ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 12

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ต.ค. 2560 20:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 12
แบบอักษร

-12-



สตูดิโอขนาดใหญ่ บรรจุทั้งเสื้อผ้าและข้าวของที่จำเป็นสำหรับการถ่ายแบบ ในนี้คนเยอะและวุ่นวายพอดูแต่พอพอลเดินเข้ามา ทุกคนต่างก็ยกมือไหว้กันเป็นแถวๆ เสียงก็เงียบลงมาก 


“อ่าว คุณพอล มาถึงที่นี่ มีอะไรหรือเปล่าคะ” หัวหน้าแผนกรีบเข้ามาทักทายหลังจากอีกฝั่งถ่ายแบบเสร็จสิ้นแล้ว แม้พอลจะดูยิ้มแย้มเป็นมิตร แต่เวลาทำงานก็โหดเอาเรื่อง บางครั้งโหดกว่ากรพัฒน์เสียอีก 


“ไม่มีอะไรสำคัญหรอก ทำงานกันต่อไปเถอะ” พอลบอกยิ้มๆ ก่อนจะเดินทำเป็นมองนั่นมองนี่ แท้ที่จริงกำลังมองหาคนตัวขาวต่างหาก ไม่รู้ไปอยู่ตรงไหน 


“มองหาใครหรือครับ” คำถามดังมาจากด้านหลัง พอลส่ายหน้าเบาๆ ไม่ได้ตอบอะไร เพราะกำลังยุ่งอยู่กับการหาคน 


เมื่อคนเข้ามาไม่มีคำตอบ คนช่างสังเกตก็ยักไหล่พร้อมเดินหันหลังกลับ แต่ดันมีเสียงเรียกไว้ซะก่อน 


“ปูน” แอ้นอยู่ด้านในตะโกนเรียก เธอโบกมือไปมา ก่อนจะเห็นว่าตรงนั้นมีเจ้านายอย่างพอลยืนอยู่ด้วย หญิงสาวก็รีบยกมือขอโทษที่ส่งเสียงดัง 


พอลไม่มีเวลาสนใจคนขอโทษ เพราะชื่อคนคุ้นหูเหมือนจะเคยได้ยินน่าสนใจกว่า พอลค่อยๆ หันกลับไปมอง และก็เจอจริงๆ คนที่กำลังตามหา ปูนโค้งศีรษะให้พอลนิดๆ ก่อนจะเดินผ่านหน้าไปหาคนที่กวักมือเรียก โดยที่พอลก็เผลอเดินตามไปด้วย 


“คุณพอลมีอะไรหรือเปล่าคะ” แอ้นถามอย่างเกร็งๆ ปกติเจ้านายจะไม่ค่อยเข้ามาในนี้ เพราะมันวุ่นวาย 


“เปล่า” พอลตอบพร้อมส่ายหน้า มือใหญ่ล้วงกระเป๋ากางเกงสแลคสีดำพลางเสหน้ามองนั่นมองนี่ แต่หนุ่มสาวที่ยืนตรงหน้ากลับไม่ยอมไปไหน “ทำงานเถอะ ผมไม่ได้ต้องการอะไร แค่มาดูอะไรไปเรื่อย” 


“ค่ะ” แม้จะบอกแบบนั้นมันก็เกร็งอยู่ดี


การทำงานเกือบกลับสู่ภาวะปกติหากไม่มีเจ้านายสุดหล่อเดินตามเด็กใหม่และคนสอนต้อยๆ แถมเวลาแอ้นสอนอะไรปูน พอลก็จะรีบถามย้อนกลับไปทันทีว่าทำไม จากเจ้านายกลายเป็นเจ้าหนูจำไมไปซะแล้ว 


“คุณมีอะไรกับผมหรือเปล่าครับ” เมื่อเห็นทุกคนทำงานไม่เต็มที่ ปูนเลยหันไปถามตรงๆ คราวนี้พอลทำตาใสมองแล้วยิ้มออกมา “ถ้าไม่มี ผมรบกวนให้คุณออกไปข้างนอกหน่อยได้ไหมครับ ทุกคนทำงานกันไม่ได้” ประโยคของปูน ทำให้พนักงานทั้งหมดในห้องตาโต เพราะไม่คิดว่าจะมีใครกล้าพูดแบบนี้ แถมคนตรงหน้ายังเป็นเจ้านายอีก 


“นี่ไล่กันเลยหรือ” พอลถามออกมา ใบหน้าขาวดูนิ่งเฉยซะคนอื่นๆ พากันเหงื่อตก ไม่รู้ตอนนี้อารมณ์ของเจ้านายเป็นยังไง ไม่แน่ พนักงานใหม่คนนี้อาจทำงานได้แค่วันเดียวแล้วถูกไล่ออก 


“ผมไม่ได้ไล่นะครับ แค่ขอความเห็นใจ” ปูนเห็นช่างเย็บใส่ด้ายในรูเข็มไม่ได้สักที ทั้งที่ปกติทำความเร็วซะจนต้องอึ้ง หรือช่างตัดที่เผลอตัดชายกระโปรงซะเบี้ยวเพราะเกร็งมือมากเกินไป


“งั้นก็ได้” พอลมองใบหน้าสวยของปูนที่ดูจริงจังก็ต้องยอมแพ้ ชายหนุ่มโปรยยิ้มให้พนักงานก่อนจะเดินออกมานอกห้อง ทันทีที่ชายหนุ่มปิดประตู ริมฝีปากก็ค่อยๆ เหยียดยิ้มจนกลายเป็นหัวเราะ “มิน่าไอ้กรถึงชอบ ดีๆ” พอลเดินผิวปากอย่างอารมณ์ดีกลับห้อง และไม่ลืมหยอดคำหวานใส่บรรดานางแบบที่เดินผ่านอย่างเช่นทุกครั้ง ก็นะ ไม่ว่าเพื่อนจะชอบแบบไหน ก็ต้องยินดีที่เห็นเพื่อนจะมีความสุข ยิ่งเพื่อนได้คนที่ดีก็ยิ่งดีใหญ่ วันนี้ช่างมีความสุขซะจริง สงสัยต้องไปฉลองซะหน่อยแล้ว 



****




ด้านปูน พอเจ้านายออกจากห้องไปแล้ว ร่างผอมก็ถูกรุมล้อมจากพนักงานด้วยกัน ทุกคนลงความเห็นว่าปูนควรจะไปขอโทษพอล เกิดเขาโมโหแล้วไล่ออกจะทำยังไง ที่ทุกคนเตือนก็เพราะอยากให้ปูนทำงานที่นี่ไปนานๆ 


“ก็ปูนพูดเรื่องจริง ทุกคนทำงานไม่ได้นี่นา”


“โธ่ ปูน พวกพี่รู้ว่าปูนพูดเรื่องจริง แต่แบบ นั่นเจ้านายไง”


“ปูนพูดไปแล้วนี่ แล้วเขาก็ออกไปแล้วด้วย ช่างเถอะครับ ไม่เป็นไรหรอก...มั้ง” 


เมื่อทุกอย่างเข้าที่จริงๆ การทำงานแบบเร่งรีบก็กลับมาอีกครั้ง ปูนยังคงเรียนรู้งานจากแอ้นอย่างสนใจ โดยมีสายตาคู่หนึ่งมองมาเนิ่นนานแล้ว 


“เด็กคุณกรนี่จริงๆ เลยนะ” หัวหน้าแผนกอย่างเหมียวเห็นทุกอย่างแต่ก็ไม่คิดจะเข้าไปยุ่ง เพราะพอลก็คงอยากรู้จักเลยตามมา เหตุการณ์เมื่อกี้เลยดูไม่มีอะไร และไม่ใช่เรื่องน่าห่วงสักนิด 


เวลาผ่านไปไวราวกับติดปีก นาฬิกาบนผนังบอกเวลาเกือบจะหนึ่งทุ่ม ปูนถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงตอนไม่มีใคร วันนี้แค่วันเดียวเหมือนใช้พลังชีวิตไปเยอะมาก เขาปวดเมื่อยไปหมด ระหว่างที่นั่งบีบนวดแข้งขาตัวเองอยู่ด้านหน้า ประตูห้องก็ถูกแง้มช้าๆ ก่อนจะมีศีรษะใครบางคนชะโงกเข้ามา 


“พี่ปูน” เสียงใสร้องทักทันทีที่เห็น เด็กหนุ่มรูปร่างสูงผลักบานประตูแล้วเดินเข้ามาหาทันที “คิดว่าจะไม่เจอซะแล้ว” 


“เกนมาได้ยังไง” ปูนตกใจนิดๆ ที่ได้เจอเด็กหนุ่มที่นี่ แถมยังสวมชุดนักเรียนอยู่ด้วย 


“ก็ป๋าบอกว่า พี่ปูนมาทำงานด้วย เกนเลยให้ลุงอ้อมพามา” ว่าแล้วดวงตาที่ถอดแบบพ่อก็มองไปทั่วบริเวณ “งานหนักมากไหมฮะ” เกนสังเกตจากคนด้านในที่ยังเดินกับขวักไขว่ 


“ก็นิดๆ น่ะ คงจะเพิ่งมาวันแรกด้วยแหละ พี่ยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ” ปูนบอกพร้อมรอยยิ้ม “แล้วเกนไปหาป๋ามาหรือยัง” 


“ยังเลย ลุงอ้อมจอดรถปุ๊บ เกนก็มาหาพี่ปูนก่อน” ว่าแล้วเด็กหนุ่มก็ยื่นถุงขนมมาให้ “ซื้อมาฝาก คิดว่าพี่ปูนต้องหิวแน่นอน” 


ปูนรับถุงนั่นมาเปิดดู เป็นแซนวิสร้านดัง กลิ่นหอมเรียกเสียงท้องให้ร้องได้ทันที และเสียงนั่นก็ดังจนทั้งเจ้าตัวและคนได้ยินต้องหัวเราะออกมา 


“ขอบใจนะ พี่หิวมากเลยตอนนี้” แม้จะบอกแบบนั้น แต่ปูนก็ยังคงเก็บถุงวางไว้ข้างกายจนคนซื้อมาทำหน้าสงสัย


“แล้วทำไมไม่กินล่ะฮะ” หิวก็ต้องรีบกิน แต่ทำไมถึงยังเก็บเอาไว้ 


“พี่ยังไม่เลิกงานน่ะสิ อีกตั้งหลายนาที” งานที่นี่มีเป็นสองเวลา หากเข้าเช้าก็จะเลิกเย็น แต่ถ้าเข้าสายหน่อยก็จะเลิกดึก 


“โหย นี่จะทุ่มแล้วนะ เลิกแล้วมั้ง” เกนมองเวลาแล้วทำหน้างอ “งั้นเดี๋ยวเกนไปบอกป๋าให้”


“ไม่ต้องๆ พี่ไม่เป็นไร” 


ระหว่างที่ทั้งคู่คุยกันอยู่ ประตูห้องก็ถูกเปิดอีกครั้ง คราวนี้เป็นหัวหน้าแผนกอย่างเหมียวที่เรียกให้ปูนไปหยิบแบบชุดจากด้านใน แล้วตามไปเข้าห้องประชุมที่อยู่อีกฟาก โดยที่หัวหน้าสาวรับไหว้จากลูกชายเจ้านายที่นานๆ จะมาที 


“เดี๋ยวพี่ทำงานก่อนนะ” 


เกนพยักหน้ารับ แต่สุดท้ายก็เดินตามปูนไปห้องประชุมอีกฝั่งด้วย คนด้านในนั้นไม่มีใครกล้าว่าอะไร ขืนว่าอาจถูกหักโบนัสได้ 


“ปูนอยู่นี่แหละ ช่วยพี่ฟังด้วยนะ แล้วก็จดที่เขาบอก” คำสั่งที่เหมือนจะไม่ค่อยเข้าใจ ก็ในเมื่อเขายังใหม่ กลัวจดไปแล้วไม่มีใครรู้เรื่อง 


ปูนไม่ได้พูดอะไรต่อ คิ้วสวยขมวดลงนิดๆ เมื่อได้สมุดเล่มเล็กมาพร้อมปากกา ไม่นานประตูห้องประชุมก็เปิดออก คนเข้ามาเกือบหกคน ท่าทางแต่ละคนดูนิ่งโดยเฉพาะผู้หญิงรูปร่างสูงโปร่งที่เดินเข้ามาคนสุดท้าย 


“นั่นมัน...” ปูนพึมพำกับตัวเองเบาๆ เมื่อเห็นคนสุดท้าย 


เมื่อทุกคนเดินเข้ามา ต่างก็มานั่งตรงเก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้ หญิงสาวคนสุดท้ายปรายตามองคนที่นั่งอีกฝั่ง เธอจำได้ว่าเคยเห็นผู้ชายผอมคนนี้ที่ร้านของเพื่อน แต่ทำไมถึงมานั่งอยู่ในนี้ด้วย ก่อนดวงตาเรียวจะค่อยๆ เบนมามองเด็กข้างๆ ที่นั่งมองหน้าเธอเช่นกัน 


ทันทีที่ดวงตาสองคู่สบกัน ความรู้สึกบางอย่างก็เกิดขึ้น หญิงสาวค่อยๆ เม้มริมฝีปาก เธอรู้สึกเหมือนหายใจไม่ทั่วท้อง เหงื่อซึมตามบริเวณใบหน้าทั้งที่อุณหภูมิห้องก็ปกติ 


“เป็นอะไรคริสตี้” หญิงท้วมเอ่ยถามทันทีที่เห็นคนข้างกายกระสับกระส่าย แถมมือสองข้างก็บีบกระเป๋าหรูซะแน่นไปหมด “ไม่สบายหรือเปล่า”


คำถามทำเอาทุกคนในห้องต่างให้ความสนใจ นางแบบตัวท็อปหากป่วย งานก็คงถูกยกเลิก เพราะสุขภาพสำคัญกว่า อีกอย่าง โมเดลลิ่งที่หญิงสาวอยู่นั้น ก็เป็นของสามีซึ่งรวยและดังมาก ดังนั้นทุกเรื่องของเธอสำคัญหมด 


“ปะ เปล่า” คำปฏิเสธที่แสนจะติดขัด ใบหน้าของคริสตี้เซียวลงอย่างเห็นได้ชัด อาการเช่นนี้คงไม่มีใครรู้ดีเท่าเจ้าตัวและคนนอกอย่างปูนกับเหมียวที่ทำงานที่นี่มาตั้งแต่แรกเริ่ม ปูนเห็นคริสตี้มองมาที่เกนแล้วก็เกิดอาการ ดังนั้นไม่ต้องเดาเลยว่า เธอรู้ว่าเด็กหนุ่มข้างๆ นี้คือลูกชายของเธอ


“พี่ปูนหิวข้าวหรือเปล่า” ท่ามกลางความเป็นห่วงนางแบบดัง เกนเลือกจะกระซิบถามปูนอย่างเป็นห่วง เมื่อกี้ท้องของปูนร้องแถมเจ้าตัวยังบอกว่าหิวด้วย มีงานแบบนี้คงกินข้าวไม่ได้ 


“พี่ไม่เป็นไร” ปูนกระซิบตอบกลับ ช่วงที่เขาตอบนั้น เห็นสายตาของนางแบบสาวมองมาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองทางอื่น “เกนไปห้องป๋าก่อนไหม” 


“ไม่เอา เกนจะรอพี่ปูน” 


“เอาเป็นว่า” เสียงดังจากอีกฝั่งทำให้ปูนต้องละสายตาจากเกนขึ้นไปมอง “ขอเลื่อนไปคุยงานวันอื่นแล้วกันนะคะ ดูเหมือนคริสตี้ไม่สบาย” 


“ได้ค่ะ ถ้าคุณสะดวกวันไหนก็นัดวันเรามาได้เลยค่ะ” เหมียวตอบพร้อมรอยยิ้ม รายละเอียดกับแบบของชุดถูกรวบเก็บ “คงจะทำงานหนักนะคะ”


“ค่ะ ตั้งแต่กลับมาก็ไม่ค่อยได้พัก” คริสตี้ตอบ ดวงตาเรียวยังคงมองมาทางเกนอยู่เรื่อยๆ “ขอโทษด้วยนะคะ” 


“ไม่เป็นไรเลยค่ะ สุขภาพคุณคริสตี้สำคัญที่สุด” เหมียวตอบออกไป 


เมื่อไม่มีการคุยงานอีก ทุกคนต่างก็พากันลุกออกจากห้อง ปูนกับเกนเดินรั้งท้าย โดยที่คนหลังสุดไม่รู้เลยว่ากำลังถูกจ้องมองตลอด เพราะมัวแต่สนใจปูน 


ประตูห้องประชุมเปิดห้อง พอดีกับชายหนุ่มเจ้าของบริษัทเดินมา พอลกอดคอกรพัฒน์แถมยังคุยจ้อเรื่องคนรักของเพื่อน แต่ความรื่นเริงนั้นค่อยๆ หายไปเมื่อต้องปะทะกับกลุ่มคนที่เพิ่งออกจากห้อง พอลรีบหันไปมองหน้าเพื่อนสนิทที่ตีหน้านิ่ง ยิ่งไปกว่านั้น คนที่ออกมาหลังสุดคือเกน คำว่างานเข้ายังน้อยไปด้วยซ้ำ แล้วทีนี้จะทำอย่างไร 


กรพัฒน์มองหน้ากลุ่มที่เดินออกมา ก่อนจะค่อยๆ ยกยิ้มให้บรรดาทีมงานของนางแบบที่จะมาขึ้นปก พอยิ้มมาจนถึงอดีตภรรยา รอยยิ้มบางๆ นั่นก็หายไป 


“ไม่เจอกันนานนะกร” คำทักทายดูเป็นกันเองของนางแบบที่มีให้กับอดีตสามี คริสตี้หันไปบอกทีมงานว่าให้ไปรอที่รถ พอๆ กับเหมียวสั่งพนักงานให้ไปทำงาน และกำลังจะสะกิดเรียกปูนให้กลับห้องด้วย หากไม่มีคำถามของเกนที่ดังขึ้น เรียกสายตาทุกคู่ให้มอง


“พี่ปูนจะไปไหน” เกนเดินตามติดปูนตลอด แม้จะเจอหน้าพ่อตัวเองแต่กลับไม่สนใจมากนัก


“คือพี่จะกลับไปทำงาน” ปูนละล้าละลังเมื่อถูกจ้องมอง “เกนอยู่กับป๋า เอ่อ คุณกรที่นี่แหละนะ” หลุดคำเรียกที่ใช้กับเกนบ่อยจนเปลี่ยนแทบไม่ทัน 


“ได้ไง แซนวิสของเกนก็อยู่ในถุงที่ให้พี่ปูน เกนเอามากินกับพี่ปูน” เด็กหนุ่มที่ไม่รู้เรื่องราวยังคงไม่ยอมออกห่าง จนกรพัฒน์ต้องบอกให้ตามปูนไป 


“เกน” เสียงเรียกเบาๆ ระหว่างที่เด็กหนุ่มกำลังจะเดินไป พอได้ยินคนเรียก เกนก็หันกลับไปมอง “โตขึ้นแล้วหล่อจัง” คำชมของคริสตี้ไม่ทำให้เกนยิ้มหรือมีท่าทีตอบโต้อะไร 


“ขอบคุณครับ” ตอบกลับเสียงเรียบ ก่อนจะหันไปเร่งเร้าให้ปูนกลับห้อง 


“เดี๋ยวสิ” แค่ก้าวขาไม่กี่ก้าวก็ถูกเรียกอีก “คุยกันก่อนสิ” 


“เรารู้จักกันด้วยเหรอครับ ผมว่า ผมไม่รู้จักคุณป้านะครับ” เกนมองผู้หญิงตรงหน้าอย่างเฉยชา ก็ในเมื่อไม่รู้จัก ไม่สนิท แล้วทำไมต้องอยู่คุย “ป๋า เกนไปกินแซนวิสกับพี่ปูนนะ” 


“เกน” คราวนี้ไม่ได้มาแค่เสียง แต่แขนถูกคว้าไว้ด้วยมือที่เคลือบเล็บสีแดงสด สายตาของคนจับดูเว้าวอน ต่างจากคนถูกจับที่ตีหน้ายุ่ง “ไม่อยากคุยกับ...แม่หรือ” 


สุดท้ายก็พูดออกมา คำที่ไม่เคยได้พูดกับลูกชายคนแรก 


“แม่?” เกนตีหน้ายุ่งกว่าเดิม ก่อนจะหันไปมองหน้าพ่อตัวเอง สลับกับผู้หญิงที่แทนตัวเองว่าแม่กับเขา “ป้าเป็นแม่ใครหรือครับ”


“เกน นี่แม่เองนะ แม่ของเกน” คริสตี้พยายามบังคับเสียงตัวเองไม่ให้สั่นไหว ตั้งแต่วินาทีแรกที่เจอหน้าในห้องประชุม มือไม้ของเธอก็อ่อนแรง หัวใจเต้นรัวราวกับถูกตีซ้ำๆ ดั่งกลองรบ ความรู้สึกผิดตีรวนวนไปมาจนอยากจะร้องไห้อยู่หลายรอบ แต่ก็ต้องกลั้นเอาไว้ 


“แม่...แม่ของผมเหรอ ป๋า นี่แม่เหรอ” คล้ายกับถูกไฟช็อตจนสมองเบลอ เกนหันไปถามพ่อตัวเองเสียงเรียบ ตอนนี้การรับรู้ของเกนแทบจะเท่ากับศูนย์ ผู้หญิงตรงหน้ากำลังร้องไห้ เธอบอกว่าเธอคือแม่...พอกรพัฒน์พยักหน้าลง เกนก็รีบหันมามองหน้าคริสตี้อีกครั้ง “เป็นแม่ของผม แล้วทิ้งผมไปทำไม” 


“เกน...” ประโยคและคำพูดมากมายเลือนหายไปหมด คิดไว้อยู่แล้วว่าจะต้องพบเจอคำถามเช่นนี้ แต่พอเอาเข้าจริง คริสตี้กลับตอบอะไรไม่ได้ มือที่จับแขนลูกชายไว้ค่อยๆ คลายออก ดวงตาเรียวมีน้ำใสเอ่อคลอพร้อมไหลอยู่ตลอด “คือแม่”


“ที่จริง ผมก็ไม่ได้โกรธหรอกที่แม่ทิ้งไป เพราะป๋า อากง อาม่าก็ดูแลผมอย่างดี ดีมาก ดีสุดๆ ดีซะจนคิดว่าไม่ต้องมีแม่แล้วก็ได้” เกนตอบพร้อมจ้องหน้าคริสตี้ “อาม่าเคยบอก แม่ต้องไปทำงานเพื่ออนาคตของแม่ ตอนนั้นผมไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้ผมโตแล้วเลยเข้าใจ ว่าอนาคตของแม่ สำคัญกว่าลูกอย่างผม” 


คล้ายกับถูกท่อนเหล็กกล้าตีย้ำๆ ซ้ำๆ หลายรอบ คริสตี้ปล่อยโฮออกมาอย่างอดกลั้นไม่ได้ โชคดีที่ตอนนี้เหลือแค่เธอ กรพัฒน์ พอล เกน แล้วก็ปูนเท่านั้น 


“แม่ขอโทษ” บอกทั้งน้ำตา เสียงสะอื้นเหมือนจะขาดใจไม่ทำให้เด็กหนุ่มสงสารมากนัก คงเพราะไม่คุ้นเคยและไม่เคยรู้จัก “แม่ขอโทษนะเกน”


“ไม่ต้องขอโทษผมหรอก ก็ผมบอกแล้วว่าไม่ได้โกรธ แม่ก็ทำงานที่แม่รักไป ผมก็อยู่กับคนที่รักผม แค่นี้ก็ไม่เห็นมีอะไร เราต่างคนต่างอยู่ ทำเหมือนเดิมก็ได้ ผมไม่เป็นไร” คำตอบฉะฉาน แต่ลึกๆ แล้ว เกนรู้สึกเสียใจและไม่โอเคกับความรู้สึก เด็กหนุ่มซ่อนความน้อยใจไว้ด้านใน และเลือกจะยิ้มออกมา “ขอบคุณที่ทำให้ผมเกิดมานะครับ หวังว่าต่อจากนี้ไป แม่จะมีความสุขกับอนาคตที่แม่เลือก และมันต้องดีมากแน่นอน” พูดจบเกรก็ดึงมือปูนเดินหนีไปทันที 


“เกน เดี๋ยว เกน” ไม่มีคำเรียกใดหยุดได้อีกแล้ว อีกฝ่ายจ้ำพรวดไปข้างหน้าไม่คิดจะสนใจอีก มีเพียงแค่ปูนที่ทำหน้าเสียหันกลับมามองเป็นระยะจนพ้นสายตา “เกน แม่ขอโทษ” ปากบางยังพร่ำขอโทษอยู่ตลอด น้ำตาไหลอาบแก้มไม่ขาดสาย 


“ร้องออกมาให้หมด พอหมดก็หยุด” กรพัฒน์บอกเสียงนิ่ง แต่ก็ส่งผ้าเช็ดหน้าของตัวเองให้ แม้ไม่เคยรัก แต่ก็ผูกพัน 


“ฉันจะทำยังไงดี กร ฉันควรทำยังไง” คริสตี้เงยหน้าถามอดีตสามีด้วยน้ำตานองหน้า “ฉันจะทำยังไงให้เกนหายโกรธ”


“ก็ตามที่เกนว่า มันไม่ได้โกรธจริงๆ” คนที่เลี้ยงมาตั้งแต่เด็กบอก ฝ่ามือใหญ่ยื่นไปบีบบ่าเล็กเบาๆ “เกนมันไม่เคยโกรธ ไม่ต้องคิดมาก” 


“ไม่โกรธแต่คงน้อยใจ” เหมือนทุกอย่างจะดีขึ้น หากไม่มีเสียงแทรกเข้ามา “อุ้ย เผลอคิดมีเสียง” พอลแสร้งทำตลก ตอนนี้ความเลวร้ายของการเจอหน้ากันระหว่างแม่ลูกดูน้อยกว่าที่คาดไว้มาก อันที่จริง ที่คาดไว้รู้สึกจะรุนแรงจนอาจเป็นซีนเรียกน้ำตาทั้งสองฝั่ง “ตามสบายนะ” ว่าแล้วพอลก็เดินหนีออกมา ปล่อยให้พวกเขาจัดการกันเอง แม้จะเป็นอดีตก็เถอะ 



***



ด้านเกนที่ดึงปูนออกมาจากตรงนั้นก็ค่อยๆ หยุดเดิน คนตามหลังอย่างปูนสังเกตเห็นไหล่กว้างสั่นไหวเบาๆ เกนกำลังร้องไห้อยู่สินะ ว่าแล้วมือขาวก็ค่อยๆ ยื่นไปแตะบ่าเพื่อปลอบ 


“พี่ปูน” เกนหันกลับมาพร้อมโผเข้ากอดแน่น ปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้มจนเสื้อตรงบ่าของปูนเปียกชุ่ม “พี่ปูน” เรียกชื่อซ้ำๆ เพราะคนร้องไห้กำลังสับสน 


“ไม่เป็นไรนะ พี่อยู่ตรงนี้” ปูนลูบหลังเพื่อปลอบใจคนร้องไห้ จากการคาดเดา นี่คงเป็นน้ำตาของความน้อยใจ เพราะประโยคที่ได้ยินเมื่อครู่ อนาคตของแม่สำคัญกว่าลูกนั้น ขนาดปูนที่เป็นคนนอกฟังแล้วยังรู้สึกสะอึกในใจ จนเหมือนมีก้อนแข็งบางอย่างจุกอยู่ในอก “ไม่เป็นไรนะ” 


“พี่ปูนไปนอนกับเกนนะ” คำขอปนสะอื้นช่างน่าสงสาร


“ครับ พี่จะไปนอนกับเกนนะ ไม่เป็นไรนะ” ปูนตอบรับ มือขาวยังคงลูบหลังกว้างไปมา พาลคิดว่าคริสตี้ก็คงจะร้องไห้หนักไม่แพ้กัน แต่อย่างน้อยตรงนั้นก็ยังมีกรพัฒน์อยู่...


เนิ่นนานกว่าเกนจะหยุดสะอื้น ใบหน้าหล่อขึ้นสีแดงจัดเพราะร้องไห้อย่างหนัก มีปูนคอยซับน้ำตาให้อยู่ตลอดพร้อมรอยยิ้มหวาน ก่อนเสียงฝีเท้าจะดังใกล้ๆ ทำให้ต้องหันไปมอง กรพัฒน์เดินหน้านิ่งเข้ามา ดวงตาคมมองลูกชายเพียงคนเดียวด้วยความห่วงใย นี่แหละที่ทำให้เขาคิดหนักกับการจะให้แม่ลูกเจอกัน เพราะความรู้สึกของเกนคือสิ่งที่สำคัญที่สุด 


“กลับหรือยังเกน” กรพัฒน์เอ่ยถามลูกชาย


“อื่อ” เด็กหนุ่มตอบรับพร้อมดึงมือของปูนให้ลุกจากพื้นด้วย “พี่ปูนจะไปนอนกับเกน” 


“ปูนจะไปนอนกับเกน?” ทวนประโยคจนได้รับการพยักหน้ายืนยัน “ที่ไหน ห้องปูนหรือห้องเกน” 


“ห้องของเกน” เจ้าของห้องว่า “ป๋าไปส่งพี่ปูนเก็บของที่หอแป๊บหนึ่งได้ไหม”   “อืม” แม้จะงงๆ แต่ก็รับปาก “ไปเลยไหม” 


ปูนขอตัวไปเก็บของด้านในก่อน ปล่อยให้เกนอยู่กับพ่อตัวเอง เด็กหนุ่มไม่แม้แต่จะชะเง้อมองหาหรือไถ่ถามความต่อ ความเงียบปกคลุมทั้งพ่อและลูก จนปูนเดินออกมาเกนถึงยอมพูด 


“พี่ปูนกินแซนวิสรองท้องไว้ก่อน เดี๋ยวเราค่อยหาอะไรกินก่อนกลับ ได้ไหมป๋า” 


“ได้อยู่แล้ว ว่าแต่ปูนยังไม่ได้กินข้าวหรือ” ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีที่พาปูนมาลำบาก ที่จริงเด็กใหม่หลายคนก็ต้องค่อยๆ ปรับตัวอยู่แล้ว แต่นี่เป็นคนพิเศษ อะไรนิดหน่อยก็เป็นเดือดเป็นร้อน “งั้นแวะกินก่อนไปเอาของที่หอก็แล้วกัน อยากกินอะไรกันล่ะ” 


“อาหารญี่ปุ่น” กลายเป็นเกนตอบพร้อมรอยยิ้ม ซึ่งกรพัฒน์ก็ตกลงทันที อย่างน้อยเกนก็ทำตัวตามปกติ “พี่ปูนจะต้องชอบ ร้านนี้ร้านโปรดของเกนเลยนะ” 


“พี่กินอะไรก็ได้” ปูนตอบอย่างเกรงใจ ถ้าเป็นร้านโปรดละก็ ราคาคงจะแพงน่าดู


“อยู่กับป๋า รับรอง อะไรก็ได้กินแถมมีแต่ของอร่อย เนอะ” มีการชงให้พ่อตัวเองได้อย่างเปิดเผย เล่นเอากรพัฒน์หัวเราะออกมาก่อนจะยื่นมือไปผลักหัวลูกชายเบาๆ 


“แกนี่นะ...ทำดี” คิดว่าจะบ่น แต่กลายเป็นคำชม เกนหัวเราะร่า ต่างจากปูนที่หน้าบูดนิดๆ 


ภาพความสุขของสามหนุ่มอยู่ในสายตาของคริสตี้อยู่ตลอด เธอสะท้อนในใจเมื่อเห็นภาพเหล่านี้ รอยยิ้มของลูกชายที่เฝ้านึกถึงมาตลอด กลับกลายเป็นของคนอื่นไปแล้ว แม้เธอจะมีลูกกับสามีคนปัจจุบัน แต่สายสัมพันธ์ความรักความผูกพันของแม่ลูกระหว่างเธอกับเกนก็ยังคงอยู่ ซึ่งเป็นสายสัมพันธ์ที่ทำให้เธอฝันร้ายมาค่อนชีวิต 


“เกน แม่ขอโทษนะ”



..TBC


เกนของเราช่างน่าสงสารเสียจริง (ดึงมาจูบย้ำๆ) แถมไม่รู้ว่า ป้าเขาจะมาดี มาร้ายนะคะเนี่ย >w<++

ความคิดเห็น