ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ไม่ใช่แฟน 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 377k

ความคิดเห็น : 464

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ธ.ค. 2560 01:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ไม่ใช่แฟน 100%
แบบอักษร

-****32-

ไม่ใช่แฟน

[Vee Vivis]



          ผมนั่งอยู่ตรงมุมรับแขกของบ้าน โมเดลของไอ้ยูยังกองอยู่แถวๆ โซฟา ตอนมันเห็นผมมันก็ยิ้มดีใจเหมือนหมาเห็นเจ้าของ คงจะดีใจที่ผมมาช่วยสินะ แต่พอมองไปด้านหลังแล้วพี่ชายผมก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นตกใจ พ่อกับแม่ของมาร์คเดินตามเข้ามาและท้ายสุดคือมัน ผมจำได้ว่าตอนนั้นแม่ผมกำลังล้างจานและพ่อกำลังดูทีวี แต่ตอนนี้โซฟาที่พ่อใช้นอนดูทีวีถูกจับจองด้วยแขกคนสำคัญของบ้าน

          แขกที่ไม่คิดว่าจะมาเยี่ยมบ้าน

          ผมไม่แปลกใจที่คุณหญิงหรือแม่ของมาร์คจะสำรวจบ้านผมด้วยสายตาแบบนั้น และผมก็ไม่แปลกใจเลยที่พ่อของมาร์คหรือนักธุรกิจพันล้านหมื่นล้านจะยิ้มเยาะผมขนาดนี้ บ้านผมไม่ได้ร่ำรวยขนาดที่จะมีห้องแยกมากมายขนาดนั้น บ้านไม่ได้เป็นระเบียบมากมายเพราะเรามีแค่แม่ที่คอยดูแล ไม่มีคนรับใช้คอยเอาน้ำเอาท่ามาให้ ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกแบบที่พวกเขามี ผมรู้ว่าเราต่างกัน แต่จะให้ผมทำอย่างไรในเมื่อผมรักลูกชายของพวกเขาจนจะเป็นจะตายจริงๆ

          “ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ต้อนรับได้ไม่ดีเท่าไหร่” แม่ผมยิ้มตอนที่นั่งลงข้างผม

          “ดิฉันเข้าใจค่ะ ดิฉันอาจจะมาตอนที่ดึกเกินไป” แม่ของมาร์คพูดยิ้มๆ ผมมองไปที่นาฬิกา ตอนนี้สามทุ่มกว่าๆ เป็นเวลาที่ปกติแล้วผมออกไปหาเพื่อน

          “ผมแค่อยากมาดูให้เห็น ไม่ได้อยากมารบกวนอะไร” พ่อของมาร์คว่าแล้วมองมาที่ผม ท่านเป็นคนที่มีสายตาน่ากลัว ดูเหมือนจะนิ่ง ดูเหมือนจะเย็นชา แต่สายตาที่แสดงออกตอนสบตากับผมทุกครั้ง มันบอกผมว่าท่านหวงลูกชายคนเดียวของท่านมากแค่ไหน และตอนนี้ท่านก็ยังไม่ไว้ใจให้ผมดูแลมาร์ค

          “พวกคุณเดินทางมาไกล คงจะเหนื่อย” พ่อผมพูด

          “เหนื่อยกายไม่เท่าเหนื่อยใจหรอกครับ ถ้าคุณได้เห็นแบบที่ผมเห็นคุณคงเหนื่อยไม่น้อยกว่าผมแน่…” คนที่เคยจ้องตาผมขยับตัวเล็กน้อยแล้วพูดออกมา คำพูดของท่านทำให้ผมรู้สึกผิด แต่คงไม่เท่ามาร์คที่ตอนนี้กำลังกำมือเข้าหากัน

          “เรื่องนั้น…ผมขอโทษที่ทำให้ไม่สบายใจครับ” ผมว่าแล้ววางมือทับมือมาร์ค ตั้งแต่ขึ้นรถจนลงรถเราสองคนยังไม่ได้พูดอะไรกัน ผมทำได้มากที่สุดก็มองสบตาเพื่อให้กำลังใจมาร์ค หรือไม่ก็จับมือเพื่อให้มันรู้ว่าผมอยู่ตรงนี้และจะไม่ไปไหน

          “หึ! พวกคุณรู้ใช่ไหมครับว่าเด็กมันมีความสัมพันธ์กันอย่างไร” พ่อของมาร์คเป็นคนถาม

          “ผมไม่รู้ว่าสถาะของวีกับมาร์คมันเรียกว่าอะไร แต่ผมก็พอจะรู้ว่าลูกเขารักกัน”

          “รัก?...อืม…วันนี้ผมฟังคำนี้บ่อยมากเลยนะ” พ่อของมาร์คพยักหน้าขึ้นลงแล้วพูดเบาๆ

          “มาร์คเป็นเด็กน่ารักมากเลยนะคะ ฉันก็ไม่รู้ว่าพวกคุณรู้เรื่องมากแค่ไหน แต่เวลาที่พวกเขาอยู่ด้วยกันมันดูมีความสุขมากเลยค่ะ” แม่ผมพูดแล้วยิ้มออกมา

          “พวกคุณก็รู้ แล้วทำไมไม่ห้าม” พ่อของมาร์คถามเสียงนิ่งๆ ดูเหมือนว่าท่านจะถนัดเรื่องการกดดันมากกว่าที่จะทำตัวให้น่ากลัวไปเลยทีเดียว ตอนนี้ผมรู้สึกกดดันจนเริ่มจะกลัว ผมมองไปที่พ่อกับแม่พวกท่านยังนิ่ง ดูเหมือนว่าแม่ผมจะคิดไม่ถึงว่าเรื่องมันจะเป็นแบบนี้ และพ่อผมเองก็คงจะเพิ่งเข้าใจเช่นกัน

          “ตอนแรกผมก็จะห้ามนะ แต่พอเห็นลูกมีความสุขเวลาอยู่ด้วยกันผมก็ห้ามไม่ได้ ตอนที่ลูกชายผมจะเป็นจะตายเพราะลูกชายคุณนั่นผมยิ่งทำใจห้ามลง” พ่อผมขยับตัวเล็กน้อยและตอบกลับในท่าทางไม่ต่างจากพ่อของมาร์ค ผมมองไปที่พ่อและชั่วครู่หนึ่งเราสบตากัน…พ่อยิ้มให้ผมผ่านทางสายตา

          “บางที…แค่รักก็ไม่พอนะคะ” แม่ของมาร์คพูดขึ้น

          “แม่…”

          “คุณพูดเหมือนกับว่าพวกคุณไม่ได้แต่งงานด้วยความรัก” แม่ผมพูดขึ้นก่อนที่มาร์คจะพูดจบ

          “เพราะดิฉันแต่งงานด้วยความรัก ดิฉันถึงรู้ว่ามันยากแค่ไหนกับการที่มีแค่รักแล้วพ่อแม่ไม่เข้าใจ” แม่ของมาร์คพูดแล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองหน้าพ่อของมาร์ค “ฉันไม่อยากให้ลูกเป็นแบบนั้น”

          “แม่ครับ…” คนที่นั่งอยู่ข้างผมเรียกแม่เบาๆ ท่านมองมาที่เราสองคนแล้วยิ้มให้บางๆ

          “แม่เข้าใจมาร์คแต่แม่ก็เป็นห่วง ดิฉันไม่ได้จะดูถูกนะคะ แต่นี่มันต่างจากบ้านเรามากนะลูก” ท่านหันไปหาแม่ผมเหมือนจะขออนุญาตและหันมาพูดกับมาร์ค

          “แต่ผมอยู่ได้นะแม่ พ่อแม่พี่วีไม่เคยทำให้ผมลำบาก ผมรู้สึกเป็นภาระด้วยซ้ำ”

          “ภาระอะไรกันมาร์ค แม่ไม่เคยคิดแบบนั้นเลยนะลูก” แม่ผมพูดขึ้น

          “พวกท่านดีกับผมจนผมรู้สึกเหมือนคนเห็นแก่ตัว…” มาร์คพูดแล้วปล่อยมือออกจากมือผม “ผมรู้ว่าพ่อกับแม่ไม่มีทางยอมแน่ๆ แต่ผมก็ยังฝืน ผมยังเลือกที่จะรักพี่วีทั้งๆ ที่รู้ว่าตอนจบมันจะเป็นยังไง”

          “มันเป็นยังไงเหรอตอนจบน่ะ” ผมหันไปถามมาร์คที่กำลังสับสน ผมหันไปถามที่เหมือนจะยอมแพ้และพร้อมจะปล่อยมือผม

          “ผมรู้ว่ายังไงเราก็รักกันไม่ได้…” น้องมันว่าพร้อมกับปล่อยน้ำตาที่กลั้นไว้นานออกมา ผมรู้สึกเจ็บจนต้องเงยหน้าขึ้นมองเพดาน รู้สึกแสบร้อนที่หัวตาจนต้องปล่อยน้ำตาออกมาเหมือนกันกับมาร์ค

          “ใครบอกว่ารักไม่ได้!” พ่อผมพูด “ถ้ามีคนหนึ่งคนไม่ยอมให้ลูกรักกัน ก็รู้ไว้ซะว่ามีพ่ออีกคนที่ไม่ยอมให้ลูกเลิกกัน”

          “มาสะ…แม่ไม่อยากมาเห็นลูกร้องไห้แบบนี้นะลูก” แม่ของมาร์คเดินมาหาแล้วโอบเอาลูกชายเข้าแนบอก

          “ผมบอกแม่แล้วไงว่าผมรักพี่วี” เสียงอู้อี้ดังออกมาและผมเองก็ทำได้เพียงแค่ร้องไห้ ทั้งดีใจทั้งเสียใจปะปนกันไปหมด ผมเป็นพี่มัน ผมเป็นคนทำให้มันเจ็บและผมเป็นคนทำให้มันรัก แต่ผมไม่มีปัญญาทำอะไรเพื่อมันเลย

          “แม่รู้…แม่รู้แล้วว่ามาร์คกับวีรักกันแค่ไหน” แม่ของมาร์คมองมาที่ผมหลังจากพูดจบประโยค “แม่หวังว่าวีจะไม่ทำให้มาร์คของแม่เสียใจ”

          “ผมจะไม่ทำอีกครับ”

          “มั่นใจแค่ไหนกับคำพูดของตัวเอง ถ้าลูกฉันเสียน้ำตาเพราะนายอีกนายจะว่ายังไง” พ่อของมาร์คถาม

          “ลูก…” มาร์คผละออกจากอกแม่แล้วมองไปที่พ่อ

          “ทำไม? มีอะไรน่าตกใจเหรอมาสะ ถึงฉันจะไม่ค่อยมีเวลาให้แก ถึงฉันจะไม่ได้คอยโอ๋แกเหมือนคุณหญิงแต่ก็ไม่ได้แปลว่าแกไม่ใช่ลูกฉัน” ท่านพูดยาวๆ พลางจ้องหน้าลูกชาย

          “พ่อ…”

          “หึ! อย่างที่คุณหญิงว่า จะอยู่ด้วยคำว่ารักอย่างเดียวมันก็ลำบากนะ” พ่อของมาร์คขยับตัวเล็กน้อยแล้วพูดออกมา

          “แต่ถ้าคุณไม่ยอมลูกจะเสียใจมากนะคะ” แม่ของมาร์คพูดแล้วหันไปมองสามี

          “ผมก็ไม่รู้นะว่าพวกคุณจะคิดมากไปทำไม นั่นก็ลูกพวกคุณแล้วนั่นก็ลูกผม ผมก็ไม่รู้หรอกว่าพวกเขาจะเจ็บปวดหรือรักกันหวานชื่นแค่ไหน ผมรู้แค่ว่าถ้าเมื่อไหร่ลูกผมเสียใจผมจะปลอบเขา ถ้าเมื่อไหร่เขามีความสุขผมจะมีความสุขไปกับเขา ถ้าเขาอยากได้อะไรแล้วผมหาได้ผมจะให้เขา เพราะเขาคือลูกของผม” พ่อผมพูดและคำพูดนั้นทำให้น้ำตาผมหยุดไหล

          “ฉันคิดเหมือนคุณวิวัฒน์นะคะ” แม่ของมาร์คพูด

          “ผมก็ไม่เคยขัดอะไรมาร์คได้อยู่แล้วนี่…ผมแค่อยากรู้ว่าทำไมมันรักเขามากมายขนาดนั้น”

          “ถ้าพ่อรู้จักพี่วีมากขึ้นพ่อก็จะรู้เอง” มาร์คพูดกับพ่อตัวเอง

          “วันนี้ก็พอจะรู้บ้างแล้วล่ะ” ท่านว่าแล้วลุกขึ้นยืน “วันนี้ขอบคุณมากนะครับ ผมคงต้องขอตัวกลับ พรุ่งนี้มีประชุมสาขาย่อยน่ะครับ” ท่านยื่นมือไปจับกับพ่อผม พ่อผมแค่กระตุกยิ้มหล่อๆ แล้วกระชับมือ

          “คราวหน้าถ้าว่างนานๆ ก็มาได้นะครับ” พ่อผมตอบหลังจากปล่อยมือกันแล้ว

          “ดิฉันต้องขอตัวกลับก่อนนะคะ แม่จะพักที่โรงแรมนะคะมาสะ” แม่ของมาร์คพูดกับแม่ผมแล้วหันมาพูดกับมาร์คยิ้มๆ

          “เดี๋ยว…” มาร์คเรียกก่อนที่พ่อกับแม่จะเดินออกไป “หมายความว่าพ่อกับแม่ยอม…”

          “หึ! สายตาของแฟนแก มันเหมือนกับที่ฉันมองพ่อตาตอนขอแม่แกแต่งงานเลย” ท่านมองหน้าผมตอนพูดประโยคนั้น ตบไหล่มาร์คเบาๆ แล้วหมุนตัวออกไป

          “พี่วี…” เสียงตื่นเต้นแตกต่างจากเมื่อก่อนหน้านี้เอ่ยเรียกผม

          “หืม? ดีใจเหรอ?” ผมถามแล้วเดินเข้าไปหามาร์ค ยิ้มให้คนเป็นอายุน้อยกว่าบางๆ เราจ้องตากันอยู่นานแล้วมาร์คก็ยิ้มตอบผม

          “อืม”

          “โอ้ย~ พอเคลียร์ได้แล้วก็ทำตัวเหมือนอยู่บ้านกันแค่สองคนเลยเนอะ” เสียงยูดังขึ้น ประโยคประชดประชันนั่นเรียกความสนใจจากผมได้พอสมควร ผมละสายตาจากมาร์คไปมองพี่ชาย

          “กูไม่เห็นว่ามึงจะช่วยอะไร” ผมบอกแล้วเดินเข้าไปหาพ่อกับแม่โดยไม่ลืมที่จะดึงมือมาร์คให้เดินตาม

          “น้องครับ กูอุตส่าห์เก็บโมเดลกูออกเพื่อให้มึงโต้วาทีกับว่าที่พ่อตาเลยนะครับ” ยูมันก็ตอบกลับมากวนๆ

          “กูต้องซาบซึ้งไหม?”

          “ต่อช่วยกูให้เสร็จจะดีมาก” พี่ผมว่ายิ้มๆ

          “มึงฝันอยู่เหรอยู”

          “เถียงกันอยู่ได้ ไม่กลัวน้องมาร์ครำคาญเหรอ” แม่ผมถามแล้วพยักหน้าไปทางด้านหลังของผม มาร์คมันยิ้มน้อยๆ ให้แม่แล้วเดินเข้าไปหา

          “แม่ครับ…” มาร์คเดินเข้าไปในอ้อมกอดของแม่ ท่านกอดตอบแล้วลูบหัวเบาๆ

          “ต่อไปนี้มาเป็นลูกแม่อีกคนนะคะ” แม่ผมพูดกับมาร์คพลางส่งยิ้มมาให้ผมด้วย

          “ขอบคุณนะครับ” มาร์คบอกแล้วผละออกมา “คุณพ่อด้วย เพราะคำพูดของคุณพ่อพ่อผมถึงยอม”

          “พ่อหลงรักมาร์คตั้งแต่วันแรกแล้วล่ะ” พ่อเดินเข้ามาลูบหัวมาร์คแล้วพูดเบาๆ แต่คำพูดนั้นมันกลับดังก้องในหัวผม

          “เดี๋ยวนะพ่อ!” เสียงสองเสียงประสานกัน เสียงหนึ่งเป็นเสียงของยูอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงของผม ผมขยับเข้าไปฉุดเอาแขนมาร์คออกมาจากพ่อกับแม่ น้องมันหันมามองงงๆ แต่ผมกลับหันไปจ้องหน้าพ่อ

          “พวกลูกบ้า พ่อหมายถึงเอ็นดู” พ่อบอก

          “พ่อก็ใช้คำให้ถูกหน่อยสิ” ยูว่าแล้วเดินไปหาโมเดลของมัน

          “ไอ้ลูกพวกนี้ พ่อเปลืองพลังงานสมองตั้งแต่คุยกับพ่อเจ้ามาร์คแล้ว คนอะไรน่าหมั่นไส้ขนาดนั้น” พ่อว่าแล้วเดินไปนั่งที่โซฟากับยู

          “พ่อก็…นินทาพ่อเขาให้ลูกเขาได้ยินเลยเหรอ?” แม่ถามขำๆ แล้วดึงมาร์คให้เดินตาม

          “ผมไม่ค่อยสนิทกับพ่อหรอกครับ พ่อไม่ค่อยมีเวลา” ไอ้เด็กตัวสูงพูดขึ้นหงอยๆ

          “ลาออกจากการเป็นลูกนักธุรกิจแล้วมาเป็นลูกพ่อมา แลกกับไอ้วีก็ได้” พ่อลูบหัวมาร์คแล้วพูดปลอบ

          “จะบ้าเหรอพ่อ! มาโยนลูกหล่อๆ ไปให้คนอื่นได้ไง”

          “มึงมั่นหน้าว่ามึงหล่อมากสินะ” ยูพูดแล้วมองผมเอือมๆ

          “ถ้ากูไปจริงจะเสียดาย บอกเลย” ผมพูด

          “แล้วพี่วีก็จะทะเลาะกับพ่อผมทุกวัน” มาร์คว่า

          “ทะเลาะอะไร เขายอมกูแล้วไง” ผมเดินเข้าไปหาคนที่เพิ่งบอกรัก ลูบหัวคนที่นั่งอยู่และมันก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มให้

          “เขายอมให้คบ ไม่ได้ยอมรับมึงสักหน่อย” ยูพูด

          “ยอมให้คบก็เหมือนกับยอมรับป่ะวะ” ผมแย้งแล้วเดินอ้อมไปนั่งข้างมาร์ค

          “มึงควรไปเรียนการใช้ภาษากับพ่ออ่ะวี” ยูบอกแล้วก้มลงสนใจโมเดล

          “เขาไม่ยอมรับก็ค่อยๆ ทำให้เขาเห็นนั่นแหละ” แม่บอกแล้วยิ้มให้ผม

          “ผมก็คิดอย่างนั้นแหละ ขนาดมาร์คผมยังค่อยๆ ทำจนมันรับได้เลย”

          “อะไรทำอะไรรับวะ” ยูเงยหน้าขึ้นมาถาม หน้าหล่อของพี่ชายมองมาที่ผมงงๆ ก่อนจะหันไปยิ้มชั่วให้มาร์ค

          “ต่อโมให้เสร็จสิครับพี่ยู” ไอ้เด็กที่กำลังหน้าร้อนบอกพี่ผมก่อนจะตวัดสายตาดุๆ ขึ้นมามองผม

          “ครับน้องสะใภ้”

          “พี่ยู!”

          “มันก็พูดถูกแล้ว” ผมพาดแขนไปกับพนักโซฟาแล้ววางหัวกับไหล่มาร์ค

          “ทำอะไรของพี่เนี่ย” มันจะขยับออก แต่ผมยึดแขนมันไว้

          “เหนื่อยทั้งวันเลยอ่ะ ขออ้อนหน่อย” ผมส่งสายตาขึ้นไปอ้อน หน้าที่เคยเครียดเมื่อก่อนหน้านี้เริ่มแดง ปากที่เคยเม้มอย่างใช้ความคิดก็กำลังกลั้นยิ้ม

          “ขอโทษนะครับ นั่นพ่อ ข้างๆ นั่นแม่ ส่วนอยู่หน้าพวกมึงเนี่ยพี่” ยูว่า

          “แล้วไงวะ”

          “โอ้ยยย พวกมึงไปเลย กูจะทำงานไม่เสร็จ” มันชี้ขึ้นข้างบน

          “ได้เหรอ? ได้ป่ะแม่” ผมขยับหัวขึ้นแล้วเอียงคอถามแม่

          “ไปเถอะ เดี๋ยวแม่อยู่เป็นเพื่อนพี่เขาอีกหน่อย พวกลูกไปนอนก่อนเลย” แม่ผมบอกแล้วลูบหัวมาร์ค “ฝันดีนะคะ”

          “แม่ก็เหมือนกันนะครับ” มาร์คบอกแม่ยิ้มๆ แล้วลุกขึ้นตามผม

          ผมพาน้องขึ้นมานอน แม้ว่ามันจะยังไม่ดึกหรือยังไม่ถึงเวลานอนของเราแต่ผมก็รู้สึกเหนื่อยและรู้สึกว่ามาร์คควรพักผ่อน คนตัวสูงเดินวนที่ห้องผมหนึ่งรอบแล้วทิ้งตัวลงที่เตียง ตาเรียวรีมองมาที่ผม ผมเองก็กระตุกยิ้มแล้วทิ้งตัวลงนอนข้างมัน

          “มองแบบนั้นหมายความว่ายังไง” ผมถามแล้วตะแคงข้างมองอีกคน

          “ไม่ยังไง…มองแบบนั้นไม่ได้เหรอ?” มันจะมองผมแบบไหนก็ได้ทั้งนั้นแหละ แต่สายตาเมื่อกี้ที่มันมองมามันดูมีความสุขมากกว่าปกติ มากกว่าทุกครั้งที่เคยอยู่ด้วยกัน เหมือนมันสบายใจ เหมือนมันพอใจแล้ว ทั้งๆ ที่เราก็แค่ได้คุยกับพ่อกับแม่ จะให้พูดจริงๆ เรื่องสถานะยังไม่ชัดเจนเลย

          "แลดูมีความสุขเนอะ” ผมว่าอย่างหมั่นเขี้ยว

          “พี่ไม่มีเหรอ?” มันเอียงหน้ามาถาม ผมยิ้มตอบก่อนจะพาดแขนไปที่เอวมันแล้วขยับเข้าไปใกล้ๆ

          “…มาก” ผมกระซิบที่ข้างหูขาวๆ ตอนนี้มันขึ้นสีเป็นสีชมพูไม่ต่างจากแก้มใสๆ ของมัน

          “พี่วี…”

          “หืม?” ผมส่งเสียงในลำคอแล้วเหลือบตาขึ้นมองมาร์ค

          “ขอบคุณนะ” ผมนิ่งหลังจากที่ได้ยินคำนั้น ทั้งสับสน ทั้งตกใจกับคำขอบคุณของคนที่นอนอยู่ข้างๆ “ก็เรื่องวันนี้ไง”

          “กูไหมที่ต้องพูด” ผมยิ้มออกมาน้อยๆ แล้วบอกมัน

          “ไม่รู้สิ ผมแค่อยากขอบคุณที่พี่กลับมา” มาร์คว่าแล้วมองมาที่ผม สายตาน้องมันบอกได้ทุกอย่าง ทุกอย่างที่ผ่านมาและทุกอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป

          “แต่กูขอบคุณที่มึงบอกว่ารักกู” ผมพูดแล้วขยับตัวให้เท่ากันกับมาร์ค “แม่งโคตรมีแรงอ่ะ”

          “เวอร์เหอะ” มาร์คมันว่าเขินๆ แล้วหลบสายตาผม

          “ทำไมไม่สนิทกับพ่อ” ผมถามคนที่นอนอยู่ข้าเมื่อต่างคนต่างเงียบไป

          “พ่อก็ทำแต่งาน มานี่ก็มาประชุม แม่ก็แค่ตามมาเฉยๆ เลยแวะดูผม เราจะสนิทกันได้ยังไง” มาร์คตอบเสียงนิ่งๆ แฝงไปด้วยความเหงาและความน้อยใจ

          “มึงรู้ไหมว่าเขารักมึงมาก” ผมบอกความรู้สึกที่สัมผัสได้จจากพ่อของมาร์ค

          ท่านไม่ได้น่ากลัว ท่านแค่ดูเย็นชาและนิ่งมากกว่าปกติ คำพูดท่านอาจจะดูรุนแรงแต่นั่นก็แฝงไปด้วยความห่วงใยทุกคำ โดยเฉพาะเวลาพูดถึงลูกชายของท่าน ผมสัมผัสได้เลยว่าท่านรักมากแค่ไหน

          “ตอนที่พ่อพูดก่อนจะเดินออกไป...ผมเกือบร้องไห้แหนะ” มาร์คว่าแล้วหันมาหาผม “พ่อไม่เคยพูดอย่างนั้นกับผมมาก่อนเลยนะ ผมเลยกลัวพ่อมาก”

      “ท่านรักมึงมาก เชื่อกู”

          “พี่รู้ได้ยังไง” มาร์คมันก้มลงมาถาม

          “คนที่รักมึง เขาจะดูกันออก” ผมตอบแล้วเงยหน้าขึ้นไปจ้องตามัน

          “พี่วีแม่ง…” มันด่าผมเบาๆ แล้วเอียงหน้าไปอีกทาง

          “อยากฟังอีก” ผมเอ่ยขอแล้วขยับตัวเข้าไปใกล้อีกคน

          “อะไรของพี่” ผมสอดมือเข้าไปใต้คอมาร์คแล้วนอนตะแคงข้างมองหน้าอีกคน ไม่ได้จะกดดัน ผมก็แค่อยากได้ยิน

          “ที่บอกว่ารักกู…ถ้าได้ฟังอีกสักครั้งคงนอนหลับฝันดี” ผมพูดแล้วยิ้มให้มาร์ค

          “วันนี้ผมพูดบ่อยกว่าพี่อีกนะ” มันว่าแล้วหันกลับมามองผม พอดีกับที่ผมผงกหัวขึ้นมองมัน นั่นเป็นจังหวะที่ทำให้ห้าเราใกล้กัน ตาเรามองกัน จมูกเฉียดกันเล็กน้อยและริมฝีปากอยู่ตรงกัน ผมจ้องเข้าไปในตาอีกคน ถ่ายทอดทุกความรู้สึกของผมให้มาร์คได้รู้

          “รักมาร์ค…” แก้มมาร์คแดงและตาสวยนั่นพยายามเบือนหลบผม “ได้ยินไหม? พี่รักมาร์ค”

          ผมค่อยๆ ทาบริมฝีปากลงกับเรียวปากสวยด้านล่าง มาร์คเองก็เผยอปากรับจูบผม เราดูดริมฝีปากกันเบาๆ แล้วผมก็แนบปากลงจนชิด ละเลียดเล็มขอบปากสวยและปลายลิ้นหวานๆ ของคนที่นอนอยู่ด้านล่าง มาร์คสอดมือเข้าที่กลุ่มผมของผมแล้วขยุ้มเบาๆ ผมเองก็สอดลิ้นไปควานหาความหวานในโพรงปากสวย เราค่อยๆ ป้อนความหวานให้กันจนครางอื้ออึง

          “อือ…” ผมลืมตามองคนที่ร้องขออากาศ จูบเรียวปากสวยอีกครั้งแล้วถอนออกมาอย่างเสียดาย

          “จูบยังไม่ถึงห้านาทีเลย” ผมว่าทั้งๆ ที่ยังไม่ขยับไปไหน

          “จะจูบจนผมตายเลยหรือไง” น้องมันว่าพลางยกมือขึ้นเช็ดน้ำลาย ผมยิ้มขำๆ แล้วจูบทับมือที่วางอยู่มุมปากมัน

          “จะจูบจนกว่าจะรักเลย” ผมว่าหลังจากผละออก

          “…รักตั้งนานแล้วเถอะ”

          “อะไรนะ?” ผมทวนถามแล้วจ้องมาร์ค เมื่อได้ยินคำบอกรักที่อุบอิบในลำคอ น้องมันมองมาที่ผมก่อนผลักผมออกแล้วค่อยๆ หลบตา

          “จะอะไรนักหนาวะ” มันบ่นเบาๆ แต่ผมกลับไม่รู้สึกรำคาญหรือน้อยใจอะไร เพราะผมรู้ว่ามันบ่นเพราะเขินผม

          “มาร์ค…” ผมส่งเสียงอ้อน “ตอนนั้นยังพูดได้ชัดๆ ได้เลย” ผมว่าแล้วนอนคว่ำ เท้าแขนกับที่นอน วางคางลงที่มือตัวเองแล้วมองหน้ามัน

          “สายตาพี่แม่ง…”

          “ถ้าไม่พูดกูจะจ้องมึงให้ละลายเลย” ผมว่าแล้วมองตามาร์ค ตาเรียวสวยนั่นก็กำลังมองตอบผม เราจ้องกันอยู่สักพักน้องมันเป็นคนหลบตา

          “พอแล้ว…”

          “หืม?” ผมส่งเสียงในลำคออีกครั้ง มาร์คหันกลับมามองผมก่อนที่เรียวแขนนั่นจะค่อยๆ โอบรอบคอผม ตาสวยจ้องเข้ามาในตาผมอีกครั้ง บอกผมทุกความรู้สึกตอนนี้ ทั้งเขิน ทั้งประหม่า

          “รักพี่วี…” เสียงแหบเอ่ยออกมาช้าๆ แต่หัวใจผมกลับเต้นระรัว “มาร์ครักพี่วี”

          มาร์ครั้งคอผมเข้าหาและเราก็จูบกันอีกครั้ง ครั้งนี้คนอายุน้อยกว่าเป็นเริ่ม เรียวลิ้นชื้นๆ ที่หยอกล้อกับลิ้นผมมันทำให้ผมเบลอไปชั่วขณะ มาร์คเก่งและผมเองก็ไม่ยอมแพ้ เราแลกลิ้นกันอยู่นานและผมเองเป็นคนผละออก

          “จะจูบจนกูตายเลยหรือไง” ผมพูดทวนสิ่งที่มันเคยพูดไว้เมื่อไม่นาน แก้มใสนั่นแดงขึ้นก่อนจะอมยิ้มเขินๆ

          “จะจูบจนกว่าจะรักเลย” ผมหัวเราะแล้วทิ้งตัวลงบนเตียง ขยับเข้าไปใกล้กล้ามแขนสวยแล้วกระซิบข้างหูขาวๆ

          “รักแล้ว…รักมากๆ แล้วครับ” ผมตอบทันทีที่มาร์คพูดจบ คนเป็นเด็กก็ยิ้มน้อยๆ ผมรู้ว่ามันไม่สามารถซ่อนความเขินได้ เพราะผมเองก็รู้สึกเขินไม่ต่างจากมัน ผมก็ไม่ได้อยากจะแกล้งมาร์คหรอก แต่จะให้ผมทำยังไง ในเมื่อผมมีความสุขมากๆ เลยตอนที่ผมเห็นมันเขิน

          “พี่วี…” เด็กน้อยของผมเอ่ยเรียกเบาๆ เรียกเพราะไม่รู้จะพูดอะไร หรือที่คนทั่วไปเขาบอกว่ามันคืออาการเรียกชื่อแก้เขิน

          “เป็นแฟนกันได้ยัง?” ผมถามตอนที่มันหันมาทางผม มาร์คสะดุดไปเล็กน้อยแล้วมองผมเหมือนใช้ความคิด

          “ไม่อยากเป็นแฟน” มาร์คตอบ ผมมองมันงงๆ แล้วมันก็ยิ้มให้ “อยากเป็นทุกอย่างที่มากกว่าแฟน”

          “อะไรบ้างล่ะที่มากกว่าแฟน” ผมถามแล้วมองคนตรงหน้า

          “อะไรล่ะ?” อยากจะเอาเสียงอ่อยๆ ของมันตอนนี้ไปทิ้งไกลๆ จริงๆ เลย ผมอดทนแล้วนะ อดทนมากแล้วนะ

          “อ่อยว่ะมาร์ค” ผมว่ามันแก้เขิน

          “ไม่เอา?”

          “ให้เอา?”

          “พี่แม่ง…”

          ผมขำน้อยๆ เมื่อเห็นมันทำอะไรไม่ถูก ผมอยากกอดมันใจจะขาดแต่คนเราก็ต้องเล่นตัวกันหน่อย เวลาผ่านไปสักพักคนที่นอนอยู่ข้างๆ พลิกตัวขึ้นคร่อมทับผม ตาเรียวรีมองมาที่ตาผม มุมปากสวยนั่นกระตุกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ผมสบสายตากับดวงตาที่พยายามจะสื่อความหมายนั่นแล้วใจก็เต้นระรัว

          “มะ…มึงจะทำอะไร”

          “ทำอะไรก็ได้…ที่มากกว่าแฟน”

#กลรักวีมาร์ค

อยู่ระหว่างการทำเล่มและตรวจคำผิด แป้งจึงจะทยอยลงตอนที่ตรวจคำผิดแล้วเรื่อยๆ นะคะ

สามารถสั่งจองหนังสือได้ที่

เพจเฟซบุ๊ก : faddist

ทวีตเตอร์ : @pflhzt

Line ID : @hzn1709t

ความคิดเห็น