ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ความมั่นใจ 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 364.2k

ความคิดเห็น : 558

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ธ.ค. 2560 00:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความมั่นใจ 100%
แบบอักษร

-****31-

ความมั่นใจ

[Mark Masa]



          ผมไม่เดินออกจากร้านตัดผมโดยมีพี่วีเดินนำหน้า ก็พอจะรู้อยู่ว่าพี่เขาอารมณ์ไม่ดี แต่มันใช่เหรอกับการที่เดินไม่รอผมแบบนี้ คนข้างหน้าก้าวฉับๆ อย่างกับมาคนเดียว ไอ้ผมเองก็เดินตามเขาต้อยๆ อย่างกับตามง้อใครสักคนซึ่งมันไม่ควรเป็นแบบนั้น

          คนที่ชื่อทิวอะไรนั่นผมก็เพิ่งรู้จักวันนี้ เพิ่งเจอเขาเมื่อกี้และคุยกับเขาไปแค่ไม่กี่คำ ผมรู้ว่าพี่วีเป็นคนขี้หวงเพราะเขาเองก็ชอบบอกและชอบแสดงออกแบบนั้น ช่วงนี้พี่วีชอบเรียกร้องความสนใจและผมเองก็สนใจพี่มันมากๆ ด้วย ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนหน้านี้ผมขับรถออกจากเซนทรัลแล้วแท้ๆ เพียงแค่เขาบอกว่าจะมาหา เพียงแค่นั้นผมก็กลับรถแล้วมายืนอยู่ที่เดิม

          “พี่วี…” ผมลองเรียกคนที่เดินนำเบาๆ ตั้งแต่ออกจากร้านหรือแม้แต่อยู่ในร้านผมเองยังไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ

          “อะไร” เสียงหงุดหงิดตอบกลับมา ทำให้ผมเริ่มรู้สึกหงุดหงิดตามเล็กน้อย

          “เป็นอะไร” เสียงมันก็เริ่มแข็งขึ้นตามอารมณ์ แต่ก็ไม่รู้ว่าคนตรงหน้าเขาจะรับรู้หรือเปล่า

          “ก็มึงอ่ะ” พี่มันหมุนตัวกลับมาแล้วพูดออกมาแค่นั้น

          “ผมอะไร” ผมถามแล้วเดินเข้าไปหา

          “มึงคุยกับมัน”

          “พี่ก็คุยกับพี่คนนั้น” ผมว่ากลับ นึกถึงรอยยิ้มแบบเต็มปาก สายตายินดีตอนพี่วีเจอกับพี่เต้ยแล้วรู้สึกหงุดหงิดแปลกๆ

          “ก็พี่กู เขาเคยทำผมให้กูตอนประกวด” คนตรงหน้าตอบกลับ

          “คนนั้นเขาก็มาทัก จะให้ทำไงอ่ะ ก็ไม่ได้อยากคุยป่ะวะ” ผมตอบกลับแบบไม่พอใจไม่ต่างจากพี่วี

          “ทีหลังไม่อยากคุยก็บอกไปสิว่ามากับแฟน”

          “แฟน?” ผมเลิกคิ้วขึ้นถามพี่มัน

          “แม่ง…” คนหล่อก้มหน้าลงบถเบาๆ “เป็นแฟนกับกูก็จบ” ถึงแม้ว่าพี่มันจะพูดเบาแค่ไหนนแต่ผมก็ยังได้ยิน

          “พี่วี” ผมเรียกคนตรงหน้าเสียงเข้ม

          “ทำไม? มึงกับกูมันมากกว่าคำว่าแฟนอีก” ก่อนที่ผมจะอ้าปากต่อว่าพี่วีก็พูดต่อ “กูไม่ได้หมายความถึงการกระทำ กูหมายถึงความรู้สึกและทุกๆ อย่าง”

          “…” ผมได้แต่ปิดปากเงียบและคิดตามที่พี่มันพูด มันถูกของพี่วี เรื่องของผมกับพี่เขามันมากกว่าที่จะนิยามคำว่าแฟนได้จริงๆ ความรู้สึกของผมมันมากเกินกว่าจะเรียกร้องคำนั้นจากพี่วีแล้ว

          “ถ้ากูไม่ทำเหี้ยๆ แบบวันนั้น เราคง…”

          “พี่วี…” ผมเรียกชื่อคนตรงหน้าเมื่อเห็นว่าเรื่องราวมันจะพาลไปมากกว่านี้และจะทำให้รู้สึกไม่ดีไปมากกว่านี้

          “กูขอโทษ” คำว่าขอโทษของพี่เขาตอนนี้มันไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องราวของวันนี้ แต่สายตาที่สบตอบกลับมามันบอกว่าขอโทษสำหรับเรื่องราวทุกอย่าง

          “ผมยังไม่ได้ว่าอะไรเลย” ผมบอกแล้วก้าวเข้าไปหาคนตรงหน้า ผมไม่อยากให้พี่วีคิดมาก ผมไม่อยากให้เขากังวลกับเรื่องที่ผ่านมา จริงอยู่ว่ามันหนักหนามากสำหรับผม แต่ตอนนี้ผมให้อภัยเขาหมดแล้ว ผมคนนี้ยอมเขาตั้งแต่ได้เห็นหน้าเขาอีกครั้งแล้ว “ถ้าจับมือพี่จะถูกด่าไหม?” ผมว่าแล้วมองลงไปที่มือเรียวสวยข้างลำตัวของพี่วี

          “ห้ะ?”

          “ถ้าเดินใกล้ๆ จะมีใครเดินมาตบผมหรือเปล่า” ผมเอียงคอถามก่อนจะยิ้มออกไปน้อยๆ ถ้าไอ้วินด์มาเห็นมันคงจะด่าว่าผมอ่อยเขา แต่ก็ยอมโดนด่าแหละ ถ้าทำแล้วเห็นท่าทางไปไม่เป็นของคนตรงหน้าผมยอมโดนด่าก็ได้

          “เด็กเวร…” หน้าหล่อยิ้มกว้างหลังจากที่ทำตัวเงอะงะอยู่นาน พี่วีเดินเข้ามาใกล้แล้ววาดแขนโอบรอบคอผม

          “พี่วี…” ผมมองไปรอบๆ ก่อนจะค่อยๆ ขยับออกห่างจากพี่เขา

          “อย่า…” พี่วีพูดแล้วล็อคคอผมไว้ “อ่อยแล้วต้องเอาสิ”

          “ผมไม่ได้อ่อย ผมแค่ไม่อยากให้พี่โทษตัวเอง” ผมบอก

          “แล้วจะให้กูโทษใคร กูโง่เอง” พี่วีพูดเสียงหงุดหงิด

          “ผมก็ไม่ฟังพี่ด้วยแหละ ไม่อย่างนั้นคงไม่เสียเวลานานขนาดนี้”

          “แต่ถ้าเสียเวลาแล้วไม่เสียมึง กูยอมนะ” พี่วีมองสบตาผมแล้วเสียงทุ้มนั่นก็พูดออกมา

          “พี่วี…” ผมกดเสียงต่ำเมื่อรู้สึกว่าหน้ากำลังร้อน

          “ครับผม…ไปกินข้าวกันเนอะ”

          เราลงมาหาอะไรกิน เถียงกันอยู่นานจนสุดท้ายจบลงที่ร้านอาหารญี่ปุ่น คนข้างๆ ทำหน้าแปลกๆ ผมมอง…ผมรู้สึก แต่ผมเลือกที่จะไม่สนความไม่ชอบของพี่วี ตอนนี้ร่างกายผมต้องการปลาดิบ

          “มาร์ค…กูขอล่ะ ถ้ามึงจะแกล้งกูเพราะเขินนี่กูขอเลย” ก่อนจะก้าวเข้าร้านพี่วีดึงแขนผมไว้

          “ผมไม่ได้แกล้ง ผมอยากกิน” ผมตอบ

          “แต่กูไม่อยาก” เสียงติดจะอ้อนเอ่ยตอบกลับมา หน้าหล่อนั่นหงอยลงหนึ่งระดับ

          “แต่ผมอยาก” ผมยิ้มให้พี่วีก่อนจะหมุนตัวเข้าไปในร้าน

          คนหล่อเดินตามผมมานั่นทำให้หลายคนมองตาม เมื่อก่อนผมก็ไม่ค่อยชอบการที่มีคนมองตามแบบนี้หรอก แต่ทุกวันนี้คงต้องทำตัวให้ชิน ตั้งแต่ที่พี่ดิวลงข่าวผมคนในมหา’ลัยก็รู้จักผมมากขึ้น มองมาที่ผมมากขึ้นและพูดถึงผมมากขึ้น

          “นั่งตรงนั้นแหละ” พี่วีเดินเข้ามาใกล้แล้วชี้ไปที่โต๊ะมุมร้าน พี่เขาไม่ได้สนใจใครทั้งนั้น หน้าหล่อที่ติดจะตึงๆ เดินนำผมไปนั่งตรงนั้น ผมยิ้มขำๆ กับอาการเด็กของพี่วีแล้วนั่งลงตาม

          “เสร็จจากนี่จะพาไปกินไอติม” ผมบอกหลังจากที่นั่งเรียบร้อยแล้ว

          “…”

          “ไม่ไปเหรอ? เดี๋ยวผมเลี้ยงด้วยอ่ะ” ผมถามเมื่ออีกคนยังเงียบ พี่วีมองขึ้นมาที่ผมก่อนจะขยับตัวเล็กน้อย

          “เอารสสตรอว์เบอร์รีกับวานิลา” หน้าหล่อเชิดขึ้นเล็กน้อยก่อนจะพูดออกมา

          “หึ! ตลกไหม? คิดว่าน่ารักเหรอ?” ผมหัวเราะขำๆ ก่อนจะพลิกเมนูไปมา

          “ก็ดูมึงพามา กูกินเป็นที่ไหน มันคืออะไรก็ยังไม่รู้เลย” พี่วีชี้ลงไปที่เมนูก่อจะบ่นออกมา

          “เดี๋ยวสั่งให้” ผมมองเมนูอีกครั้ง “กินได้ทุกอย่างใช่ไหม?”

          “อือ…” ผมก้มลงอ่านเมนูพอดีกับที่พนักงานเสิร์ฟเดินมารับออเดอร์ ความจริงผมมีเมนูประจำอยู่แล้ว แต่แพราะพี่วีกินด้วยผมก็อยากเลือกอะไรที่ดีที่อร่อยให้เขากิน ผมหันไปบอกเมนูกับพนักงาน เธอจดจนครบก่อนจะเงยหนาขึ้นถามพี่วี

          “อีกคนล่ะคะ?” พนักงานเสิร์ฟถามพี่วี หน้าสวยนั่นขึ้นสีเล็กน้อยซึ่งผมเองก็จะพยายามไม่หวงอะไรพี่มัน มันเป็นเรื่องปกติที่จะมีคนเขินเมื่อมองหน้าพี่วี เพราะพี่มันหล่อมากจริงๆ ขนาดทำหน้าหงุดหงิดอย่างนี้ยังดูมีเสน่ห์ จะมีคนเขินเพราะได้เห็นหน้าพี่เขาบ้างก็ไม่แปลก

          “เดี๋ยวเขาสั่งให้ผมครับ” พี่วีไม่ได้สนใจอะไรเธอมาก เขาตอบเรียบๆ แล้วมองมาที่ผม

          “กินปลาดิบได้ใช่ไหม?” ผมถาม

          “คนเป็นๆ ยังกินมาแล้ว” พี่วีพูดเบาๆ กับตัวเอง

          “คะ?”

          “กินได้” พี่มันถอนหายใจแล้วบอกผม

          “อืม…พี่ไม่ได้แพ้อะไรใช่ไหม?”

          “แพ้ใจมึงอ่ะ”

          ผมถามเพราะบางคนแพ้ส่วนผสมหรือผักบางอย่าง คำตอบที่ได้กลับมาทำเอาผมต้องเงยขึ้นมองหนาพี่มันอย่างไม่เชื่อหู

          “เอ่อ…” เหลือบมองหน้าพนักงานที่เคยแดงเพราะพี่วี ตอนนี้ใบหน้ารูปไข่นั่นแดงขึ้นกว่าเดิมอีก ผมบอกเมนูกับเธอมั่วๆ ที่เลือกมาทั้งหมดมันไม่ได้มีผลอะไร เสียเวลากับการนั่งคิดที่สุด

          “พี่นี่มัน…” ผมว่าพี่วีหลังจากที่พนักงานเสิร์ฟเดินออกไปแล้ว

          “ทำไม?”

          “ทำไมไม่รู้จักอายเลยวะ” ผมว่าเคืองๆ

          “ทำไมต้องอาย เรื่องจริง” พี่มันตอบกลับมาด้วยหน้ามึนๆ ของพี่มัน และผมก็ทำได้เพียงแค่ถอนหายใจเท่านั้น

          เราเริ่มกินอาหารอย่างช้าๆ สำหรับผม ผมกินช้าเพราะต้องการที่จะให้ลิ้นสัมผัสกับรสชาติอาหารแสนอร่อยให้นานที่สุด นานมากแล้วที่ผมไม่ได้กินอะไรแบบนี้ ด้วยเวลาและอะไรอีกหลายปัจจัย พอได้มากินก็ทำให้นึกถึงบ้านย่า ยิ่งการตกแต่งผนังร้านเป็นรูปสถานที่จากญี่ปุ่นยิ่งทำให้ผมคิดถึง

          ผมคีบเนื้อปลาเข้าปากพลางเหลือบมองคนตรงข้าม พี่มันทำหน้าพะอืดพะอมตอนที่เผลอกินเนื้อปลาเข้าไป จะคายก็ไม่คายจะกลืนก็ไม่กลืน จนพี่มันหันมาสบตากับผม ลูกกระเดือกของคนตรงหน้าถึงขยับเป็นสัญญาณบอกว่ากลืนสิ่งที่อยู่ในปากลงท้องเรียบร้อยแล้ว

          "ไหนบอกว่ากินได้" ผมถาม

          "ก็นึกว่าจะกินได้ เห็นคนอื่นเขากินง่ายๆ" พีวีตอบ

          "ไม่เคยกิน?"

          "กูจะมากินกับใคร กับพวกนั้นอย่างมากก็ชาบู หมูกระทะ เนื้อย่างแกล้มเหล้า แบบนี้กูเคยเข้าที่ไหน" พี่มันตอบกลับมายาวๆ ตาคมหลุบมองอาหารตรงหน้าก่อนจะเลื่อนขึ้นมาสบตาผม

          "กินไม่ได้ก็อย่าฟืน สั่งอันที่คิดว่าจะกินได้สิ" ผมบอกแล้วยื่นเมนูให้

          "กูกินไม่ได้แค่ปลาดิบ ซูชินี่กินได้" พี่วีตอบแล้วคีบซูชิเข้าปาก เคี้ยวให้ดูและกลืนลงคออย่างเป็นธรรมชาติ

          "แล้วไปกินปลาทำไม" ผมถาม

          "ก็เห็นมึงกิน ท่าทางอร่อยขนาดนั้นกูเลยอยากลองบ้าง" คนหน้างอง้ำอย่างกับเด็กงอแงตอบกลับมา

          “ก็ผมชอบ” ผมตอบกลับไปนิ่งๆ

          “ท่าทางจะกินบ่อย” พี่มันว่า

          “ก็อือ…ตอนอยู่ญี่ปุ่น” ผมได้กินมันบ่อยๆ ตอนอยู่ญี่ปุ่นหรือตอนที่ไปเที่ยวญี่ปุ่น ที่นั่นย่าจะพาผมไปกินบ่อยๆ พอมาอยู่ที่ไทยก็ไม่มีใครว่าง และผมก็ไม่รู้จะไปกินกับใคร เพื่อนมันก็ใช่ว่าจะชอบแบบเราไปหมดทุกอย่าง แม่ก็ใช่ว่าจะว่างไปกับผมทุกที่  ส่วนพ่อ…ถึงเขาจะมีเชื้อญี่ปุ่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะชอบกิน

          “ไปบ่อยเหรอ?” พี่วีถามแล้วคีบซูชิ้นต่อไปเข้าปาก

          “ทุกปี”

          “ดีว่ะ อยากไปจัง” พี่วีว่าแล้วเงยหน้าขึ้นมองผมอ้อนๆ

          “อยากไปญี่ปุ่น?”

          “อือ…อยากไปกับมึงด้วย อยากมีอารมณ์แบบ…ไปกับน้องแต่กลับกับแฟน” ผมอ้าปากค้างก่อนจะก้มลงมองอาหารญี่ปุ่นตรงหน้า

          ทำไมเนื้อปลามันหวานกว่าปกติแบบนี้ล่ะ

          ผมกลับมาที่ห้องโดยมีอีกคนขอกลับมาด้วย ตอนแรกผมจะไปส่งพี่เขาที่บ้านแต่เจ้าตัวกลับบอกว่าจะมาหาพี่บาร์ ผมมองอีกคนที่อยู่ในลิฟต์ เขาไม่ได้กดลิฟต์ชั้นที่ว่าแต่กลับยืนเฉยๆ ผมเลยเอื้อมมือไปกดให้ พี่มันมองมาที่ผมนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

          "ถึงแล้ว" ผมบอกเมื่อลิฟต์หยุดอยู่ชั้นของพี่บาร์

          "ตลกมากไหมมาร์ค กูทำขนาดนี้มึงคิดว่ากูจะมาหาไอ้บาร์จริงๆ  เหรอ" พี่วีพูดพร้อมกับกดปิดลิฟต์

          "อะไรของพี่เนี่ย" ผมมองอีกคนที่กำลังจะออกจากลิฟต์พร้อมผม

          "อย่ามาทำหน้าอย่างนั้น ให้กูไปหาไอ้บาร์ที่กำลังสวีทกับไอ้หมอ กับเดินตามมึงมานี่มึงคิดว่ากูจะเลือกอะไร"

          "พี่นี่มัน..." ผมหันไปว่าพี่มันก่อนจะเดินเข้าห้อง

          "เถอะน่า...กูก็อยากอยู่กับมึงไหม?" พี่มันว่าพร้อมกับปิดประตูให้

          "แล้วพูดถึงพี่บาร์ทำไม" ผมหันไปถาม

          "ข้ออ้างอ่ะ รู้จักป่ะ" พี่มันว่ายิ้มๆ แล้วเดินเข้ามาใกล้ "ทำไม? ไม่อยากอยู่กับกู?"

          "...ผมแค่รู้สึกไม่ปลอดภัยเวลาอยู่กับพี่สองคน" ผมตอบไปตามที่ผมรู้สึก

          ผมเงยหน้ามองเขาแล้วแอบหน้าร้อนกับคำพูดของพี่วี ยิ่งนึกถึงตอนกินข้าวก็ยิ่งร้อน แววตากับสีหน้าของพี่วีมันมีผลตกค้างในความคิดผมมากเกินไป ไม่ใช่ว่าผมกลัวเขา ไม่ใช่ว่าเรายังไม่ชินที่จะอยู่ได้กัน แต่สิ่งที่ผมกลัวคือใจของผมเอง

          "มึงก็รู้สึกถูกแล้ว" คนหล่อขยับเข้ามาหา มุมปากกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อยแล้วโน้มหน้าเข้ามาใกล้ผม “กูก็รู้สึกว่าจะห้ามใจไม่ได้เวลาอยู่ใกล้มึง”

          "พี่วี!" ผมเรียกอีกคนเสียงเข้ม เมื่อพี่มันขยับเข้ามาใกล้จนแทบจะชิด

          “กูแค่อยากอยู่ใกล้ๆ มึงนานกว่านี้สักหน่อย” ผมหยุดนิ่งเมื่อพี่พูดแบบนั้น เขาก้าวเข้ามาก่อนจะวางมือไว้ที่เอวผมแล้วดึงเข้าหาตัวเอง

          “พี่…”

          “กูกอดมึงตอนอยู่ข้างนอกไม่ได้ จะจับมือกันแต่ละทีก็คิดแล้วคิดอีก จะหาข้ออ้างไปเจอมึงก็ยังยาก แต่กูก็ยังทำ” พี่วีช้อนตาขึ้นมองผมแล้วพูดต่อ  “ที่กูทำไปทั้งหมดเพราะกูอยากอยู่กับมึง”

          “ผม…”

          “กูรู้ว่ากูทำไม่ดีกับมึง กูรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยกโทษให้ กูรู้ว่ามึงต้องการเวลา มึงไม่ต้องรักกูเหมือนเดิม ไม่ต้องวิ่งตามกูเหมือนเดิม ไม่ต้องอะไรทั้งนั้น กูขอแค่มึงอยู่กับกู ขอแค่ให้กูได้อยู่กับมึง ให้กูได้รัก…”

          ผมกดริมฝีปากลงกับริมฝีปากของคนตรงหน้าทั้งๆ ที่เขายังพูดไม่จบ คนที่พูดเพียงแค่ไม่กี่ประโยคแต่ก็ทำให้ผมใจอ่อนลงได้ คนที่พูดแต่คำเดิมๆ และสามารถทำให้ผมตกหลุมรักเขาซ้ำๆ คนที่มีอยู่แค่คนเดียว…

          พี่วีกระชับกอดผมก่อนจะแนบริมฝีปากให้ชิดกว่าเดิม จากผมที่เป็นคนเริ่มตอนนี้กลายเป็นเขาที่เป็นคนนำ ริมฝีปากบดขยี้กันรุนแรงขึ้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความคิดถึงหรือคำพูดของพี่วีที่ทำให้ผมอยากจูบกับพี่มันนานกว่านี้ ผมเอียงหน้าปรับองศาให้จูบได้ถนัดขึ้น ไม่สนว่าตรงนี้คือหน้าห้องนอน ไม่สนว่าก่อนหน้านี้เราทำอะไรมา เพราะตอนนี้มือหนานั่นลูบวนอยู่บั้นท้ายผมแล้ว

          เราผละออกจากกันเล็กน้อย พี่วีก้มหน้าและวางหัวบนไหล่ของผม เสียงหอบที่ดังอยู่ข้างหูทำให้ใจผมเต้นแรงและทำให้อารมณ์กระจัดกระจายไปไกล พี่วีขยับเท้าและนั่นทำให้ผมต้องถอยเรื่อยๆ จนหลังติดกับผระตูห้องนอน

          “ไม่อยากฟังกูพูดว่ารักเหรอ?” ผมก้มลงมองกลุ่มผมของคนที่เพ้ออยู่ข้างหูผม “ถ้าอย่างนั้นให้กูทำให้ดูนะ” จบคำพูดที่ทำให้ใจผมกระตุกนั่น ลิ้นร้อนของอีกคนก็แลบเลียตรงซอกคอ มือเรียวสวยลูบที่สีข้างผมเบาๆ และนั่นมันทำให้ผมต้องเกร็งจนตัวสั่น

          “อา…” ผมส่งเสียงออกมาเมื่อพี่วีกดริมฝีปากลงกับคอ แรงดูดเบาๆ ของเขาทำให้ผมแทบทรงตัวไม่อยู่ ยังดีที่พี่มันจับเอวผมไว้ ไม่อย่างนั้นผมคงล้มพับลงตรงนี้แล้ว

          “มาร์ค…” เสียงทุ้มเรียกอยู่ข้างหู แต่ผมกลับต้องเงยหน้าขึ้นหาอากาศ พี่วีจูบที่สันกรามก่อนจะกดจมูกลงที่แก้มของผมและในที่สุดมันก็มาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากผมอีกครั้ง

          ไม่รู้ว่าเราจูบกันนานแค่ไหน และไม่รู้ว่าผมกับพี่มันเข้ามาอยู่ในห้องนอนตั้งแต่เมื่อไหร่ ตอนนี้ผมรู้แค่ว่ากำลังนอนอยู่บนเตียงและยังจูบกับพี่วีอยู่ พี่มันถอนริมฝีปากออกแล้วจูบที่หน้าผากของผม มือเรียวข้างหนึ่งยังวนเวียนอยู่ที่หน้าท้องและอีกข้างหนึ่งพี่มันใช้เท้ากับเตียงเพื่อที่จะไม่ทิ้งน้ำหนักตัวลงที่ผมทั้งหมด

          “อือ…” ผมครางเมื่อเรียวปากสวยนั่นเลื่อนลงเรื่อยๆ จนตอนนี้มันหยุดอยู่ตรงหน้าอก

          “อืมมม”

          “อื้อ!” จากที่เกร็งอยู่แล้วผมต้องเกร็งมากกว่าเดิม มือที่เคยอยู่เฉยๆ ต้องสอดเข้าไปขยำกลุ่มผมสีสวยของพี่วีเมื่อพี่มันแลบลิ้นออกมาเลียเม็ดเล็กๆ บนหน้าอกผม ผมจะทนได้อย่างไร ข้างหนึ่งถูกปากสวยนั่นครอบดูด ส่วนอีกข้างถูกมือเรียวของพี่มันสะกิด

          “พี่วี…อื้อออ อ่ะ…พะ…พอ” ผมพูดตะกุกตะกักพลางดันหัวพี่เขาออก แต่ร่างกายผมมันบ้า มือดันเขาออกแต่หน้าอกกลับแอ่นขึ้นเหมือนอยากให้เขาชิมนานกว่านี้

          “อืม…” เสื้อของผมหลุดออกไปทั้งตัวแล้วและบนตัวของพี่วีก็ไม่มีเสื้อเหมือนกัน พี่มันเลื่อนมาขบใบหูผมอีกครั้งและนั่นทำให้หน้าอกของเปล่าเปลือยของเราสัมผัสกันเบาๆ

          “อื้อ…พี่วี…อือ…”

          "มาร์ค..."

          "อืมมม"

          "มาร์ค!" ผมสะดุ้งกับเสียงเรียกที่ดังเกินไป พี่วีหยุดและก้มลงมองมาที่ผม ก่อนที่เราสองคนจะมองไปที่ประตูพร้อมกัน

          "พะ...พ่อ..." พ่อยืนอยู่ตรงหน้าประตู ผมไม่แปลกใจเลยที่ท่านเข้ามาห้องผมได้เพราะคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ท่านคือแม่ของผม

          "มาสะ..." เสียงเรียกเบาๆ ในลำคอของแม่ทำให้ผมได้สติ ผมผลักพี่วีออกพอดีกับที่พี่มันขยับตัวเอง

          "เอ่อ..."

          "นี่เหรอที่บอกว่าน่าเป็นห่วง..." พ่อหันไปหาแม่แล้วเดินเข้ามาหาผมช้าๆ

          "พ่อ..." สายตาเจ็บปวดและผิดหวังจากคนตรงหน้าทำให้ผมครางเรียกเขาเบาๆ เสื้อผมยังได้ใส่ พี่วียังยืนอยู่ข้างเตียงไม่ไปไหน คนหล่อขยับเข้ามาใกล้อีกเมื่อพ่อเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าผม

          "ลูกไม่รักดี" พ่อว่าอยู่ตรงหน้าผม เสียงไม่ได้ดังแต่ผมกลับรู้สึกเจ็บ

          "ผมขอ..."

          ผลั่ก!

          "พี่วี!" ผมตะโกนเรียกอีกคนเมื่อพ่อชกเข้าที่หน้าพี่เขาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว คนหล่อค่อยๆ สะบัดหน้าแล้วลุกขึ้นมา มุมปากสวยที่เพิ่งจูบกับผมไปมีเลือดออกเล็กน้อย

          "ไม่เป็นไร..." พี่วีวางมือที่ไหล่ผมแล้วตบเบาๆ ผมเงยหน้าขึ้นไปมองพี่เขา รู้สึกได้ว่าตัวเองสั่นไหวมากแค่ไหน

          พ่อกับแม่ที่อยู่ตรงหน้ากับพี่เขาที่ยืนอยู่ข้างๆ คำว่ากดดันมันหนักหนาแค่ไหนผมเพิ่งรู้ คำว่าทำอะไรไม่ถูกมันคืออะไรผมก็เพิ่งเข้าใจ

          "งามหน้าไหมล่ะ ลูกชายคุณหญิง พอใจหรือยังกับการที่จะมาดูว่าลูกอยู่ยังไง รู้หรือยังว่าลูกคุณมันกินมันอยู่ยังไง!" พ่อหันไปหาแม่แล้วตวาดออกมา ส่วนแม่ก็มองมาที่ผมเล็กน้อย ท่านไม่ได้ว่าอะไรแต่สายตาผิดหวังนั่นมันชัดเจนจนผมรู้สึกผิด

          "แม่ครับ..." ผมเรียกแม้แล้วท่านก็เดินเข้ามาหาช้าๆ มือสวยวางแนบแก้มผมก่อนจะมองไปที่พี่วี

          "คนนี้หรือเปล่าที่ทำให้ลูกเจ็บตอนนั้น"

          "หึ!" พ่อแค่นหัวเราะ "นี่เหรอทางที่เลือก นี่เหรอสิ่งที่อยากเป็น นี่ใช่ไหมสิ่งที่แกบอกว่าแกชอบ!"

          "ผมรักเขา!" ผมตะโกนออกไปทั้งๆ ที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม มือกำผ้าห่มแน่น ปากสั่นและตัวผมกำลังสะท้าน สุดท้ายที่ผมสัมผัสได้แค่ความจุกในอก "ผมรักเขาครับพ่อ..." ผมค่อยๆ ช้อนสายตาขึ้นไปหาพ่อ ผมไม่รู้ว่าท่านทำหน้าอย่างไรเพราะตอนนี้น้ำตาผมไหลจนภาพมันพร่าเลือนไปหมด

          “แล้วเขารักแกไหม? ผู้ชายที่ไม่มีอะไรอย่างมันจะดูแลแกได้แค่ไหน!” พ่อชี้ไปที่พี่วีแล้วตะคอกผมกลับ

          “ผมรักมาร์ค…” พี่วีเดินเข้ามาจับไหล่ผมแล้วบีบเบาๆ “ผมยอมรับว่าไม่แน่ใจว่าจะดูแลน้องได้ดีเท่าที่ท่านดูแลไหม แต่เรื่องที่ผมรักน้อง ผมแน่ใจว่าผมรักน้องมาก…ไม่น้อยไปกว่าใคร” หัวใจผมอุ่นวาบเมื่อได้ยินค่ารักจากพี่วี มันอุ่นพอ ๆ กับไหล่ที่พี่มันบีบอยู่ ถึงจะกังวลเรื่องพ่อแต่พอได้ยินแบบนี้มันก็พอจะรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยพี่วีก็ไม่ทิ้งผม…

          “แค่ลมปากของนาย ฉันจะมั่นใจได้อย่างไร” พ่อหันกลับไปพูดกับพี่วีช้าๆ คนข้างผมบีบไหล่ผมด้วยแรงที่มากขึ้นก่อนจะสบตากับพ่อผม

          บรรยากาศภายในห้องตึงเครียดมากกว่าเดิมเมื่อพ่อเงียบและพี่วีก็เงียบ แต่หัวใจผมมันกลับเต้นแรงและสมองผมกำลังแล่นจนปวดหัว จะทำอย่างไรให้พ่อยอมรับพี่วี จะทำอย่างไรให้แม่ไม่ตำหนิเรื่องฐานะ จะทำอย่างไรให้พี่มันไม่ท้อ ผมเพิ่งเข้าใจคำว่าเสียเวลาจริงๆ ก็วันนี้ ถ้าผมไม่ทะเลาะกับพี่มัน เราคงมีความสุขด้วยกันได้นานกว่านี้

          “คุณคะ…” เวลาผ่านไปเท่าไหร่ไม่รู้ เสียงของแม่ทำให้ผมหลุดออกจากความคิดของตัวเอง

          "หึ! จัดการตัวเองให้เรียบร้อยแล้วออกไปคุยกันข้างนอก" เสียงเข้มของพ่อพูดไว้แค่นั้นแล้วท่านทั้งสองก็เดินออกไป

          ที่ผมรู้สึกตอนนี้มันหนักอึ้งเกินกว่าจะหันไปมองพี่วี อย่างไรพ่อก็ไม่ยอมแน่ๆ ไม่ว่าสิ่งที่ผมเป็นหรือพี่วี แค่ฟังเสียงก็รู้แล้วว่าพ่อไม่ยอม...

          "พี่วี..."

          "ไม่ต้องพูดหรอกมาร์ค แค่ได้ยินว่ามึงรักกู จะให้กูไปสู้กับพ่อมึงสิบครั้งกูก็จะชนะให้มึง" พี่วีเดินเข้ามาหา ร่างสูงนั่งลงตรงหน้าผมแล้วค่อยๆ เช็ดน้ำตาออกให้

          "พ่อผมไม่ใช่คนธรรมดา" ผมก้มหน้าลงมองมืออีกข้างของเราที่กุมกันอยู่

          "แต่กูจะทำให้เขารู้ว่าคนธรรมดาอย่างกูก็ดูแลมึงได้" พี่วีว่าแล้วมองสบตาผม ผมอยากให้พ่อได้เห็นสายตาที่แน่วแน่ของพี่มัน อยากให้พ่อสัมผัสได้ถึงความมั่นใจและความจริงใจของพี่มัน

          "ผมรักพี่..."

          "ต่อให้กูต้องสู้จนตายกูก็จะสู้ เพราะกู...รักมึงมาก" พี่วีพูดออกมาแล้วยิ้มให้ผม

          พ่อกับแม่นั่งอยู่โซฟาหน้าโทรทัศน์ บริเวณนั้นมันเงียบจนผมได้ยินแค่เสียงเท้าของตัวเองกับพี่วี แม่หันมาทางเราแล้วยิ้มให้อย่างอ่อนใจ ส่วนพ่อมองตรงข้างหน้า ไม่แม้แต่จะหันมองทั้งๆ ที่ผมนั่งลงตรงนี้แล้ว

          “คุณพ่อครับ…”

          “ใครพ่อนาย” พ่อหันกลับมาพูดกับพี่วีทันทีที่พี่มันเอ่ยเรียก คนหล่อยิ้มน้อยๆ แล้วผงกหัวขอโทษ ก่อนจะยกมือขึ้นไหว้

          “ทักทายตอนนี้ไม่สายเกินไปหน่อยหรือคะ” แม่พูดแล้วยิ้มให้พี่วี

          “แม่ครับ…”

          “เธอเป็นคนทำให้มาสะของแม่ร้องห่มร้องไห้กลับบ้านใช่ไหม?” แม่ขยับตัวเล็กน้อยแล้วถามพี่วี

          “เรื่องนั้นผมยอมรับครับ ผมขอโทษที่ทำให้มาร์คเสียใจ ผมเองก็เสียใจเหมือนกัน” พี่วีตอบ

          “แล้วอะไรทำให้กลับมาคบกันอีกล่ะ?” แม่ถาม

          “จะอะไรเสียอีก คุณหญิงก็น่าจะรู้ว่าลูกชายตัวเองเป็นคนอย่างไร คงขาดไม่ได้เลยล่ะสิ” พ่อมองผมตาขวาง ไม่ต่างจากผมที่กำลังเงยหน้าขึ้นจ้องตาเขา

          “ผมบอกแล้วว่าผมรักพี่วี” ผมพูดช้าๆ แม้ว่าเสียงที่เค้นออกมามันจะสั่นหรือหัวใจผมจะถูดบีบแค่ไหน แต่ผมก็รู้สึกดีที่ได้ยืนยันคำนี้ให้พ่อฟัง

          “ฉันไม่เคยบอกแกเหรอ? ว่ารสนิยมกับคำว่าความรักโง่ๆ ของแกมันกินไม่ได้” พ่อพูดเน้นทีละคำ

          “ผมยอมรับนะครับว่าความรักมันกินไม่ได้ แต่ผมก็รักลูกชายท่านไปแล้ว ผมคงอยู่ไม่ได้และคงกินอะไรไม่ได้ถ้าไม่มีลูกชายท่านอยู่ข้างๆ” พี่วีตอบพ่อแล้ววางมือบนหลังมือผม เขาบีบเบาๆ เพื่อให้ผมใจเย็นลงและมันก็ได้ผล

          “คุณคะ?” แม่มองพี่วีก่อนจะหันกลับไปเรียกพ่อ พ่อยกมือขึ้นหยุดสิ่งที่แม่กำลังจะพูด

          “ไม่ต้องพูดอะไรหรอกคุณหญิง” พ่อพูดกับแม่แล้วหันมาทางพวกผม “รักกันมากเหรอ? อยากได้ลูกชายฉันมากไหม?” พ่อถาม

          “ผมรักมาร์คครับ รักมาก…” พี่วีเงยหน้าขึ้นสบตากับพ่ออย่างไม่กลัว เสี้ยวหน้าด้านข้างของผู้ชายคนที่ผมรัก เผยให้ผมเห็นกรามนูนของเขาชัดเจน สายตาที่เขาใช้จ้องกันทำให้ผมรู้สึกกลัวขึ้นมาเสียดื้อๆ พ่อไม่มีทางยอมให้พวกเราแน่ๆ ส่วนพี่วีก็ไม่มีท่าทีว่าจะยอมแพ้

          “แม่ขอไปบ้านวีได้ไหม?” เสียงของแม่เป็นตัวทำลายบรรยากาศตึงๆ ระหว่างพ่อกับพี่วี แต่คำถามของแม่ทำให้ผมเริ่มกังวลไม่ต่างจากพี่มัน ก็บ้านของผมกับเขามันต่างกันมาก…

          “บ้าน…ผม?”

          “แม่อยากเห็นว่าวีโตมาอย่างไร” แม่พูดยิ้มๆ แต่รอยยิ้มแบบนี้ผมไม่อยากจะเห็นเลย น้ำเสียงที่ดูหวานแฝงไปด้วยความสงสัยนั่นผมก็ไม่ชอบเหมือนกัน

          “ได้ครับ…”





#กลรักวีมาร์ค

อยู่ระหว่างการทำเล่มและตรวจคำผิด แป้งจึงจะทยอยลงตอนที่ตรวจคำผิดแล้วเรื่อยๆ นะคะ

 สามารถสั่งจองหนังสือได้ที่

เพจเฟซบุ๊ก : faddist

ทวีตเตอร์ : @pflhzt

Line ID : @hzn1709t

ความคิดเห็น