ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 12 : ‘แฟน’ ไม่ใช่ ‘ชู้’

ชื่อตอน : บทที่ 12 : ‘แฟน’ ไม่ใช่ ‘ชู้’

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 11k

ความคิดเห็น : 26

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ต.ค. 2560 12:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 12 : ‘แฟน’ ไม่ใช่ ‘ชู้’
แบบอักษร


บทที่ 12 ‘แฟน’ ไม่ใช่ ‘ชู้’

พราว


เสียงทุ้มเรียกชื่อเธอของจรัสกรดังขึ้นเบาๆ ทำให้พนิดาที่กำลังนั่งฟังอาจารย์สอนขณะอยู่ในคลาสซึ่งเพิ่งเริ่มไม่นานหันไปมองหน้าเพื่อนสนิทดวงตาสุกใสจ้องมองเพื่อนชายที่ยื่นหน้าเข้ามาในระยะประชิดก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นสูงเป็นเชิงถามโดยไม่ได้ออกเสียงแล้วก็สังเกตเห็นว่าใบหน้าหล่อเหลาโดดเด่นราวกับนายแบบกำลังแสดงอารมณ์ชอบกลบอกไม่ถูก เหมือนเขากำลังกระอักกระอ่วนปนลำบากใจนิดๆ อย่างที่ไม่ค่อยได่เห็นเท่าไหร่นัก


ว่าไง กอล์ฟ”


“เรามีเรื่องอยากขอให้แกช่วยนิดหน่อยว่ะ” พูดจบก็ส่งรอยยิ้มจืดเจื่อนพร้อมน้ำเสียงที่ไม่ต่างจากการกระซิบหาเพื่อนสนิทเพราะไม่อยากรบกวนการเรียนของเพื่อนคนอื่นแต่ถ้าจะให้รอจนเลิกเรียนจิตใจก็รุ่มร้อนอยู่ไม่สุข


“อะไรล่ะ”


“คืองี้...” ร่างแกร่งกำยำในชุดนักศึกษาเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาวกับกางเกงยีนส์สีซีดเรียบๆ แต่กระนั้นก็ยังดูมีเสน่ห์น่ามองขยับตัวเล็กน้อยให้หันมาหาหญิงสาวและมองหน้าเธอตรงๆ ใบหน้าหล่อเหลายังเต็มไปด้วยความกังวล “อาทิตย์หน้าเราจะมีญาติมาเยี่ยมจากต่างจังหวัด”


“แล้ว?” เห็นอาการอึกอักเหมือนคนน้ำท่วมปากนั่นแล้วก็ยิ่งทำให้ดูน่าสงสัยยิ่งกว่าเดิม รู้สึกขึ้นมาว่าเรื่องที่ต้องการให้เธอช่วยคงไม่ได้ทำง่ายๆ เป็นแน่


“เขาบอกว่าอยากไปเที่ยวจังหวัดใกล้ๆ กรุงเทพด้วยเลยตกลงว่าจะไปค้างที่อัมพวากันสักคืน แต่พวกญาติของเราอยากเจอพราว เขาเลยให้มาชวนแกไปด้วยกัน” พูดแล้วเขาก็ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา รู้ดีว่าการไปเที่ยวกับพนิดาในสถานะคนรักแบบหลอกๆ มันไม่ใช่เรื่องน่าสนุกเท่าไหร่เพราะทั้งเขาและเธอต้องแกล้งแสดงสวีทหวานใส่กันเพื่อให้คนอื่นไม่สงสัยแถมคราวนี้ยังไม่ใช่แค่ที่บ้านแต่เป็นญาติคนอื่นๆ ด้วย


แค่นึกภาพในหัวก็เหนื่อยแล้ว... แถมยังรู้สึกผิดกับพนิดาที่ต้องมาเจอเรื่องราววุ่นวายไม่รู้จักจบสิ้นเพราะมาช่วยเขาแท้ๆ แต่หญิงสาวก็เป็นเพื่อนคนเดียวที่ไว้ใจได้ดังนั้นหากไม่ใช่เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะหันไปพึ่งใคร


“ห๊ะ ทำไมต้องอยากเจอเราด้วย” น้ำเสียงนั้นแสดงอาการตระหนกอย่างชัดเจน ดวงตาใสเบิกกว้าง ปกติแค่แสดงเป็นคนรักต่อหน้าพ่อกับแม่จรัสกรก็ทำให้เธอรู้สึกผิดมากพอแล้ว แต่ครั้งนี้มีคนอื่นๆ เพิ่มเข้ามามากขึ้นอีกต่างหาก


คิดแล้วก็อยากกุมขมับ ทั้งที่ไม่อยากโกหกหรือมีเรื่องปิดบังใครแต่ไม่รู้ทำไมสถานการณ์ตอนนี้มันถึงมีแต่เรื่องที่เป็นความลับเต็มไปหมด


หาเรื่องให้เธอจริงๆ ไอ้กอล์ฟ!

“แม่เราน่ะสิดันไปเล่าให้พวกคนอื่นฟังว่าแกเป็นว่าที่ลูกสะใภ้สุดแสนเพอเฟคทุกคนก็เลยอยากเจอแกกันหมด” น้ำเสียงจริงจังแฝงไปด้วยความเหนื่อยหน่ายดังขึ้นพลางทำหน้าปั้นยากเมื่อนึกถึงตอนที่มารดาบอกว่าตอนนี้คนอื่นๆ อยากเจอพนิดากันอย่างกระตือรือร้น


“...”


“แก... ไปกับเราได้ไหม” ดวงตาสีน้ำตาลเข้มอมเทาสวยงามเหล่มองหญิงสาวด้วยสายตาเว้าวอน ไม่มาเป็นเขาไม่มีทางรู้หรอกว่ากำลังเผชิญหน้ากับความยากลำบากทางจิตใจมากแค่ไหน ทั้งเกรงใจเพื่อนแต่เรื่องสำคัญที่ปิดบังพ่อแม่และญาติๆ ก็เป็นเรื่องสำคัญมากในชีวิตขณะนี้


“จริงๆ ก็ได้อยู่หรอก” เธอตอบออกไปซึ่งก็ทำให้อีกฝ่ายแสดงสีหน้าโล่งอกก่อนจะเอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจให้จรัสกรได้รับรู้ถึงสิ่งที่คิดในใจบ้าง “แต่... ฉันชักเริ่มกลัวแล้วว่ะ”


“กลัวอะไร”


พนิดาถอนหายใจก่อนจะพูดออกไปตรงๆ แบบชัดเจน ดวงตาคู่สวยจ้องมองเพื่อนที่คบกันมานานอย่างไม่กระพริบพร้อมทั้งยกมือขึ้นมากอดอกอย่างไม่มีสมาธิกับบทเรียนตรงหน้าอีกต่อไป


“เรื่องนี้คงไม่บานปลายขนาดฉันต้องตกกะไดพลอยโจนถึงขั้นแต่งงานกับแกใช่ไหม”


“เฮ้ย ไม่หรอก” เขาตอบปฏิเสธแบบไม่ต้องคิดเพราะไม่คิดว่าเรื่องมันจะร้ายแรงถึงจุดนั้น “ตอนนี้ก็แค่บังหน้าชั่วคราวเฉยๆ”


บังหน้ามา 2 ปีแล้วเนี่ยนะ...


ความจริงแล้วนี่ถือเป็นจุดอ่อนของจรัสกรเลยก็ว่าได้ แม้ชายหนุ่มจะเป็นคนดี นิสัยดีและเป็นเพื่อนที่ดี สามารถเชื่อใจและปรึกษาปัญหาหรือเล่าทุกอย่างให้ฟังได้อย่างหมดเปลือกโดยไม่ต้องกลัวถูกนำเรื่องไปขายต่อ แต่เขาไม่ค่อยคิดถึงหรือวางแผนตัวเองในอนาคตสักเท่าไหร่ รวมถึงไม่มีการวิเคราะห์ถึงสิ่งที่ทำในปัจจุบันว่ามันจะส่งผลกระทบในระยะยาวหรือไม่และนั่นย่อมส่งผลให้คนที่ติดร่างแหมาตั้งแต่ตนแบบเธอพลอยเดือนร้อนไปด้วย


เหมือนคนๆ นี้จะคิดถึงปัจจุบันและหาทางอยู่ในจุดที่มีความสุข เอาตัวรอดในเวลานี้เท่านั้นส่วนผลกระทบในภายภาคหน้าจะเป็นอย่างไรจรัสกรไม่ค่อยเตรียมแผนแก้ไขเอาไว้หรอก


“ตกลงว่าแกไปได้ใช่ไหม เราจะได้บอกแม่” เสียงทุ้มถามย้ำอีกครั้งเมื่อยังไม่ได้คำตอบชัดเจนจากเพื่อน


“ก็ได้ แต่แกก็ต้องเริ่มคิดได้แล้วนะว่าอนาคตจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ยังไง เราจะหลอกทุกคนแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ได้นะ”


“อืม เข้าใจแล้ว” ดวงตาคมฉายแวววูบไหวหวาดหวั่นไปชั่วขณะ “แต่ยังไงก็ขอบคุณมากนะที่ช่วยกัน”


หญิงสาวพยักหน้ารับก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าหากที่บ้านฝ่ายจรัสกรไปกันหมดนั่นก็หมายความว่าจิรกฤตก็ต้องไปด้วย


“แล้วพี่กราฟไปไหม” เธอเอ่ยถามทันทีหลังคิดขึ้นมาได้แบบนั้น


“อืม ก็ต้องไปสิ” เสียงทุ้มตอบสั้นๆ ใบหน้าหล่อเหลายิ้มกว้างประจบเต็มที่ “อย่างน้อยพี่กราฟก็คงทำให้แกอยากไปขึ้นมาบ้างแหละ ใช่ไหม”


พนิดายิ้มแหยเพราะพูดอะไรไม่ออกจริงๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี่คงเป็นเรื่องที่กระตุ้นทำให้เธอรู้สึกอยากไปขึ้นอย่างที่จรัสกรพูดแต่ในเวลานี้แค่คิดว่าตนตกอยู่ในเหตุการณ์ที่ต้องเล่นละครเป็นแฟนกำมะลอในขณะที่แฟนตัวจริงก็อยู่ด้วยมันคงให้ความรู้สึกปวดหัวน่าดู


หลังอาจารย์เลิกคลาสเรียนหญิงสาวที่จิตใจกระวนกระวายอยู่ไม่สุขจึงรีบผุดลุกจากเก้าอี้ทันที มือเล็กหอบหนังสือเรียนและกระเป๋าวิ่งแจ้นออกไปนอกห้องทันทีโดยไม่ลืมบอกจรัสกรให้ไปห้องเรียนวิชาต่อไปก่อนไม่ต้องรอเธอ


ร่างบางพอขึ้นมาบนรถเรียบร้อยจึงรีบหยิบโทรศัพท์มือถือกดเรียกเบอร์จิรกฤตและรอไม่นานเสียงทุ้มนุ่มนวลก็ดังขึ้นมา ใบหน้าหวานอมยิ้มโดยอัตโนมัติเมื่อบอกกับตัวเองว่าเจ้าของเสียงราบเรียบแต่น่าฟังนี้คือคนรักของตัวเอง


“ครับผม”


จิรกฤตกรอกเสียงผ่านปลายสายพร้อมทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานที่เพิ่งจัดการงานตรงหน้าเสร็จเรียบร้อย สภาพบนโต๊ะเต็มไปด้วยม้วนกระดาษระเกะระกะรกรุงรังหากก็ไม่ต่างจากเจ้าของนั่นก็คือเขามากนัก ร่างสูงที่ทรงผมยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง ใบหน้าเข้มเริ่มมีตอหนวดเขียวครึ้มขึ้นจางๆ ชายหนุ่มอยู่ในชุดทำงานยับยู่ยี่ เสื้อเชิ้ตสีกรมท่าหลุดออกมานอกกางเกง กระดุมถูกปลดจากด้านบนไปสองเม็ดเผยให้เห็นแผงอกรำไรนิดหน่อยทำเอาสาวน้อยสาวใหญ่ที่เดินผ่านไปมาแอบเหลือบมองส่องกันเป็นทิวแถว แต่ในเวลานี้หลังจากผ่านการโหมงานอย่างหนักมาเกิน 24 ชั่วโมงเขาก็ไม่มีอารมณ์จะมาสนใจเรื่องเล็กน้อยแบบนั้นหรอก


เขาเหนื่อยจนเรียกว่าสายตัวแทบขาด งานเร่งด่วนที่เข้ามาอย่างกะทันหันแบบนี้มันบั่นทอนสุขภาพกายและจิตจริงๆ


ทว่าไม่น่าเชื่อหลังจากได้ยินเสียงหวานๆ ของหญิงสาวความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าก็แทบหายเป็นปลิดทิ้ง น้ำเสียงที่เพิ่งพูดกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ อย่างหงุดหงิดเบื่อหน่ายก่อนหน้านี้เปลี่ยนเป็นสดชื่นแจ่มใสขึ้นทันตา


“พี่กราฟว่างไหมคะ ทำอะไรอยู่” เพราะเห็นว่าตอนนี้เป็นเวลาทำงานเธอจึงกลัวจะโทรเข้าไปรบกวนเขาแต่จะให้รอจนถึงตอนเลิกงานหรือพักเที่ยงมันก็ไม่ทันใจ


“กำลังคิดถึงพราวมั้ง”


เสียงเรียบๆ ไม่ได้มีความอ่อนหวานหยดย้อยอะไรเลย แต่คำพูดทื่อๆ ตรงๆ แบบนั้นกลับทำเอาเธอต้องเม้มปากแน่น


“ตลกแล้วค่ะ” เธอทำเสียงงึมงำในลำคอซึ่งก็ได้ยินชายหนุ่มส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ตอบกลับมาราวกับกำลังอารมณ์ดีเสียเหลือเกิน


“พูดจริงครับ นี่พี่ตั้งใจจะโทรหาเราอยู่พอดี”


“คะ? พี่กราฟมีอะไรหรือเปล่าทำไมจะโทรหาพราวล่ะ” คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย คิดไปว่าชายหนุ่มจะต้องการพูดเรื่องเดียวกับที่เธอโทรไปหรือเปล่าแต่สุดท้ายคำตอบที่ได้รับกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง


“คนเป็นแฟนกันจะโทรไปหาต้องมีธุระด้วยเหรอ”


“...” ไม่มีคำพูดหรือการตอบรับใดๆ นอกจากดวงตากลมที่เบิกกว้าง ปากอิ่มอ้าเหวออย่างตั้งตัวไม่ทันในความเปลี่ยนแปลงพลิกจากหน้าเป็นหลังมือของจิรกฤต ถึงตั้งแต่ได้คบหาเป็นคนรักกันจริงจังจะพอรับรู้ได้บ้างว่าท่าทีการแสดงออกของเขาในอดีตนั้นเป็นเพียงภาพลวงตาที่สร้างขึ้น


จิรกฤตคนนิ่งขรึม เงียบสงบและเฉยชาเลือนหายไป... กลายเป็นชายหนุ่มที่พูดตรงๆ ในทุกเรื่องจนบางครั้งก็ทำเธอหน้าหม้านเขินอายไปต่อไม่ถูก ร้ายกาจแสนเอาแต่ใจ คิดอยากจะลากขึ้นเตียงกินกลางตลอดตัวก็ไม่มีการรีรอยอมเสียเวลาหากในขณะเดียวกันก็ช่างเอาใจแบบที่เธอไม่เคยได้รับจากใคร เจ้าเล่ห์จอมหลอกล่อเป็นที่หนึ่งจนหัวปั่นตามไม่ทันไปหลายครั้งแต่จนแล้วจนรอดก็โกรธเคืองไม่ลงเพราะเจอลูกอ้อนจากคนตัวโตให้ใจอ่อนได้ทุกที


และเช่นกันในเวลานี้ที่พนิดานิ่งงันกลายเป็นคนใบ้ไปเรียบร้อยกับแต่ละประโยคที่หลุดออกมาจากปากของจิรกฤต หัวใจเต้นรัวเป็นกลองรบ พวงแก้มใสเป็นสีระเรื่อด้วยความเขินอาย ไม่อยากเชื่อเลยว่าผู้ชายคนนี้จะทำให้เธอที่ชอบพูดจ้อๆ จนลิงหลับถึงกับหมดคำพูดไปแบบนี้สะเท้นเขินอายแทบบิดตัวเป็นเลขแปดพูดไม่ออกจนกระทั่งปลายสายพูดขึ้นมาจึงพอรู้สึกตัวขึ้นมาบ้าง


“เงียบแบบนี้เขินอยู่ใช่ไหม คนสวย” เสียงทุ้มกลั้วหัวเราะ ไม่ต้องเห็นหน้าก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังแสดงอารมณ์แบบไหน ร่างสูงเอนแผ่นหลังลงกับพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลาย ดวงตาสีนิลเข้มวาววับเป็นประกายจนเอกราชที่นั่งทำงานอยู่โต๊ะใกล้ๆ เหลือบมาเห็นพอดีถึงกับเบะปากใส่ด้วยความหมั่นไส้


แต่ช่วยไม่ได้คนกำลังมีความสุขจะให้ทำไง?


“พี่กราฟอ่ะ ทำไมเป็นคนแบบนี้ไปได้นะ” เสียงหวานกระเง้ากระงอดบ่นอุบอิบ


“โอเคๆ ไม่แกล้งแล้ว” ได้ยินหญิงสาวบ่นงึมงำเขาจึงกลับสู่โหมดปกติ น้ำเสียงทุ้มปรับเป็นการเป็นงานมากขึ้น “เอาธุระพราวก่อนก็ได้ มีอะไรหรือเปล่าครับ”


การเข้าเรื่องของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวสูดหายใจเข้าปอดลึกโดยไม่รู้ตัว มือเล็กเผลอกำแน่นเข้าหากันอย่างประหม่าก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบา


“คือวันนี้กอล์ฟมาบอกว่า... อาทิตย์หน้าพราวต้องไปอัมพวากับญาติๆ ของบ้านพี่ใช่ไหมคะ”


“หื้ม?” เขาขึ้นเสียงสูงบ่งบอกถึงการไม่รู้เรื่องราวใดๆ อาจจะเพราะเมื่อคืนเข้าทำโอทีจนข้ามวันยังไม่ได้กลับบ้านตั้งแต่เมื่อวานแล้ว “กอล์ฟเพิ่งบอกเหรอ”


“ค่ะ เมื่อกี้นี้เอง”


“เมื่อวานพี่ไม่ได้กลับบ้าน อยู่ที่ทำงานจนตอนนี้เลยไม่รู้เรื่องอะไรเลย”


“อ้าว เหรอคะ นี่พี่กราฟงานยุ่งเหรอแล้วนี่เสร็จหรือยัง แบบนี้ก็ไม่ได้พักผ่อนเลยสิ รีบกลับบ้านไปอาบน้ำนอนนะคะ อย่าลืมหาอะไรกินด้วยถ้าเป็นโรคกระเพราะขึ้นมาจะลำบากนะ” พอได้ยินว่าเขาทำงานหามรุ่งหามค่ำเธอก็ลืมความกังวลใจก่อนหน้านี้ไปเสียสนิทเพราะความเป็นห่วงในตัวคนรักที่มีมากกว่า เสียงหวานร่ายยาวปล่อยคำถามไปเป็นชุดทำเอาคนได้ยินตอบไม่ทันเลยทีเดียว


และการแสดงออกของหญิงสาวนั้นก็ทำให้จิรกฤตเปล่งสายตาเป็นประกายระยับ ริมฝีปากคลี่ยิ้มกว้างออกมาโดยไม่สนสายตาใครว่าหุ่นยนต์ยิ้มยากอย่างเขาก็แสดงสีหน้าแบบนี้เป็นเหมือนกัน


“ครับ พี่กินข้าวครบทุกมื้อ ตอนนี้งานเริ่มเคลียร์แล้วอีกสักเดี๋ยวก็เรียบร้อย” น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนและอ่อนหวานบ่งบอกได้เลยว่าเวลานี้เขามีความสุขขนาดไหนก่อนจะชักกลับมาเข้าเรื่องที่พนิดาเอ่ยทิ้งเอาไว้ “งั้นหมายความว่าอาทิตย์หน้าพราวจะไปเที่ยวกับทางบ้านพี่ใช่ไหม”


“แต่... พราวไปด้วยจะดีเหรอคะ” เธอเอ่ยอย่างไม่สู้ดีนัก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ


“ทำไมถึงไม่ดีล่ะ”


“ก็...” เจอคำถามแบบนี้คนฟังจึงเกิดอาการอ้ำอึ้งเล็กน้อยไม่สามารถตอบได้ทันทีเพราะมันเป็นความรู้สึกอึดอัดกระอักกระอ่วนชอบกล กระทั่งหลังนิ่งไปสองสามวินาทีก็กลั่นกรองออกมาเป็นคำตอบให้ชายหนุ่มได้ “พราวตะขิดตะขวงใจยังไงไม่รู้ ต้องแสดงเป็นแฟนกอล์ฟทั้งที่ความจริงเป็นแฟนพี่ มัน... แปลกๆ”


เหตุผลของหญิงสาวทำให้จิรกฤตขมวดคิ้วตามในทันที เมื่อครู่เขาลืมนึกถึงข้อนี้ไปเสียสนิทอาจเพราะการทำงานติดต่อกันเป็นเวลานานสมองเลยเบลอยังประมวลผลไม่เต็มที่ ใบหน้าหล่อเหลาหลับตาแน่นพลางยกมือขึ้นมานวดคลึงขมับ พนิดาพูดถูกจริงๆ มันคงพิกลน่าดูถ้าต้องเห็นคนรักของตัวเองทำเป็นสวีทหวานแหววกับน้องชาย ในขณะที่แฟนตัวจริงอย่างเขาคงทำได้เพียงเดินตามหลังเหมือนที่เคยเป็นในอดีต


ซึ่งมันไม่โอเคเลยสักนิด...


แต่ในตอนนี้เขาคงทำอะไรไม่ได้เพราะตกอยู่ในสถานะผู้สมรู้ร่วมคิดไปแล้วหลังจากได้เปิดอกคุยกับจรัสกรหลังตกลงคบหากับหญิงสาว ในที่สุดเขาก็ได้รู้ว่าน้องชายมีรสนิยมชอบเพศเดียวกันและใช้เพื่อนสนิทคนนี้เป็นการบังหน้า แม้หลังได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดนั้นจะทำให้เขารู้สึกตกใจและอึ้งจนพูดไม่ออกนานนับนาทีทว่าความจริงก็เป็นสิ่งที่หลีกหนีไม่ได้นอกจากต้องยอมรับมัน


หากก็เข้าใจน้องชายว่านี่คงเป็นเรื่องยากที่จะเปิดเผยให้กับพ่อแม่รู้เนื่องจากแม้ท่านจะเป็นคนใจดีหากค่อนข้างหัวโบราณทั้งคู่ ไม่แปลกหรอกที่จรัสกรจะต้องการปิดบังความจริงนี้เอาไว้


แต่ในขณะเดียวกันนี่กลับเป็นเรื่องวุ่นวายอิรุงตุงนังมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อตอนนี้เขากลายเป็นคนรักตัวจริงของพนิดา มันคงดีมากหากเมื่อไหร่ก็ตามที่เขากับหญิงสาวจะสามารถเปิดเผยความสัมพันธ์ได้แบบเปิดเผย ไม่ต้องแอบซ่อนเหมือนกำลังทำผิดแบบนี้ ทั้งๆ ที่มันไม่มีอะไรเป็นเรื่องเสียหายสักนิด


“พี่ไม่ชอบเลยที่เราต้องคบกันแบบหลบๆ ซ่อนๆ เหมือนเป็นชู้กันอย่างนี้” เขาพูดตามตรงในสิ่งที่คิดเพราะในสายตาคนอื่นถ้ามีใครรู้เรื่องตอนนี้เขากับพนิดาคงเหมือนเป็น ‘ชู้รัก’ กันจริงๆ “ถ้าไม่เห็นว่าเรื่องของกอล์ฟมันร้ายแรงพี่คงไม่ยอม”


ประโยคที่ได้ยินทำให้หญิงสาวทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องถอนหายใจออกมาแรงๆ รู้สึกหนักอึ้งไปทั้งสมองและจิตใจกับปัญหาที่ไม่รู้ว่าปลายทางจะจบลงยังไงหรือตอนไหน บางอารมณ์ก็อยากจะเทเรื่องวุ่นวายทั้งหมดทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด ไม่สนใจจรัสกรที่นำพาเรื่องราวอลวนอลเวงมาให้ขนาดนี้แต่เพราะเห็นชายหนุ่มเป็นเพื่อนสนิทที่คบกันมานานและแทบจะเป็นคนเดียวที่มั่นใจว่าคือเพื่อนแท้ถึงได้ช่วยเหลือสุดตัวแบบนี้


“พราวก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน มันบานปลายกว่าที่เคยเอาไว้มากเลยเหมือนกันค่ะ” จากที่ตอนแรกแค่เห็นว่านี่เป็นการช่วยจรัสกรเอาตัวรอดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่กลับกลายเป็นท่าทางที่บ้านชายหนุ่มมองเธอเป็นว่าที่ลูกสะใภ้เล็กเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


โธ่ ทั้งที่ความจริงอยากเป็นสะใภ้ใหญ่ต่างหาก...


“เอาเถอะ เราคงทำอะไรไม่ได้นอกจากรอให้กอล์ฟมันแก้ปัญหาด้วยตัวเอง” เขาจับน้ำเสียงอ่อยๆ หงอยๆ ของหญิงสาวแล้วก็ไม่อยากให้เธอเครียดมากเกินไป เสียงทุ้มจึงเปลี่ยนโทนให้นุ่มนวลขึ้นพลางปลอบคนรักเท่าที่เขาจะทำได้


และการปลอบแบบผู้ชายทื่อๆ ไม่มีคำพูดสวยหรูยืดยาวอะไรแต่ก็ทำให้พนิดารู้สึกดีขึ้นได้อย่างชะงักจริงๆ ใบหน้าหวานพยักพเยิดกับตัวเองพลางยิ้มมุมปากได้เล็กน้อยแม้ดวงตาจะยังฉายแววกังวลอยู่หากแต่เห็นด้วยกับคำพูดของจิรกฤตเพราะนี้เป็นเรื่องของจรัสกรซึ่งเจ้าตัวคงต้องสะสางเรื่องวุ่นวายพัวพันนี้ด้วยตัวเอง


“นั่นสินะคะ เราก็ช่วยเท่าที่ทำได้อย่างเต็มที่แล้ว”


“ว่าแต่... วันนี้พราวเลิกหกโมงใช่ไหมครับ” เสียงของเขาเปลี่ยนเป็นการออดอ้อนมากขึ้นและนั่นทำให้ปลายสายเกิดนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจกว่าจะตอบออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้านนิดๆ ซึ่งมั่นใจว่าตอนนี้พวงแก้มของสาวน้อยคงกลายเป็นสีระเรื่อน่าฟัดแน่ๆ


คิดแล้วก็อยากฟัดชะมัด! เมื่อไหร่จะถึงตอนเย็นวะ!!!


“ค่ะ”


“เดี๋ยวพี่ไปรับนะ อย่าเพิ่งกลับบ้านหรือนัดกับเพื่อนซะล่ะ”


“หื้ม? พี่กราฟจะมาหาพราวเหรอคะ” ดวงตาหวานสีเข้มวิบวับประกายแวววาวด้วยความดีใจเพราะหลายวันมานี้จิรกฤตบอกว่าเขามีโปรเจคใหญ่งานด่วนที่ต้องรีบเร่งทำให้เสร็จ เธอจึงไม่ได้เจอหน้าชายหนุ่มเลย


“อื้ม ไม่เจอกันตั้งสี่วันแล้ว พี่อยาก...” เขาพูดแค่นี้แล้วเว้นวรรคให้หญิงสาวใจระทึกเล่นก่อนจะเฉลยประโยคเต็มๆ ตามหลัง “อยากกอดพราวแน่นๆ มากเลย ทำงานเหนื่อยจริงๆ ช่วงนี้”


“...”


ถ้าเธอไม่เขินคงแปลกแล้วล่ะ...


ดวงตากลมกระพริบปริบๆ ใบหน้าเห่อร้อนไปหมด ไม่รู้ทำไมเสียงที่ได้ยินมันทำให้รู้สึกเหมือนเขากำลังกระซิบข้างหูจริงๆ ให้ชวนขนลุกอย่างบอกไม่ถูก


“พี่จะจอดรถรออยู่หน้าตึก เลิกเรียนแล้วเจอกันนะครับ” ถึงไม่ได้ยินเสียงตอบรับแต่การเงียบแบบนี้เขาก็รู้ดีว่าสาวน้อยไม่ปฏิเสธแถมตอนนี้คงได้หน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุกอยู่แน่ ดวงตาสีเข้มเป็นประกาย


“ค่ะ” เธอตอบรับพึมพำเสียงหวานแผ่วและกำลังแสดงสีหน้าเป็นดั่งที่จิรกฤตคาดคิดจริงๆ


หลังจากพูดคุยอีกเล็กน้อยพนิดาจึงกดวางสายพร้อมการถอนหายใจแรงๆ และใบหน้าแดงระเรื่อ ดวงตากลมยังจ้องมองมือถือไม่วางตา ทั้งคำพูดและน้ำเสียงแบบนั้นของจิรกฤตทำไมเธอจะไม่รู้ว่านั่นหมายถึงอะไร... ลางสังหรณ์มันกำลังบอกว่า ‘กอด’ ของเขามันไม่ใช่แค่การกอดเฉยๆ อยู่แล้ว


 เฮ้ออออออ เธอคงไม่หัวใจวายตายเร็วๆ นี้ใช่ไหมเนี่ย


Hi Everybody I'm come back... back... back 55555

กลับมาแล้วค่ะทุกคน คิดถึงไรท์กันมั้ยยยยย ไรท์คิดถึงทุกคนนะ ก็เลยมีของมาฝากด้วยแหละ อิอิ เดี๋ยวช่วงเย็นมาเล่นเกมส์เอาของฝากกันเด้อออ ^^

​Next : ตอนที่ 13 มาอัพวันศุกร์ที่ 27 ตุลาคมนะคะ พรุ่งนี้ขออนุญาตไปร่วมงานพระราชพิธีจ้า

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว