เป็นกำลังใจให้เทคด้วยน้าาาา เทคจะได้มีแรงอัพพพพพ >3<

ราตรีที่ 10 ข้าถูกท่านช่วยไว้อีกแล้ว

ชื่อตอน : ราตรีที่ 10 ข้าถูกท่านช่วยไว้อีกแล้ว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.7k

ความคิดเห็น : 30

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ต.ค. 2560 01:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 10 ข้าถูกท่านช่วยไว้อีกแล้ว
แบบอักษร

ตอนที่****10 ข้าถูกท่านช่วยไว้อีกแล้ว

เหล่าทหารกล้าคุกเข่าลงกับพื้นยามที่พระวรกายของพระเจ้าแผ่นดินอยู่เบื้องหน้า เสียงสรรเสริญขอให้พระองค์มีพระชนต์มายุหมื่นปี...หมื่นๆ ปี ดังกระหึ่มไปทั่ว

จิ้นเลี่ยงหลง...องค์ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์จิ้น อยู่ในอาภรณ์สีทองอร่ามรับกับบัลลังก์ที่อยู่ด้านหลัง ด้านข้างพระวรกายประกอบไปด้วยฮองเฮาและพระสนม พระพักตร์ที่ขึงขังรับกับหนวดเคราสีเข้ม จิ้นเลี่ยงหลงปีนี่มีอายุเข้าครึ่งร้อย หลายปีที่ขึ้นครองราชย์ เขาปกครองไพร่ฟ้าประชาชนด้วยความผาสุก ประชาชนอยู่ร่มเย็น ถึงกระนั้นก็ยังคงมีปัญหาเข้ามาไม่ขาด

ศึกต่างแคว้นที่หวังเข้ามารุกรานเพื่อยึดแผ่นดิน ศัตรูที่ว่าร้ายยังคงไม่อาจเทียบเคียงเท่ากับศึกภายในที่ไม่อาจแก้ไขได้

ทหารผู้หนึ่งวิ่งเข้ามาด้านในท้องพระโรง สองขาคุกเข่าลงกับพื้น ก้มหน้ายกมือประสานคารวะเพื่อกล่าวรายงานจากที่ตนเองทราบ

“ทูลฝ่าบาท องค์ชายรองเสด็จกลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

จิ้นเลี่ยงหลงแย้มสรวลด้วยความพึงใจ

สงครามเล็กๆ เกิดขึ้นที่เมืองเจี้ยนคัง ที่ตั้งอยู่ทิศทางตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ข่าวว่ามีผู้อยากลองดีคิดยกทัพก่อการใหญ่เพื่อแย่งชิงอำนาจ จิ้นเลี่ยงหลงจึงได้ออกราชโองการให้องค์ชายรองเอาทัพไปปราบด้วยกำลังพลหนึ่งแสน ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือนก็ทำสำเร็จ โอรสผู้น่าภาคภูมิใจเดินองอาจก้าวเข้ามาในท้องพระโรง

เหยียนอี้ยังคงอยู่ในชุดเกราะ เขาในเวลานี้อายุไม่ได้ต่างจากองค์ชายใหญ่เท่าใดนัก เขาเกิดหลังองค์ชายใหญ่แค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น แต่ผลงานกลับมีมากกว่าเป็นเท่าตัว การกลับเข้าวังหลวงของเหยียนอี้อันสร้างความไม่พอใจให้กับองค์ชายสามเท่าใดนัก

“ลูกกลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ” เหยียนอี้คุกเข่าลงคารวะ

จิ้นเลี่ยงหลงลงมาจากบัลลังก์ พระบาทก้าวยาวเดินตรงเข้าหาบุตรชายคนรอง จิ้นเลี่ยงหลงจับบ่าให้ลุกขึ้นพลางตบบ่าด้วยความภาคภูมิใจ

“เจ้ากลับมาก็ดีแล้ว”

แย้มสรวลเพียงนิดด้วยความคิดถึงเลือดเนื้อเชื้อไข

ไม่ว่าอย่างไรเหยียนอี้ก็พึ่งพาได้เสมอ ผิดแผกจากโอรสองค์โตของเขายิ่งนักที่ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน วันๆ หนึ่งก็เอาแต่คลุกอยู่กับเหล่านางกำนัลที่ทอดเรือนกายให้หรือไม่ก็เหล่าขันที ไหนจะยังชอบแอบลักลอบหนีเที่ยวนอกวังหลวงบ่อยๆ ยังดีที่ไม่มีเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้าน

ดูสิ...ขนาดน้องชายตัวเองกลับมายังเอาแต่คลุกอยู่กับขันที

จิ้นเลี่ยงหลงส่ายหน้าอย่างเอือมระอาในพฤติกรรม

บนต้นไม้สูงใหญ่ที่อยู่ลับหูลับตาเหล่าทหาร หย่งชางทอดกายเอนพิงอยู่บนกิ่งก้านแข็งแรงโดยที่ไม่มีใครมองเห็น ต่อให้วังหลวงมีการเข้มงวดเรื่องเวรยามขนาดไหน แต่มันก็ต้องมีสักที่ที่เป็นจุดบอด บางครั้งหย่งชางก็ใช้ที่แห่งนี้ในการพักผ่อนหย่อนใจ

ข่าวการกลับมาของเหยียนอี้นั้นได้รู้ถึงหู ผู้คนมากมายต่างออกไปต้อนรับไม่เว้นแม้แต่เสด็จพ่อที่กำลังประชวน ทว่าผิดกับเขาที่ไม่ยอมทำตามความประสงค์ หย่งชางนึกชังน้ำหน้าเหยียนอี้ยิ่งนักจึงได้หลีกเลี่ยงพาตัวเองออกมานอกความวุ่นวาย

ฉากหน้านั้นคือการรักใคร่ปรองดอง หาใครรู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วต่างพากันขัดแข้งขัดขาอีกฝ่าย หากฝ่ายไหนพลาดก็จะเหยียบซ้ำให้จมดิน หย่งชางเคยถูกลอบสังหารมานับครั้งไม่ถ้วน ไหนเลยจะพาตัวเองให้ไปอยู่ในหมากที่พวกนั้นได้สร้างเอาไว้

ชีวิตในวังหลวงช่างน่าเบื่อนัก...

อิสระที่หย่งชางโหยหานั้นช่างดูเหมือนไกลแสนไกล เขาเกิดเป็นองค์ชายแห่งผิดดิน ถึงจะทำตัวไร้หลักปักฐานแต่ก็ยังคงแบกความหนักอึ้งของตำแหน่งไว้บนบ่าทั้งสองข้าง ยากนักที่จะถอนออกให้หลุด

“เจ้าอ้วนฉิงเอ๋อ”

เสียงหนึ่งดังมาจากที่ไม่ไกลนัก

เดิมทีนั้นหย่งชางไม่เคยสนใจที่จะฟังอยู่แล้ว ทว่าชื่อที่ถูกเรียกนั้นทำเอาเขาถึงกับหันมอง เห็นร่างหนึ่งที่คุ้นตาเดินอยู่ไม่ไกลนัก คนคนนั้นเป็นคนเดียวกับที่เขาแกล้งจนล้มป่วยนอนเสื่อไปหลายวัน

“ฉิงเอ๋อเช่นนั้นรึ?” หย่งชางพึมพำในลำคอ เขานึกฉงนยามที่ร่างอ้วนถูกเรียกด้วยนามที่เหมือนสตรี

ความอยากรู้อยากเห็นเขาทำให้เขาลอบฟัง ทำตัวนิ่งเงียบอยู่ใต้เงาร่มของต้นไม้ใหญ่

“หลายวันมานี้เจ้านอนป่วยดูผอมแห้งไปมาก เอาอ้อยไปกินสิ ฮ่า ฮ่า”

“เจ้าหมูอ้วนอืดอาดยืดยาด หากข้าอ้วนเหมือนเจ้าข้าคงพาตัวเองไปโดดน้ำตายแล้วขอให้ยายเมิ่งที่ปรโลกพาข้ามาเกิดแบบไม่ต้องมีไขมันเช่นเจ้า ไม่เช่นนั้นข้าคงเป็นที่อับอายในวงศ์ตระกูล เสียดาย...พี่น้องของเจ้าแต่ละคนได้ดิบได้ดี รูปงาม ผิดกับเจ้าที่เกิดมาผิดแปลก”

ทหารสองนายยืนเคียงขนาน พวกเขาหัวเราะให้กับพูดที่หยาบโลนของตัวเอง ในมือนั้นถือปล้องอ้อยที่ถูกหั่นเป็นท่อนยาวเกือบศอก พวกเขาเขวี้ยงใส่ฉิงเฟิ่งที่เดินผ่านเพราะกำลังเข้าไปเปลี่ยนเวรยามพอดี

นายทหารที่เขาเคยรังแกกำลังถูกแกล้งจากคนอื่น ไม่ใช่ด้วยการกระทำแต่เป็นการพูดในแง่ลบ... หย่งชางมองดูสถานการณ์ต่อไป เขาเห็นเพียงแค่ว่าเจ้าหมูน้อยทำเมินเฉย ร่างนั้นก้มหน้าเก็บอ้อยที่ร่วงหล่นลงพื้น ยิ่งสร้างเสียงหัวเราะจากนายทหารทั้งสองคน จนหย่งชางถึงขนาดกำมือแน่นไม่รู้ตัว หากเป็นเขาที่โดนล้อเลียนเยี่ยงนี้ อย่าว่าแต่ประหารเลยต่อให้สับเป็นหมื่นๆ ชิ้นก็คงไม่หายแค้น

มองได้ครู่หนึ่ง หย่งชางก็นึกถึงคำพูดที่ฉิงเฟิ่งเคยกล่าวกับตัวเอง

เขานั้นเกิดมาก็สบายกาย ไม่เคยได้รับความลำบากใดๆ ทั้งสิ้น ต่อให้เคยถูกลอบสังหารหลายครั้ง แต่นั่นก็คนละกรณี เขานั้นลำบากใจที่อยู่ท่ามกลางศัตรู จ้องหมายจะเข่นฆ่าเพื่อแย่งชิงบัลลังก์ ส่วนฉิงเฟิ่งนั้นมีความลำบากทั้งกาย ลำบากทั้งใจ วางจากล่าวร้ายถูกสาดใส่ไม่หยุด

แล้วเหตุใดเล่าถึงได้บอกว่าตัวเองนั้นโชคดี...หย่งชางแคลงใจในข้อนี้ยิ่งนัก

การหาคำตอบในขณะนี้คงเป็นไปได้ยากยิ่ง หย่งชางนึกแค้นแทนคนถูกต่อว่า เขาหักกิ่งไม้ที่อยู่ด้านข้างแล้วเขวี้ยงใส่ทหารปากร้ายจนพวกนั้นร้องโอ๊ยพลางกุมหน้าผากของตัวเอง

ทหารทั้งสองต่างพากันมองซ้ายมองขวาเพื่อหาต้นตอ ก็ไม่พบว่ามีผู้ใดอยู่ในบริเวณนี้ หนึ่งทียังพอว่า ยังไม่ทันที่จะหายเจ็บก็สัมผัสได้ถึงความเจ็บแปลบตรงหน้าผากอีกรอบ ทหารทั้งสองนายตะโกนร้องหาผู้กระทำก็ยังไม่พบใคร จึงคิดหยุด พวกเขาก้าวถอยหลังหนีเพื่อตั้งหลักก่อนจะเร่งฝีเท้าจ้ำอ้าวไปอีกทาง


ฉิงเฟิ่งได้แต่ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง เขาชินชาเสียแล้วที่โดนล้อเลียน... ไข้พิษร้ายที่อยู่ในร่างทุเลาลงจนหายขาดแล้ว เรียกได้ว่าเป็นความโชคดีของตัวเองหรือว่าเป็นความดีความชอบของหมอหลวงกันแน่ที่มารักษาจนอาการดีขึ้น ไม่กี่วันหลังจากนั้นเขาก็หาย จะเหลือก็แต่รอยหมากัดที่ยังคงมีอยู่ โชคดีที่เจ้าสุนัขตัวนั้นไม่ได้ดุอะไรมากนัก มันถูกเลี้ยงแค่เอาไว้เล่นสนุกของเหล่าองค์ชายก็เท่านั้น ได้ข่าวว่าบางครั้งเชื้อพระวงศ์ก็มักจะเล่นอะไรแผลงๆ

ร่วมเกือบหนึ่งเดือนที่ฉิงเฟิ่งรักษาตัว ทีแรกเขานึกหวั่นใจอยู่ไม่น้อยว่าจะถูกองค์ชายใหญ่กลั่นแกล้งอะไรบ้าง ความหวาดระแวงเหล่านั้นพาลทำเอาทานไม่ลงไปหลายมื้อ ท้ายที่สุดก็ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น องค์ชายใหญ่ไม่ได้โผล่มาให้เห็นหน้า ไม่แม้แต่จะเอาทหารองครักษ์มาลากตัวไปเหมือนก่อน ยามที่คิดว่าตัวเองนั้นอาจรอดพ้นเงื้อมมือคนใจร้ายก็พาลทำเอาโล่งอกพอสมควร

ความตั้งใจแรกของฉิงเฟิ่งหลังจากที่หายดี คือการได้กินอาหารอร่อยสักมื้อหนึ่ง ฉิงเฟิ่งที่ป่วยนั้นได้รับอนุญาตให้ทานแค่ข้าวต้มกับอาหารอ่อนๆ จนน้ำหนักลดลงไปมากโข ไขมันที่น่าจะอยู่ตรงรอบเอวก็หายไปบางส่วน แต่ก็แค่นิดหน่อย และเพื่อฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาเหมือนเดิมเขาจึงต้องกินให้มาก

สามเดือนให้หลังจากนั้น...องค์ชายใหญ่ก็หายไปจากชีวิต ทว่าเรื่องขององค์ชายรองกลับเข้าหูแทนที่

ในวังหลวงโจษจันเสียยกใหญ่เรื่องคุณงามความดี ต่างคนต่างยกย่องถึงความปรีชาสามารถ ฉิงเฟิ่งได้ข่าวว่าอีกไม่นานนักฝ่าบาทอาจจะเลือกรัชทายาท ทว่าข่าวนั้นเป็นเพียงแค่ข่าวโคมลอยที่พูดกันปากต่อปาก กระนั้นในวังหลวงเริ่มคึกคักแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายก็เต็มที่ บ้างก็เลือกอยู่ข้างองค์ชายรองผู้มีพระมารดาเป็นถึงพระสนมกุ้ยเฟย หรือไม่ก็องค์ชายสามที่มีพระมารดาเป็นถึงสนมซู่เฟย

อันที่จริงแล้วเรื่องพวกนี้ไม่น่าเข้าหูฉิงเฟิ่งนัก หากแต่ข่าวลือนั้นหนาหูยิ่งนัก ถึงไม่ได้ใส่ใจก็เข้าหูอยู่ดี ด้วยอุปนิสัยที่ค่อนข้างรักสงบ ฉิงเฟิ่งจึงมักหลีกเรื่องเกี่ยวกับหัวข้อสนทนา มีครั้งหนึ่งที่ทหารยศตำแหน่งเดียวกันได้ถามความเห็นว่าฉิงเฟิ่งนั้นอยู่ฝ่ายใด จึงบอกปัด เขาไม่คิดอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทั้งสิ้น ทีแรกนั้นตั้งใจจะตามติงเกาที่อยู่ข้างองค์ชายรอง ความตั้งใจนั้นดับสูบลง อาจเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่น่าพึงกระทำเป็นอย่างยิ่ง

เห็นว่าองค์ชายรองนั้นได้ลอบจับโจรที่แอบเข้ามาในวังหลวง ผู้ต้องหาถูกจับมัดมือมัดเท้า ไร้หนทางต่อสู้ องค์ชายรองนั้นได้ผลักให้ผู้ร้ายล้มลงกับพื้นดินแข็ง ฝ่าเท้าแข็งแรงกระทำพฤติกรรมที่ไม่น่าชวนมอง โดยการเตะให้ล้มแล้วเหยียบลงไปที่หัว

ฉิงเฟิ่งเห็นภาพเหล่านั้นเพราะเป็นหนึ่งในคนที่ไปมุงดู บางคนนั้นเอ่ยปากสมน้ำหน้าที่เจ้าโจรมันถูกจับได้ เจ้าโจรนั้นมันเป็นผู้ผิด ริอาจคิดก่อการใหญ่โดยการเข้ามาลอบปลงพระชนต์ฮ่องเต้ สมควรแล้วที่จะโดนลงโทษ ฉิงเฟิ่งไม่อาจลบล้างสิ่งที่องค์ชายรองนั้นทำได้

สามเดือนแล้วที่องค์ชายหย่งชางไม่ได้มาวุ่นวายกับฉิงเฟิ่งด้วยเช่นกัน

ในคืนหนึ่ง...

ขณะที่ฉิงเฟิ่งกำลังยืนหาววอดๆ อยู่ฤดูคิมหันต์เพิ่งมาถึง ในตอนเช้าจึงอบอ้าวด้วยมวลอากาศร้อน ส่วนในตอนกลางคืนนั้นกลับเย็นสบายหน่อย ฉิงเฟิ่งยังโชคดีที่ช่วงนี้เขาเข้าเวรตอนดึกจึงทำให้ร่างกายไม่ค่อยมีเหงื่อเท่าไหร่นัก ยกเว้นแต่ว่ากลัวจะเป็นไข้อีกรอบเท่านั้น ติงเกาสหายคนสนิทก็เป็นมาแล้ว เขานอนจับไข้สั่นอยู่หลายวันทีเดียว

ในคืนนี้ไม่ได้ผิดแปลกไปจากวันอื่น ด้านนอกกำแพงในยามค่ำคืนยังคงประดับไปด้วยประคบไฟ ร่างอ้วนมองไปยังเบื้องหน้า น่าแปลกนักที่ในคืนนี้กลับดูเงียบกว่าปกติอยู่หลายเท่า พอลองสังเกตก็พบว่าเวรยามบางจุดนั้นไร้คนคอยอารักขา ความแคลงใจที่ยังคงไร้ซึ่งคำตอบ

ยืนอยู่หลายชั่วยามก็มีทหารมาเปลี่ยนเวร ถึงเวลาจึงได้เดินกลับไปที่ห้องพัก ขาอวบก้าวไปตามทางเลี้ยวคต ในความมืดมิดนั้นฉิงเฟิ่งได้เห็นเงาบุรุษผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนกำแพงสูง อาภรณ์ที่สวมเป็นสีดำสนิท ปกปิดใบหน้าที่แท้จริง เห็นแต่เพียงลูกตาในความมืด ไม่ใช่แค่หนึ่งคนเท่านั้น แต่กลับมีถึงสามคนตามมาทีหลัง ยังไม่ทันที่ฉิงเฟิ่งจะอ้าปากร้องก็พบว่าพวกเขากระโดดไปอีกทาง

มุ่งตรงไปทางทิศใต้ ตำหนักที่อยู่ไม่ไกลมากนัก ฉิงเฟิ่งจำได้ว่าเป็นตำหนักขององค์ชายใหญ่ ครั้นพอตั้งสติได้จึงได้ร้องป่าวประกาศดังไปทั่ว

“มีผู้ร้าย!...มีผู้ร้าย!”

เขาตะโกนอย่างนี้อยู่หลายครั้ง ขาอวบอ้วนวิ่งหอบอาวุธ ลมหายใจร้อนผ่าวหอบแฮ่กๆ ยามที่ต้องใช้ปอดอย่างหนัก

คำคืนที่น่าจะเงียบสงบกลับเริ่มมีไฟจุดสว่าง เหล่าทหารที่อยู่รายรอบต่างพากันแตกตื่น ทหารองค์รักษ์วิ่งประจำหน้าที่ พวกเขาตั้งท่าเตรียมพร้อมรับมือกับโจรยามวิกาล

ผู้ร้ายหนึ่งในสี่คนสบถคำ ริมฝีปากภายใต้ผืนผ้าร้องจิจ๊ะ คิ้วดกดำขมวดเป็นปมเมื่อถูกขัดขวาง งานของเขาในคืนนี้ต้องล้มเหลวไม่เป็นท่าเพราะถูกชายร่างอ้วนขัดขวาง เขาจึงเปลี่ยนทิศทางมุ่งหมายทำร้ายคนปากมาก อยู่ดีไม่ว่าดีคิดหาเรื่องใส่ตัว กระบี่ถูกควักออกมาจากด้าม ปลายแหลมคมสะท้อนกับแสงไฟที่อยู่รายรอบจนมันดูราวกับกระบี่ปีศาจ สีของมันแดงฉานเหมือนกับเลือด

ตายแน่*! ครั้งนี้ต้องตายแน่!*

ฉิงเฟิ่งตื่นตระหนก เขาก้าวขาแทบไม่ออก ถึงจะเคยฝึกยุทธมาบ้างแต่ก็ไม่ได้นำมาใช้จริงจัง เขาตั้งท่าจะต่อสู่แต่ก็ต้องสะดุดขาตัวเองล้มลงกับพื้น จะหลบก็หลบไม่ทันเสียแล้วจึงร้องเสียงดังลั่น

“ตายซะเถอะ!”

มันตะโกนบอกเขา...

ยังไม่ทันที่คมกระบี่จะโดนตัว ร่างที่ดูราวกับมัจจุราชก็หยุดลงพร้อมกับกระบี่อีกเล่มที่แทงทะลุอก เลือดสีสดไหลทะลักใส่ฉิงเฟิ่งที่ยังคงนอนตัวแข็งทื่อ เขามองเห็นแค่ร่างผู้ร้ายนั้นกระเด็นไปอีกทางเพราะแรงผลัก ความน่ากลัวนั้นถูกแทนที่ด้วยใบหน้าของอีกคน

เส้นผมยาวไหวพลิ้วสะบัด อาภรณ์สีสะอาดแดงฉานไปด้วยสีแดงของเลือด กลิ่นเหม็นคาวที่คละคลุ้งอยู่บนปลายจมูกปะปนกับความหอมหวานที่อยู่ตรงหน้า ราวกับว่ามันเป็นดอกไม้งดงามที่มีพิษ ยากนักที่จะแตะต้อง

“ลุกขึ้น!”

สุรเสียงเข้มสั่งให้ลุกขึ้น

ฉิงเฟิ่งมองบุรุษตรงหน้าด้วยความตกใจไม่แพ้กัน

แข้งขาเขาสั่นหมดแล้วจึงไม่อาจลุกได้ในทันที รู้ตัวอีกครั้งก็ตอนที่ร่างอ้วนถูกฉุดให้ลุกขึ้น เขาถูกช่วยชีวิตจากองค์ชายหย่งชาง

เบื้องหน้าคือผู้ร้ายที่เหลืออีกสามคนกำลังต่อสู่กับทหารองครักษ์ วังหลวงนั้นมีการรักษาการเข้มงวด การที่พวกเขาเข้ามาได้ก็ทำให้เห็นว่ามีวรยุทธ์พอตัว องครักษ์หลายคนถูกคมกระบี่ฟาดฟันบนร่างกายจนได้รับบาดเจ็บ เลือดสีแดงฉานไหลนองบนพื้นพร้อมกับร่างที่ไร้ซึ่งลมหายใจ

กว่าจะตั้งสติได้ก็ต่อเมื่อมีเสียงร้องเช่นเดียวกับตนดังขึ้นอีกระรอก ผู้ร้ายที่เห็นว่าท่าจะไม่ดีจึงพากันกระโดดหนี ใช้เงามืดซ่อนตัวไม่ให้ถูกจับได้

ผ่านไปครู่หนึ่ง ทหารองครักษ์คนหนึ่งก็วิ่งกลับมาด้วยท่าทีกระหืดกระหอบ เขาคุกเข่าลงกับพื้น ยกมือประสานคารวะเพื่อรายงาน

“องค์ชายใหญ่พ่ะย่ะค่ะ ผู้ร้ายที่เหลือหนีไปได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”

หย่งชางพยักหน้ารับ เขาผินหน้าหันมองร่างอ้วนตรงหน้า มืออวบที่เขายังคงกุมเอาไว้อยู่ไม่ปล่อย มันสั่นสะท้านไปจนเขาสัมผัสถึงความกลัวนั้นได้

“เจ้าบาดเจ็บงั้นรึ?”

ฉิงเฟิ่งส่ายหน้า...

ในคืนนั้น...ค่ำคืนที่ฉิงเฟิ่งคิดว่าสงบสุข กลับชวนมีเรื่องให้กังวล



-----------

TAKE

มันอาจจะยืดๆ หน่อยน้าา ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้ อย่างน้อยก็น่าจะ 50 ตอนขึ้น

50 ตอนนนนนน สำหรับเทคมันดูยาวนานมาก ฮ่าๆ เพราะตอนนี้มาตอนที่ 10 ละ แต่ความสัมพันธ์ของพระนายยังไม่ถึงไหนเลย ถ้าจะให้ตัดไปรักกันเลยมันจะดูแปลกๆ ไวเกินไป ต้องค่อยๆ สานให้รักกันไปทีละตอน

เห็นแวบๆ ว่าเรื่องนี้จะไปทางไหน เทคบอกได้แค่ว่า มี 1.สงความ 2.ความรัก 3.การแก้แค้น บอกมากกว่านี้เดี๋ยวกลายเป็นสปอยไป

อีกทั้งตัวละครที่หายไปอย่างเยี่ยนฉวี่กับน้องชายฉิงเอ๋อ ชื่อไรนะ เทคลืมไปล่ะ ฮ่าๆ ชื่อไรก็ช่างเถอะเนอะ ไม่สำคัญเท่าฉิงเอ๋อ อิอิ แต่ที่แน่ๆ พวกเขาจะกลับมาแน่นอน และปิงปิงที่ว่าจะมาดีหรือร้ายนั้น ลองเดาดูสิ และที่สำคัญ...องค์ชายรองเพิ่งโผล่มาเต็มตัว นางมีบทบาทแน่ คนนี้เทคบอกได้เลยว่าร้าย...นางมาร้ายในมาดพระเอก

ตัวละครทั้งหมดที่กล่าวมานั้น มีความสัมพันธ์กันทั้งหมด โยงผูกเป็นปมเชือกเลย ต้องค่อยๆ แก้ปมกันไป

เทคถนัดงานดราม่า แน่นอนว่างานดราม่าต้องมา รับรองได้กินมาม่าอืดดดด จนแน่นท้อง ฮุฮุ


ความคิดเห็น