เป็นกำลังใจให้เทคด้วยน้าาาา เทคจะได้มีแรงอัพพพพพ >3<

ราตรีที่ 12 วิญญาณมีขาด้วยรึ

ชื่อตอน : ราตรีที่ 12 วิญญาณมีขาด้วยรึ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.5k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ต.ค. 2560 01:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 12 วิญญาณมีขาด้วยรึ
แบบอักษร

ราตรีที่****12 วิญญาณมีขาด้วยรึ

ผืนผ้าแพรปกปิดท่อนล่าง ทว่าท่อนบนไร้ซึ่งอาภรณ์ปกปิดวรกาย ฉิงเฟิ่งเผลอมองครู่หนึ่งก่อนจะตั้งสติได้ เขาคุกเข่าลงกับพื้นทำความเคารพผู้ที่อยู่เหนือกว่า ถึงอย่างไรคนด้านหน้าก็ยังมีศักดิ์เป็นองค์ชายใหญ่ของแผ่นดิน เขาก้มหน้ามองพื้น ไม่กล้าเงยหน้ามองเบื้องหน้าสักนิด

“คารวะองค์ชายใหญ่พ่ะย่ะค่ะ”

ฉิงเฟิ่งใจเต้นเหมือนจะกระเด็นออกมานอกอกเสียให้ได้ ถ้าไม่ติดว่าติดกระดูกตรงหน้าอกหรือติดเนื้อหนังที่หนาเตอะ มันคงได้เด้งออกมาแล้ว เกิดมาไม่เคยพบไม่เคยเห็น ราชวงศ์ที่ไหนกันจะแก้ผ้าต่อหน้าทหารยศต่ำต้อยเยี่ยงนี้

ฉิงเฟิ่งที่ก้มหน้ารับรู้ถึงพระบาทที่เข้าใกล้ เขาเบือนสายตาไปทางอื่น พยายามไม่มองขึ้นข้างบนมากนัก ด้วยกลัวว่าจะเห็นอะไรที่มิควร

“เราหิว”

ฉิงเฟิ่งขมวดคิ้วเป็นปมใหญ่

“พ่ะย่ะค่ะ?” เขาขานรับแต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ในเมื่อหิวก็หาอะไรเสวยซะสิ จะมาบอกเขาให้ได้อะไร

หย่งชางพยายามระงับอารมณ์ “เราหิว! เจ้าก็ต้องไปหาอะไรให้เรา!”

ร่างอ้วนสะดุ้งตัวโหยง เหตุใดต้องตะวาดลั่นด้วย ทำอย่างกับว่าอยู่ไกลกันเสียอย่างนั้น... แม้ฉิงเฟิ่งจะคิดเยี่ยงนั้นแต่ก็ยังนั่งอยู่กับที่ ไม่ยอมขยับเขยื้อนสักนิด

ฉิงเฟิ่งอึกอัก มีสิ่งหนึ่งที่เขาอยากจะพูด

“องค์ชาย ท่านเพิ่งตื่นจากบรรทม มิอาบน้ำก่อนหรือพ่ะย่ะค่ะ”

องค์ชายใหญ่รู้สึกหน้าเสีย เขาหันมองเจ้าหมูที่บังอาจจะมาคิดสั่งสอนเขา!

“บังอาจ!”

ฉิงเฟิ่งก้มหน้าต่ำ ต้องตายแน่แล้ว

“ข้าน้อยสมควรตาย!” หน้าผากกลมจรดลงพื้น “แต่มารดาของข้าน้อยเคยสั่งสอนว่าตอนตื่นต้องอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดก่อนพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยแค่ไม่คิดว่า...”

เขาไม่กล้าพูดต่อแล้ว...

“นี่เจ้าจะกล่าวหาว่าเราสกปรกงั้นรึ!”

แย่แล้ว! ฉิงเฟิ่งนึกต่อว่าตัวเองภายในใจ ไม่น่าพลั้งเผลอพูดแบบไม่คิด นึกอยากตบปากตัวเองสักร้อยรอบ

หย่งชางมองร่างอ้วนตรงหน้า นี่มันคิดจะขัดคำสั่งเขาอย่างนั้นรึ! เจ้าทหารผู้นี้ช่างกล้าดีเสียแล้ว! ครั้นพอจะลงโทษก็เดี๋ยวจะถูกกล่าวหาว่ารังแกผู้อ่อนแอกว่า ไหนเลยจะยังกล้าแต่งตัวเช่นนี้อีก ถึงเขาจะเป็นคนให้ทหารไปเรียกมารับใช้ก็จริงอยู่ แต่ก็ใช่ว่าจะให้อีกฝ่ายแต่งตัวตามสบายซะเมื่อไหร่กัน

พระเนตรกร้าวเสมองไปยังทหารองครักษ์อีกนายที่อยู่ไม่ไกลนัก แค่พริบตาเดียวก็เห็นอยู่ว่ากำลังกลั้นหัวเราะขำ

“เราจะอาบน้ำ”

ร่างอ้วนยังไม่เข้าใจ เขาร้องเอ๊ะในลำคอครั้งหนึ่ง

หย่งชางถอนหายใจให้กับความโง่เจ้าหมูยิ่งนัก! นี่ต้องให้เขาพูดอีกกี่รอบกัน!

“ไม่ได้ยินรึ! ข้าจะอาบน้ำ!”

ฉิงเฟิ่งเงยหน้าขึ้นมองอย่างลืมตัว เขาพึงนึกได้ว่าองค์ชายใหญ่ไม่ได้สวมอาภรณ์สักชิ้นก็พาลทำเอาตกใจยกใหญ่ ครั้นพอเห็นช่วงล่างยังคงมีกางเกงนุ่งอยู่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเบาๆ

เขาเป็นแค่ทหาร สองปีที่อยู่ในวังก็เป็นได้แค่ทหาร เรื่องพวกขนบธรรมเนียมประเพณีย่อมไม่รู้เป็นธรรมดา ไม่แปลกที่ฉิงเฟิ่งไม่เข้าใจความหมายที่องค์ชายหย่งชางตรัส ยังโชคดีที่มีนางกำนัลคอยช่วยเหลือ ไม่อย่างเกรงว่าหัวจะหลุดออกจากบ่ารอมร่อ

องค์ชายใหญ่มักชอบอาบน้ำอุ่น อาบน้ำทีก็อาบน้ำนานเป็นชั่วยาม ฉิงเฟิ่งมองนางกำนัลแต่ละคน เขาชื่นชมในความงามของสตรียิ่งนัก สิ่งที่ได้ยินจากทหารที่อยู่ในเขตพระราชฐานไม่มีผิดเพี้ยน ถึงจะมีศักดิ์เป็นเพียงแค่นางกำนัลแต่ความงามกลับไม่น้อยหน้าหญิงในหอคณิกาสักนิด

ไม่นานหลังจากนั้นองค์ชายหย่งชางสรงน้ำเสร็จ เครื่องเสวยก็ถูกเตรียมเอาไว้เสร็จพอดี ทั้งของคาวและของหวานอยู่ตรงหน้าจนฉิงเฟิ่งที่ยืนสงบนิ่งได้กลิ่น ตั้งแต่เช้าเขายังไม่มีอะไรตกถึงท้อง ขนาดจะนอนก็ยังไม่ได้นอนแต่กลับต้องมาถูกเรียกให้มารับใช้องค์ชายที่เอาแต่ใจ นับประสาอะไรกับเสื้อผ้าที่ยังไม่ได้เปลี่ยนด้วยซ้ำ

ร่างสง่านั่งอยู่บนแท่นนั่ง ด้านหน้าคืออาหารหลากหลาย ตามปกติแล้วเหล่าคนรับใช้ไม่อาจเดินออกไปที่อื่นได้ ต้องคอยปรนนิบัติองค์ชายจนกว่าจะเสวยหมด

ฉิงเฟิ่งกลืนน้ำลายลงคอ

อาหารมันช่างเย้าบวนใจเสียจริง

หย่งชางหยุดชะงักมือ ยามที่รับรู้ถึงสายตาหนึ่งที่จับจ้อง เขามิใช่คนที่มีวรยุทธเก่งกล้า แต่ก็ยังมีติดตัวอยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นแล้วคงไม่เอาตัวรอดมาจนถึงป่านนี้

ครั้นพอเงยหน้ามองก็เห็นร่างอ้วนในชุดเดิม ทำท่าแลบลิ้นเลียบริมฝีปากตัวเอง สีหน้าที่มองมาทางเขาดูยั่วยวน ทีแรกหย่งชางไม่ใส่ใจนัก ทว่าเจ้าหมูนั่นก็ยังมองไม่หยุด จนสังเกตว่าสิ่งที่เจ้าหมูนั่นมองคือเนื้อที่อยู่ในมือ พอลองพิจารณาดูก็คิดว่าตัวเองคิดไม่ผิด

เขาคีบชิ้นเนื้อไปทางซ้าย เจ้าหมูก็มองไปทางซ้าย เขาคีบชิ้นเนื้อไปทางขวา เจ้าหมูก็มองไปทางขวา พอเขากลืนชิ้นเนื้อลงคอ เจ้าหมูมันก็เผลอทำสีหน้าผิดหวัง

ท่าทีของฉิงเฟิ่งทำเอาเขานึกขำจนอยากแกล้งอีกรอบหนึ่ง

ใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่ก็วางตะเกียบลง ทั้งที่ของคาวยังเหลืออยู่มากพอสมควร

นางกำนัลที่ยืนอยู่ก็รีบต่างพากันกุลีกุจอเร่งเก็บเครื่องเสวย ฉิงเฟิ่งมองสิ่งที่เหลืออยู่ด้วยความเสียดาย เท่าที่เห็นองค์ชายใหญ่เสวยเพียงแค่ไม่กี่คำเท่านั้นเอง

“องค์ชาย อิ่มแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ”

เหล่านางกำนัลหยุดมือ พวกนางมองฉิงเฟิ่งที่เอ่ยพูดลอยๆ

หย่งเองก็เช่นกัน เขาอิ่มแล้ว ไม่ต้องการอาหารพวกนี้อีก

“อาหารเหล่านี้ กว่าจะเป็นรูปเป็นร่างได้ย่อมต้องผ่านหยาดเหงื่อและความตั้งใจนะพ่ะย่ะค่ะ คนปลูกข้าวก็เหนื่อย คนปลูกผักก็เหนื่อย คนครัวก็เหนื่อย องค์ชายกินทิ้งกินขว้างเช่นนี้ไม่สงสารพวกเขาหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“บังอาจ!” วรกายสูงลุกขึ้นชี้นิ้วใส่คนพูดจาสาวหาว

ฉิงเฟิ่งลืมตัว เขาพูดจามิควรอีกแล้ว

สองขาอวบคุกเข่ากับพื้น เหล่านางกำนัลก็คุกเข่าลงกับพื้นด้วยเช่นกัน พวกนางต่างก้มหน้าด้วยกลัวว่าองค์ชายใหญ่จะทรงกริ้ว

หย่งชางมองพวกนาง คำพูดของฉิงเฟิ่งก็เข้าหู... เขามองไปยังอาหารที่ยังเหลืออยู่มากพอสมควร เจ้าอ้วนมันช่างบังอาจนัก!

“ไม่ต้องเก็บ! ข้าจะกินให้หมดนี่แหละ!”

ข่าวลือจะไม่เกิดขึ้นถ้าไม่มีมูลความจริง...

ในข้อนี้ฉิงเฟิ่งไม่อาจปฎิเสธได้ องค์ชายใหญ่เป็นอย่างที่ได้ยินมาไม่ผิดเพี้ยนไปสักกระเบียดนิ้ว จากทหารที่ไร้ซึ่งยศศักดิ์ กลับเป็นผู้ติดตามโอรสฮ่องเต้ กระนั้นก็หาได้สบายเหมือนตอนที่ยืนอยู่ข้างกำแพงเมืองไม่ ในวันแรกกว่าที่ฉิงเฟิ่งจะได้เปลี่ยนเป็นชุดทหารก็ตอนเกือบยามอู่**[9]** แล้ว แต่ก็หาได้พักผ่อนตามที่ปรารถนาไม่ องค์ชายใหญ่ยังคงเรียกหาให้ทำโน่นทำนี่ไม่หยุด

ราวกับว่ากำลังกลั่นแกล้ง

หรืออาจเป็นเขาที่รนหาที่ จนติงเกาต้องชี้หน้าสั่งสอน หาว่าช่างกล้าที่ไปต่อปากต่อคำสั่งสอนองค์ชายใหญ่

หย่งชางนั้นเป็นโอรสของฮ่องเต้ เป็นโอรสของฮองเฮา อำนาจบารมีย่อมมีมากกว่าผู้อื่น ติงเกายังกล่าวอีกว่าเขาโชคดีแค่ไหนแล้วที่รอดมาได้ ถ้าโชคร้ายเป็นผู้อื่นป่านนี้เขาคงได้ถูกประหารเก้าชั่วโคตร ฉิงเฟิ่งรับรู้ในข้อนี้ดี แต่มันอดไม่ได้ พอเห็นว่าองค์ชายหย่งชางทำผิดก็อยากกล่าวตักเตือนหาได้สั่งสอนอย่างที่ติงเกากล่าว ครั้นพอจะอ้าปากบอกปัดก็ถูกสีหน้าเหี้ยมโหดของทหารสหายถลึงตาโตใส่

หลายวันหลังจากนั้นฉิงเฟิ่งกลายเป็นคนนอนไม่พอ ในยามเช้าเขาต้องเข้าเฝ้าองค์ชายหย่งชางเพื่อรับใช้ ในตอนกลางคืนต้องเข้าเวรดึก จนกลายเป็นว่าขอบตาทั้งสองข้างพร่าเบลอกลายเป็นหมีนอนไม่พอ เมื่อร่างกายทำงานหนักก็ทำให้สมองพร่าเบลอ ความง่วงงันเข้ามาแทนที่ความหิวโหย ยามที่ต้องยืนนานๆ บางครั้งฉิงเฟิ่งก็อ้าปากหาววอดๆ หรือบางครั้งก็เผลอยืนหลับไม่รู้ตัว

ย่างเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว ฉิงเฟิ่งก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่ เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่มีดวงดาวสุกสกาว นึกภาวนาขออย่าให้ถึงพรุ่งนี้เร็วนัก ดวงตาปรือทั้งสองข้างพยายามลืมตาให้ตื่นขึ้นทั้งที่มันยากเย็นเหลือทน อากาศที่เริ่มหนาว ยิ่งทำให้เขาแทบทรงตัวไม่อยู่

ตรงที่ฉิงเฟิ่งยืนอยู่คือทางด้านข้าง หากจำไม่ผิดที่ตรงนี้อยู่ใกล้กับสถานที่เขาลือว่ามีขันทีผู้หนึ่งฆ่าตัวตาย ฉิงเฟิ่งพยายามไม่มองในส่วนนั้น เขานึกขยาดเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าเขาเองก็เคยเห็นเช่นกัน ภาพนั้นยังติดตาอยู่ไม่ขาด ร่างนั้นสวมอาภรณ์สีสะอาด สองขาเดินย่ำอยู่กับพื้น...

เหมือนคิดบางอย่างขึ้นมาได้

สองขา...

วิญญาณมีขาเช่นนั้นรึ?

ยืนคิดได้ครู่หนึ่งก็ถึงเวลาผลัดเปลี่ยนเวรยามพอดี ทหารสองนายเดินมาทางเขา ครั้นพอเห็นก็ทำเอานึกอยากกระโดดโลดเต้น อีกหลายชั่วยามกว่าจะถึงเช้า เขาคงได้มีเวลาพักบ้างจึงได้หลงลืมสิ่งที่ตัวเองคิด

รุ่งเข้า...ฉิงเฟิ่งนอนตื่นสาย เขาอดหลับอดนอนมาหลายวัน ครั้นพอได้พักเลยพักยาวจนลืมตื่น สะดุ้งตัวอีกทีก็ตอนที่ติงเกามาเรียก เขานึกขึ้นมาได้ว่าองค์ชายใหญ่ให้พบเพื่อปรนนิบัติจึงลุกพรวดเร่งรีบใส่เสื้อผ้าแล้ววิ่งไปทางตำหนักทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

นึกถึงใบหน้าที่เกรี้ยวกราดของอีกฝ่ายก็พาลเอาขนลุกซู่ไปทั้งตัว จนวิ่งมาได้เกือบครึ่งทาง มันอยู่ระหว่างมุมตึก ฉิงเฟิ่งที่วิ่งทะเล่อทะล่าไม่มองทาง ขาอ้วนไม่อาจหยุดร่างได้ในทันทีในขณะที่ผู้สูงศักดิ์ผู้หนึ่งเดินผ่านมา ทหารองครักษ์ชักกระบี่กู่ร้องบังอาจใส่ ฉิงเฟิ่งก้มหน้าลงกับพื้นทำความเคารพ

ผู้ที่ฉิงเฟิ่งพบกลางทางคือองค์ชายรองเหยียนอี้

เขาว่ากันว่าองค์ชายรองนั้นมีคุณธรรมสูงส่ง มดสักตัวก็ไม่กล้าฆ่าให้ตาย ข่าวลือนั้นมีมูลความจริงอยู่หลายส่วน องค์ชายรองนอกจากสั่งให้ทหารองครักษ์เก็บดาบแล้วก็ไม่เอาความหลังจากที่รู้ว่าเขากำลังจะไปหาองค์ชายใหญ่ จนนึกชื่นชมยิ่งนัก ฉิงเฟิ่งก็เป็นอีกคนหนึ่งที่คิดว่าหากองค์ชายรองได้เป็นฮ่องเต้ คงได้บำรุงบ้านเมืองให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุขไม่แพ้ผู้เป็นเสด็จพ่อแน่นอน

“บังอาจนัก!”

พอมาถึงตำหนักที่ประทับ สิ่งที่ได้ยินเป็นสิ่งแรกคือน้ำเสียงก้าวร้าวอย่างเอาเรื่อง

“เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร!”

คนฟังกลืนน้ำลายลงคอ เขาตอบอย่างไร้จริต “ข้าน้อยเป็นทหารพ่ะย่ะค่ะ”

ฉิงเฟิ่งเป็นคนโง่ เขาย่อมไม่เข้าใจความหมายขององค์ชายหย่งชางในประโยคแรก พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นพระเนตรร้ายถลึงตามองจึงได้ร้องอ้อในลำคอ

ให้ตายเถิด! ติงเกาเพิ่งเตือนมาหมาดๆ ก็ดันหลงลืมไปอีกแล้ว

“ซือฉิงเฟิ่ง!” หย่งชางเรียกนามอีกฝ่ายเต็มยศ ”เจ้าอยากให้ข้าสั่งทหารพาเจ้าไปโบยนักรึ!”

“ข้าน้อยไม่อยากขอรับ หากแต่องค์ชายใหญ่จะลงโทษ...” ฉิงเฟิ่งไม่อาจเอื้อนเอ่ยจนจบประโยคได้ หากองค์ชายหย่งชางจะลงโทษผู้ที่ละเลยหน้าที่ก็ไม่ผิด

“ฮึ่ม! อย่าคิดว่าเราจะไม่กล้า คิดท้าทายเช่นนั้นรึ!” หย่งชางสะบัดแขนครั้งหนึ่ง เขาพยายามแล้ว...พยายามที่จะไม่ใส่ใจทหารร่างอ้วนตรงหน้ามันก็พาลอดไม่ได้ ยิ่งเห็นหน้าก็ยิ่งอยากเอาไปสับเป็นชิ้นๆ ให้หายแค้น!

ช่วงสามวันที่เขาเอามาเป็นผู้ดูแล เจ้าหมูกลับสั่งสอนเขาไม่ขาดปาก เขากลายเป็นตัวตลกต่อหน้าธารกำนัล มันช่างน่าขายหน้ายิ่งนัก!

“องค์ชาย...ท่านทรงกริ้วเรื่องอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ มีเรื่องอันใดทำให้มัวหมองพระทัยหรือพ่ะย่ะค่ะ”

หย่งชางหยุดชะงัก ก่อนจะเอ่ยปาก “สาวหาม!”

ฉิงเฟิ่งสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เดิมทีนั้นองค์ชายหย่งชางก็มักชอบตวาดเขาอยู่แล้ว ครั้งนี้ก็เหมือนทุกครั้งที่เขาบังอาจล่วงเกิน แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่อีกฝ่ายจะดูแข็งกร้าวถึงเพียงนี้ ฉิงเฟิ่งไม่ได้คิดเข้าข้างตนเองขนาดนั้น เขาเป็นแค่ทหาร ย่อมไร้ซึ่งความสำคัญเกินกว่าที่องค์ชายหย่งชางจะรอคอย ยกเว้นเสียแต่...เพื่อระบายอารมณ์

ที่รู้สึกผิดแปลกนั้นเพราะองค์ชายหย่งชางนั้นเหมือนผู้หนึ่งที่เขาเคยรู้จัก ยามที่นึกถึงมันก็พาลเจ็บแปลบในอกด้านซ้าย

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยเป็นข้ารับใช้ขององค์ชายใหญ่ หากเป็นไปได้...ข้าน้อยก็อยากให้พระองค์คลายทุกข์”

ฉิงเฟิ่งพูดไปตามประสาเท่านั้น

วรกายของฮองเฮาทรุดลงมากกว่าเมื่อก่อน นางกระแอมไอหลายครั้งจนร่างกายเริ่มอ่อนแรง ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มด้วยสีสดใสกลับแปรเปลี่ยนเป็นซีดเซียว ข้างกายของฮองเฮาคือหมอหลวงที่คอยตรวจอาการเป็นประจำ โดยมีเหล่านางกำนัลคอยช่วยพยุงยามที่ต้องลุกขึ้นนั่ง

หมอหลวงที่กำลังจับชีพจรส่ายหน้าเมื่อลมหายใจฮองเฮาอ่อนลงและเริ่มติดขัดมากขึ้น หมอหลวงไม่เข้าใจนักว่ามันเป็นเยี่ยงนี้ได้เช่นไร เขาเปลี่ยนยาให้ก็ตั้งหลายอย่าง พระอาการที่น่าจะดีขึ้นตามลำดับกลับไม่ทุเลาลง มิหนำซ้ำยังอาการแย่ลงกว่าเดิมด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะรักษาอย่างไรก็ไม่อาจรักษาได้จนน่าหนักใจไม่น้อย

ฮองเฮาใกล้สิ้นแล้ว...แค่รอเวลาเท่านั้น

หนทางเดียวที่หมอหลวงจะทำได้คือให้ยาแก้บรรเทา หวังว่าจะยืดอายุของฮองเฮาได้ไม่มากก็น้อย

ขันทีเว่ยยืนอยู่หน้าประตู เขาซ่อนแววตามาดร้ายไว้ภายใต้ความเป็นห่วง ภายในใจนึกหัวเราะเมื่อเห็นพระวรกายที่ไม่สู้ดีของฮองเฮาเท่าไหร่นัก

ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือเขา เปลี่ยนจากยารักษาเป็นยาพิษ คอยคร่าชีวิตฮองเฮาทีละนิดจนกว่าจะสิ้นลม หลังจากที่กำจัดฮองเฮาแล้วพระสนมกุ้ยเฟยก็จะขึ้นตำแหน่งแทน ผู้ที่เป็นองค์รัชทายาทคงไม่แคล้วเป็นองค์ชายเหยียนอี้ เมื่อถึงครานั้นเมื่อใด เขาที่อยู่ข้างกายพระสนมกุ้ยเฟยย่อมได้ดับได้ดีไม่มีวันตกอับ

TAKE

ทีแรกว่าจะไม่อัพจนกว่าจะเดือนพฤศจิ แต่มัน...แต่มันทนไม่ไหววววว เมื่อได้เห็นวีดีโอเน้! โอ๊ยยย คือมันกร้าวววใจมากกกก น่ารักมาก หญิงอ้วนกับหนุ่มหล่อ ถึงจะเป็นชายหญิงแต่มันก็ทำให้นึกถึงฉิงเอ๋อเลยยยยย ดูไปยิ้มไป น่ารักมากกกก

ป.ล.วีดีโอมี 2 พาส นะจ๊ะ


------

TAKE

ทีแรกว่าจะไม่อัพจนกว่าจะเดือนพฤศจิ แต่มัน...แต่มันทนไม่ไหววววว เมื่อได้เห็นวีดีโอเน้! โอ๊ยยย คือมันกร้าวววใจมากกกก น่ารักมาก หญิงอ้วนกับหนุ่มหล่อ ถึงจะเป็นชายหญิงแต่มันก็ทำให้นึกถึงฉิงเอ๋อเลยยยยย ดูไปยิ้มไป น่ารักมากกกก

ในธัญวลัยลงคลิปไม่ได้ เอาแค่รูปไปนะจ๊ะ ส่วนใคอยากดูคลิป ไปอ่านในเด็กดี


ความคิดเห็น