เป็นกำลังใจให้เทคด้วยน้าาาา เทคจะได้มีแรงอัพพพพพ >3<

ราตรีที่ 9 ความภักดีหามีไม่

ชื่อตอน : ราตรีที่ 9 ความภักดีหามีไม่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.9k

ความคิดเห็น : 40

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ต.ค. 2560 00:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 9 ความภักดีหามีไม่
แบบอักษร

ตอนที่****9 ความภักดีหามีไม่

อาชาคู่ใจองค์ชายหย่งชางมีนามว่า อาไป๋

รูปหน้าของมันมีรอยแผลเป็นทางยาวดูไม่น่าพิสมัย ทว่าสิ่งนั้นกลับนำโชคให้มันได้มาอยู่เคียงข้างบุตรมังกร เดิมทีนั้นอาไป๋เป็นเพียงแค่ม้าอ่อนแอ จนไม่เป็นที่ต้องการของคนเลี้ยงเท่าไหร่นัก มิหนำซ้ำมันยังเกิดมาโชคร้าย โดนรังแกจากเด็กมนุษย์ผู้ไม่รู้ประสีประสา เห็นว่าเป็นเพียงความสนุกเท่านั้น

เพราะมันเกิดมาตัวเล็กกว่าม้าตัวอื่นจึงทำให้การเลี้ยงดูไม่เป็นที่ต้องการ คนเลี้ยงปล่อยทิ้งๆ ขว้างๆ ตามมีตามเกิด ราวกับว่าช่วงชีวิตนี้มันถูกเลี้ยงอยู่ในคอกเพื่อรอวันสิ้นใจ

มีครั้งหนึ่งมันถูกแกล้งหนักหนาสาหัสกว่าครั้งไหนๆ เหล่าเด็กน้อยถือของมีคมเอาไว้ในมือมั่น เสียงหัวเราะอย่างสนุกสนามดังทั่วลานกว้าง ที่สุดแล้วความโชคร้ายคงหนีไม่พ้นมันเป็นแน่ ยามที่คมมีดยาวพุ่งตรงใส่หน้า มันร้องฮี่ๆ ด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ไร้การช่วยเหลือจากผู้เป็นเจ้าของ มีแต่เพียงเสียงถอนหายใจอย่างน่าสังเวช ร่างสีน้ำตาลเข้มล้มหมอนนอนเสื่ออยู่หลายวัน มันไม่มีแม้แรงจะลุกขึ้นด้วยซ้ำ ลมหายใจของมันก็เริ่มอ่อนแรงลงเรื่อยๆ มันเป็นเพียงแค่ม้าจึงไม่อาจพูดได้ ดวงตาดำขลับเหม่อลอยไปด้านหน้าอย่างหมดอาลัยตายอยาก มันไร้ซึ่งแล้วการมีชีวิตอยู่

‘เจ้าม้า’

มันได้ยินเสียงหนึ่ง...เป็นน้ำเสียงที่ก้องกังวานสั่นเทา มันรู้สึกถึงฝ่ามือน้อยที่จับตรงจมูก มือคู่นั้นสั่นไหวราวกับว่าเจ็บเองก็มิปาน

อาไป๋ในเวลานั้นไม่รู้ว่าคือผู้ใด มันเป็นเพียงแค่สัตว์เดรัจฉานแต่ก็สัมผัสถึงความอ่อนโยนเป็นครั้งแรก มันร้องไห้ยามที่มือน้อยนั่นคอยประคองใบหน้ายาวที่อ่อนแรง

*‘อย่าไปยุ่งกับมันเลย ปล่อยเอาไว้เดี๋ยวมันก็ตาย’* อาไป๋จำได้ว่าเป็นเสียงของเจ้าของ มันยังคงหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่ได้ขยับเขยื้อน

‘ท่านน้า...ท่านน้า เจ้าม้าตัวนี้สงสาร ท่านน้าช่วยมันได้รึไม่’

‘ข้าช่วยมันไม่ได้ อีกประเดี๋ยวไม่เกินเจ็ดวันมันก็ตายแล้ว’

ฉิงเฟิ่งยังเป็นเพียงแค่เด็ก เขาอายุยังน้อยแต่ก็รับรู้ความเจ็บปวดในสายตาคู่นั้น พอเห็นน้ำตาที่ไหลออกมาก็ยิ่งพาลทำเอาปวดใจ ม้าตัวนี้มันช่างเหมือนกับเขา ไร้คนดูแล ไร้การใส่ใจจากคนรอบด้าน ฉิงเฟิ่งกลั้นน้ำเสียงสั่น เขารู้ว่าทำอะไรไม่ได้ ร้องขอไปก็เปล่าประโยชน์ เขายังคงไร้เงินและกำลัง

ร่างอ้วนน้อยคอยแวะเวียนไปหาอาไป๋อยู่บ่อยครั้ง และทุกครั้งก็จะมีเพียงแค่หญ้าหยิบมือหนึ่งที่แบ่งปันให้ อาหารของม้านั้นหาไม่ยาก แค่หญ้าเขียวสดสักหน่อยก็พลอยให้ประทังชีวิตอยู่ได้ ทุกครั้งที่อีกฝ่ายมาหามักจะมีบาดแผลที่มืออยู่เสมอ

เจ็ดวันให้หลัง...มันรอดชีวิตปาฏิหาร

จากม้าที่โรคก็เริ่มถูกรักษา ทว่ามันกลับไม่ได้เห็นเด็กน้อยร่างอ้วนนั้นอีกแล้ว มันถูกซื้อจากคนแปลกหน้า ถูกพาไปอยู่ที่อื่นที่ซึ่งไกลจากเด็กคนนั้น

บ้านใหม่ของมันเป็นสถานที่ที่มันไม่รู้จัก มันถูกชุบเลี้ยง อาหารการกินดิบดียิ่งกว่าเก่า ร่างกายของมันก็ถูกฝึกเพื่อให้ชินกับการวิ่งบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อ ถึงจะเปลี่ยนเจ้าของแต่ความทรงจำครั้งเก่าก็ยังอยู่ ยามที่มันดื้อดึงในบางครั้งก็ถูกตีบั้นท้ายอวบด้วยแส้เส้นดำ

เบื้องหน้านั่นคือสนามรบ ทุกย่างก้าวมีแต่ความตายที่รออยู่ ทุกปีมันเติบใหญ่ขึ้น กลายเป็นม้าหนุ่มที่องอาจโดยที่ยังมีอีกสิ่งติดมาด้วยไม่เปลี่ยนแปลง คือรอยแผลเป็นที่ถูกฝากเอาไว้ตั้งแต่ครั้งยังเป็นม้าเด็ก

‘ข้าต้องการม้าตัวนี้’

อาไป๋มองชายหนุ่มตรงหน้า...ร่างสง่ายืนนิ่งเฉยเพื่อจับจ้อง ยามที่อีกคนยื่นมือออกมา มันรับรู้โดยสัญชาติญาณ ใบหน้ายาวก้มหน้าลงคลอเคลียฝ่ามือคู่นั้นราวกับว่ารู้จัก

องค์ชายหย่งชาง...

ฉิงเฟิ่งคิดว่าตัวเองต้องตายเสียแล้ว...กว่าจะครบสามร้อยรอบทำเอาเขาแข้งขาสั่นไม่หยุด เขาล้มตึงลงกับพื้นดินแข็ง สองแขนถูกกางออกกว้างราวกับว่าต้องการโอบกอดพระอาทิตย์ที่กำลังตกดิน ดวงตาทั้งสองข้างของฉิงเฟิ่งลืมไม่ขึ้นแล้ว เขาหมดแรงจนไม่อาจขยับกายได้อีกต่อไป

เขาสลบไปทั้งอย่างนั้น ไม่ว่าจะเรียกยังไงก็เรียกไม่ตื่น ทหารหลายคนจึงต้องพากันแบกร่างที่อ้วนกลับไปที่ห้องพัก

นานหลายชั่วยามกว่าฉิงเฟิ่งจะลืมตาตื่น มันไม่ได้แตกต่างจากเดิมสักนิด ฉิงเฟิ่งคิดว่าร่างของเขามันร้าวรานไปทั่วทั้งร่าง ลามจนถึงกระดูกสันหลัง ฉิงเฟิ่งคิดว่าตัวเองคงกลายเป็นคนพิการก็คงจะตอนนี้ แม้แต่แขนขาก็ยังขยับไม่ได้เหมือนอย่างใจนึก จนต้องลางานเพื่อพักฟื้น

เจ็บตัวไม่เท่าไหร่ เพราะไม่ว่าเยี่ยงไรมันก็หาย แต่คำนินทากว่าจะสร่างก็คงจะอีกนาน ฉิงเฟิ่งกลายเป็นตัวตลกทำให้ทหารที่รู้จักในตำแหน่งเดียวกันเอาไปพูด พวกเขาหัวเราะให้กับความโชคร้ายของฉิงเฟิ่ง แต่ก็นับว่าเป็นความโชคดีของฉิงเฟิ่งอีกเช่นกันที่ได้รับการลงโทษสถานเบาจากองค์ชายใหญ่ ถ้าหากว่าเป็นผู้อื่นไม่แน่ว่าอาจถูกตัดหัวเจ็ดชั่วโคตรโดยที่ไม่รู้ว่ามีความผิดอะไรด้วยซ้ำ

หลังจากที่การลงโทษที่แสนทรมานสำหรับเขาได้จบลง ฉิงเฟิ่งก็อดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่าคงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว หลังจากนี้ต่างคนก็ต่างอยู่ ส่วนเจ้าม้าตัวนั้นเขายังคงแคลงใจ วังหลวงมีการคุ้มกันแน่นหนา เหตุใดจึงไม่มีใครล่วงรู้ว่าม้าขององค์ชายหย่งชางได้หายออกไปจากคอกเล่า มันดูน่าประหลาดเกินไปแล้ว ทว่าความสงสัยนั้นกลับค่อยๆ เลือนหาย เมื่อถูกยุ่งวุ่นวายจนชีวิตประจำวันเขายุ่งเหยิง

ฉิงเฟิ่งยังไม่ทันที่จะหายขาด คนอ้วนก็รับรู้ชะตากรรมของตัวเองว่าคงหาความสงบสุขภายในวังยากเย็นกว่าเก่า... เขาว่ากันว่าองค์ชายหย่งชางนั้นไม่สนใจภารกิจบ้านเมือง เอาแต่เที่ยวเล่นหาความสุขใส่ตัวก็ดูท่าว่าจะจริง ถ้าไม่อย่างนั้นคงไม่ทำตัวว่างหาเรื่องให้เขาได้ทุกร้อน

อย่างเช่น...ให้เขายืนตากแดดตากลมท่ามกลางแสงตะวันจ้าจนเนื้อตัวแดงไปหมด หรือไม่ก็ให้เขาลงไปแช่ในน้ำหลายชั่วยามจนเนื้อตัวเปื่อย หรือไม่ก็ให้เขาวิ่งหนีสุนัขดุหนึ่งตัวจนลิ้นห้อย หากหนีไม่ทันก็ถูกกัดจนเขาต้องมีแผลบ้าง หรือไม่ก็ต้องหกล้มกลิ้งเป็นหมูบ้าง

ฉิงเฟิ่งเป็นคนอ้วนที่ค่อนข้างแข็งแรงพอตัว แต่เขาถูกทำเยี่ยงนี้เกือบทุกวัน ต่อให้แข็งแรงขนาดไหนก็ไม่อาจต้านไข้หวัดที่รุมเร้า

เขานอนตัวสั่นอยู่บนเตียงแข็งๆ เอาผ้าห่มผืนบางมาคลุมร่างกายเอาไว้เพื่อคลายหนาว กระนั้นก็ยังคงไม่ได้รับความเมตตาจากทหารที่มียศใหญ่กว่า พวกเขาก้าวเข้ามาในห้องทำตามหน้าที่ เอ่ยร้องเรียกให้คนอ้วนลุกจากที่นอนเพื่อเตรียมตัวไปพบองค์ชายใหญ่ จะโทษอีกฝ่ายก็คงเห็นทีว่าจะไม่ได้ ในเมื่อพวกเขาแค่คอยทำตาม... พอคิดได้อย่างนั้นฉิงเฟิ่งจึงพยุงร่างตัวเองให้ลุกขึ้น เขาสวมใส่ชุดด้วยความอ่อนแรง เดินต้วมเตี้ยมเป็นเต่าคลานไปทางเบื้องหน้าที่ดูเลี้ยวคด

“ฉิงเฟิ่งมาแล้วพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย”

หูของฉิงเฟิ่งได้ยินที่นายทหารอีกคนพูด เขาคุกเข่าลงกับพื้นยกมือประสาน

หย่งชางมองร่างอ้วนที่ถูกเขารังแก ท่าทีในวันนี้บ่งบอกได้ดีว่าอ่อนแรงขนาดไหน ใบหน้าอวบอันซีดเซียวจนไร้เลือด วรกายสูงลุกขึ้นเดินจ้ำอ้าวไปตรงหน้าคนที่ดูเหมือนว่ากำลังป่วย

“...องค์ชาย”

น้ำเสียงนั้นช่างฟังดูอ่อนแรง ราวกับว่ากำลังจะขาดใจอยู่รอมร่อ

ความสงสารในขณะนั้นหามีไม่ หย่งชางยังเป็นเพียงแค่องค์ชายที่โตแต่ตัวไม่รู้จักคิด เขาสนุกกับการกระทำตัวเองอย่างไม่รู้สึกผิด

“วันนี้ข้าจะให้เจ้าล้างคอกม้า”

“พ่ะย่ะค่ะ” ฉิงเฟิ่งยกมือคารวะน้อมรับคำสั่ง

เขาแทบหมดแรงแล้ว ฐานะที่ต่ำต้อยไม่อาจขัดคำสั่งผู้อยู่เหนือกว่าได้ เขาพยุงตัวเองให้ลุกขึ้น ขาอวบที่เคยแข็งแรงก้าวแทบไม่ออก ฉิงเฟิ่งรู้ตัวเองดีว่าเขาไม่ใช่คนผอม และไม่เคยมีสักครั้งที่เขาคิดว่าน้ำหนักตัวเองนั้นเป็นปัญหา แต่มาบัดนี้ฉิงเฟิ่งเพิ่งตระหนักได้ครั้งแรกว่าขาตัวเองนั้นหนักเพียงใด

ฉิงเฟิ่งเดินไปที่คอกม้า มีม้านับสิบตัวอยู่ แต่ละตัวส่งเสียงร้องสลับ คำสั่งขององค์ชายใหญ่ทำให้ไม่มีใครกล้ามาช่วย แม้ว่าจะเห็นใจเพียงไรก็ไม่อาจช่วยได้ การล้างคอกม้าเพียงคนเดียวมันไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งสภาพร่างกายที่ยังไม่พร้อมยิ่งทำให้ยากเข้าไปใหญ่

กว่าจะล้างคอกม้าเสร็จ เขาหมดแล้วซึ่งกำลัง...

ฉิงเฟิ่งล้มตัวลงกับพื้น เขาหอบหายใจรัว ลมหายใจร้อนผ่าว ใบหน้าขาวแดงก่ำเพราะพิษไข้รุมเร้าหนัก ทหารหลายคนวิ่งมาพยุงตัว ต่อให้อีกคนหมดสติก็ต้องพาไปพบผู้ออกคำสั่ง

ต่อหน้าพระพักตร์โอรสสวรรค์ ฉิงเฟิ่งสติเลือนราง เขาทอดมองร่างสง่าตรงหน้า องค์ชายหย่งชางเอามือไขว้หลัง ไร้คำพูด มีแต่เพียงสายตานิ่งเรียบทอดพระเนตรส่ง

“...ข้าน้อย...ล้างคอกม้าเสร็จแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

หย่งชางขมวดคิ้ว มีสิ่งหนึ่งที่เขาแคลงใจ

“เหตุใดเจ้าไม่ร้องขอ”

เหตุใดถึงไม่ก้มหัว ทั้งที่รู้ว่าตัวเองไม่ไหว...ถ้าเป็นผู้อื่นคงต้องร้องความเมตตา เขารังแกเจ้าทหารอ้วนด้วยความไม่ชอบธรรม ข้อนี้ย่อมรู้อยู่เต็มอก

ฉิงเฟิ่งเงยหน้า ดวงตาหม่นมองทอดมองไปเบื้องหน้า

“องค์ชาย...เรื่องแค่นี้ข้าน้อยทนได้พ่ะย่ะค่ะ” เขาหวนนึกถึงเรื่องราวเมื่อครั้งเก่า “ตั้งแต่เล็ก ข้าน้อยเคยลำบากมากกว่านี้”

“เจ้ากำลังจะบอกว่าเจ้าสามารถอดทนต่อคำสั่งข้าได้งั้นรึ” หย่งชางถามซ้ำ

ฉิงเฟิ่งหายใจรวยริน “มิได้พ่ะย่ะค่ะ...ข้าน้อยแค่อยากพูดสักประโยคได้รึไม่พ่ะย่ะค่ะ”

เขาร้องขอก่อนที่สติตัวเองจะหมดลง

หย่งชางพยักหน้ารับ เขายอมทำตามที่อีกคนต้องการ

คนเอ่ยกลืนน้ำลายลงคอที่เหนียวเหนอะหนะ “องค์ชาย...องค์ชายเกิดมาไม่เคยได้รับความลำบาก มีวาสนาได้อยู่เหนือผู้อื่น ไม่ว่าองค์ชายจะสั่งเยี่ยงไรก็ถือว่ามิผิด... ข้าน้อยผิดที่กล่าวหาพระองค์เป็นโจร แต่เพราะข้าน้อยไม่รู้ ความผิดนั้นท่านยากให้อภัย องค์ชายสั่งให้ข้าน้อยลงไปแช่ในน้ำ ข้าน้อยก็ทำ องค์ชายส่งให้ข้าน้อยวิ่งหนีสุนัขดุ ข้าน้อยก็วิ่ง องค์ชายสั่งให้ข้าน้อยล้างคอกม้าคนเดียว ข้าน้อยก็ล้าง”

น้ำเสียงนั้นดูราวว่าตัดเพ้อ กระนั้นดวงตายังคงดูนิ่งเฉย

"ข้าน้อยนั้นเกิดเป็นเพียงชาวบ้านต่ำต้อย จะข้าน้อย ทหาร หรือผู้อื่น หากองค์ชายปรารถนาไยจะกล้าขัดคำสั่ง แต่นั่นก็เป็นเพียงใครร่างกายเท่านั้น หาได้มีใจภักดีไม่"

หย่งชางรับรู้ในความหมายนั้น...

"นี่เจ้าจะโทษว่าเป็นความผิดข้างั้นรึ"

หย่งชางกล่าวอย่างไม่ค่อยพอใจ สีหน้าขึงขัง

"มิได้พ่ะย่ะค่ะ"

หลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า หมดแรงแล้วที่จะเอ่ย

"ข้าน้อยนั้นเกิดมาได้รับความลำบากถือว่าเป็นโชคดีแล้ว อย่างน้อยก็ได้รับรู้ถึงความสุข ความทุกข์"

"บังอาจ!"

องค์ชายใหญ่สบถคำ เขาไม่พึงใจ อารมณ์ฉุนเฉียวจนนึกอยากสั่งประหารเจ้าทหารอ้วนที่กล้าล่วงเกิน วาจานิ่งเรียบ ทว่าทุกคำกลับเฉือนเข้าไปในจิตใจ

วรกายสูงทอดมองรอบด้าน ทุกอย่างรอบตัวนั้นมีแต่ความเงียบงัน หาผู้ใดไม่ปริปากเอ่ยในสิ่งที่คิด ถ้าเขาสั่งประหาร โทษมันนั้นคือลบหลู่เบื้องสูง อาจถึงประหารบิดา มารดา ที่ไร้ซึ่งความผิด หากทำเช่นนั้นแล้วคงไม่มีใครกล้าขัดขืน จะเรียกร้องหาความยุติธรรมก็ทำได้เพียงแค่ร่ำไห้หน้าหลุมศพ

อย่างนี้ข้ามิโดนกล่าวหาว่าใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงราษฎรเยี่ยงนั้นรึ!

ฉิงเฟิ่งสลบไปแล้ว...

หย่งชางมองครู่หนึ่งก่อนสะบัดมือ เหล่าทหารที่รู้หน้าที่จึงได้เร่งพาคนที่เพิ่งออกไปให้พ้นพระพักตร์

เรื่องของฉิงเฟิ่งที่ตัดเพ้อองค์ชายใหญ่รู้ไปถึงหูฮองเฮา ทันทีที่ทราบนางถึงกับหัวเราะออกมาทีหนึ่ง ฮองเฮามิได้โกรธแต่กลับอารมณ์ดีผิดคาด

องค์ชายหย่งชางนั้นแม้จะได้ชื่อว่าเสเพลแต่ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นบุตรชายของโอรสสวรรค์ ถึงเขาจะมีข้อเสียมากกว่าข้อดี ก็หาได้มีใครหน้าไหนจะกล้าสั่งสอน ฮองเฮาทรงแปลกใจยิ่งนัก นางจึงสั่งขันทีเว่ยให้ส่งคนไปดูแลฉิงเฟิ่งที่ยังอาการหนัก ให้หมอหลวงคอยรักษาจนกว่าแผลบนร่างจะหายดี อย่างน้อยก็อยากชดเชยเรื่องที่หย่งชางนั้นเอาแต่ใจ

ถ้าว่ากันตามความจริงแล้วคนที่ผิดแต่แรกคือหย่งชางต่างหากเล่า หากองค์ชายไม่หนีเที่ยวหอนางโลมคงไม่เกิดความเข้าใจผิดจนโดนกล่าวหาว่าเป็นโจร

น่าเสียดาย...ที่หย่งชางนั้นไม่คิดอยากเป็นรัชทายาท

วันก่อนพระสนมกุ้ยเฟยได้เข้ามาเยี่ยม จะเรียกว่ามาเยี่ยมก็คงไม่ถูกนัก พระสนมกุ้ยเฟยแค่มาหัวเราะเยาะเท่านั้น นางเหมือนโดนตบหน้ายามที่พระสนมกุ้ยเฟยถึงความดีความชอบขององค์ชายรอง ถ้าหากว่าฮองเฮาไม่ได้มีโอรสเกรงว่าป่านนี้คงได้ถึงลดตำแหน่งไปแล้ว

ในพระตำหนักขององค์ชายใหญ่...หย่งชางก้าวเดินไปเดินมาอย่างนึกหัวเสีย เขาสะบัดมือไปมาหลายครั้งพยายามไล่ความคิดที่มันฟุ้งซ่าน ปมคิ้วขมวดเป็นปมยากที่จะแก้ ยามที่หัวเสียจึงอารมณ์ร้อนจึงลงมือกับข้าวของเครื่องใช้ บรรดานางกำนัลต่างสะดุ้งกันเป็นแถบๆ

“ออกไป!”

สุรเสียงกร้าวตวาดไล่ พวกนางต่างพากันรีบถวายความเคารพแล้วออกไปอย่างเร่งรีบ

ปิงปิงก้าวเข้ามาแทนที่ ขันถีหนุ่มใบหน้าอ่อนหวานโค้งคำนับถวายความเคารพ

“องค์ชาย ทรงกริ้วด้วยเรื่องอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“ออกไป!”

หย่งชางนั้นไม่อยากพบใครหน้าไหนทั้งนั้น กระทั้งขันทีทรงโปรดก็ไม่อยากพบ ครั้นพอเห็นใบหน้าที่แดงก่ำหย่งชางก็ไม่อาจเอ่ยคำใดได้อีก เขาสงบสติที่มันขุ่นมัวก่อนเดินไปจับร่างที่สั่นเทา วงแขนแกร่งโอบกอดร่างตรงหน้าไว้แน่น ภายในจิตใจขุ่นมัวเริ่มดีขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ก็ไม่อาจลบล้างคำครหาจากนายทหารร่างอ้วนนั้นได้

แค่ทำตาม หาใช่ความภักดี


------------

TAKE

ไม่รู้ว่าจะดูเอื่อยๆ ไหม แต่เทคไม่อยากรวบรัดเนื้อเรื่อง จะมีแค่บางช่วงบางตอนเท่านั้นที่อธิบายแบบก้าวกระโดด เนื้อเรื่องจะได้ไม่ดูยาวเกินไปเน่อ

ส่วนเรื่องม้านั้น ทั้งองค์ชายกับฉิงเอ๋อคือยังไม่รู้ ว่าเป็นม้าตัวเดียวกัน เหมือนกับว่าม้ามันรู้ตัวเดียวอะ เทคอธิบายเข้าใจช่ะ

และ...ที่สำคัญ เตรียมตัวเตรียมใจกันให้ดีนะจ๊ะ รับรองมีดราม่ามาแน่นอนนนน ตบท้ายตอนนี้ด้วยรูปของหย่งชางดีกว่า

ป.ล.เรื่องสนมอัปลักษณ์กับจักรพรรดิวิปลาส เป็นคนละเรื่องกันนะจ๊ะ ตัวละครไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันทั้งนั้นน้อ



ความคิดเห็น