดเห็น : 33

ปรับปรุงล่าสุด : 05 พ.ย. 2560 11:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 13 ขันทีงามยิ่งกว่าสตรี
แบบอักษร

ราตรีที่****13 ขันทีงามยิ่งกว่าสตรี

อันที่จริงฉิงเฟิ่งแทบลืมไปแล้วเรื่องความแปลกประหลาดข้างกำแพงวังหลวง หากไม่ได้ยินว่ามีทหารผู้หนึ่งวิ่งหัวโกรนนอนเป็นไข้จับสั่น คนมาเล่าก็คือติงเกาเหมือนอย่างเคย จนทำให้เขานึกขึ้นมาได้อีกคราหนึ่ง ทว่าวันหยุดนั้นเขาถูกคุกคามจากองค์ชายใหญ่จนหมดสิ้น

ในช่วงกลางคืนฉิงเฟิ่งจึงต้องทนง่วงเพื่อเข้าเวรในช่วงดึก ร่างอ้วนยืนหาวน้ำตาเล็ดตรงข้างกำแพงเหมือนเช่นดั่งเดิม ครั้นพอมองไปยังตรงที่มีเรื่องเล่าขาน ฉิงเฟิ่งก็หวนนึกถึงวิญญาณที่มีขา เขาเก็บความอยากรู้เอาไว้ภายในอกพยายามคิดว่าตัวเองนั้นคิดมากเกินไป

พอถึงช่วงออกเวร แทนที่ฉิงเฟิ่งจะกลับไปที่ห้องเพื่อพักผ่อน ด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสามนุษย์ กับความแคลงใจที่ยังคงติดอยู่ จึงได้ก้าวเข้าไปในเขตต้องห้าม สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือลมอ่อน เขาย่องเท้าเบามองดูโดยรอบทั้งที่ภายในใจหวาดหวั่นไม่น้อย ครั้งก่อนไม่ได้มองให้ดีจึงไม่ทันสังเกตว่าบริเวณโดยรอบวังเวงเพียงใด ฉิงเฟิ่งกลืนน้ำลายลงคอเอือกใหญ่ พลางมองไปบริเวณรอบทิศ สองขาอวบเดินย้ำไปมา ภายในใจนึกเพียงหวาดหวั่นพอสมควร ฉิงเฟิ่งยังคงใช้ความใจกล้าลอบสังเกตโดยรอบ ผ่านไปครู่หนึ่งก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจึงคิดสาวเท้าเดินกลับที่พัก

ทว่าพลันได้ยินเสียงดังไม่ไกล คนอ้วนสะดุ้งทีหนึ่ง เขาลนลานมองซ้ายมองขวาหวาที่ซ่อน ฉิงเฟิ่งมายืนอยู่ตรงมุมที่ไม่มีใครเห็น เป็นจุดบอดอีกจุดหนึ่งที่ไร้ซึ่งทหาร

ในคืนราตรียามโฉว่**[10]** ไร้ซึ่งเสียงใดๆ เล็ดลอด ด้านข้างของราชวังของวังหลวงมีกำแพงสูงอยู่ลับตานายทหารเวรยาม จึงไม่ทีใครทันสังเกตเห็น ร่างหนึ่งกระโดดจากหลังกำแพงนั้น อาภรณ์สีขาวสะอาดพริ้วไหว เส้นผมยาวเหยียดถึงกลางหละงปลิวตามกระแสลมที่พัดผ่าน ยามที่ร่างนั้นลงมาสู่พื้นยิ่งเหมือนเซียนสวรรค์ชั้นฟ้า

ฉิงเฟิ่งกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ เขามองตาไม่กระพริบ

หรือผู้นั้นจะเป็นวิญญาณในข่าวลือ...

ฉิงเฟิ่งไม่รู้...เขาแค่คิดตามที่เห็น ทีแรกนั้นหลงคิดว่าเป็นวิญญาณด้วยซ้ำ ขนแขนในร่างกายลุกชูชันด้วยความกลัว ยังคิดว่าโชคดีที่วิญญาณงดงามไม่ได้ออกมารูปล่างเละเทะเหมือนอย่างที่จินตนาการ

"องค์ชาย"

ทว่ากลับมีสิ่งไม่คาดฝัน

ราวกับว่าตัวเองหูฟาดไป เขาได้ยินเสียงของมนุษย์

ความแคลงใจเกิดขึ้นอีกระรอกหนึ่ง ฉิงเฟิ่งนั้นที่ได้เบือนสายตาหนีจึงหันไปมองอีกรอบ คราวนี้คนอ้วนถึงกับเอามือปิดปากแทบไม่ทันการ หากจำมิผิด คนที่ถูกวิญญาณเอ่ยเรียกว่าองค์ชาย คือองค์ชายรองเหยียนอี้ โอรสฮ่องเต้กับสนมกุ้ยเฟย สองร่างโอบกอดกลมกลึง จนเหมือนราวภาพวาด ดูราวกับคู่รักที่แสดงความโหยหา

หากเช่นนั้นก็หมายความว่า...บุรุษผู้นั้นมิใช่วิญญาณ แต่เป็นเพียงแค่มนุษย์ผู้หนึ่งเท่านั้น

"นั่นใคร!"

ฉิงเฟิ่งสะดุ้งเฮือก เมื่อคนที่คิดว่าเป็นวิญญาณหันมาทางที่ตนอยู่ เสียงนั้นไม่ได้ถามเปล่าแต่กลับเขวี้ยงมีดเล่มเล็กมาด้วย ดีที่ได้กำแพงใหญ่บดบังถึงได้หลุดรอดจากความตาย เขารีบวิ่งหนีออกมาจากที่นั่นเมื่อคิดว่าเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็นเสียแล้ว

องค์ชายเหยียนอี้นั้นลอบมีความสัมพันธุ์กับบุรุษ

ในวันต่อมานั้นความลับก็ยังคงเป็นความลับ ฉิงเฟิ่งมิได้พูดสิ่งใดออกไปแม้แต่ประโยคเดียว เขาเก็บเอาไว้เป็นความลับ ความหนักอกหนักใจยังคงอยู่ไม่ขาดจนนอนไม่หลับทั้งคืน ฉิงเฟิ่งกระซับกระส่ายเมื่อหาหนทางคิดเหตุผล ที่จริงนั้นเรื่องการมีสัมพันธุ์กับบุรุษเพศเดียวกันมันเป็นเรื่องที่เขาเองก็ได้ยินมาพอสมควร ตอนที่ฉิงเฟิ่งนั้นเป็นเพียงแค่ชาวบ้านธรรมดายังไม่ได้เข้ามาเป็นทหาร เรื่องพวกนี้จึงไม่ค่อยมีให้ได้ยินเท่าใดนัก ยกเว้นก็ตอนที่มาประจำการอยู่ในวัง เรื่องที่ไม่คิดว่ามีก็มี ถึงกระนั้นมันก็ยังไม่อาจเป็นเรื่องที่ควรนำมาใส่ใจ

ครั้นพอคิดเหตุผลแล้วฉิงเฟิ่งก็ยังคิดไม่ออก จนต้องปล่อยเลยตามเลย เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ จนกระทั่งความคิดนั้นหยุดชะงักลงยามที่ได้เห็นขันทีที่งดงามยิ่งกว่าสตรี

เขาว่ากันว่าองค์ชายใหญ่นั้นก็มีบางครั้งที่ฝักใฝ่ในตัวบุรุษ... บุรุษที่กล่าวคือขันทีที่อยู่ในวังหลวง เรื่องนี้ฉิงเฟิ่งก็ได้ยินมานานแล้วเช่นกัน แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่เขาจะเคยเห็น ข่าวลือยังกล่าวอีกว่าที่องค์ชายใหญ่ไม่ยอมอภิเษกสมรสแต่งตั้งพระชายาก็เป็นเพราะขันทีผู้นี้ เรื่องกระซิบกระซากปากต่อปากมักไปไวเสมอ ไม่ทันข้ามวันก็ลือจากหนึ่งคนไปถึงร้อยคนได้ไม่ยาก และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ฉิงเฟิ่งได้ประจักแก่สายตาตัวเอง

ใบหน้าอ้วนขาว มีเหงื่อไหลซึมออกมาจากหน้าผาก จรดลงไปที่หางคิ้ว ฉิงเฟิ่งก้มหน้าต่ำมองพื้นอย่างไม่กล้าเงยหน้าเท่าใดนัก นั่นอาจเป็นเพราะผู้ที่อยู่เบื้องหน้าเป็นคนเดียวกับที่ฉิงเฟิ่งเห็นเมื่อคืนนี้

นามนั้นคือปิงปิง

วิญญาณขันทีที่มาขา

ฉิงเฟิ่งเป็นคนโง่...เขาย่อมไม่รู้ว่าตนเองนั้นต้องทำเช่นไรบ้างในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ทว่าเขากลับรู้ว่าสิ่งใดควรพูดหรือไม่ควรพูด

ขันทีปิงปิงเป็นคนขององค์ชายใหญ่ แต่กลับอยู่กับองค์ชายรอง

ใครต่อใครต่างก็รับรู้ว่าทั้งคู่มีความสัมพันธุ์กันแบบไหน ต่อให้เป็นเด็กอมมือยังรู้ นับประสาอะไรกับฉิงเฟิ่งที่เป็นทหารแค่สองปีจะไม่รู้

แล้วเมื่อคืนเล่ามันคือสิ่งใดกัน...

“ซือฉิงเฟิ่ง!”

สุรเสียงเข้มดังเอ่ยเรียกนามเต็ม ฉิงเฟิ่งสะดุ้งตัวพลางเงยหน้าขึ้นมองร่างตรงหน้า ความคิดทั้งหมดทั้งมวลนั้นถูกปัดด้วยบุตรมังกรที่ยืนตระหง่านเบื้องหน้า พอเห็นพระพักตร์ที่เกรี้ยวกราดก็พาลเอาหัวหดจนคิดว่าตัวเองเป็นเต่าในกระดอง

“พ่ะย่ะค่ะ” สองมือประสานคารวะ ทำหน้ายิ้มแป้น

“เจ้า!” หย่งชางชี้หน้า เขาสกัดกลั้นอารมณ์ที่ปะทุเดือด พอไม่ได้ดั่งใจก็สะบัดชายเสื้อครั้งหนึ่งก่อนจะชี้นิ้วใส่ร่างอ้วนตรงหน้าอีกครั้ง “บังอาจยิ่งนัก!”

ฉิงเฟิ่งงุนงง ไม่รู้ว่าตัวเองนั้นบังอาจเรื่องอันใดกัน

“พ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันบังอาจ”

ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังน้อมรับความผิดนั้นอยู่ดี

ดวงตาดำขลับลอบมองไปยังด้านหลัง ขันทีปิงปิงยังคงยืนอยู่อีกด้าน พอมองจากตรงนี้แล้วทำให้เห็นด้านข้างอีกฝ่ายชัดเจน ฉิงเฟิ่งไม่แปลกใจสักนิดว่าทำไมองค์ชายหย่งชางถึงได้หวงแหน ผู้เป็นขันทีในวังหลวง ทุกคนล้วนรับรู้ว่าสิ่งนั้นของบุรุษเพศได้ล่วงลับไปสู่ปรโลก หลงเหลือแค่ร่างกายและจิตใจที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในภพมนุษย์ ขันทีปิงปิงก็คงหนีไม่พ้นเช่นกัน เขางดงามยิ่งกว่าสตรีในวังหลวงด้วยซ้ำ

“หากเจ้ายังกล้าคิดเรื่องอื่นตอนอยู่ต่อหน้าข้า! ข้าจะสั่งตัดหัวเจ้าซะ!”

คนอ้วนขมวดคิ้วเป็นปมยามที่องค์ชายใหญ่กล่าวอีกประโยค...

บางครั้งฉิงเฟิ่งก็อดคิดไม่ได้ว่าองค์ชายใหญ่นั้นเป็นเด็กอายุสิบขวบหรือไงกัน...


ปิงปิงมองคนอ้วนด้านหน้า ริมฝีปากเล็กเสแสร้งแกล้งทำเป็นหัวเราะ องค์ชายหย่งชางนั้นผิดแปลกไปจากเดิมยิ่งเมื่ออยู่ต่อหน้าทหารผู้นั้น แววตามาดร้อยเก็บซ่อนความแคลงใจ

สามปีที่เขาอยู่กับองค์ชายหย่งชางไม่เคยเห็นเป็นเช่นนี้ เคยได้ยินอยู่บ่อยครั้งจากนางกำนัลที่รับใช้ว่ามีทหารร่างอ้วนคนหนึ่งกล้าต่อปากต่อคำแต่กลับไม่โดนลงโทษ จนเป็นเหตุให้อยากเจอหน้าสักครั้งหนึ่ง ต่อหน้าพระพักตร์โอรสสวรรค์แล้วหากผู้ใดกล้าพูดจาสามหาว การลงโทษสถานเบาที่สุดคงเป็นการโบย หรือไม่เช่นนั้นก็เป็นประหารเก้าชั่วโคตร

แล้วเหตุใดเล่า ทหารร่างอ้วนผู้นี้จึงมีสิทธิ์เหนือผู้อื่น

ความแคลงใจยังคงมีอยู่มาก ถึงอย่างนั้นก็ไม่เอาไว้ชีวิตได้ ทหารผู้นี้ล่วงรู้ความลับมากเกินไป ไม่อาจวางใจได้ว่าจะไม่ปริปากพูด

แน่นอนว่าเรื่องที่เขารู้อีกฝ่ายย่อมไม่รู้ เมื่อคืนเขาได้แอบลอบตามฉิงเฟิ่ง คอยจับตามองอยู่ห่างๆ ทีแรกคิดจะลงมือสังหารด้วยซ้ำ ติดตรงที่ว่ามีทหารอยู่รายล้อมมาเกินไป และอีกอย่างเพิ่งจบจากเรื่องคนร้ายที่ลอบสังหารองค์ชายหย่งชาง หากทำอะไรพลีพลามเรื่องคงไม่พบง่ายๆ

องค์ชายหย่งชางเดินหัวฟัดหัวเหสี่ยงไปอีกทางแล้ว ปิงปิงจึงเคลื่อนกายเข้าใกล้คนที่ยังนั่งอยู่กับพื้น นิ้วยาวเรียวสวยจับที่หัวไหล่อวบด้านซ้าย

“องค์ชายก็เป็นเช่นนี้ เจ้าอย่าได้คิดมาก”

น้ำเสียงเย็นเฉียบเอื้อเอ่ย มันมากพอที่จะทำให้ฉิงเฟิ่งเบิกตาถลน

ภายในตำหนักองค์ชายรอง...หลังจากที่ไปพบองค์ชายหย่งชางแล้ว ผู้เป็นนักฆ่ากลับแฝงตัวเข้าไปในอีกตำหนักโดยไม่ให้ผู้ใดได้เห็น... เขาคือนักฆ่าที่ถูกส่งมาจากพระสนมกุ้ยเฟยเพื่อคอยจับตามององค์ชายใหญ่ ไม่แปลกที่จะเข้านอกออกในโดยที่ไม่มีใครสังเกต ยิ่งพระสนมกุ้ยเฟยกับตระกูลหวังคอยสนับสนุนก็ยิ่งไม่ต้องกลัวว่าจะถูกจับได้ ถึงจะมีคนเห็นก็ค่อยจัดการสังหารมันผู้นั้นซะ

“องค์ชาย”

ปิงปิงน้อมกายคารวะบุรุษเบื้องหน้า หาใช่การแสดงปาหี่เหมือนอย่างที่ทำกับองค์ชายหย่งชางไม่ แต่มันเป็นความเคารพรักที่มาจากเบื้องลึกของหัวใจแท้จริง

ความรักนั้นหาได้เป็นอย่างที่หวัง เขาคือนักฆ่าส่วนชายคนรักคือบุตรของฮ่องเต้ ผู้มีสิทธิ์ได้ขึ้นเป็นรัชทายาทหลังจากนี้ หัวใจของเขาช่างเจ็บแปลบยิ่งนักเมื่อถึงนึกสถานของตนเอง เป็นความรักที่ไม่อาจสมหวังจนต้องแอบลอบเข้าหากันเยี่ยงนี้ มิให้ผู้ใดได้ล่วงรู้

ความลับถูกเก็บซ่อนเอาไว้ภายใต้ข่าวลือเกี่ยวกับวิญญาณขันทีที่ฆ่าตัวตายเพราะพิษรัก ยามที่ได้มองพระเนตรคมคู่นั้นแล้วมันช่างปวดใจเหลือเกิน

“ปิงปิง” เหยียนอี้รีบจับร่างบอบบางกว่าให้ลุกขึ้น เขาโอบกอดอีกร่างเต็มอ้อมแขนด้วยความเป็นห่วง ใบหน้าหล่อเหลาขึงขังยิ่งนัก ครั้นพอเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้เป็นอะไรก็พลางถอนหายใจอย่างโล่งอก “ข้านึกว่าเจ้า...”

“ข้ามิได้เป็นอันใด ดูเหมือนว่าองค์ชายใหญ่จะยังไม่รู้ความสัมพันธุ์ของเรา”

เหยียอี้เปลี่ยนเป็นสีหน้าเคร่งเครียด “ถึงอย่างไรก็ไม่อาจไว้วางใจได้”

เขาผ่านสนามรบมาก พบเห็นผู้คนก็มากมาย ลองให้ความลับรั่วไหลถูกคนที่สามรับรู้ก็ไม่อาจไว้วางใจได้อีกต่อไป พอคิดถึงเช่นนี้แล้วภายในอกกลับเดือดพล่าน ความโกรธแค้นต่อหย่งชางนั้นไม่อาจดับลงได้ในครั้งเดียว เป็นเพราะหย่งชาง เขาถึงต้องแยกจากคนรัก เป็นเพราะหย่งชาง เขาถึงต้องเจ็บปวดยามที่ร่างของคนรักถูกโอบกอดโดยคนที่เกลียดแสนเกลียด และเป็นเพราะหย่งชายอีกเช่นกันปิงปิงถึงได้ถูกทำร้าย ส่วนนั้นของบุรุษถูกตัดออกเพื่อปฏิบัติภารกิจ จนกลายเป็นแค่ขันทีต่ำต้อย

เหยียนอี้กอดปิงปิงแน่น “ข้าสัญญา หากข้าได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ ข้าจะปกป้องเจ้า ต่อให้ใครหน้าไหนก็ไม่อาจแยกเจ้าจากข้าได้”

คนฟังตื้นตันใจยิ่งนัก ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปีความรักมั่นกับตนก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง

“หากเช่นนั้น ท่านโปรดปกป้องข้า ให้ข้าเป็นของท่าน”

ใบหน้าดุจดรุณีน้อยเคลื่อนเข้าใกล้ ทาบทับริมฝีปากตนกับชายคนรัก

ปิงปิงหลับตาพริ้ม รับรู้ถึงความสุขสม เขาหวนนึกถึงเมื่อครั้งอดีต เมื่อสิบปีกว่าก่อนหน้า เขายังเป็นเพียงแค่นักฆ่าฝึกหัด อาศัยอยู่ภายใต้การควบคุมของตระกูลหวัง ถูกเสี้ยมสอนให้ฆ่าคนตั้งแต่หกขวบได้กระมัง การพบกันครั้งแรกกับองค์ชายรองคือตอนที่อายุได้สิบขวบ

นั่นคือความรักครั้งแรก...ครั้งแรกที่เขาได้รักใครสักคน

ฉิงเฟิ่งนึกถึงคำของขันทีปิงปิง เขายังจำสัมผัสของอีกฝ่ายได้ขณะที่จับบ่าเองเอาไว้มั่น แรงที่ส่งมาไม่มากนัก สิ่งที่ทำให้ฉิงเฟิ่งขนลุกกลับเป็นน้ำเสียงซะมากกว่า ปกติแล้วน้ำเสียงของขันทีย่อมนุ่มนวล ส่วนของปิงปิงนั้นกลับแตกต่างออกไป แม้จะพยายามพูดให้ดูนุ่มนิ่ม แต่ก็แข็งกระด้าง

ฉิงเฟิ่งได้เห็นหน้าองค์ชายใหญ่แล้วก็พูดไม่ออก บ่อยครั้งที่เขานึกอยากเล่าในสิ่งที่เห็นก็ไม่อาจเอื้อนเอ่ยได้ จนกลายเป็นความคิดมาก ร่างที่น่าจะรองรับอาหารกลับไม่รู้สึกหิวไปโดยปริยาย ถึงกระนั้นก็ไม่อาจหยุดยั้งตอนที่ข้าวกำลังเข้าปากได้ ฉิงเฟิ่งคิดอยู่เสมอ เขาทำงานหนักก็ต้องกินให้มาก ยิ่งร่างกายใหญ่กว่าทหารคนอื่นก็ต้องกินให้มาก และอีกอย่างการนอนซมอยู่บนเตียงเป็นไข้ไปหลายวันมันก็ใช่ว่าจะดี

ผ่านไปไม่กี่วันก็ถึงวันหยุด ฉิงเฟิ่งลากลับบ้านเพื่อมาเยี่ยมบิดา

บิดานั้นยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แววตาหม่อนหมองทั้งสองข้างมักเหม่อลอยไปยังเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย ฉิงเฟิ่งคิดว่าคงคิดถึงเรื่องของน้องห้า

เกือบสามปีแล้วที่น้องห้าไม่กลับมาบ้าน ไม่เคยมีเยี่ยมเยียนสักครั้ง จดหมายฉบับสุดท้ายถูกส่งมาเมื่อย่างเข้าสู่เดือนห้าในปีแรกที่เหวินอี้ไปอยู่กับผู้อื่น แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ได้ข่าวคราวอีกเลย ส้วนพี่รองก็มาเยี่ยมเยียนบ้างบางครั้ง เห็นว่าช่วงนี้กิจการทางฝ่ายสามีกำลังขยับขยายเลยไม่มีเวลามากนัก มีหาบางครั้งก็ยังมีเงินหยิบมือหนึ่งมาบ้าง อย่างน้อยก็ยังถือว่าช่วยเหลือได้พอประมาณ

ถึงกระนั้นบิดาก็ยังแสดงสีหน้าเศร้าหมองให้เห็นอยู่ดี พอเห็นบิดาเป็นเช่นนี้แล้วก็พาลเอาปวดใจไม่น้อย พอมองร่างตัวเองแล้วก็พาลนึกถึงคำต่อว่าที่มักได้ยินเข้าหูบ่อยครั้ง ฉิงเฟิ่งแค่พออ่านหนังสือออกเขียนได้ ไม่ได้ฉลาดหลักแหลมมีความรู้ใส่ตัวเหมือนเหยียนอี้ ไม่ได้เกิดเป็นหญิงเพื่อหาสามีไว้เลี้ยงดูยามแก่เฒ่า เขาเป็นแค่คนอ้วนเท่านั้น

อยู่ได้สองคืนฉิงเฟิ่งก็ลาบิดากลับ บิดาทำเพียงแค่ครางอืมในลำคอส่งเหมือนอย่างเคย ร่างใหญ่ท้วมก็หอบหิ้วอาภรณ์สองสามตัวในย่ามเดินไปตามเส้นทางที่คุ้นชิน

ทว่าขาทั้งสองข้างกลับหยุดชะงักลง ใบหน้าอวบอิ่มมีเหงื่อไหลซึม นั่นอาจเป็นเพราะอากาศร้อนกระมังถึงทำให้ฉิงเฟิ่งนึกอยากเปลี่ยนตัวเองเป็นก้อนแป้ง

“ซือฉิงเฟิ่ง! เจ้าบังอาจยิ่งนัก!”

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ฉิงเฟิ่งอดคิดไม่ได้เช่นกันว่าองค์ชายหย่งชางนั้นพูดเป็นแค่ประโยคเดียวหรือไรกัน

องค์ชายหย่งชางที่น่าจะอยู่ในวังหลวงกลับมายืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า ร่างสูงสง่ายืนกอดอกทำตาเขียวใส่ อาภรณ์ที่สวมดูเหมือนแค่ชุดคุณชายท่านหนึ่งเท่านั้น หาได้เหมือนโอรสของฮ่องเต้ ผู้คนเดินผ่านไปมาให้ขวักไขว่ มิมีผู้ใดได้ล่วงรู้ว่าคนที่พวกเขากำลังเดินสวนนั้นมีฐานะ

ฉิงเฟิ่งเป็นทหาร พออยู่ต่อเบื้องพระพักตร์แล้วเข่ามันก็หมดแรงไปเสียดื้อๆ หากแต่ยังไม่ทันที่จะคุกเข่าลงกับพื้นแก้มนิ่มทั้งสองข้างก็ถูกดึงจนเจ็บ

“หากเจ้าปริปากพูดแม้แต่คำเดียว ข้าจะดึงแก้มเจ้าให้ขาด!” สุรเสียงเข้มสั่ง

ฉิงเฟิ่งพยักหน้าหงึกหงักทันที เขาเอามือลูบแก้มตัวเองตรงที่ถูกจับ

องค์ชายเห็นแก้มเขาเป็นอะไรกันถึงได้ชอบทำร้ายมันยิ่งนัก นั่นแก้มเขามิใช่หมั่นโถว!





-----

TAKE

คลายไปอีกหนึ่งปม...วิญญาณที่เห็นนั้นคือปิงปิงนะเออ ทั้งองค์ชายรองกับปิงปิงต่างสวมเขาให้กับหย่งชาง

เนื้อเรื่องอาจดูเรื่อยๆ เอื่อยๆ ต้องขออภัย ณ ที่นี้ด้วยนะจ๊ะ แต่เพื่อให้คลายปมที่ทิ้งเอาไว้ มันเลยต้องค่อยเป็นค่อยไป แต่งแบบก้าวกระโดดมันก็ไม่ได้เนอะ

ช่วงระหว่างตอนหลังจากนี้ ไม่เกินตอนที่ 20-25 ยังเป็นช่วงของการเติบโตของหย่งชาง จะมีเรื่องของสงครามมาเอี่ยวบ้างนิดหน่อย ยังไม่ถึงเวลาดราม่านะจ๊ะ เพราะฉะนั้นใจเย็นๆ กันน้าาา


ความคิดเห็น