ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 16

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.6k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ต.ค. 2560 00:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 16
แบบอักษร

-16-



หน้าร้านดอกไม้ที่ปูนเคยทำงานมาเป็นปีตอนนี้ก็ยังคงเหมือนเดิม จะมีสีของตัวร้านที่ถูกเปลี่ยนใหม่ให้เป็นสีเหลืองอ่อน ซึ่งเป็นสีที่ปูนชอบ โดยรอบๆ ของร้านปลูกดอกกุหลาบที่กำลังจะออกดอกและเบ่งบานในไม่ช้า


“ทั้งที่อยากให้ปูนได้เห็นตอนเสร็จแท้ๆ” กรพัฒน์ถอนหายใจออกมาเบาๆ “เข้าไปดูด้านในกันเถอะ” 


ปูนเดินตามหลังกรพัฒน์เข้าไป ภายในร้านเปิดโล่ง ไม่มีข้าวของเครื่องใช้ หรือฟอร์นิเจอร์สักชิ้น นั่นเพราะบางส่วนของตัวร้านยังอยู่ในระหว่างปรับปรุงใหม่


“รูปบนผนังนี่มัน...” ผนังที่เคยแขวนกรอบรูป ตอนนี้ถูกทาสีขาวจนทั่ว บนนั้นยังมีรูปดอกไม้หลากหลายพันธุ์ที่ถูกวาดซะสวย ที่สำคัญ มีรูปของปูนที่ถูกวาดเป็นตัวการ์ตูนน่ารักอยู่ด้วย 


“น่ารักใช่ไหม พี่ให้รุ่นน้องมาวาดให้ เอารูปปูนให้ดู มันก็ออกแบบแล้วมาวาดให้” กรพัฒน์เดินมาใกล้ผนัง แล้วส่งยิ้มหวานให้ “ปูนชอบไหม”


“อื่อๆ” รีบพยักหน้าลงแรงๆ ก่อนจะเดินเข้าไปหา มือขาวยื่นไปแตะรูปตัวเองเบาๆ “ชอบมากที่สุด” 


“ถ้ามาตอนร้านเสร็จคงจะสวยกว่านี้ ดูสิ ยังมี...”


เสียงทุ้มพูดยังไม่จบดีก็ถูกรัดรอบเอว ปูนกอดกรพัฒน์แน่น หน้าสวยซบกับอกกว้าง ตอนนี้รู้สึกดีใจ ตื้นตันและอีกนานาความรู้สึกที่มันเกินคำว่าขอบคุณ 


“กอดแบบนี้พี่ก็เขินน่ะสิ” พูดไปอย่างนั้น แต่มือใหญ่ก็กอดกลับเช่นกัน กว่าจะทำให้ปูนเปิดใจ กรพัฒน์ต้องใช้ทั้งพลังสมองและพลังกายอย่างมากที่จะทลายกำแพงของคนในอ้อมกอด ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ มันคุ้มค่ามากจริงๆ 


“ปูนขอบคุณทุกอย่างที่พี่กรทำให้ ขอบคุณนะครับ” ตอนนี้ลูกกวางของกรพัฒน์ปล่อยโฮออกมาซะแล้ว “ขอบคุณจริงๆ”


“เปลี่ยนคำขอบคุณ เป็นคำว่ารักได้หรือเปล่า” แกล้งหยอกเพื่อให้หยุดร้องไห้ไปงั้น กรพัฒน์ค่อยๆ ดันร่างปูนออกเพื่อสบตาคู่สวย “ที่พี่ทำทั้งหมด เพราะพี่อยากทำให้ปูนจริงๆ ไม่ได้หวังว่าจะทำให้ปูนรับรัก ไม่สิ ก็ต้องหวังบ้าง แต่พี่อยากทำให้ปูนจริงๆ” 


“รักก็ได้” 


“หา?” 


“ก็บอกว่ารัก”


ราวกับหูฝาด กรพัฒน์ยกมือขยี้รูหูตัวเองซ้ำๆ แต่คำว่ารักที่ได้ยินยังคงดังก้องไม่จางหาย 


“ปูนพูดว่า...รัก...เหรอ”


“ปูนรักพี่กรนะ” 


ดวงตากลมโตนัยน์ตาสวยที่มองมาไม่มีสั่นไหว คำว่ารักของปูนพูดออกมาจากใจจริงๆ แก้มแดงระเรื่อบ่งบอกว่าคนพูดเขินอายพอสมควรแต่ก็ไม่ยอมหลบตา คล้ายกับจะเล่นเกมส์จ้องตาหากใครหลบก่อนจะแพ้ ซึ่งคนนั้นไม่ใช่กรพัฒน์แน่นอน 


พอเอาเข้าจริง ปูนต้องหลุบสายตาลงเมื่อเจอดวงตาคมจ้องมอง คำตอบนี้ปรากฏเด่นชัดมานานแล้ว แค่ไม่ได้พูดออกไป เพราะสิ่งที่กรพัฒน์ทำให้ทุกอย่างมันแสดงให้เห็นถึงความจริงใจและจริงจัง การเอาใจใส่เรื่องเล็กน้อยที่บางครั้งปูนยังมองข้ามแต่กรพัฒน์ไม่ใช่ ความห่วงใยทั้งความรู้สึกและร่างกายที่ได้เห็น มันทำลายกำแพงของปูนลงจนแทบไม่เหลือสักเศษเสี้ยว


“ขอบคุณที่รักพี่นะครับ”


มือใหญ่ค่อยๆ เชยคางคนหลบตาขึ้นมา ดวงตาคู่สวยสั่นไหวระริกด้วยความเขินอาย กรพัฒน์ยกยิ้มมุมปากนิดๆ ก่อนจะค่อยๆ โน้มหน้าเข้าไปใกล้ ริมฝีปากของชายหนุ่มค่อยๆ แตะกับริมฝีปากนุ่ม และปูนก็หลับตาเพื่อรับความรู้สึกที่ถูกถ่ายทอดจากคนที่เขารักและรักเขา


เนิ่นนานกว่าคนจูบจะผละออก แต่ก็ไม่ยอมขยับห่างไปไหน กรพัฒน์ยังคงใช้จมูกโด่งตัวเองคลอเคลียจมูกขาว หากสามารถหยุดเวลาตรงนี้ได้ด้วยเงิน ชายหนุ่มก็จะยอมทุ่มจนหมดตัว 


“โทรศัพท์” เสียงพูดดังชิดจนรู้สึกถึงลมหายใจกลิ่นมิ้นท์อ่อนๆ ที่ออกมาจากปากบาง


“ช่างมัน” แต่อีกคนกลับไม่สนใจ ตอนนี้สิ่งที่น่าสนคือริมฝีปากตรงหน้านี้ต่างหาก   “แต่มันดังหลายรอบแล้วนะครับ” ปูนยังคงไม่หยุดพูด จนถูกจูบย้ำๆ ซ้ำๆ อยู่หลายรอบ คนจูบถึงยอมถอย กรพัฒน์สบถอย่างหัวเสีย มือก็ล้วงมือถือออกจากกางเกง “เกนหรือครับ”


“คนเดียวนี่แหละ” คนเป็นพ่อว่าอย่างเซ็งๆ พร้อมกดรับ “เออ” ตอบไปคำเดียวแล้วก็วาง 


“ทำไมคุยน้อยจัง เกนมีอะไรหรือครับ” ปูนมองอย่างสงสัย 


“มันบอกให้รีบกลับ หิวข้าว” พูดแล้วก็น่าโมโหลูกชายที่ชอบขัดอยู่เรื่อย ส่วนปูนพอได้ยินก็หัวเราะออกมา “กลับเถอะ ส่วนร้านก็ให้ปูนมาดูแลเอง เพราะพี่จะยกให้”


“ยกให้ปูน? ไม่ใช่จะจ้างให้ปูนทำงานที่นี่หรือครับ” 


“คนรักของเจ้าของ จะให้จ้างทำไม ปูนก็แปลกจริง” 


ที่จริงก็รู้ แค่อยากแกล้งคนหัวเสียก็เท่านั้น ปูนเดินหัวเราะอารมณ์ดีตามหลังคนหน้าบูด มีหวังกลับถึงคอนโด เกนอาจจะถูกคาดโทษก็เป็นได้ 


“พี่กรซื้อร้านต่อจากพี่โรสหรือครับ” ปูนถามระหว่างทางกลับ และแน่นอนว่าปูนก็ต้องกลับไปคอนโดกรพัฒน์ด้วย 


“อืม พี่ซื้อต่อตั้งแต่รู้ว่าจะเขาย้ายไปเมืองนอกนั่นแหละ” ตอบเสร็จก็หันมายิ้ม “โรสลดราคาให้ด้วย แต่แลกกับการที่พี่ห้ามทำปูนเสียใจ” 


“ซื้อเพราะลดราคานี่เอง”


“ซื้อเพราะพี่จะไม่ทำให้ปูนเสียใจต่างหาก” 




*********



กว่าจะถึงคอนโด เกนก็นอนหลับไปแล้วหลายตื่น พอปูนไปเรียกให้มาทานข้าว เกนก็รีบตักข้าวเข้าปากคำใหญ่จนสำลักอยู่หลายรอบ 


“รสชาตินี้มัน...ป๋าเอากับข้าวมาจากบ้านอาม่ามาใช่ไหม” เกนจำรสชาติอาหารแต่ละอย่างได้ดี เด็กหนุ่มติดรสมือของอาม่ามากที่สุด 


“รู้ดี...” กรพัฒน์ยังเขม่นลูกชายตัวดี เลยไปนั่งซะไกล “พาปูนไปเปิดตัวมา” 


“จริงดิ่” คราวนี้เกนเบิกตาโต มือรีบทิ้งช้อนไว้บนโต๊ะแล้วก็วิ่งมานั่งข้างพ่อตัวเอง “แล้วอากง อาม่าว่ายังไงบ้าง” 


“ป๋าแกซะอย่าง” คนเป็นพ่อพูดพลางดันหน้าของลูกชายให้ออกห่างหน้าตัวเอง 


“ขี้อวดตลอด” เกนส่ายหน้าแล้วเดินกลับไปกินข้าวต่อ ไม่สนหมอนที่ปลิวตามหลังมา โดยมีปูนเดินมาเก็บไปคืน “คืนนี้พี่ปูนจะนอนกับเกนใช่ไหม” 


“คือพี่...”


“นอนกับฉันเว้ย เตียงแกแคบจะตาย ปวดหลังด้วย” กรพัฒน์รีบขัด


“แคบที่ไหน เพราะป๋าไปนอนด้วยต่างหากเลยแคบ ถ้าเกนนอนกับพี่ปูนสองคนก็พอดี” ลูกชายยังไม่ยอม “อีกอย่าง เตียงป๋านอนก็ปวดหลังเหมือนกันนั่นแหละ”


“หมายความว่ายังไง” 


“ก็ตอนที่ป๋าไปเมืองนอก เกนมานอนกับพี่ปูนที่นี่ทุกวัน เนอะ”


“ไอ้เกน”


ปูนได้แต่ถอนหายใจเมื่อต้องนั่งฟังพ่อลูกเถียงกันไปมาอย่างกับเด็กไม่รู้จักโต และสุดท้าย ค่ำคืนนี้ที่ห้องของกรพัฒน์ ก็มีเกนที่หอบหมอนข้ามห้องมานอนคั้นกลาง ทำเอาเจ้าของห้องหัวเสียนอนกอดหมอนข้างจนหลับสนิท 



****



“ห้องฟิตเนสปูนก็ใช้ได้นะ อยู่ชั้นล่างนี่เอง ห้องอาหารก็มี กับข้าวอร่อยทุกอย่าง แล้วนี่การ์ดห้องพี่ นี่ก็บัตรเครดิต พี่ทำเรื่องให้ใช้ลายเซ็นปูนแล้วนะ เผื่อปูนอยากได้ของใช้อะไรจะได้สะดวก” กรพัฒน์จูบยาวก่อนจะแจกแจงรายละเอียด แต่คนได้กลับไม่ค่อยจะเห็นด้วย 


“เงินปูนก็ยังมีอยู่ พี่กรเก็บบัตรเครดิตไว้เถอะครับ” มือขาวเลื่อนบัตรคืน แต่เจ้าของไม่ยอมหยิบ แถมยังออกไปทำงานเฉย ปูนเลยได้แต่ถอนหายใจยามมองบัตรสีดำเคลือบทองตรงหน้า ก่อนจะเอาใส่กระเป๋าเก็บไว้กันหาย


เมื่อเก็บกวาดห้องทั้งสองฝั่งจนเสร็จ ปูนก็อาบน้ำเพื่อจะลงไปหาร้านข้าวราดแกงอร่อยๆ ซึ่งร้านขายก็ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับคอนโด จะเดินไปก็ยังได้ ลิฟต์ตัวที่ปูนใช้ลงไปชั้นล่างเปิดออกขณะลงมาได้ไม่กี่ชั้น และคนที่เข้ามา ก็เป็นคนที่ปูนรู้จัก แถมรู้จักดีมากซะด้วย 


หญิงสาวรูปร่างผอมสูงสวมชุดเดรสสีหวาน สะพายกระเป๋าแบรนด์เนมยี่ห้อดัง เธอสวมแว่นตาสีดำปกปิดดวงตาไว้


“หลับสบายดีหรือเปล่า” ปูนเริ่มทักหญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านหน้าชิดประตู พอได้ยินคำทักทาย เธอก็ค่อยๆ หันมาพร้อมกับยกมือลดแว่นตาลงมาค้างไว้ที่ปลายจมูก ดวงตาที่เคลือบอายแชร์โดวเลื่อนมองปูนตั้งแต่หัวจรดเท้า


“อ่าว ปูนหรอกหรือ คิดว่าคนบ้านๆ ที่ไหน” รอยยิ้มที่ส่งกลับมา หากพิจารณาดีๆ แล้ว ช่างเป็นรอยยิ้มที่ไม่มีความจริงใจเอาซะเลย “ดีใจด้วยนะ ที่คุณกรเปิดตัวปูนในงานเดินแบบเมื่อวาน เซอร์ไพรส์มาก”


“ขอบใจนะ” ปูนยิ้มตอบกลับ “แล้วมิ้นท์ล่ะ ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง สบายดีหรือเปล่า” 


“แน่นอนสิ ช่วงนี้งานฉันยุ่งมากเลย แทบไม่มีเวลาพัก อีกเดี๋ยวก็จะมีโฆษณาด้วยนะ เหนื่อยมากเลย” หญิงสาวกรอกดวงตาขึ้นบนพร้อมเบะปากนิดๆ คล้ายกับจะบอกว่าเหนื่อยมากอย่างที่พูด แต่ปูนกลับมองนิ่ง “ว่าแต่ ปูนไม่ทำงานที่บริษัทแล้วเหรอ ไม่เห็นเลย” 


ชายหนุ่มหรี่ตาลงนิดๆ เมื่อคนตรงหน้าทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไร “อืม พอดีได้งานใหม่น่ะ” 


“เหรอ งานที่ไหนล่ะ” 


“ร้านดอกไม้เหมือนเดิมนั่นแหละ” 


“ได้เงินน้อยน่ะสิ ไม่ไหวหรอก เป็นฉันละก็ ทนไม่ไหวหรอก” มิ้นท์เบะปากอีกครั้งยามพูดถึงค่าจ้างแสนถูก “เสียดายนะ ถ้าปูนทำงานที่บริษัทคุณกร ไม่แน่ ฉันอาจจะขอร้องพวกเขาให้ปูนมาเป็นผู้ดูแลก็ได้นะ ช่วงงานฉันยุ่งน่ะ” 


“แต่เราว่า มิ้นท์ไม่น่างานยุ่งนะช่วงนี้” พอปูนพูดปุ๊บ คิ้วของหญิงสาวก็กระตุกนิดๆ “ไม่ใช่แค่ช่วงนี้สิ สามเดือนใช่ไหม ที่ถูกพักงานน่ะ เหนื่อยหน่อยนะที่งานไม่มีน่ะ” แม้จะพูดเสียงเรียบๆ แต่กลับทำให้มิ้นท์แทบกรี๊ดออกมา ดวงตาที่จ้องมองก็ดูเกรี้ยวกราด 


“ทำไมต้องเหนื่อย อีกอย่าง คุณกรไม่มีเหตุผลเอาซะเลย อยู่ๆ ก็มาพักงานกันแบบนี้...” 


“เหตุผลที่มิ้นท์ก็น่าจะรู้ดีไม่ใช่หรือ เราไม่คิดเลยนะ ว่ามิ้นท์จะทำร้ายเราได้” ปูนมองหน้าหญิงสาวด้วยความผิดหวัง “เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่หรือ”


คราวนี้หญิงสาวอึกอักพร้อมดันแว่นขึ้นปิดบังดวงตาตามเดิม 


“ถ้าคำว่าเพื่อนที่เราให้ไป มันไม่มีค่า งั้นเราก็เป็นคนแปลกหน้าก็แล้วกัน” ปูนพูดอย่างเหลืออด ไม่คิดว่ามิ้นท์จะไม่มีความรู้สึกผิดในสิ่งที่ทำ ดูได้จากหญิงสาวยังยืดคอทำตัวเป็นหงส์ 


“ก็เอาที่ปูนสบายใจแล้วกัน” ลิฟต์ตัวนี้ช่างเชื่องช้าซะจริงในความคิดของมิ้นท์ เธอรู้สึกถึงสายตาผิดหวังที่จ้องด้านหลังอยู่ตลอด จนอดไม่ได้ที่หันไปเผชิญหน้าตรงๆ โดยไร้แว่นตากันแดด “มันก็ใช่ ที่เราเป็นคนบอกทุกคนว่าเจอปูนที่นี่ แต่เราถามหน่อย เราโกหกหรือ เราพูดความจริงทั้งนั้น แล้วแบบนี้เราผิดอะไร” 


“ผิดตั้งแต่ที่มิ้นท์เอาเราไปพูดลับหลัง” ปูนยังคงนิ่งสงบ


“แต่เราก็พูดความจริง”


“ความจริงที่บอกว่าเราเกาะคุณกรเพื่อหวังเงินนะหรือ เกาะคุณกรเพื่อหวังจะมีหน้ามีตาทางสังคมเพื่ออวดใครๆ และเพราะเราอิจฉาที่มิ้นท์ทำงานที่นั้นก็เลยอยากเข้าไปทำบ้าง เพื่อที่จะอวดใครๆ ว่าเป็นเด็กคุณกร พวกนี้น่ะหรือคือความจริงที่มิ้นท์ว่า”


“ใช่ มันเป็นความจริง ถ้าคุณกรไม่รวย ปูนจะมาคบหรือ คนเราก็อยากได้คนรวยทั้งนั้นแหละ ไม่มีใครอยากลำบาก”


“เพราะมิ้นท์เป็นแบบนี้สินะ ถึงไม่มีเพื่อนที่คบกันนานๆ แม้แต่ในบริษัทก็ไม่มีเพื่อนสักคน” ปูนมองอดีตเพื่อนสนิทด้วยแววตาสมเพช “แม้มิ้นท์จะทำตัวเองให้ดูน่าอิจฉาเพียงใด แต่ในสายตาของคนอื่น กลับมองว่ามันน่าสมเพช รู้อะไรไหม เราไม่เคยอิจฉามิ้นท์เลยสักเรื่อง แต่มิ้นท์ต่างหาก ที่ตอนนี้กำลังอิจฉาเราอยู่ มิ้นท์อิจฉาที่เราคบกับคุณกร อิจฉาที่เรามีเพื่อนที่บริษัทมากกว่า อิจฉาที่ใครๆ ก็รักเรา อิจฉาที่...”


“หุบปากไปเลยนะ!” หญิงสาวตวาดพร้อมเสียงกรี๊ดดังลั่นห้องแคบๆ จนปูนต้องยกมือขึ้นปิดหู “ชีวิตที่แทบไม่มีอะไรเลยอย่างแกมีอะไรให้ฉันต้องอิจฉา ได้คุณกรแล้วฉันอิจฉา อย่ามาบ้าหน่อยเลย อย่างคุณกรเนี่ย ไม่ได้แอ้มฉันหรอก คนอย่างฉัน ต้องระดับไฮโซพันล้านเท่านั้น คอยดูเถอะ” 


คำพูดสุดท้าย พอดีกับประตูลิฟต์เปิดออกพอดี ด้านนอกมีคนยืนรอเข้าลิฟต์อยู่ประปราย มิ้นท์รีบปรับสีหน้าพร้อมสวมแว่นตามเดิม ริมฝีปากเคลือบสีชมพูอ่อนฉีกยิ้มหวานให้กับทุกคนก่อนเดินออกจากลิฟต์ไป ทิ้งให้ปูนมองตามหลังด้วยความระอา  



ความทะเยอทะยานของมิ้นท์มันช่างน่ากลัวซะจริงๆ




จากตอนแรกจะหาอะไรกินแถวๆ นั้น ปูนเลือกที่จะรับคำชวนของแอ้นที่ส่งข้อความมาหา และใช้เวลาไม่นานในการเดินทางมาที่บริษัท ปูนสูดลมหายใจเข้าเพื่อเรียกความกล้า อีกทั้งเรื่องนี้เขาก็ไม่ได้ผิดอะไร ไม่มีประโยชน์ที่จะหนีอีก 


โรงอาหารกลางเวลาบ่ายพนักงานยังคงนั่งอยู่เต็ม ปูนเดินเข้าไปโดยมีสายตาหลายสิบคู่มองตาม พอถึงโต๊ะที่มีคนรออยู่ ชายหนุ่มก็ฉีกยิ้มหวานส่งให้พร้อมยกมือไหว้ 


“ไม่เจอกันแค่สองสามวัน ปูนกลายเป็นคนดังไปซะแล้ว” แอ้นรีบล้อทันทีหลังจากเห็นข่าวเจ้านายกับปูน นี่ก็เป็นเหตุผลที่เรียกปูนออกมาด้วยความอยากรู้ “สบายดีใช่ไหม ปูนผอมไปนะ”


“คำถามเยอะจนผมไม่รู้จะตอบอันไหนก่อนดี” ปูนขำออกมาพร้อมหัวหน้าแผนกอย่างเหมียว “พี่ๆ สบายดีนะครับ”


“ก็ตามสภาพนั่นแหละ งานเยอะจนจะเครียดตายอยู่แล้ว” เหมียวบ่น มือก็จิ้มผักสลัดเข้าปาก “ปูนนั่นแหละ เป็นยังไงบ้าง ตั้งแต่คุณกรเปิดตัวเนี่ย” 


“พี่เหมียวก็” ชายหนุ่มขัดเขินนิดๆ “ก็เหมือนเดิมแหละครับ ไม่มีอะไร”


“แต่หวานออกสื่อซะขนาดนั้น” แอ้นยิ้มกว้าง ทำตาลอย “จะว่าไป คุณกรก็กล้าเหมือนกันนะ งานระดับนั้นยังพาปูนไปเปิดตัวได้ เรียกได้ว่า เป็นข่าวดังกลบข่าวคนอื่นหมดเลย”


“เขาเรียกคนจริงต่างหาก” เหมียวว่า “พี่ก็รู้ตั้งแต่คุณกรมาบอกเรื่องจะเอาปูนมาทำงานแล้ว ปกติเจ้านายเขาไม่ชอบเด็กเส้น”


“แต่นี่ไม่น่าจะใช่เด็กเส้นนะคะพี่เหมียว น่าจะเด็กป๋ามากกว่า” พูดจบสองสาวก็พากันหัวเราะคิกคัก มีปูนคนเดียวที่นั่งหน้าบูดเมื่อถูกล้อ “แล้วรู้เรื่องที่คนปล่อยข่าวถูกพักงานหรือยังล่ะ”


“ครับ คุณกรบอกแล้ว” 


“ผู้หญิงคนนี้น่ากลัวนะ ขนาดเพื่อนกันแท้ๆ ยังทำกันได้ลงคอ” แอ้นเบะปากเมื่อนึกถึงหน้าของมิ้นท์ 


“เป็นคนที่เห็นคนอื่นได้ดีกว่าตัวไม่ได้ เห็นแล้วจะชักดิ้นชักงอ นี่พี่ก็ไม่อยากจะเม้าท์นะ ตอนนางพีคๆ มีนางแบบมาใหม่ นางข่มรัวๆ แต่พอดีหนังสือออกมา คนใหม่เด่นกว่า นางเลยแขวะตากล้องว่าฝีมือห่วย” 


“พี่เหมียวรู้ได้ยังไงคะ ว่านางด่าน้องอิน” 


“คุณพอลเล่าให้ฟัง บังเอิญไปได้ยินตอนแม่นางแบบนั่งดูรูปที่คอฟฟี่ช็อป”


“สมน้ำหน้า ถูกคนอื่นแบนยังไม่รู้ตัว ยังกล้าเชิดหน้าชูคอเป็นนางพญาอยู่ได้ ตลกชะมัด” 


ปูนนั่งฟังสองสาวคุยกันอย่างออกรสโดยไม่เอ่ยคำใดๆ ออกมา พอยิ่งฟัง ก็ยิ่งรู้สึกสงสารที่อดีตเพื่อนสนิททำ ระหว่างที่นั่งคิดเรื่องของเพื่อน ตรงบ่าก็รู้สึกถึงแรงกดเบาๆ พอเงยหน้าขึ้นไปดูก็เจอกับคนที่เพิ่งจูบลากันตอนเช้า


“จะมาทำไมไม่บอก” กรพัฒน์เอ่ยถาม ดวงตาคมไม่ได้หันไปสนใจใคร เขามองแค่ปูนคนเดียว 


“พอดีมาแบบกะทันหัน พี่แอ้นชวนมา ปูนก็เลยมา” คนมีชื่อในประโยคยิ้มแห้งๆ “พี่กรกินข้าวหรือยัง” 


“กินแล้ว ถ้ารู้ว่าปูนจะมา พี่ไม่ออกไปกินกับไอ้พอลหรอก” ประโยคนี้ทำให้สองสาวที่นั่งร่วมโต๊ะกับปูนถึงกับกลั้นยิ้มจนปวดแก้ม “แล้วปูนกินหรือยัง” 


“ครับ” คงเพราะตรงหน้าไม่มีจานของปูนวางอยู่เลยถูกถาม 


“แล้วปูนจะกลับยังไง” 


“ก็กลับแท็กซี่เหมือนตอนขามานั่นแหละครับ”


“งั้นเดี๋ยวพี่ไปส่ง จะออกไปทำธุระพอดี” 


“เหมียวได้ยินว่า คุณกรต้องคุยเรื่องชุดกับเลือกนางแบบให้แอมมี่ไม่ใช่หรือคะ...อุ่ย” ดูเหมือนเหมียวจะพูดในสิ่งที่กรพัฒน์ไม่ชอบใจ เพราะใบหน้าหล่อทำบึ้งตึงทันที “ถึงเวลางานแล้วนะ รีบไปทำงานได้แล้วแอ้น” 


“นั่นสิคะ แอ้นไปทำงานก่อนนะคะคุณกร พี่ไปก่อนนะปูน ไว้เจอกันใหม่” 


แล้วสองสาวก็รีบลุกจากโต๊ะไป เหลือแค่ปูนที่ยังนั่งอยู่ กับกรพัฒน์ที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเก้าอี้ 


“กลับเลยไหม”


“แต่เมื่อกี้พี่เหมียวบอกพี่กรมีงาน...”


“ให้ไอ้พอลจัดการก็เหมือนกัน” ว่าแล้วก็ต่อสายถึงเพื่อน ไม่สนว่าจะถูกด่ากลับมายังไง แค่วางสายก็ไม่ได้ยินแล้ว “ไปกัน”   “ครับ” 


กรพัฒน์ยื่นมือไปตรงหน้ารอให้ปูนยื่นมาจับ ชายหนุ่มนึกลุ้นกลัวจะแห้ว แต่พอมีมือขาววางบนมือ รอยยิ้มกว้างก็ผุดขึ้นมา คราวนี้ปูนไม่ได้หนีอีก ในเมื่อจะรักกันแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องอายใครอีก 


“มือนุ่มนะเนี่ย” เสียงทุ้มเอ่ยชม “หอมด้วย” ก่อนยกขึ้นจูบเบาๆ โดยไม่แคร์สายตาพนักงานที่นั่งมองพร้อมรอยยิ้ม


“มือพี่กรก็หยาบมาก” คราวนี้เป็นปูนที่ชม ไม่สิ ต้องเรียกว่าด่าหรือเปล่า “แต่ก็อุ่นมาก” เป็นประโยคปิดท้ายที่ทำให้เจ้าของมือหยาบยิ้มกว้างกว่าเดิม 


“ตัวพี่อุ่นกว่านี้นะ ถ้าปูนอยากกอด” เสียงกระซิบชิดใบหูขาว ปูนเลยต้องเอี้ยวตัวหนีก่อนถลึงตาใส่ 


“ห่มผ้าก็อุ่นเหมือนกันนั่นแหละ” 


“อุ่นเหมือนกันซะที่ไหน ตัวพี่อุ่นกว่า แถมร้อนมากด้วย” 


“ปูนไม่ชอบของร้อน”


“แต่พี่ชอบปูนนะ”


ไม่มีการตอบกลับ มีเพียงรอยยิ้มสวยที่ส่งมาให้แทน 


ความสุขอยู่ใกล้แค่เอื้อม อยู่ที่เราจะคว้าได้ไหมก็เท่านั้นเอง



...TBC


ตอนนี้มดจะขึ้นอยู่หน่อยๆ นะคะ ฮ่าๆๆๆ

ขอบคุณมากๆ ค่าาาา

ความคิดเห็น