เป็นกำลังใจให้เทคด้วยน้าาาา เทคจะได้มีแรงอัพพพพพ >3<

ราตรีที่ 11 เจ้าเป็นคนของข้า

ชื่อตอน : ราตรีที่ 11 เจ้าเป็นคนของข้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.9k

ความคิดเห็น : 31

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ต.ค. 2560 07:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 11 เจ้าเป็นคนของข้า
แบบอักษร

ราตรีที่ 11 เจ้าเป็นคนของข้า

ในวันต่อมา...เรื่องการลอบสังหารองค์ชายใหญ่เป็นข่าวแพร่ดังไปทั่วทั้งวังหลวง จิ้นเหลี่ยงหลงป่าวประกาศให้หาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ หลายวันหลังจากนั้นก็ไม่อาจสาวถึงมือผู้บงการได้ จึงคิดได้ว่าอาจเป็นพวกโจรป่าหรือไม่ก็คนจากต่างแคว้นที่มาสร้างความวุ่นวาย

ไฉนเลยจะรู้ว่าผู้อยู่เบื้องหลังนั้นเป็นคนของพระสนมกุ้ยเฟย...นางคิดการใหญ่คิดกำจัดเสี้ยนหนามให้หมดสิ้น พระสนมกุ้ยเฟยนั้นมาจากคนของตระกูลหวัง เมื่อครั้งอดีตตระกูลหวังเรียกได้ว่ายิ่งใหญ่ เป็นผู้กุมอำนาจทั้งหมดภายในวังหลวงที่แท้จริง แต่ยิ่งนานวันเข้าความเหิมเกริมในลาภยศทำให้ตระกูลหวังเป็นอันต้องล่าถอย ถึงกระนั้นก็ยังคงเคลื่อนไหวอย่างเงียบๆ เพื่อรอคอยวันที่ต้นตระกูลจะฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ตระกูลหวังนับได้ว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากับตระกูลอี่ว์ ราวกับว่าสวรรค์กลั่นแกล้ง หรือโชคชะตาอาจเล่นตลก ทำให้ทายาททั้งสองต่างมาเป็นพระสนมของฮ่องเต้

ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่

ทุกการเคลื่อนไหวของแต่ละคนต่างถูกสดแนมตั้งแต่ครั้งแรก เพียงแค่ว่าใครจะถือไพ่เหนือกว่ากันก็เท่านั้น

ผู้เป็นเสี้ยนหนามอีกหนึ่งนอกจากคนของตระกูลอี่ว์แล้ว ก็ยังมีฮองเฮาและองค์ชายใหญ่...หากหย่งชางได้ขึ้นเป็นรัชทายาท ความหวังในการฟื้นฟูตระกูลก็ล่มสลาย พระสนมกุ้ยเฟยไม่อาจทนได้ นางจึงจำเป็นต้องสั่งให้คนคอยลอบสังหารองค์ชายใหญ่ตั้งแต่ครั้งยังเยาว์ น่าเสียดายยิ่งนักที่แผนการล้มเหลว หย่งชางนอกจากจะไม่ตายแล้วยังอยู่เป็นเสี้ยนหนามคอยทิ่มแทง

ศักดิ์ของนางนั้นเป็นเพียงแค่พระชายารองก็จริงอยู่ ทว่ายามที่นางได้คลอดโอรส ความหวังทุกอย่างจึงตกไปอยู่ที่เหยียนอี้ นางอบรมบ่มนิสัย คอยสั่งสอนให้เหยียนอี้กลายเป็นฮ่องเต้ในอนาคต เขาไม่เคยทำให้นางผิดหวัง ไม่เหมือนกับองค์ชายใหญ่ที่ไม่สนใจบ้านเมือง ถึงอย่างไรก็ยังไม่ไว้วางใจ ต่อให้หย่งชางไม่มีประโยชน์ก็ไม่มีอะไรมารับประกันว่าอีกฝ่ายจะไม่ลุกมาต่อต้านยามที่เหยียนอี้นั้นได้ขึ้นเป็นรัชทายาท หนทางที่ดีคือต้องกำจัด รวมกระทั่ง...ฮองเฮาด้วยเช่นกัน

อำนาจนั้นซื้อได้ทุกอย่างแม้กระทั่งคนใกล้ชิด การลอบสังหารองค์ชายใหญ่ถูกขัดขวางก็จริงอยู่ แต่การลอบสังหารฮองเฮานั้นไม่ได้ยาก

“ทูลพระสนมกุ้ยเฟย พระวรกายของฮองเฮาค่อยๆ ทรุดลงพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยนั้นแอบใส่ยาในพระถ้วยชา เพียงไม่นานฮองเฮาต้องสิ้นลมหายใจแน่แท้พ่ะย่ะค่ะ”

ขันทีเว่ย...ทูลตามความจริง

ลี่อิงยกยิ้มอย่างพึงใจ

ขันถีเว่ยนั้นเป็นคนของฮองเฮา แต่นั่นมันก็เป็นแค่อดีต ปัจจุบันขันทีเว่ยนั้นเป็นคนของนาง นางใช้กลอุบายหลอกล่อให้ขันถีเว่ยมาเป็นพวกพ้อง มันไม่ยากที่จะดึงคนมาเข้าพวก ในเมื่อองค์ชายใหญ่เป็นเช่นนั้น ทำตัวเสเพล ฮองเฮานั้นถึงจะอยู่ในตำแหน่งสูงส่งแต่ก็ไร้ซึ่งอำนาจ หากเหยียนอี้ได้ขึ้นเป็นรัชทายาท ไหนจะมีตระกูลหวังหนุนหลังอยู่ นางไม่แปลกใจที่คนอ่อนแอจะหาที่พักพิง

นางโบกมือเป็นสัญญาณ บ่งบอกว่าให้ขันถีเว่ยออกไปได้แล้ว ขันถีเว่ยโน้มตัวพลางประสานมือครั้งหนึ่งก่อนจะก้าวเท้าถอยหลัง

ภายในห้องจึงเหลือเพียงแค่พระสนมกุ้ยเฟย นางกำนัลสองคนที่เป็นคนรับใช้ กับอีกหนึ่งที่อยู่ด้านหลังม่าน แอบซ่อนตัวไม่ให้คนนอกได้เห็น เหล่านางกำนัลทั้งสองต่างรู้งาน พวกนางออกไปจากห้องโดยที่พระสนมกุ้ยเฟยไม่ได้สั่ง ยามที่เหลือกันเพียงสองคนแล้วจึงได้ออกมา

“พระสนม”

ผู้นั้นคือ...ปิงปิง

ขันถีที่อยู่ข้างกายองค์ชายหย่งชาง ภายนอกนั้นเขาเป็นเพียงขันถีที่อ่อนแอ ทว่าใครเล่าจะล่วงรู้ว่าเป็นหนึ่งในมือสังหาร ที่เอาไว้จับตามององค์ชายหย่งชางโดยเฉพาะ รอถึงเวลาอันสมควร เขาผู้นี้จะเป็นคนสังหารกับมือ

“จับตาดูทั้งคู่เอาไว้ อย่าให้คลาด ข้าไม่ไว้ใจ”

“พ่ะย่ะค่ะ”

ปิงปิงน้อมรับคำสั่ง เขาก้าวเท้าเข้าไปในเงามืดอีกครั้ง

ในวันที่ผู้ร้ายบุกเข้าวังหลวง ฉิงเฟิ่งนั้นถูกไต่สวนอยู่หลายชั่วยาม กว่าจะถูกปล่อยตัวออกมาก็ฟ้ามืดแล้ว ถึงเขาจะเป็นผู้บริสุทธิ์ ไฉนเลยคนอื่นจะเชื่อเช่นนั้น กระบวนการยุติธรรมจำเป็นต้องไต่สวนเพื่อหาความจริง องค์ฮ่องเต้นั้นได้กำชับอย่างหนักต้องหาตัวคนร้ายมาลงโทษ

ข่าวลือเกี่ยวกับองค์ชายใหญ่เพิ่งหมดไปหมาดๆ ก็มีข่าวลือขึ้นอีกระรอกหนึ่ง ทั้งหมดล้วนเป็นตัวฉิงเฟิ่งเองทั้งนั้น ครั้งนี้อาจโชคดีหน่อยที่ข่าวลือนั้นไม่ได้กล่าวไปในทางเสียๆ หาย แต่พูดถึงความโชคดีของฉิงเฟิ่งเสียมากกว่า หากในครานั้นไม่ได้องค์ชายใหญ่มาช่วยคงกลายเป็นผีเฝ้าวังหลวงไปนานแล้ว

บุญคุณต้องตอบแทน ความแค้นต้องชำระ

และด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องมานั่งคุกเข่าอยู่ในตำหนักขององค์ชายใหญ่ เขารู้สึกว่าตัวเองนั้นเป็นหมูตากแห้ง อีกไม่นานก็คงจะถูกแดดเผาจนสุก

กว่าครึ่งค่อนวันองค์ชายใหญ่จึงเสด็จลงมาจากตำหนัก ฉิงเฟิ่งไม่กล้าเงยหน้าจึงเอาแต่ก้มหน้าต่ำมองพื้น คิดอยู่ว่าเห็นทีคราวนี้คงไม่พ้นเรื่องถูกกลั่นแกล้งอีกแน่ ครั้งก่อนก็ทีหนึ่งแล้ว คิดว่าองค์ชายใหญ่เป็นโจรถึงได้พลีพลาม คนมันไม่รู้ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่รู้ ฉิงเฟิ่งไม่เคยเห็นพระพักตร์ที่แท้จริง ได้ยินแค่ชื่อเสียงเรียงนามในด้านไม่ดีเท่านั้น แล้วจะให้เขารับรู้ได้เยี่ยงไรว่าคนที่ทำตัวเหมือนแมวขโมยเป็นถึงโอรสของฮ่องเต้

“คารวะองค์ชายใหญ่พ่ะย่ะค่ะ”

ไร้ซึ่งคำตอบ ฉิงเฟิ่งได้ยินแต่เสียงครางอื้อในลำคอ กระทั่งเสียงก็ยังทำให้เขาอกสั่นขวัญแขวนไม่หาย เหตุใดเล่าบรรยากาศรอบด้านถึงได้ดูอึดอัดพิกล

หย่งชางนั้นเป็นถึงโอรสสวรรค์ ถ้าจะให้พูดก็คงเป็นคนละระดับ แทบไม่มีทางเลยที่คนอย่างเขาจะมาบรรจบพบหน้า ฉิงเฟิ่งยังคิดถึงต้นตอไม่ออก เขาแค่นึกคุ้นหน้าเท่านั้น แต่นึกอย่างไรก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดีว่าเคยพบกันเมื่อใด ครั้นพออยากใช้ความคิดกลับถูกนิ้วมือผู้เป็นโอรสฮ่องเต้บีบแก้มขวาอย่างจัง

“โอ๊ย!”

ผู้ถูกกลั่นแกล้งร้องโอ๊ยดัง เขาเจ็บจนน้ำตาเล็ด จนต้องเงยหน้าขึ้นมองผู้กระทำ ไม่นานก็ต้องก้มหน้ามองพื้นอีกครั้ง นึกกลัวว่าคราวนี้จะต้องถูกประหารแน่

หย่งชางมองทหารร่างอ้วนตรงหน้า ปกติแล้วเขาก็หาใช่คนนี้เช่นนี้ สิ่งที่ชอบคือของสวยงาม หญิงงามหรือชายงาม ส่วนฉิงเฟิ่งนั้นเป็นของแปลกที่เขาเพิ่งค้นพบ ครั้งแรกที่พบหน้าก็กล้าต่อว่าสั่งสอนเรื่องที่เขาเอาของกินทิ้ง จะไม่ให้ทิ้งได้อย่างไรในเมื่อในสายตาของเขามันก็เหมือนกับอาหารหมูไม่ใช่อาหารคน ครั้งที่สองก็กล้ากล่าวหาว่าเป็นโจร ถึงจะทึ่มขนาดไหนแต่ถึงขนาดไม่รู้จักหน้าองค์ชายใหญ่เนี่ยนะ!

บ่อยครั้งที่เขามักถูกทหารจับได้เรื่องการลอบหนีออกจากวัง แต่ทุกครั้งก็ไม่มีใครกล้าคิดหือ แค่เห็นหน้าเขาคนพวกนั้นก็พร้อมใจกันทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ส่วนครั้งที่สามก็กล้ามาสั่งสอนเขาจต่อหน้าทหารนับสิบ เจ้าหมูตัวนี้ช่างไม่กลัวตายนัก คิดว่าตัวเองเป็นใครกันแน่ถึงได้กล้ามาต่อกร อันที่จริงน่าจับเอาไปประหารตั้งแต่ลบหลู่เบื้องสูง

“นี่แก้มเจ้าหรือก้อนแป้งกันแน่”

หย่งชางนึกสงสัยตั้งแต่เห็นครั้งแรก เขาอดไม่ได้ที่จะสัมผัสแก้มนุ่มนั่นกับมือ

ครั้งหนึ่งในวัยเยาว์...

วัยเด็กนั้นช่างแตกต่างจากปัจจุบัน เพราะเกิดเป็นองค์ชายใหญ่ ความหวังของเสด็จแม่และเสด็จพ่อจึงตกมาอยู่ที่เขา ทุกวันต้องเคร่งขรึมกับการอ่านหนังสือ ถูกจับคัดลายมือเป็นร้อยๆ หน้า ถูกให้ท่องตำราทั้งวันทั้งคืน สิ่งที่เป็นของเล่นในวัยเด็กนั้นมีเพียงแค่การนั่งอยู่กับที่หลายชั่วยาม ไร้ซึ่งอิสระ เขาถูกวางตัวให้เป็นรัชทายาทตั้งแต่เกิด ย่อมแตกต่างจากคนทั่วไป

ความใกล้ชิดของเหล่าพระสนมเป็นเพียงแค่ฉากบังหน้า ในขณะนั้นเขายังเด็กเกินไปที่จะปีกล้าขาแข็ง ยามที่ต้องเผชิญหน้ากับพระสนมกุ้ยเฟยหรือพระสนมซู่เฟยมีลำพัง พวกนางนั้นจะทำร่องรอยความเจ็บแปลบเล็กๆ บนล่างโดยที่ผู้อื่นไม่รู้แม้จะอยู่ต่อหน้าพระพักตร์เสด็จพ่อ

อ้อมกอดที่เต็มไปด้วยเล็บของสตรี

แววตาที่แฝงไปด้วยความร้ายกาจซ่อนเอาไว้ภายใต้รอยยิ้มงดงาม

ช่างน่าขันยิ่งนัก...

ถ้าจำไม่ผิดคงเมื่อตอนอายุได้สิบเอ็ดพรรษา มีครั้งหนึ่งที่เขาได้เห็นคนตายครั้งแรก ในปีนั้นเสด็จพ่อได้ลอบออกไปเยี่ยมเยียนราษฎรเพื่อถามทุกข์สุขดิบ ในเมืองหลวงไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าองค์ฮ่องเต้เสด็จมาเยือน ต่างคนต่างทำมาหากินเดินให้ขวักไขว่เป็นปกติราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น สิ่งที่หย่งชางได้เห็นครั้งแรกคือความอุดมสมบูรณ์ของเมืองหลวง ผู้คนต่างพากันยิ้มแย้มแจ่มใส

ความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็กทำให้เขาพลาดพลั้งก้าวหลงทางชั่วขณะหนึ่ง เรียกได้ว่าก้าวพลาดก็คงไม่ถูกนัก เขาถูกผลักให้ล้มลงกับพื้นจนเดินตามเสด็จพ่อไม่ทัน เพราะเป็นแค่เด็กจึงทำให้คนรอบด้านไม่รู้ตัว ยิ่งอยู่ในชุดธรรมดาแล้วก็ยิ่งไม่มีใครรู้ว่าตรงหน้าพวกเขาคือว่าที่องค์รัชทายาท เสี้ยวขณะที่กำลังจะลุกขึ้นวิ่งตามกลับเห็นแสงเงาของกระบี่ด้ามยาว จนต้องลนลานหนีหัวซุกหัวซุนเพื่อเอาชีวิตรอด

หย่งชางได้หนีไปทางตรอกมืด เพื่อหวังว่ามันจะสามารถช่วยบดบังความตายเอาไว้ได้ ทว่ากลับเป็นเขาที่คิดผิด เด็กย่อมแพ้ผู้ใหญ่อยู่วันยังค่ำ เขาถูกไล่ลาจากคนที่แต่งตัวราวกับชาวบ้านคนหนึ่ง สายตานั้นมีแต่ความมุ่งร้ายหมายเอาชีวิต

ช่วงจังหวะที่คิดว่าตนเองนั้นจะต้องตายแน่แล้วก็ปิดตาสนิท น่าแปลกที่ในเวลานั้นกลับไม่ได้รู้สึกถึงความเจ็บเลยสักนิด ครั้นพอลืมตาขึ้นมาดูอีกครั้งก็พบว่ามีร่างหนึ่งบดบังความเจ็บนั้นให้เขาอยู่

‘เจ้าหนู เป็นเช่นไรบ้าง’

น้ำเสียงนั้นดูเป็นห่วง ชายแปลกหน้าที่แต่งตัวเป็นขอทาน สวมใส่เสื้อผ้าสกปรกมอมแมม ใบหน้ามีหนวดเครารุงรังทว่ากลับมีแววตาที่ดูใจดี

‘เจ้าหนู รีบหนีไปซะ’

ชายผู้นั้นเอ่ยอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ยังเป็นห่วงเช่นเดิม

ชั่วอึดใจหนึ่งที่ผู้ร้ายดึงกระบี่ออก จนเลือดไหลนองลงพื้น มันกำลังตั้งท่าจะทำร้ายชายผู้นี้อีกครั้งก็ต้องหยุดมือลงเมื่อเห็นว่ามีคนกลุ่มหนึ่งวิ่งมาไม่ไกลนัก มันกระโดดหายไปอีกทิศทาง

ทหารที่วิ่งตามมาจากด้านหลังกลับเข้าใจผิด คิดว่าเขาจะโดนทำร้ายจึงพากันกรูเข้าจับผู้มีบุญคุณ ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนไม่อาจทันตั้งตัว ได้ยินแต่เสียงเสด็จพ่อสั่งเด็ดขาดให้จับขอทานไปเข้าคุก เขาร่ำร้องขอความเป็นธรรม ร่ำไห้ตามประสาเมื่อผู้ใหญ่ไม่ยอมรับฟัง

ท้ายที่สุดแล้วก็ช่วยเขาไม่ได้...ขอทานผู้นั้นถูกประหารในอีกไม่กี่วันต่อมา

“องค์ชาย!...องค์ชาย ข้าน้อย...”

ฉิงเฟิ่งน้ำตาเล็ด ริมฝีปากอวบขมเม้มกันแน่นกลั้นเสียงร้อง

หย่งชางหยุดความคิดตัวเองลงในชั่วขณะ เขามองคนผู้นี้แล้วทำให้นึกถึงขอทานที่พานพบเมื่อนานมาแล้ว

“เจ้าหมูโง่”

เป็นฉิงเฟิ่งที่โง่หรือเขาที่โง่กันแน่

หย่งชางหยุดมือ เขาละตัวออกห่างเพียงนิด สะบัดชายแขนเสื้อครั้งหนึ่ง ลั่นวาจาดั่งราชโองการสวรรค์

“นับแต่นี้ เจ้าเป็นคนของข้า”

ฉิงเฟิ่งเป็นคนโง่มาแต่ไหนแต่ไร...เขามักถูกบอกว่าตัวเองนั้นช่างซื่อบื้อแต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าจะซื่อบื้อถึงขนาดมาอยู่ข้างองค์ชายใหญ่

ในวังหลวงนั้นแบ่งฟักแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน ส่วนใหญ่จะอยู่ข้างองค์ชายรองหรือไม่ก็องค์ชายสาม ข่าวลือสะพัดต่างพูดเป็นเสียงเดียวว่าช่างน่าสงสารฉิงเฟิ่งที่ดันจับพลัดจับพลูไปเป็นของเล่นขององค์ชายไม่เอาความผู้นี้ แน่นอนว่าข่าวลือนั้นเป็นเพียงแค่ข่าวลือระดับชนชั้นล่าง ไม่มีทางที่คนชนชั้นบนจะได้รับรู้ ไม่อย่างนั้นหากเกิดรู้ขึ้นมาแล้วล่ะก็คงได้ถูกประหารกันเก้าชั่วโคตรเป็นแน่

สามวันให้หลังจากที่องค์ชายหย่งชางตรัสคำนั้นออกมาก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดอีก ฉิงเฟิ่งยังคงทำหน้าที่ปกติสุขเหมือนอย่างเดิม จะมีก็แค่เหล่าทหารที่มักชอบถามโน่นถามนี่จนบางครั้งก็นึกรำคาญพอดู

ฉิงเฟิ่งเข้าเวรในตอนดึก หลังจากที่ผลัดเวรเสร็จก็คิดว่าจะกลับมานอนให้อิ่มหนำสำราญ เขาเปลี่ยนอาภรณ์เป็นชุดสีเข้มสบายๆ ร่างอ้วนลุกขึ้นเตียงพร้อมห่มผ้าหลับตาพริ้มด้วยความอิ่มเอม หลายวันแล้วที่เขาต้องนอนไม่เต็มอิ่มเพราะเกิดเรื่องมากมายจนทำให้ชีวิตประจำวันที่สงบสุขต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย

ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงเคาะประตูดังสามครั้ง ทำให้คนที่กำลังเคลิ้มหลับสะดุ้งตัวตื่น ฉิงเฟิ่งงัวเงียยังไม่อยากลุก

“ทหารฉิงเฟิ่ง องค์ชายหย่งชางเรียกให้เข้าเฝ้า”

ครั้นพอได้ยินชื่อองค์ชายใหญ่ก็ทำให้ร่างอ้วนดีดตัวลุกขึ้นอัตโนมัติ เขารีบกุลีกุจอเดินไปเปิดประตูก็พบว่าเป็นทหารที่ยศสูงกว่าผู้หนึ่งที่มาตาม

ยังไม่ทันที่จะแต่งตัวดีก็ถูกลากออกจากห้อง โดยที่บอกว่าไม่มีเวลาแล้ว ฉิงเฟิ่งจึงต้องวิ่งตามอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เอามือปิดอาภรณ์ตัวเองเอาไว้ไม่ให้ทหารผู้อื่นเห็นเรือนร่างที่อ้วนทุ้ย

ตำหนักขององค์ชายสามนั้นอยู่ไม่ไกลเท่าใดนัก รอบด้านนั้นดูเรียบง่ายแต่ก็ถูกประดับตกแต่งเอาไว้อย่างสวยหรู จนบางครั้งเผลอที่จะมอง เมื่อก้าวมาถึงด้านในก็พบว่ามันงดงามยิ่งกว่า เกิดมาทั้งชีวิตก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้เข้ามาเยือนในสถานที่ที่เหมือนวิมานบนสวรรค์ จนกระทั่งมาถึงห้องบรรทม

“ฉิงเฟิ่งมาแล้วมาแล้วพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย”

ทหารผู้นั้นโค้งตัวคารวะ ด้านหน้าคือผ้าม่านที่เอาไว้ปิดเตียง ไม่ให้คนด้านนอกได้เห็น เพียงไม่นานผ้าม่านสีทองก็ถูกแยกออกเผยให้เห็นด้านในชัดเจน

ฉิงเฟิ่งเบิกตาโผลงยามที่เห็นว่าคนบนเตียงนั้นเปล่าเปลือย


------

TAKE

เอาง่ายๆ รอบตัวหย่งชางนั้นไม่มีใครเป็นมิตรเลย นางยังต้องเจออุปสรรค์อีกนานับประการ ถามว่านางรักปิงปิงไหม? คือนางไม่ได้รักนะ แค่แบบ...เหมือนแค่เป็นคนสนิทเฉยๆ อะ ระหว่างพวกเขามีอดีตร่วมกันอยู่ ปิงปิงก็มีอดีตเหมือนกัน แต่ก็เป็นแค่ตัวประกอบไม่ใช่ตัวหลัก เป็นแค่คนหนึ่งที่ทำให้หย่งชางเติบโต เทคถึงไม่ให้ความสำคัญกับปิงปิงเท่าไหร่นัก

และ...หลังจากแต่งตอนนี้จบ เทคจะหยุดอัพหนึ่งอาทิตย์นะจ๊ะ เพื่อเป็นเกียติให้แก่คนที่พวกเรารัก

ความคิดเห็น