ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ความรู้สึกมันตกผลึกนานแล้ว 100%

ชื่อตอน : ความรู้สึกมันตกผลึกนานแล้ว 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 372.9k

ความคิดเห็น : 291

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ธ.ค. 2560 01:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความรู้สึกมันตกผลึกนานแล้ว 100%
แบบอักษร

-****29-

ความรู้สึกมันตกผลึกนานแล้ว

[Mark Masa]




          เวลาที่ผ่านไปเรื่อยๆ เหมือนกับความสัมพันธ์ของเราสองคนที่ดำเนินไปเรื่อยๆ เวลามันเร็วแต่ความสัมพันธ์ของเราค่อยๆ เติบโต ผมชอบช่วงเวลาแบบนี้ ความรู้สึกแบบนี้ และอารมณ์ของตัวเองตอนนี้

          มีบ้างที่ได้หงุดหงิดให้พี่วี มีบ้างที่ได้มองเขาอย่างไม่พอใจ และมีหลายครั้งที่หน้าร้อนเวลาสบตา

          พี่วีมันเก่ง แม้เล็กๆ น้อยๆ ก็ทำให้ผมเก็บเอามาคิด คำพูดที่ผ่านมาเป็นอาทิตย์หรือการกระทำที่เพิ่งเกิดขึ้นผมจดจำได้หมด ทุกวันนี้จำหน้าหล่อๆ ของพี่วีได้ดีกว่าเนื้อหาที่อาจารย์สอนอีก ถ้าเพื่อนรู้ผมคงโดนพวกมันด่าเละแน่ๆ

          แต่เพื่อนผมมันก็เป็นตัวตั้งตัวตีให้ผมกลับไปทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าจะสนิทหรือไม่สนิทพวกมันก็คอยลุ้นกับผม แต่ตอนนี้ความสัมพันธ์ของผมกับพี่วีก็ยังไม่มีใครรู้มาก ผมยังยืนยันคำเดิมที่เคยบอกไว้ว่าไม่อยากให้คนรู้เยอะ ก็ห่วงทั้งตัวเองทั้งพี่มัน

          ผมเตะเท้าในน้ำแล้วมองรุ่นพี่เล่นกันเพื่อรอเวลา เมื่อวานพี่บาร์เพิ่งโทรหาผมและบอกให้ผมลงแข่ง ตอนแรกก็ถามไปเรื่อยเปื่อยแต่สุดท้ายก็จบลงที่เรื่องพี่วี ผมก็ตอบไปตามตรง พี่บาร์ก็บอกว่าอย่าให้เป็นปัญหากับการซ้อม ตอนแรกผมก็งงกับสิ่งที่พี่บาร์บอก แต่ตอนนี้เหมือนผมจะเริ่มเข้าใจแล้ว

          “มึงจะเอาแค่ผ้าขาวๆ นี่คลุมหลังไว้จริงๆ เหรอ” เสียงทุ้มติดจะหงุดหงิดของคนข้างๆ เอ่ยถาม ผมละสายตาจากสระมามองพี่วีที่ทำหน้าบูดเบี้ยวถามผม คำถามเดิมๆ ที่ครั้งนี้น่าจะถามเป็นครั้งที่แปดของวัน

          “พี่จะให้ผมทำยังไงล่ะ” ผมถามพี่มันกลับ คนตัวสูงเลยทำหน้างอแงใส่

          “ก็ไม่รู้อ่ะ กูไม่อยากให้ใส่”

          “งั้นผมถอด”

          “ลองสิ!” บอกให้ลองแต่มือกลับยึดผ้าขนหนูของผมไว้ ตาคมเข้มมองดุจนเหมือนจะน่ากลัวแต่ผมกลับยกยิ้มในใจ

          “เดี๋ยวผมก็ต้องลงว่ายแล้ว” ผมบอกพี่วี

          “ไม่มีเสื้อคลุมหรือไงวะ” พี่เขาบ่นเบาๆ แล้วทำตาขวางใส่ผม

          “ก็มันถอดยากไง เดี๋ยวก็เปียกอีก” ผมตอบกลับ

          “แม่ง…ใส่ว่ายทั้งเสื้อคลุมไม่ได้หรือไงวะ”

          “เห็นคนอื่นเขาทำไหม? ก็ไม่มี” ผมถามเองแล้วตอบเองเสร็จสรรพ

          “ก็กู…แม่ง…”

          “วุ่นวายอะไรวี” พี่กล้าเดินเข้ามาหาพร้อมกับนาฬิกาจับเวลา

          “กูอยากรู้ว่าไอ้กัณฐ์มันทำใจได้ยังไง ถึงยอมให้ไอ้บาร์ถอดเสื้อไปกระดิกขากระแด่วๆ ในน้ำอย่างนั้น” พี่วีพาดพิงถึงทศกัณฐ์แล้วชี้ไปที่พี่บาร์ที่กำลังว่ายน้ำอยู่

          “เด็กมันบอกว่าพี่บาร์รักอะไรมันก็รักด้วย หล่อป่ะ?” พี่กล้าตอบแล้วยิ้มให้พี่วี

          “ไม่อ่ะ ถ้าเป็นกูกูจะไม่ยอมให้แฟนตัวเองถอดเสื้อให้ใครมองหรอก” พี่มันตอบ

          “แล้วมาร์คนี่มึงยอมได้ไง” ผมหันมองพี่กล้าเร็วๆ เมื่อพี่เขาถามอย่างนั้น อารมณ์ตกใจและหน้าที่เคยนิ่งเริ่มจะร้อนขึ้นมาเมื่อคิดถึงคำคำหนึ่งที่ใช้นิยามความสัมพันธ์ของคนสองคน ถึงผมกับพี่วียังไม่ใช่แฟนกันแต่ผมก็อยากรู้คำตอบของพี่มัน

          “ก็มันยังไม่ใช่แฟนกู” คำตอบของพี่วีทำให้หน้าที่เริ่มร้อนของผมหดเล็กลง

          “ไม่หวง?”

          “หวงจนแทบจะไปควักลูกตาพวกแม่งมาดีดเล่นแล้วแต่ทำไม่ได้” พี่มันตอบเหวี่ยงๆ

          “ทำไมวะ?” พี่กล้าถามต่อ

          “ก็ยังไม่ใช่แฟนไง” พี่วีบอกอย่างหงุดหงิดแล้วหันมาหาผม “ถ้ากูมีสิทธิ์มากกว่านี้เมื่อไหร่นะมึง…”

          “พี่จะทำไม?” ผมถามนิ่งๆ พยายามควบคุมสีหน้าและน้ำเสียงของตัวเอง

          “กูจะจับมัดไว้ที่ห้อง อยากถอดก็ถอดให้กูดู อย่าเล่นน้ำก็มาเล่นกับกู คนอื่นแม่งไม่มีสิทธิ์” ผมหน้าร้อนขึ้นอีกครั้งเมื่อฟังจบ คำพูดเหมือนจะไม่จริงจังแต่สายตาที่มองมาบอกให้ผมรู้ว่าไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

          “คนจริงว่ะเพื่อนกู” พี่กล้าว่าแล้วตบหลังพี่วี

          “แน่นอน” พี่มันตอบแล้วกระตุกยิ้มหล่อๆ ให้เพื่อน

          “แต่ตอนนี้มึงต้องยอมให้คนอื่นดูหุ่นแน่นๆ ของน้องมันก่อนว่ะ เพราะมึงยังไม่ได้เป็นแฟน” พี่กล้าว่าแล้วส่งยิ้มเหนือกว่าให้พี่วี

          “มึง…”

          “ป่ะมาร์ค ไปลงได้แล้วเดี๋ยวพี่จับเวลาให้” พี่กล้าบอกแล้วพยักหน้าให้ผมเดินตาม

          “ครับ” ผมตอบแล้วลุกขึ้น เห็นสายตาของพี่วีที่มองมาแล้วอดจะหมั่นไส้ไม่ได้

          “มึงมองน้องแบบนั้นคืออะไรวะ?” พี่กล้าพูด

          “ก็หวงอ่ะ” คนตัวโตงอแงเหมือนเป็นเด็ก  ท่าทางแบบนั้นเรียกให้หลายคนมองมาทางนี้แต่ดูเหมือนว่าพี่วีกับพี่กล้าไม่สนใจ

          “ก็เรื่องของมึงอ่ะ” พี่กล้าว่าแล้วเดินนำผมไป

          ผมซ้อมว่ายน้ำอยู่สองชั่วโมง เวลาเท่านี้มันมากพอที่จะฝึกทักษะของผม พี่บาร์อนุญาตให้ผมกลับและพี่เขาจะขอฝึกต่อ แต่ผมไม่รู้จะกลับไปทำไม เลยขออยู่ดูแถวๆ นี้ พี่วียังป้วนเปี้ยนอยู่เหมือนเดิม เดินไปเดินมาเรียกสายตาของคนหมู่มากได้อยู่ดี

          ยิ่งตอนนี้ที่พี่มันอยู่ใกล้ๆ ผม

          “สนามฟุตบอลอยู่แถวนี้เหรอวะพี่” รุ่นพี่ปีสองเอ่ยแซว พี่วีเลิกคิ้วขึ้นมองแล้วตอบ

          “ไม่อ่ะ  แถวนี้มีแต่หัวใจกูแหละ”

          “เน่าสัส” พี่กล้าว่า

          “ช่างกล้า…”

          “ถ้าหน้าพี่ไม่หล่อผมจะอ้วกใส่จริงๆ นะ”

          “ผมก็เคยเห็นแต่ไอ้กัณฐ์ นี่พี่ก็เป็นไปกับมันเหรอ?” หลังเสียงแซวจากหลายคน พี่นายด์ก็ถามขึ้น แต่พี่วีก็แค่ยักไหล่ให้แล้วเดินเข้ามาหาผม

          “สรุปมึงกับน้องมันยังไงเนี่ยวี” พี่เวลล์ที่เป็นรุ่นพี่ปีสี่ถาม

          “ยังไง? ก็อย่างที่เห็นอ่ะเฮีย” พี่มันหยุดมองหน้าผมแล้วหันไปตอบพี่เวลล์

          “จงระบุสถานะให้ละเอียดและชัดเจน” พี่เก่งเดินเข้ามาใกล้เราสองคนแล้วถาม

          “นี่ชีวิตคนไม่ใช่ข้อสอบ จำเป็นต้องตอบด้วยเหรอ?” พี่วีว่ากลับกวนๆ

          “อ้าวไอ้หล่อนี่…” พี่เก่งทำหน้าเหวอ “คนหล่อแม่งกวนแบบนี้ทุกคนป่ะวะ ไอ้เด็กแพทย์ก็ครั้งหนึ่งแล้ว”

          “เสื้ออยู่ไหน” พี่วีถามผมที่กำลังเช็ดผมอยู่ ผมเงยหน้าขึ้นมองแล้วชี้ไปที่ห้องแต่งตัว พี่มันก็ถอนหายใจออกมายาวๆ

          “ในกระเป๋า” ผมตอบนิ่งๆ

          “ใส่”  

          พี่มันถอดเสื้อคลุมสีดำของตัวเองมาวางที่ตักผมแล้วบอกดุๆ ผมเงยหน้าขึ้นมองพี่วีอีกครั้งแล้วเหลือบลงมามองเสื้อที่หน้าขาตัวเอง “เร็ว” เพื่อไม่ให้พี่มันหัวร้อนและเพื่อบรรเทาความหนาวของตัวเอง ผมจึงจำเป็นต้องหยิบเอาเสื้อตัวนั้นมาสวม ทันทีที่เสื้อสีเข้มสัมผัสกับผิวกลิ่นหอมๆ ของเจ้าของเสื้อก็ลอยมาปะทะจมูก

          “สร้างจักรวาลให้กูอีกแล้ว กูไม่ใช่อากาศ สนใจกูหน่อย” พี่เก่งพูด พี่วีก็เงยหน้าขึ้นไปมองส่วนผมก้มหน้ามองตักตัวเองอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร

          “อะไรของพี่วะเนี่ย” พี่วีถาม

          “ก็มึงอ่ะ…”

          “ผมอะไร?”

          “สร้างโลกส่วนตัว” พี่เวลล์บอก พี่วีก็มองกลับแบบเอือมๆ

          “ไม่อยากให้สร้าง?”

          “ในโลกนี้ไม่มีใครอยากเป็นส่วนเกินหรอก” พี่กล้าว่างอนๆ

          “โอเค กลับกัน” พี่วีก้มลงมาจับมือผมแล้วกระตุก ผมเงยหน้ามองพี่มันงงๆ ไม่ต่างจากเพื่อนพี่เขาที่อ้าปากค้าง

          “ได้เหรอวี?”

          “ก็ไม่อยากเป็นส่วนเกินไม่ใช่เหรอ? นี่กำลังจะไปสร้างโลกกันสองคนแล้ว” พี่วีตอบยิ้มๆ

          “พี่วี…” ผมเรียกพี่วีด้วยเสียงต่ำๆ พี่มันหันกลับมามองพร้อมเลิกคิ้วให้

          “ทำไม?” พี่วีถาม

          “น้องมันเขิน” ตอนแรกผมก็ไม่ได้ถึงขั้นเขินหรอกแต่พอพี่กล้าพูดเท่านั้นแหละ หน้าผมก็ร้อนเลย

          “กูก็เพิ่งมองว่าผู้ชายเขินน่ารักก็ตอนไอ้บาร์เขินนะ แต่พอเห็นไอ้เด็กนี่เขินแล้วแม่งเซ็กซี่ว่ะ” พี่เวลล์ว่าแล้วขยับหน้าเข้ามามองผม

          “ของผมพี่” พี่วีขยับมาบังผมไว้แล้วบอกพี่เวลล์นิ่งๆ

          “เขาหวงจริงจังนะครับ”

          “เขาก็ออกตัวแรงนะครับ”

          “ก็ยอมเขาเถอะครับ กว่าเขาจะได้ขนาดนี้ก็เสียไปเยอะครับ”

          “ก็…” พี่วีสะดุดคำพูดเมื่อผมกระตุกเสื้อพี่เขาจากด้านหลัง ตอนนี้ถ้าให้พี่เขาต่อปากต่อคำกันต่อ คนที่จะแย่ก็คือผม พี่วีหันกลับมาหาทั้งๆ ที่ยังพูดไม่จบประโยค ตาคมมองมาเหมือนจะถามว่ามีอะไร ผมเลยขยับปากตอบไปเบาๆ

          “กลับ…”

          นานแค่ไหนที่เราสองคนเสียช่วงเวลาแบบนี้ไป ช่วงเวลาที่มองตาก็รู้แล้วว่าอีกคนคิดอะไร ช่วงเวลาที่พูดแค่คำเดียวก็เข้าใจกันแล้วว่าอีกคนรู้สึกแบบไหน ยิ่งคิดถึงช่วงที่ทะเลาะกันยิ่งรู้สึกเสียดายเวลา แต่การทะเลาะกันตอนนั้นทำให้ตอนนี้เราปรับตัวเข้าหากันได้ดีขึ้น ถึงจะไม่มาก ถึงจะค่อยเป็นค่อยไป แต่มันดีต่อใจผม

          ผมนั่งรออาหารอยู่ที่ร้านอาหารตามสั่ง พี่วีที่นั่งอยู่ตรงข้ามกำลังดูเมนู คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเรื่อยๆ เหมือนตัดสินใจไม่ได้สักที พี่มันพลิกเมนูกลับมาหน้าแรกและไล่เปิดไปทีละหน้าเรื่อยๆ จนถึงหน้าสุดท้าย เงยหน้าขึ้นมามองผมแล้วหันไปยิ้มให้พนักงานเหมือนจะขอโทษแล้วเปิดไปที่เมนูปลาอีกที

          “ปลาทอดสมุนไพรกับหมูทอดสมุนไพรนี่กูควรกินอะไรดีวะ” คนหล่อเงยหน้าขึ้นมาถามผม

          “กินเองก็เลือกเองสิ” ผมตอบกลับไป

          “ก็เลือกไม่ได้ เลือกให้กูหน่อย” พี่มันว่าแล้วทำหน้าอ้อนๆ

          “หมู” ผมตอบสั้นๆ

          “โอเค หมูทอดสมุนไพรครับ” พี่มันพยักหน้าทันทีแล้วบอกกับพนักงานรับเมนู

          หัวใจของผมมันกำลังเต้นแรง มันเป็นแค่หนึ่งโมเมนต์เล็กๆ ที่เกิดขึ้น แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นมันกำลังทำให้ผมมีความสุขอีกแล้ว แค่อีกคนถามเหมือนว่าเราจะเป็นคำตอบให้เขาได้ แค่เขาเลือกในสิ่งที่เราเลือกให้ แม้มันจะเป็นอาหารง่ายๆ แค่จานเดียวก็เถอะ

          “อีกคนล่ะคะ?” ผมก้มลงมองเมนูอย่างเงอะงะเมื่อพนักงานหันมาถาม

          “เอ่อ…หมูทอดกระเทียมครับ” ผมตอบ

          พนักงานยิ้มรับและบอกให้รออีกสักหน่อยเพราะตอนนี้คนเยอะ ผมหันไปมองรอบๆ ร้านแล้วก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ คงจะอีกนานกว่าจะได้กิน แต่ร้านนี้เป็นร้านที่เพื่อนผมแนะนำมา อีกอย่างผมกับพี่วีไม่ค่อยจะได้มากินข้าวแบบนี้กันสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเจอกันตอนกลางคืนหรือเจอที่คณะมากกว่า

          การได้มานั่งมองหน้าพี่มันระหว่างรอข้าวเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่ผมชอบและผมเก็บไว้ในความทรงจำ เพราะมันไม่บ่อยนักหรอกที่เราจะมาทำอะไรแบบนี้ด้วยกัน ดังนั้นทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันจึงมีค่าสำหรับผมและผมก็อยากให้พี่วีเห็นคุณค่าของมันเช่นกัน

          "ถ่ายรูปให้หน่อย" ระหว่างที่รอ คนตรงข้ามเขาก็ยื่นโทรศัพท์มาให้ ผมมองงงๆ แล้วก็รับมาแบบงงๆ

          "เล่นเฟซแล้วเหรอ?" ผมถามกลับ

          "ไม่อ่ะ ไอจี" พี่วีตอบผมก็พยักหน้ารับ

          ผมกดถ่ายรูปคนหล่อที่มองมายังกล้อง ไม่รู้เลนส์กล้องโทรศัพท์มันดีหรือเพราะสายตาของคนตรงข้ามมันร้อนแรงเกินไป ความหมายของสายตาจึงถูกส่งตรงมายังผมคนที่มองภาพผ่านหน้าจออยู่ ไม่อยากจะคิดว่าถ้ารูปนี้ถูกเผยแพร่ออกไปคนจะละลายเพราะมันแค่ไหน ขนาดผมยังรู้สึกเหมือนถูกแช่เเข็งเพราะสายตาหวานๆ กับรอยยิ้มน้อยๆ นี่เลย

          "เสร็จยัง?" เหมือนจะไม่ตั้งใจแต่ผมมั่นใจว่าคนตรงหน้ารู้ตัว

          "อือ..." ผมส่งเสียงในลำคอแล้วยื่นโทรศัพท์คืนให้พี่วี

          "หึ หล่อว่ะ" พี่มันชมตัวเองแล้วกดโทรศัพท์ต่อ "เข้าไปฟอลกูด้วย" เสร็จแล้วก็เงยหน้าขึ้นมาบอกผม

          "ฟอลอะไร ไม่เล่น" ผมตอบไปอย่างนั้นแหละ แต่ความจริงแล้วผมก็มีแอปพลิเคชันนี้อยู่แค่ไม่ค่อยได้อัพเดทอะไรสักเท่าไหร่

          "โกหกไม่เนียน กูไปฟอลมึงเมื่อวานเนี่ย" พี่มันว่าแล้วยื่นโทรศัพท์ให้ผมดู

          ผมหยิบโทรศัพท์ออกมากดเข้าไปฟอลพี่วีให้จบๆ ไป

          "เสร็จแล้ว" ผมหันไปให้คนตรงข้ามดูว่าทำตามที่เขาต้องการแล้วนะ

          "ดีมาก กูชอบแอปนี้นะเว้ย ไม่ต้องกดโกรธ กดไลค์ มีแค่กดหัวใจอย่างเดียว" พูดจบพี่มันก็โน้มตัวมาจิ้มโทรศัพท์ผมที่ยังค้างรูปพี่มันอยู่

          "อะไรของพี่เนี่ย"

          "หัวใจมึงไง ให้กูด้วยอ่ะ" จากงงๆ ก็กลายเป็นอึ้งแทน ไม่บ่อยหรอกที่จะมีคนมาหยอดด้วยคำพูดง่อยๆ พวกนี้ แค่เห็นสเตตัสทศกัณฐ์ที่อัพจีบพี่บาร์ก็ขยาดแล้ว มาเจอเองกับตัวแบบนี้ผมเลยทำตัวไม่ถูก ได้แค่เงียบแล้วก้มลงมองหน้าจอกับหัวใจสีแดงๆ ใต้รูปของพี่วี

          "เฮ้ย...ถ้าฝืนมากก็ขอโทษ กูไม่ได้คิดอ่ะ ถ้ามึงไม่ชอบก็ไม่ต้องอะไรก็ได้" เสียงสั่นๆ พูดเหมือนจะรู้สึกผิดที่ทำไปแบบนั้น

          "ผมไม่เป็นไร" ผมตอบ "ทำไมเลิกเล่นเฟซล่ะ" ผมถาม

          "ก็...เห็นตัสมึงกับคนสำคัญของมึงอ่ะ" พี่เขาตอบแล้วก้มลงมองโทรศัพท์

          "ใคร?"

          "ก็พี่แพ็คอะไรนั่นของมึงไง" พี่วีเงยหน้าขึ้นมาพูดกับผม

          "อ๋อ..." แล้วหลังจากนั้นก็เกิดความเงียบ พี่วีก้มลงไปเขี่ยโทรศัพท์ส่วนผมก็มองพี่เขานิ่งๆ ไม่พูดอะไรต่อ

          "เขา...สำคัญมากป่ะ" หน้าหล่อเงยขึ้นมาถาม

          "ก็สำคัญ" ผมตอบ

          "อืม...ก็เคยรักกันนี่นะ" พี่วีว่า

          "ตอนนี้ก็ยังรัก" ผมตอบแล้วมองตาพี่วี สิ่งที่ตอบไปไม่ผิดจากความจริงสักนิด เพราะผมยังรักพี่แพ็ค แต่ไม่ได้รักแบบแฟนแล้วก็เท่านั้น

          "คำบางคำถ้าทำให้กูเจ็บมึงก็ไม่ต้องพูดก็ได้" พี่วีว่าตัดพ้อเบาๆ

          ความเงียบปกคลุมระหว่างเรา พี่วีเงียบไปหลังจากพูดจบ และผมเองก็ไม่รู้จะพูดอะไร จนกระทั่งอาหารมาเสิร์ฟพี่วีก็เริ่มกินแบบเงียบๆ มันเงียบจนผมทนไม่ไหว ผมเลยวางช้อนลงกับจานแล้วเงยหน้ามองพี่วี

          "เราเป็นพี่น้องกัน" ผมบอก

          "อือ ยังดีที่กูได้เป็นพี่มึง แต่พี่คนนี้รู้สึกยังไงกับมึงมึงก็รู้" ผมถอนหายใจเมื่อคนตรงข้ามแปลความหมายประโยคของผมผิด

          "ผมหมายถึงผมกับพี่แพ็คเป็นพี่น้องกัน" มันเป็นเเบบนั้นมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ผมกับพี่แพ็คไม่เคยรู้สึกต่อกันมากไปกว่านี้เลยสักครั้ง ไม่อย่างนั้นความสัมพันธ์หลังเลิกกันคงไม่ดีขนาดนี้

          "แล้ว...กับนุ๊กล่ะ?" คนเป็นพี่ถามเบาๆ มองหน้าผมเหมือนจะขออนุญาต

          "พี่นุ๊กเป็นพี่รหัสไอ้เจมส์" ผมตอบช้าๆ

          "คนใกล้ตัวเนอะ"

          "เขาก็แค่ไปพักด้วย ตอนนั้นเขาทะเลาะกับแฟน" ไม่รู้ว่ามีความจำเป็นอะไรที่ผมต้องบอก ทั้งๆ ที่ผมจะปล่อยให้พี่มันเข้าใจผิดไปเหมือนเดิมก็ได้

          "จริงเหรอ?" พี่วีเงยหน้าขึ้นมาถามผมเหมือนไม่อยากจะเชื่อ

          "พูดแล้ว แล้วแต่จะคิด" ผมยังงงตัวเองอยู่เลยว่าทำไมต้องพูด อาจจะเป็นเพราะคำตัดพ้อเมื่อกี้ หรืออาจจะเพราะสายตาที่แสดงความเสียใจของพี่มัน

          "แล้วถ้า...คิดว่ามึงแคร์กูล่ะ?" พี่วีพูดเบาๆ แล้วส่งยิ้มทะเล้นๆ  มาให้

          "กินต่อเลย" ผมตอบนิ่งๆ แล้วชี้ไปที่จานข้าว

          "ตลอด...เขินแล้วเปลี่ยนประเด็นตลอด" พี่มันล้อแต่ก็ยอมกินข้าวต่อ

          "ผมไม่ได้เขินเหอะ" ผมแก้ตัวทั้งๆ ที่ตอนนี้หน้าเริ่มแดง ไม่อยากให้พี่มันรู้มากว่าผมยอมพี่มันไปแค่ไหนแล้ว ถึงแม้จะยอมแล้วทั้งใจแต่ก็ยังอยากมีส่วนที่ทำให้พี่มันเห็นคุณค่า

          "จริง? ไม่รู้สึกสักหน่อยเหรอ?"

          "ไม่อ่ะ" ผมตอบเหมือนไม่จริงจังแต่พยายามซ่อนสีหน้าตัวเองไว้ เพราะตอนนี้ทุกท่าทางของพี่วีมีผลต่ออัตราการสูบฉีดเลือดขึ้นบนใบหน้าของผม อย่างเช่นตอนนี้ที่พี่มันเอียงคอและทำหน้าสงสัย

          "โอเค ไม่รู้สึกก็แล้วไป ขอแค่รู้ใจกูก็พอ" ผมกลอกตาให้คำพูดเลี่ยนๆ แต่พี่วียังยิ้มเหมือนพอใจปฏิกิริยาของผม

          "พี่แม่ง..." ผมสบถเบาๆ เมื่อพี่มันยังไม่ขยับตัวไปไหน

          "กูอะไร?"

          "กินข้าวไหมล่ะ?"

          "ถ้าได้กินมึงไม่กินข้าวก็ได้อ่ะ"

          "พี่วี..." ผมกดเสียงต่ำแล้วมองคนตรงหน้าดุๆ

          "โอเค กินข้าวครับ"

          ถ้าการกินข้าวกับใครสักคนมันจะลำบากขนาดนี้ล่ะก็นะ ผมควรหัดทำกับข้าวอย่างจริงจังไหม จะได้ไม่เป็นภาระของหัวใจ วันนี้มันเต้นแรงเพราะพี่วีมากเกินไปแล้ว

          หลังจากกินข้าวเสร็จพี่วีก็มาส่งผมที่ห้อง พี่มันบอกว่าจะกลับเลยหลังจากที่ส่งผมเสร็จ ความจริงแล้วมันไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องมีคนมาส่งแต่พี่วีก็คือพี่วี ดื้อด้านจะมาส่งให้ได้

          Rrrr~

          ผมก้มลงมองโทรศัพท์ที่ส่งสัญญาณเตือนว่ามีคนโทรเข้า ยิ้มออกมาน้อยๆ เมื่อคนที่โทรมาเป็นคนสำคัญที่ผมคิดถึงมากเหมือนกัน

          “ครับแม่” ผมกรอกเสียงลงไปทันทีที่กดรับ

          [ตั้งแต่ไปก็ไม่โทรหาแม่เลยนะคะ เป็นห่วงนะเนี่ย] เสียงงอนๆ ถูกส่งมาตามสาย ผมยิ้มออกมาน้อยๆ เมื่อได้ยินคำว่าเป็นห่วงจากแม่

          “ผมสบายดีครับแม่ ไม่มีอะไร ที่ไม่ได้โทรหาเพราะว่าช่วงนี้ยุ่งๆ น่ะครับ” ผมตอบแม่กลับไป

          [ยุ่งนี่ยุ่งเรื่องเรียนหรือเรื่องหัวใจคะคุณลูกชาย] ผมขมวดคิ้วเมื่อได้ยินแม่พูดอย่างนั้น

          “ไอ้เจมส์หรือไอ้วินด์บอกล่ะ” ผมถามกลับแล้วนั่งลงโซฟา เปิดโทรทัศน์แล้วผ่อนเสียงลงพอให้มันเป็นเพื่อน

          [คนที่บอกแม่ไม่ใช่ทั้งเจมส์ทั้งวินด์ค่ะ แต่เป็นพี่แพ็คของลูกต่างหาก]

          “อะไรเนี่ย” น้ำเสียงผมบอกได้ว่าสงสัยอย่างปิดไม่มิด ก็พี่แพ็คกับแม่ผมไม่ได้มีเรื่องราวอะไรให้ไปหากันสักเท่าไหร่ แล้วที่สำคัญพี่แพ็คไม่น่าจะรู้เรื่องของผมมากมายขนาดนั้น นอกจากจะมีเพื่อนที่น่ารักของผมคนใดคนหนึ่งคาบข่าวไปบอก

          [พี่แพ็คก็น่าจะรู้มาจากเจมส์แหละค่ะ] ไอ้หนอนบ่อนไส้*…*

          “แม่จะว่าอะไรผมไหมล่ะ?”

          [จะว่าก็ไม่ทันแล้วมั้งคะ ถ้ากลับไปหาเขาครั้งนี้แล้วเขาโอเคจริงๆ ก็พามาหาแม่หน่อยนะ] ผมแทบสำลักน้ำลายตัวเองเมื่อแม่บอกแบบนั้น

          “แม่…พูดอะไรอย่างนั้นครับ” ผมถามติดๆ ขัดๆ

          [ก็แพ็คบอกแม่ว่าคนนี้ลูกจริงจังนี่ แต่คราวที่แล้วแม่ก็พอจะรู้แหละว่ารักเขามาก แล้วพี่แพ็คมายืนยันว่าไปเห็นกับตามาแล้วแม่ก็เลยอยากเจอสักหน่อย] แม่บอกขำๆ

          “แม่ครับ…มันยังไม่ขนาดนั้น”

          [แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะ รอให้ถึงขนาดที่แม่ว่าค่อยพามาก็ได้] แม่ตอบกลับ

          “แล้วพ่อ…”

          [โอ๊ย~ คนนั้นน่ะความจริงแล้วรักมาสะของแม่จะตาย] ผมถอนหายใจอย่างไม่เชื่อ แม่ก็ชอบบอกว่าพ่อรักผมประจำ แต่สิ่งที่พ่อแสดงออกมันไม่ใช่แบบที่แม่บอกผมสักเท่าไหร่

          “แม่…”

          [อะไรคือเสียงแบบนั้นคะคุณลูกชาย] แม่ว่า

          “ก็แม่พูดเหมือนเรื่องง่าย นั่นพ่อเลยนะครับ แค่เรื่องเรียนยังไม่ยอมผมเลย”

          [ไม่ยอมที่ไหน พ่อก็ให้เราไปเรียนที่นั่นแล้วไงคะ แต่ถามขนาดนี้แสดงว่าคิดจริงสินะมาสะ] แม่ส่งเสียงเหมือนจับผิด

          “ก็…ผมแค่คิดเผื่อไว้” ผมตอบไปอย่างนั้นแต่ความจริงหัวใจกลับเต้นรัวแรง

          [ค่ะคุณลูกชาย เผื่อมันเป็นจริงขึ้นมาเมื่อไหร่อย่าลืมพามาหาแม่นะคะ อยากรู้ว่าคนที่ลูกชอบจะน่ารักขนาดไหน] ผมยิ้มขำๆ เมื่อได้ยินสิ่งที่แม่คาดหวังไว้ ถ้าพูดเรื่องหน้าตา…พี่วีห่างไกลจากคำว่าน่ารักอยู่มาก แต่ถ้าถามเรื่องนิสัย…พี่มันก็ชอบทำตัวน่ารักจนใจผมสั่นอยู่บ่อยๆ นั่นแหละ

#กลรักวีมาร์ค

อยู่ระหว่างการทำเล่มและตรวจคำผิด แป้งจึงจะทยอยลงตอนที่ตรวจคำผิดแล้วเรื่อยๆ นะคะ

สามารถสั่งจองหนังสือได้ที่

เพจเฟซบุ๊ก : faddist

ทวีตเตอร์ : @pflhzt

Line ID : @hzn1709t

ความคิดเห็น