ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 8 : เมื่อหัวใจมันห้ามไม่ไหว

ชื่อตอน : บทที่ 8 : เมื่อหัวใจมันห้ามไม่ไหว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.3k

ความคิดเห็น : 51

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ต.ค. 2560 10:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 8 : เมื่อหัวใจมันห้ามไม่ไหว
แบบอักษร


บทที่ 8 เมื่อหัวใจมันห้ามไม่ไหว



จิรกฤตต้องตั้งสติอย่างแน่วแน่หนักแน่นที่สุดเมื่อเวลาต้องทำงานเพราะเขาแทบไม่มีสมาธิคิดเรื่องอื่นเลยนอกจากใบหน้าของเด็กสาวที่ได้มีโอกาสลิ้มลองรสชาติหอมหวานเมื่อหลายวันก่อน ความใสซื่อ ไร้เดียงสาบอกว่าเธอช่างสะอาดและบริสุทธิ์อย่างไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนรักแล้วแถมยังกล้าพลอดรักกันโดยไม่สนใจสายตาของเพื่อนรวมทั้งตัวเขาเองในตอนนั้นด้วย


หากคิดแบบไม่โลกสวยท่าทางการแสดงออกแบบนี้ย่อมหมายถึงทั้งคู่ผ่านการมีเซ็กซ์มาเรียบร้อย อีกทั้งเด็กวัยรุ่นสมัยนี้ไวไฟกันน้อยซะเมื่อไหร่ล่ะ แทบจะเป็นไปได้น้อยมากที่คบกันแบบแค่จับมือ หอมแก้มหรือกอดโดยไม่มีอะไรเกินเลยมากไปกว่านั้น


ทั้งที่จริง หากเลือกได้เขาก็อยากให้ระหว่าพนิดาและจรัสกรมีความสัมพันธ์กันแค่จับมือถือแขนเหมือนกัน


ไม่! จริงๆ แล้วเขาไม่อยากให้ใครแตะต้องเธอเลยมากกว่า แม้คนนั้นจะเป็นน้องชายตัวเองก็เถอะ


แค่คิดถึงเรือนร่างบอบบางทว่าอิ่มแน่นเต็มไม้เต็มมือ เสียงของลมหายใจหอบกระเส่าของเธอยังดังก้องอยู่ในหู นัยน์ตาหวานซึ้งยามมองเขาเมื่อตกอยู่ในอารมณ์หวามไหวตราตรึงเข้าไปในหัวใจยากจะลบเลือน


มันเป็นความรู้สึกดีอย่างที่บรรยายไม่ถูกแต่ที่แน่ๆ ตั้งแต่วันนั้นเหมือนร่างกายและจิตใจจะโหยหาหญิงสาวอย่างไม่มีท่าทางจะลดลงซ้ำยังมากขึ้นทุกที


ทำยังไงดี? เขาคิดถึงเธอจนจะบ้าตายอยู่แล้ว


“กราฟ... ไอ้กราฟ”


“...”


“เฮ้ย! ไอ้กราฟ ได้ยินไหมวะ”


จากการเรียกขานเพียงอย่างเดียวแล้วไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ เอกราชจึงยื่นมือไปเขย่าต้นแขนของจิรกฤตอย่างแรงจนร่างหนาสะดุ้งและหลุดออกจากภวังค์ ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มดูแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อยพลางหันไปมองคนสะกิดด้วยแววตาขุ่นมัวเบาๆ เพราะถูกขัดจังหวะที่กำลังจมดิ่งในความคิด


“เออๆ ได้ยินแล้ว มีอะไร”


“ปั๊ดโธ่ นั่งทำงานด้วยกันแค่นี้ก็สนใจผู้ร่วมงานหน่อยเถอะว่ะ” เสียงทุ้มห้าวเอ่ยคล้ายการตัดเพ้อเหมือนกำลังน้อยใจ


“ว่าไงล่ะ ก็ฟังอยู่”


เพื่อนร่วมงานและเพื่อนสนิทกะพริบตาปริบๆ พร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเอ่ยคำถามเดิมที่เพิ่งพูดไปเมื่อครู่นี้ซ้ำอีกครั้ง


“กูถามว่ามึงตรวจแบบก่อสร้างของตึกสหวิริยะที่เขาส่งมาให้หรือยัง ตรงตามหลักที่วางเอาไว้หรือเปล่า”


“สหวิริยะ...” ใบหน้าหล่อเหลาครุ่นคิดอยู่ชั่วอึดใจก่อนจะนึกออกว่านั่นเป็นงานที่ทำเสร็จไปเมื่อวาน “อืม ตรวจแล้ว ตรงตามแบบไม่มีปัญหา” เขาตอบเสียงเรียบพลางพยักหน้าส่งๆ ทำเอาผู้ได้รับคำตอบแสดงอาการไม่ค่อยเชื่อถือเท่าไหร่


“แน่นะ มึงคงไม่ใจลอยตอนตรวจแบบหรอกใช่ไหม”


ชายหนุ่มหรี่ดวงตาที่เรียวเล็กอยู่แล้วมองอีกฝ่ายจนแทบมองไม่เห็นความรู้สึกแฝงเป็นนัยออกมาแต่สำหรับจิรกฤตที่คบเป็นเพื่อนมานานย่อมเข้าใจดีอยู่แล้ว


“มึงเห็นกูเป็นคนแบบนั้นหรือไงห๊ะ ไอ้เอก”


“เมื่อก่อนก็ไม่... แต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่... ไม่แน่ใจ”


“หมายความว่ายังไง ไหนพูดให้มันเคลียร์ๆ ดิ๊” คิ้วเข้มขมวดยุ่งกับการพูดแบบกำกวมไม่ชัดเจนของเอกราช


“แค่เห็นมึงชอบเหม่อกว่าปกติ ยิ่งช่วงสักสองอาทิตย์ที่ผ่านมาเวลาไม่ได้พูดนี่นั่งนิ่งยังกับหุ่นยนต์ รู้บ้างหรือเปล่าว่าคนอื่นเม้าส์กันหมดแล้วว่าคุณจิรกฤตผู้แสนหล่อเหลา เร้าใจเด็ก สตรีและคนชราเกิดอกหักดังเป๊าะ”


อกหัก? เขาเนี่ยน่ะเหรอ...


“คงงั้นมั้ง” ในเมื่อไม่มีอะไรต้องปิดบังกับเอกราชอยู่แล้วเขาจึงยอมรับออกมาตรงๆ เพราะสภาพความรู้สึกที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้อาจจะเรียกได้ว่า ‘อกหัก’ ก็ไม่ผิดนัก


“เฮ้ย จริงดิ กับใคร?” ดวงตาเรียววาววับขึ้นมาเพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะยอมรับง่ายๆ อย่างนี้แต่แล้วก็คิดได้ว่าหากจิรกฤตจะอกหักก็คงไม่มีผู้หญิงคนไหนนอกจากคนรักของน้องชายมันเอง “อย่าบอกนะว่าน้องพราวคนเดิม”


“อืม”


“โอ๊ย แบบนั้นไม่นับว่าอกหักหรอกเว้ย เขาเรียกแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม”


“...”


“แล้วคราวนี้อะไรอีกล่ะ นัดไปเที่ยว ทำอาหาร ดูหนังหรือพาไปไหนมา”


“กูปล้ำพราว”


“ห๊า! มึง... มึงว่าไงนะ” เสียงที่พูดจ้อๆ เปลี่ยนเป็นอ้าปากค้างพร้อมกับเบิกตากว้างมองจิรกฤตด้วยความตกใจ ไม่อยากจะเชื่อว่าสิ่งที่เคยล้อเล่นว่าให้ระวังเวลาอยู่กับเด็กคนนั้นมากๆ สักวันจะห้ามใจไม่อยู่เผลอจับปล้ำทำเมียขึ้นมามันได้กลายเป็นเรื่องจริง


“แต่แค่เริ่มต้น ยังไม่ได้ไปไกลเท่าไหร่ อีกอย่างตอนนั้นกูคิดว่าเป็นความฝัน” พูดแล้วเขาก็ต้องหลับตาลงอย่างอ่อนแรง นิ้วมือเรียวยาวยกขึ้นมาขลึงขมับราวกับต้องการจะบรรเทาอาการปวดหัวจนแทบระเบิดซึ่งก็ไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นสักเท่าไหร่


“เป็นเรื่องใหญ่ไหมล่ะทีนี้ ป่านนี้น้องเขาไม่กลัวมึงหัวหดไปแล้วเรอะ” เขาถึงกับเหงื่อตกแทนเพื่อน นึกภาพไม่ออกว่าหลังจากนี้ความสัมพันธ์จะซับซ้อนมากขึ้นแค่ไหน เผลอๆ อาจมองหน้ากันไม่ติดไปเลยก็ได้


“มึงอย่าพูดให้รู้สึกแย่ลงได้ไหม ตอนนี้ก็เครียดจะตายห่าอยู่แล้ว”


“งั้นได้ติดต่อน้องอีกไหม”


“เคยโทรไปรอบหนึ่งแต่พราวทำเหมือนว่าวันนั้นแค่พากูขึ้นไปนอนบนห้องเฉยๆ แล้วก็กลับบ้าน” นึกถึงน้ำเสียงอ้ำอึ้งที่ได้ยินตอนโทรไปทำทีขอบคุณที่ช่วยหามร่างของเขามานอนบนเตียงและหลังจากพยายามหลอกถามพนิดาก็ไม่ยอมหลุดอะไรออกมาราวกับเรื่องทั้งหมดมีแค่นั้นจริงๆ


เธอคงไม่รู้ตัวว่าฝากหลักฐานไว้บนแผ่นหลังเขาแบบชัดเจนขนาดนั้นแน่ๆ เพราะถ้าจำได้ก็ไม่น่าทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอย่างนี้


ในที่สุดการสนทนาระหว่างเอกราชกับจิรกฤตก็มาถึงทางตันด้วยไม่รู้จะแก้ปัญหาในสถานการณ์แบบนี้อย่างไรเพราะฝ่ายหญิงสาวตีมึนแบบนั้น ชายหนุ่มดวงตาเรียวเฉียงแบบคนที่มีเชื้อสายจีนได้แต่ตบบ่าเป็นกำลังใจให้เพื่อนรักผ่านพ้นมรสุมรักครั้งนี้ไปให้ได้โดยเร็ว


หากหลังพายุสงบจะต้องบาดเจ็บหนักหรือเปล่าก็คงอยู่ที่บุญกรรมของแต่ละคนจริงๆ



ชายหนุ่มเคยคิดมาตลอดว่าอวัยวะที่สำคัญของร่างกายซึ่งควบคุมการทำงานทุกอย่างนั้นคือ ‘สมอง’ แต่เมื่อไม่นานโดยเฉพาะเวลานี้ได้ค้นพบแล้วว่าทั้งหมดที่ร่ำเรียนเป็นเรื่องเข้าใจผิดมาตลอดเพราะส่วนที่สามารถสั่งการทำงานเคลื่อนไหวทั้งหมดได้แท้จริงนั่นก็คือ ‘หัวใจ’ ต่างหาก


“เฮ้อ จะบ้าไปแล้วหรือไง”


จิรกฤตรำพันกับตัวเองพลางฟุบหน้าลงบนพวงมาลัยรถยนต์เหมือนหมดเรี่ยวแรง ทั้งที่ตั้งใจว่าจะปล่อยให้เรื่องทุกอย่างผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อพนิดาต้องการให้เป็นแค่ความฝันเขาก็จะตามใจเธอและพร้อมพยายามถอยห่างออกมาให้มากที่สุด อย่าไปยุ่งเกี่ยว พบเจอหรืออยู่ในเหตุการณ์ล่อแหลมใดๆ อีก


นั่นเป็นสิ่งที่ชายหนุ่มเพิ่งตัดสินใจอย่างแน่วแน่เมื่อไม่กี่วันมานี้...


แต่ทว่าตอนนี้เขากลับขับรถมาถึงร้านอาหารของครอบครัวหญิงสาวโดยไม่รู้ตัว


“ทำไมมันย้อนแย้งแบบนี้วะ”


เพราะตั้งแต่วันเกิดเรื่องก็ไม่ได้เจอเธออีกเลย เวลานานหลายอาทิตย์ที่ไม่ได้เห็นหน้า ไม่ได้ยินเสียงหวานและได้สบตาแวววาวคู่สวยทั้งที่ปกติหญิงสาวมักจะมากินอาหารร่วมกับครอบครัวเขาสัปดาห์ละประมาณสองครั้ง ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นเรื่องดีและถูกต้อง


หากในความเป็นจริงมันกลับทำให้รู้สึกทรมานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


หลังจากการหลุดถามจรัสกรออกไปก็ได้คำตอบว่าพนิดาต้องช่วยงานที่บ้านเนื่องจากคนทำงานในส่วนหน้าร้านไม่พอ หญิงสาวจึงไม่มีเวลาไปไหนเท่าไหร่


แล้วก็นี่แหละเหตุผลที่ทำให้หัวใจพาสองขาและสองมือของเขาขับรถมาจนถึงที่นี่ได้


เขาคิดถึงเธอ... คิดถึงใบหน้าหวานชวนหลงใหลเช่นนั้นอยู่ทุกวันคืนแทบทนไม่ไหว


“ก็แค่มากินข้าว คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง”


ในเมื่อมาถึงตรงนี้แล้ว เมื่อเวลาที่หัวใจมีอิทธิพลมากกว่าสมองเกินกว่าจะต้านทานไหว ร่างสูงจึงได้แต่ถอนหายใจแรงๆ อีกครั้งก่อนจะเงยหน้าขึ้นด้วยแววตาสงบนิ่งมากขึ้น เสียงเข้มเอ่ยบอกตัวเองเบาๆ พลางวิเคราะห์ว่าแม้เขาจะเจอพนิดาที่นี่แต่มันก็อยู่ในที่พลุกพล่าน ในร้านอาหารมีคนเยอะแยะ คงไม่ได้พูดคุยอะไรมากแถมไม่แน่ว่าเขาอาจไม่เจอหญิงสาวก็ได้เพราะไม่รู้ว่าเธอเข้างานตอนกี่โมง


หลังคิดหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองได้จนน่าพอใจ ชายหนุ่มจึงเปิดประตูลงจากรถและก้าวยาวๆ เข้าไปในร้านอาหารทันที


ขณะเดียวกันในร้านอาหารที่กำลังวุ่นวายเนื่องจากปริมาณลูกค้าเข้ามาในเวลาเดียวกันทำให้พนักงานต่างเร่งรีบให้บริการจนแทบไม่ได้หยุดพัก พนิดาก้าวฉับๆ เข้ามาที่เค้าเตอร์พร้อมฉีกกระดาษเสียบไว้ในช่องรับออเดอร์ส่งต่อให้ส่วนครัวอย่างรวดเร็ว


“น้องพราวเหนื่อยไหมคะ ไปพักก่อนก็ได้นะ”


น้ำเสียงใจดีเอื้ออาทรของหญิงสาวที่อายุมากกว่าพนิดาหลายปีซึ่งอยู่ในชุดพนักงานของร้านเช่นเดียวกันเอ่ยถามไถ่อย่างห่วงใยขึ้นมาหลังจากเห็นเด็กสาวลูกเจ้าของร้านมัววิ่งวุ่นเสริฟอาหารมานานนับชั่วโมงแล้ว กระทั่งตอนนี้ใบหน้าเนียนกระจ่างใสเริ่มมีเม็ดเหงื่อซึมไหลออกมาตามไรผมประปรายเล็กน้อย ท่าทางเหน็ดเหนื่อยไม่เบา


“ไม่เป็นไรค่ะพี่ขิง ลูกค้าเข้าเยอะเดี๋ยวทำกันไม่ทัน ตอนนี้ยิ่งใกล้เวลามื้อเย็นแล้วด้วย” เสียงใสยังคงร่าเริงแม้ต้องเดินไปมาไม่หยุดนับชั่วโมงจนเพิ่งจะได้ยืนเฉยๆ พักขาก็ตอนนี้เอง


“จิ๊บกับจุ๊บไม่น่าลาออกพร้อมกันเลยนะคะแถมช่วงนี้ป้าสมรก็ลากลับบ้านที่ต่างจังหวัดไปอีก ต้องรบกวนน้องพราวมาช่วยแบบนี้เหนื่อยแย่เลย”


“เรื่องเล็กน้อยเองค่ะ แค่นี้สบายมาก” เธอตอบกลับเสียงใสเพราะจริงๆ การทำงานแบบนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เคยช่วยครอบครัวมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เวลาคนขาดหากไม่ติดเวลาเรียนหรือธุระสำคัญอะไรก็มักถูกเรียกตัวมาเฉพาะกิจอยู่เสมอ


“แต่ระดับลูกสาวคุณชนินทร์น่าไปช่วยฝ่ายบริหารมากกว่าต้องมาเสริฟแบบนี้เนอะ ดูสิแบบนี้ใครจะรู้ว่านี่คือคุณพราวว่าที่เจ้าของคนต่อไป” เสียงหวานพูดอย่างเอาใจแต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เธอคิดเช่นนั้นจริงๆ พนิดาดูบอบบางและสง่างามโดดเด่นกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก ไม่รู้เด็กกะโปโลที่หล่อนเคยเห็นเมื่อหลายปีที่แล้วถูกหญิงสาวแสนสวยคนนี้แทนที่ตั้งแต่เมื่อไหร่


“หน้าที่ไหนมันก็สำคัญหมดทั้งนั้นแหละค่ะพี่ขิง พ่อเคยบอกเอาไว้ว่าพราวควรทำให้ได้ทุกอย่างแม้แต่เวลาคนล้างจานไม่พอก็ต้องไปช่วยได้นะคะ ถ้าเรียนรู้แต่งานฝ่ายบริหารไม่เคยลงมาปฏิบัติให้รู้เลยคงไม่มีวันเข้าใจจิตใจพนักงานทุกระดับหรอกค่ะ จริงไหมล่ะพี่ขิง”


“จริงด้วยสินะคะ” ผู้จัดการฝ่ายบริการมองสาวน้อยด้วยความรู้สึกชื่นชมจนพาลนึกถึงคุณชนินทร์และคุณกรองกาญจน์ไปด้วยว่าช่างเลี้ยงลูกได้ติดดิน ไม่ถือตัวและจิตใจดีจริงๆ


หากการพูดคุยของสองสาวก็จำเป็นต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นจากหางตาหญิงสาวจึงรู้ว่ามีแขกหนึ่งคนกำลังเดินเข้ามาในร้าน พนิดาแสดงสีหน้ายิ้มแย้มอ่อนหวานแบบการค้าทันทีก่อนจะหันไปส่งเสียงใสต้อนรับ


“ยินดีต้อนรับค่าาา อุ้ย! พะ... พี่กราฟ” ยังไม่ทันจบประโยคดวงตากลมใสก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกใจอย่างปิดไม่มิดเมื่อเห็นว่าแขกที่เข้ามาก็คือชายหนุ่มที่เธอพยายามตัดใจจริงจังมาได้สองอาทิตย์แล้วนั่นเอง


“สวัสดีครับ” เสียงทุ้มนุ่มนวลขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อพูดกับหญิงสาว นัยน์ตาสีเข้มคมกริบฉายแววเป็นประกายระยิบระยับอย่างไม่รู้ตัว หัวใจแห้งเฉาฟองฟูขึ้นมาอีกครั้งราวกับตายแล้วเกิดใหม่


ไม่น่าเชื่อว่าแค่ได้เจอหน้าจะทำให้เขามีความสุขขนาดนี้


“อ้าว คนรู้จักน้องพราวเหรอคะ” ผู้สังเกตการณ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยถามขึ้นมาหลังจากมองเห็นดวงตาวูบไหวของแขกหนุ่มรูปหล่อกับท่าทางยืนนิ่งอึ้งของเด็กสาวแล้วสัญชาตญาณก็บอกเธอว่าต้องมีซัมติงบางอย่างแน่นอน


“เอ่อ... ค่ะ” บอกตามตรงว่าตอนนี้เธอตกใจจนเสียงหายไปหมดแล้ว


“ถ้าอย่างนั้นก็รับแขก ‘พิเศษ’ ก่อนเลยก็ได้นะคะ เดี๋ยวโต๊ะอื่นพี่กับเด็กๆ คนอื่นช่วยจัดการได้ไม่มีปัญหาอยู่แล้วค่ะ”


พนิดาไม่รู้ว่าตัวเองอยากขอบคุณหรือโมโหกับการเปิดโอกาสของพี่ขิงแบบนี้กันแน่ วูบแรกก็ดีใจที่เห็นหน้าเขาอยู่หรอกแต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่ากำลังตัดใจอยู่ความดีใจก็เปลี่ยนเป็นความสับสนแทน


แถมยิ่งเห็นหน้าจิรกฤตเธอก็ดันนึกถึงเหตุการณ์ชวนวาบหวามในคืนนั้นจนใบหน้าชักเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาตงิด


“ไปเถอะค่ะ ตามสบายได้เลยน้องพราว”


จากการจัดแจงผลักดันให้ต้องเป็นผู้รับแขก พนิดาจึงบ่ายเบี่ยงไม่ได้และเป็นผู้พาชายหนุ่มมานั่งที่โต๊ะขนาดเล็กริมน้ำมองเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาในมุมกว้างสวยงาม


“คนเดียวใช่ไหมคะ”


“ครับ คนเดียว”


เสียงทุ้มกังวานและนุ่มนวลนั่นทำให้หญิงสาวคิดว่าตัวเองคงกำลังหน้าแดงอยู่จริงๆ เธอต้องพยายามอย่างมากในการไม่สบตาแขกคนนี้ทั้งๆ ที่มันเป็นมารยาทอันดับต้นๆ ที่พึงกระทำในงานบริการ มือบางสั่นเล็กน้อยเมื่อต้องส่งเมนูอาหารให้ชายหนุ่ม


“มีอะไรแนะนำบ้างครับ” เขารับแฟ้มเมนูรายการอาหารจากเธอพร้อมเปิดดูผ่านๆ ด้วยท่าทางเคร่งขรึม นิ่งสงบเหมือนเดิมอย่างที่เคยทำโดยหญิงสาวไม่มีทางรู้เลยว่าหัวใจของเขากำลังเต้นแรงจนแทบกระเด็นออกมาอยู่รอมร่อ


ดวงตาสีเข้มคมกริบลอบมองหญิงสาวร่างบางซึ่งดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นกว่าตอนใส่ชุดนักศึกษาหรือชุดลำลองทั่วไป ยูนิฟอร์มพนักงานของร้านเป็นสีเหลืองไข่ให้ความรู้สึกนุ่มนวลสบายตา ส่วนบนเป็นเสื้อแขนสั้นแบบคอจีน กระโปรงทรงสอบยาวประมาณเข่า มีผ้ากันเปื้อนสีเดียวกันคาดบริเวณช่วงเอวโดยตกแต่งส่วนชายผ้าด้วยลายไทยเพิ่มดีเทลมีลูกเล่นมากขึ้น


และแน่นอนว่าพนิดารับรู้ถึงสายตาของเขาอยู่แล้ว เธอเหลือบหางตาชำเลืองดูนิดๆ ก่อนจะรีบเบนกลับมาหาจุดโฟกัสที่ส่วนอื่นซึ่งก็คือสมุดจดออเดอร์รับรายการในมือนั่นแหละ สมองก็รีบแล่นประมวลผลถึงคำถามที่ได้ยินก่อนจะตอบออกไปด้วยน้ำเสียงเบาหวิวเหมือนไม่ใช่ของตัวเอง


“เอ่อ... ก็มีกุ้งแม่น้ำราดซอสมะขาม ห่อหมกทะเล น้ำพริกไข่ปู ปลากะพงราดพริกค่ะ”


“พี่อยากกินทอดมันข้าวโพดกุ้งสับกับต้มยำไข่เจียว ที่นี่มีหรือเปล่าครับ” เขาไม่ได้เลือกจากรายชื่ออาหารที่เธอพูดแต่กลับนึกถึงกับข้าวสองอย่างที่เคยกินด้วยกันและพูดออกมา


“ก็... ก็มีนะคะ” เสียงของเธอชะงักอย่างชัดเจน นัยน์ตาสวยฉายแววตระหนกตกใจจนกระดาษจดออเดอร์ในมือแทบร่วงลงพื้น จำได้แม่นว่านั่นคืออาหารที่เคยสอนให้เขามาก่อนและท่าทางชายหนุ่มจะจงใจพูดรำลึกความหลังด้วยเหตุผลอะไรเธอก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน


“ครับ งั้นเอาสองอย่างนั่นแหละ”


วินาทีนั้นจิรกฤตและพนิดาเกิดบังเอิญเงยหน้าขึ้นสบตากันพอดี ดวงตากลมโตค้างแข็งทื่อมองผู้ชายตรงหน้าไม่กะพริบเหมือนถูกมนต์สะกดส่วนชายหนุ่มเองก็จ้องเขม็งกลับราวกำลังวัดใจและพยายามเจาะลึกลงไปในหัวใจของหญิงสาว


เกิดความเงียบครอบงำอยู่ชั่วอึดใจ มันอึดอัดนิดๆ ตื่นเต้นหน่อยๆ แต่ความรู้สึกที่ชัดเจนมากที่สุดนั่นก็คือ หัวใจของคนสองคนซึ่งพองโตล้นแน่นอก ในตอนนั้นเองร่างสูงเป็นฝ่ายคล้ายหลุดออกมาสู่โลกแห่งความจริงได้ก่อน ใบหน้าหล่อเหลาราบเรียบเริ่มปรากฏรอยยิ้มมุมปากเล็กน้อยคล้ายจะเอ็นดูสาวน้อยใกล้ตัวที่เธอกำลังแสดงสีหน้าเหลอหลาทำอะไรไม่ถูก


ไม่ผิดแน่ ปฏิกิริยาของพนิดาบอกว่าเรื่องคืนนั้นมันคือความจริง


แถมตอนนี้รู้สึกว่าเธอดูน่ารักมากขึ้นกว่าเดิมซะอีก


ก็น่ารักแบบนี้แล้วเขาจะเลิกชอบได้ยังไง? ไม่มีทาง... ไม่มีทางจริงๆ


“ค่ะ รายการอาหารมีทอดมันข้าวโพดกุ้งสับกับต้มยำไข่เจียว ข้าวเปล่าหนึ่งจาน น้ำดื่มรับเป็นน้ำเปล่านะคะ กรุณารอสักครู่ค่ะ” เธอพูดตามสคริปอย่างรัวเร็วก่อนรีบหันหลังจ้ำอ้าวออกไปก่อนที่ชายหนุ่มจะสังเกตเห็นว่าแก้มสองข้างของเธอแดงก่ำไปหมดแล้ว


เขิน... เขินไปหมด... เขินยิ่งกว่าเมื่อก่อนไม่รู้กี่เท่า


ไหนว่าจะตัดใจไงล่ะพนิดา... แบบนี้ดูเหมือนอาการมันยิ่งหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำไม่ใช่เหรอ?



ดราม่าพอเป็นพิธี ไม่ต้องเครียดหรืออึดอัดกันนะคะรีดๆ ทุกคน เพราะต่อจากนี้... (ไม่ขอโฆษณาแต่อยากให้ทุกคนได้อ่านพร้อมกันว่าธาตุแท้พี่กราฟความจริงเฮียนั้นเป็นยังไง อิอิ)

ปล. อยากบอกว่าตอนต่อไปก็คือตอนที่ 9 ไรท์แต่งจบแล้วน้าาาเหลือรีไรท์นิดหน่อยก็อัพได้เลย อยากอ่านกันวันนี้รึเปล่า... เปล่า... เปล่า??? ถ้าอยากอ่านมาเม้นต์กันเยอะๆ นะจ๊ะได้สัก 40 เม้นต์ก็ดีใจแล้ว (แหม่ จะได้มั้ย >//<) เดี๋ยวค่ำๆ เอาตอนที่ 9 มาเสริฟ์ บอกเลยว่าย๊าวววยาววแถมยังเด็ดอีกต่างหาก!!! ว่าแต่ไหนบอกไม่โฆษณา 55555

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว