เป็นกำลังใจให้เทคด้วยน้าาาา เทคจะได้มีแรงอัพพพพพ >3<

ราตรีที่ 8 พบพานกันอีกครั้ง

ชื่อตอน : ราตรีที่ 8 พบพานกันอีกครั้ง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.2k

ความคิดเห็น : 39

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ต.ค. 2560 23:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 8 พบพานกันอีกครั้ง
แบบอักษร

ราตรีที่****8 พบพานกันอีกครั้ง

ในวังหลวงผู้ไม่เคยรู้จักองค์ชายใหญ่ก็คงจะเห็นเป็นฉิงเฟิ่งกระมัง อันที่จริงก็ใช่ว่าจะเป็นเพียงแค่ฉิงเฟิ่งคนเดียวเสียเมื่อไหร่ ในวังหลวงนอกจากคนในแล้วผู้ที่เคยเห็นหน้าองค์ชายหย่งชางก็มีอยู่น้อยนิด

ฉิงเฟิงเป็นเพียงแค่ทหารชั้นเล็กๆ ได้ดูเตะตามากนัก สิ่งเดียวที่ให้คนจำได้ก็คงมีแต่รูปร่างท้วมใหญ่ ตั้งแต่ยังเล็กก็คิดว่าตัวเองนั้นช่างโชคร้ายมาตลอด ครั้นพอโตขึ้นพออายุได้เกณฑ์ทหารก็ยังคิดว่าตัวเองนั้นโชคร้ายไม่หยุด ต่อให้อยู่เฉยๆ เรื่องก็วิ่งเข้ามาหาตัวอยู่ดี

ในวันหยุดฉิงเฟิ่งได้กลับมาเยี่ยมเยืยนบิดา ในมือของเขาถือของฝากอยู่มาก ซึ่งเป็นของที่บิดาชอบทั้งนั้น ก่อนล่ำลากลับเข้าวังหลวงก็ยังไม่ลืมกำชับให้บิดางดเหล้า ดูแลสุขภาพตัวเอง แม้คำตอบที่ได้จะมีแค่การเงียบเฉย มันก็ไม่อาจทำให้ความเป็นห่วงในบุพการีบั่นทอนลงสักนิด

ร่างอ้วนเดินมาได้ไม่กี่ก้าว ก็ต้องหยุดลง อาชาสีน้ำตาลเข้มตัวหนึ่ง ยืนตรงหน้าเขา มันร้อง*...ฮี่ ฮี่...* ตามสัญชาติญาณของสัตว์ ดวงตาดำขลับจ้องมองเขาราวกับว่ารู้จัก ใบหน้ายื่นยาวพยายามทำตัวออดอ้อนเหมือนกับเด็กตัวน้อยที่ต้องการความรัก

ม้าผู้ใดกัน?

ฉิงเฟิ่งคนอ้วนที่ไม่รู้ เขาหันมองซ้ายมองขวาก็พบว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น คาดว่าคงเป็นของนายทหารคนอื่น มันคงพลัดหลงหรือไม่ก็คงหลุดมาจากคอกม้าที่อยู่ห่างไม่ไกลนัก เขาพยักหน้าหงึกหงักอยู่คนเดียวเมื่อพยายามคิดถึงที่มาที่ไป พอสังเกตดีๆ ก็พบว่าม้าตัวนี้ช่างผิดแปลก มันมีรอยแผลเป็นอยู่ตรงหน้า รอยแผลเป็นทางยาวดูช่างน่ากลัว

“เจ้าม้า” มืออวบลูบไปที่จมูกยาวยืด ลูบไปมาสองสามครั้ง ช่างน่าแปลกนักที่มันกลับดูเชื่องเหมือนได้รับการฝึกฝน

“เจ้ามาจากที่ใดกัน” ฉิงเฟิ่งถามอีกครั้ง ถึงรู้อยู่เต็มอกว่ามันพูดไม่ได้

ดูมันช่างเป็นม้าแสนรู้ เขาถามเพียงไม่กี่คำก็ร้องอีกครั้งเหมือนกับว่ากำลังบอกบางอย่าง ฉิงเฟิ่งไม่ใช่ม้า เขาย่อมไม่รู้ประสาสัตว์ แค่คิดว่าเจ้าม้าตัวนี้ช่างน่ารักน่าชังเสียกระไร ตั้งแต่เล็กจนโตตั้งแต่จำความได้ก็ไม่เคยขี่ม้าสักครา เขาเป็นคนอ้วน น้ำหนักนั้นไม่ต้องพูดถึง ถ้าหากขึ้นไปนั่งบนหลังอานนั่นกลัวว่าขาม้าจะหักเสียก่อน

ช่วงจังหวะหนึ่ง สายตามองไปเห็นทหารกล้าหลายนายวิ่งตรงมาทางเขา ในมือแต่ละคนถือหอกขนาดยาว ใบหน้าขึงขังแลดูน่าเกรงขาม ทีแรกฉิงเฟิ่งก็แค่แปลกใจ จนกระทั่งความแปลกใจแปรเปลี่ยนเป็นความงุนงง

ทหารนายหนึ่งเดินมาใกล้ เขามองไปยังม้าตัวนั้น มองตรงรอยแผลเป็นตำแหน่งที่ฉิงเฟิ่งเพิ่งดูเมื่อสักครู่ ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้กับคนที่เหลือ

ฉิงเฟิ่งเอียงคอ เขายังคงไม่เข้าใจคนพวกนี้

เหตุใดถึงมาล้อมตัวเขาเอาไว้กันเล่า?

“หยุด! เจ้าหัวขโมย!”

ฉิงเฟิ่งอ้าปากกว้าง เขากลายเป็นผู้ต้องสงสัยไปซะแล้ว

เข้าสู่ช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ ท้องฟ้ายังคงปลอดโปร่งเย็นสบาย ถ้าฉิงเฟิ่งจำไม่ผิดก็เข้าเป็นปีที่สองที่เขากลายเป็นทหารชั้นเล็กๆ อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็จะอายุเข้าสิบแปด เขาเป็นทหารแค่มีหน้าที่ดูแลรักษากำแพงด้านนอกวังหลวง ไม่ได้มีส่วนเข้าไปวุ่นวายกับราชวงศ์เหมือนพวกทหารที่อยู่ด้านใน ช่วงชีวิตของฉิงเฟิ่งไม่เคยกลับความตาย สิ่งเดียวที่มีห่วงก็คือบิดาที่ยังไร้คนดูแล

คาดไม่ถึงว่าจะมีวันนี้ได้...ฉิงเฟิ่งถูกจับให้นั่งคุกเข่าอยู่ตรงลานกว้างที่แสงแดดร้อนสามารถส่งมาถึง รอบด้านคือทหารที่ยืนหันหลังนิ่ง

ใบหน้าอวบเหงื่อตกจากหน้าผากลงมาสู่หางคิ้ว บางครั้งเหงื่อที่ไหลย้อยก็เข้าไปในตาบ้างจนรู้สึกแสบนิดๆ เขาไม่กล้าที่จะเอามือยกขึ้นเช็ดด้วยซ้ำ

ทีแรกฉิงเฟิ่งยังคงนึกไม่ออกว่าตัวเองนั้นได้ทำความผิดอะไร เขาแค่อยู่เฉยๆ กับม้าที่พลัดหลงเท่านั้น ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นขโมยเสียแล้ว

จนกระทั่งได้รู้ความว่า...ม้าตัวนั้นมีชื่อว่า อาเซิน เป็นม้าคู่ใจขององค์ชายใหญ่

สามวันก่อนอาเซินได้หายออกไปจากคอก เหล่าทหารจึงได้รับคำสั่งจากองค์ชายหย่งชางให้ออกตามหา พอฟังมาถึงประโยคนี้ฉิงเฟิ่งก็ร้องอ้อ

เป็นเขาที่อยู่กับม้าขององค์ชายใหญ่

ไม่แปลกถ้าหากคิดว่าจะเป็นขโมย

นั่งตากแดดได้ชั่วครู่ก็รู้สึกถึงแรงกดดันที่หนักหน่วง ในหูทั้งสองข้างได้ยินทหารถวายความเคารพอย่างชัดเจน ฉิงเฟิ่งคิดว่าตัวเองต้องตายแน่แล้ว เขาเคยได้ยินมาว่าในวังหลวงนั้นมีการลงโทษคนผิดที่น่ากลัว บ้างถูกจับเฆี่ยนด้วยแส้ บ้างถูกเอาไฟร้อนๆ มาจี้ หรือไม่ก็ถูกลอกหนังเพื่อให้ยอมรับความผิด แค่คิดถึงความเจ็บปวดเหล่านั้นฉิงเฟิ่งก็กลืนน้ำลายลงคอ

“พูดมา ใครร่วมมือกับเจ้า!”

ทหารนายหนึ่งที่เป็นผู้พิพากษากล่าวเสียงดัง

ฉิงเฟิ่งลอบมองไปยังบั้นเอวแกร่ง เขาเห็นเพียงแค่คมกระบี่สะท้อนกับแสงอาทิตย์

“ข้า...ข้าไม่ได้ขโมย”

เขาพูดความจริง...เขาไม่ได้ขโมยสิ่งใด เจ้าม้าตัวนั้นมันมาหาเขาเอง แต่จะให้โทษม้าก็ไม่ได้ ในเมื่อเป็นเขาที่ดันโชคร้าย อยู่ดีไม่ว่าดีก็ดันหาเรื่องใส่ตัว หากเขาไม่ไปจับต้องมัน เดินหนีไปเฉยๆ ก็คงจะรอดพ้นจากข้อกล่าวหาเท็จนี่แล้ว

“โกหก!” นายทหารตั้งท่าควักกระบี่ออกมา เขาไม่เชื่อสักนิดว่าอีกฝ่ายบริสุทธิ์ ในวังหลวงนั้นถึงจะมีการคุมเข้มของเหล่าทหารมากมาย อย่าว่าแต่ม้าเลย ขนาดคนนอกก็ยังเข้าไม่ได้ถ้าหากไม่ได้รับอนุญาต

ฉิงเฟิ่งกลัวหัวหด เขาย่นคอลงเหมือนกับเต่าที่กำลังมุดอยู่ในกระดอง เกิดมาทั้งชีวิตก็คงมีคราวนี้กระมังที่เขาทำตัวไม่ถูก

ผู้อยู่บนบัลลังค์ทอดมองร่างอ้วนตรงหน้า รูปร่างที่หนาบึกบึนช่างคุ้นตา คนอ้วนมีอยู่มาก ทว่าอีกฝ่ายเป็นคนแรกที่เขาคิดว่าช่างคุ้นยิ่งนัก ราวกับว่ารู้จักมาก่อน... หลังจากที่พินิจพิจารณาดูดีๆ ก็พบว่าชายผู้นั้นคือนายทหารที่เขาพบเมื่อวันก่อน ถึงวันนั้นจะมืดมาก็ยังคงมองเห็น

องค์ชายใหญ่ผู้ถูกใส่ร้ายป้ายสีเป็นครั้งแรก

นี่ข้าหน้าเหมือนโจรมากขนาดนั้นรึ*!...*คิดถึงในข้อนี้ก็ทำเอาหย่งชางแทบอยากเอาร่างอ้วนมาหั่นเป็นเหมือนชิ้นเพื่อสั่งสอน กล้าดียังไงถึงได้มาชี้หน้า!

หย่งชางยกมือขึ้นเพื่อให้ทหารพิพากษาหยุด ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

“ข้าจะลงโทษเจ้าเรื่องอันใดดี”

ฉิงเฟิ่งขมวดคิ้วเป็นปม เขายังคงก้มหน้าอยู่ไม่กล้าเงยขึ้นมอง จนได้ยินอีกประโยคก็เงยขึ้นอย่างลืมตัว

“เรื่องที่เจ้าขโมยม้าข้า หรือว่าเรื่องที่เจ้ากล่าวหาข้าว่าเป็นโจร”

เห็นทีแสงไฟแห่งความหวังคงจะริบรอนลงเสียแล้ว

คนรอบด้านต่างคิดว่านายทหารผู้นั้นช่างน่าสงสาร ต่อให้มีความผิดถึงขั้นประหารชีวิตก็ต้องไม่เงยหน้าขึ้นมอง องค์ชายหย่งชางนั้นถึงจะไม่ได้เป็นรัชทายาทแต่ก็ยังเป็นโอรสสวรรค์ นับประสาอะไรกับคนธรรมดาที่ไร้ฐานะ ไม่แคล้วคงถูกประหารเก้าชั่วโคตรแน่

ผู้ถูกกล่าวหายังคงตะลึง เขาจำใบหน้าบุรุษผู้นี้ได้ไม่มีวันลืม คนที่ทำให้เขาต้องถูกลงโทษให้นั่งตากแดดสามชั่วยาม เขายังแค้นเจ้าโจรอยู่ทุกวันนี้ ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะปรากฏตรงหน้า ด้วยฐานะที่แตกต่างไปจากเดิม

“เจ้า...เจ้า...”

เหมือนเสียงอุดอยู่ในลำคออวบ ฉิงเฟิ่งเหงื่อตก ร่างกายเย็นเฉียบไปทุกอณู

นายทหารผู้หนึ่งตวาด “บังอาจ! ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง!”

เขาเตรียมชักกระบี่ด้ามยาวคิดจะลงโทษ ก็ถูกห้ามเอาไว้อีกครา

หย่งชางรู้แล้ว...เขารับรู้โดยสัญชาติญาณว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนผิด มีคนผิดที่ไหนกล้าเดินลอยหน้าลอยตาในเมืองหลวงอย่างไม่รู้สึกทุกข์ร้อน ถ้าจะมีก็คงจะเป็นเพียงแค่คนโง่กระมัง... และอีกอย่าง ในวังหลวงที่มีการป้องกันอย่างเข้มงวด ถึงจะเป็นทหารก็ไม่อาจเข้าออกได้ง่ายๆ หากไม่ได้รับอนุญาต ยกเว้นเสียแต่ว่ามีคนในร่วมมือ แล้วคนในที่อยากจะติดต่อคบค้าสมาคมกับเจ้าหมูอ้วนที่เดินอืดอาด ดูจากท่าทีคงไม่เป็นวรยุทธสักอย่าง อย่าว่าแต่จับดาบถือหอกเลย ขนาดวิ่งคงไม่ไหว อาจสะดุดหกล้มกลิ้งเป็นก้อนกลมๆ เหมือนแป้งมากกว่า

เมื่อคิดถึงตรงจุดนี้ หย่งชางก็เหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้ หากจำไม่ผิดเขาเคยเจอคนอ้วนครั้งหนึ่ง คลับคลายคลับคลาว่าอาจเป็นเรื่องเมื่อสองปีก่อน

ผู้ประสบเหตุร้ายเริ่มประติดประต่อเรื่องราวที่ขาดหาย... ปีนั้นเขาไปล่าสัตว์ ได้ถูกลอบสังหารจากพี่น้อง เป็นเรื่องปกติที่เคยชิน และในปีนั้นสิ่งที่เขาจำได้ดีคือร่างอ้วนของชายผู้หนึ่งกลิ้งไปตามทางลาดชัดจนเกือบตกหน้าผา สภาพหลังจากที่เขาช่วยเจ้าตัวเอาไว้ให้พ้นจากความตายมันช่างน่าขัน ครั้นพอพิจารณาใบหน้านักโทษที่ยังนั่งคุกเข่าอยู่ ก็มีเคล้าโครงเหมือนกับเจ้าหมูน้อยกลมกลิ่งตัวนั้นยิ่งนัก

เป็นเขา?

หย่งชางเริ่มจำได้แล้ว...มีแค่ไม่กี่คนที่อยู่ในความทรงจำ ทีแรกที่หย่งชางจำไม่ได้อาจเป็นเพราะเขาไม่ได้ใส่ใจเป็นพิเศษ ถึงจะคุ้นตาแต่ก็ได้หาใส่ใจไม่

เขาว่ากันว่าการพบหน้ากันสามครั้งมันโชคชะตา...ครั้งที่หนึ่งคือทั่วไป...ครั้งที่สองคือความบังเอิญ และครั้งที่สามก็คือพรหมลิขิต

เจ้าอ้วนผู้นี้คงมีพรหมลิขิตต้องกับเขากระมัง ถึงได้โชคร้ายถึงสามครั้ง

หย่งชางนึกมาดมั่นนึกเอาคืนยามที่คิดได้อีกอย่างว่าเขาถูกตราหน้าสั่งสอน ความผิดในข้อนั้นยังไม่ได้เอาคืนจนถึงวันนี้

“หึ” เขาเค้นหัวเราะทีหนึ่ง ก่อนสะบัดมือไขว้หลัง

แค้นนี้ต้องชำระ!

“ทหาร!”

เสียงก้องกังวานเอื้อนเอ่ยเรียก เหล่าทหารที่ยืนองอาจต่างพร้อมใจคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อรอรับคำสั่งจากโอรสสวรรค์

“พาเจ้าผู้นี้ไปรับโทษ!วิ่งหนึ่งสามร้อยรอบ!”

ฉิงเฟิ่งที่ยังตกเป็นจำเลยเลย เขานั่งสั่นเทากุมมือตัวเองไว้แน่น พลันหูได้ยินเสียงคำสั่งที่ไม่เข้าใจยิ่งนัก ทีแรกฉิงเฟิ่งคิดว่าตัวเองหูฟาดไป จนกระทั่งแขนทั้งสองข้างถูกจับให้ลุกขึ้นยืนจากทหารสองนาย ฉิงเฟิ่งถูกหอบหิ้วไปอีกทางหนึ่ง ริมฝีปากอวบอิ่มตั้งท่าจะร้องท้วงก็ไม่ทันเสียแล้ว

มาถึงสถานที่เอาไว้ลงโทษ เป็นลานกว้างที่เอาไว้ใช้สำหรับลงโทษนักโทษผู้กระทำผิด มีปริมาณพื้นที่ที่มากพอทำให้เขาต้องกลืนน้ำลายลงคอยามที่ต้องมองเส้นทางคดเคี้ยว ฉิงเฟิ่งยิ่งขาสั่นพับๆ แค่เห็นก็พาลนึกอยากเอาหัวโขกพื้นให้ตายรู้แล้วรู้รอด ตลอดอายุสิบเจ็ดปีที่ผ่านมา อย่าว่าวิ่งสามร้อยรอบเลย แค่สามรอบคนอ้วนอย่างฉิงเฟิ่งก็พาลร่างกายทนไม่ไหวจนต้องลิ้นห้อยไปหลายครั้ง

สวรรค์! เหตุใดท่านใจร้ายกับข้ายิ่งนัก!

ฉิงเฟิ่งร้องโอดครวญอยู่ภายในใจ

เขาอยากร้องไห้ อยากบอกว่าเป็นการลงโทษที่หนักหนาสาหัสมากพอประมาณ ได้แต่นึกก้นด่าคนต้นเหตุ การลงโทษมากมายมีอยู่นับสิบอย่าง เหตุใดเล่าถึงได้สั่งมาให้วิ่ง!

อีกด้านหนึ่งของวังหลวง...ฮองเฮาผู้ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างนั่งจิบน้ำชายามบ่ายด้วยความสุนทรี ต้นตระกูลของนางคือตระกูลซุน นามของนางคือ เพ่ยนี

นางถูกตบแต่งเข้าวังหลวงตั้งแต่อายุสิบแปด ขั้นเดิมของนางเป็นเพียงแค่สนม ช่วงหลายปีที่อยู่ในวังหลวง ฮองเฮาในสมัยนั้นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ใครว่าการขึ้นกับองค์ฮ่องเต้จะอยู่ดีมีสุข นางหาได้มีความสุขในส่วนนั้น ชีวิตในแต่ละวันช่างแตกต่างจากขณะนี้โดยสิ้นเชิง กว่าจะพ่านพ้นคืนวันมาได้มันช่างลำบากเสียจริง

นางเพิ่งอายุแค่หลักเลขสาม ร่างกายของนางเริ่มสุขภาพไม่ดีขึ้นเรื่อยๆ จนต้องพักรักษาตัวอยู่เป็นประจำ มีหมอหลวง นางกำนัล ขันทีคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง อันที่จริงนางอยากปลีกตัวไปอยู่ที่สงบสักแห่ง หากไม่ติดว่าโอรสของนางยังทำตัวไม่สมอายุ ยังคงไม่ว่าราชกาล ทำตัวเสเพลไปวันๆ พาเรื่องปวดหัวให้นางอยู่บ่อยครั้ง

“ฮองเฮาเพคะ”

นางกำนัลคนหนึ่งเข้ามาด้านในด้วยท่าทีนิ่งสงบ นางคารวะฮองเฮาด้วยการย่อตัวหนึ่งครั้ง ก่อนจะเข้ากระซิบข้างใบหูให้รู้ถึงพฤติกรรมขององค์ชายใหญ่ จนสร้างความเดือดร้อนไปทั่ว

หลังจากที่ฮองเฮาได้ฟังก็โบกมือปัดเบาๆ บ่งบอกให้รู้ว่านางรับรู้แล้ว ฮองเฮาถอนหายใจเบาออกมา ปีนี้องค์ชายใหญ่ก็อายุเข้าสิบเก้าปีแล้ว อีกไม่นานก็จะยี่สิบ องค์ชายหย่งชางยังไม่ยอมคิดที่จะอภิเษกสมรส ไม่มีหญิงข้างกายเพื่อคอยดูแล ผิดกับองค์ชายรองและองค์ชายสาม ที่ต่างก็มีพระชายาอยู่ข้างกายตั้งแต่อายุสิบเจ็ด

ตั้งแต่นางได้ให้กำเนิดองค์ชาย นางก็ตั้งความหวังอยากให้หย่งชางกลายเป็นฮ่องเต้ในอนาคต แต่ความหวังของนางช่างริบหรี่นัก ถึงนางจะมีบุญให้กำเนิดองค์ชายองค์โต ก็หาใช่ว่าจะมีบุญได้เห็นเขาเป็นใหญ่ ยิ่งช่วงหลังสุขภาพของนางไม่ดี จึงต้องปล่อยวางให้เป็นไปตามโชคชะตา

ฮองเฮาคิดมากจนเริ่มปวดหัว นางกระแอมไอดังอยู่สองสามครั้งจนขันทีต้องเข้ามาดูแลพระวรกายเพื่อไม่ให้ทรุดหนักมากกว่านี้

“ฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ โปรดรักษาพระวรกาย” ขันทีเว่ยคนสนิทเอ่ยด้วยความเป็นห่วง

ฮองเฮาเอ่ยด้วยสีหน้ากังวล “เจ้าจะให้พักผ่อนได้เยี่ยงไร ในเมื่อองค์ชายยังเป็นเช่นนี้ แค่ม้าตัวเดียวกลับต้องทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ช่างไม่รู้จักโตนัก”

“ฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยเชื่อว่าสักวันหนึ่งองค์ชายใหญ่ต้องเข้าใจความหวังดีของฮองเฮาแน่ แค่ตอนนี้องค์ชายใหญ่ยังแค่รักสนุกพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเว่ยเองก็หนักใจไม่แพ้กัน

“ข้าก็หวังเช่นนั้น”

ฮองเฮาทอดพระเนตรมองไปเบื้องหน้า ริมฝีปากอวบอิ่มถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงสดรับกับอาภรณ์สวมใส่ ภายในใจของนางหม่นหมอง หากองค์ชายหย่งชางไม่ประสงค์เป็นรัชทายาทนางก็จะไม่ห้าม หากแต่ว่าสิ่งที่นางกลัวคือภัยเงียบร้ายมากกว่า นางได้แต่หวังว่าเรื่องร้ายแรงอย่าเกิดขึ้นเลย



------

TAKE

เหมือนจะมีคนเดาว่าให้ฉิงเอ๋อไปวิ่ง เห็นแว็บๆ อยู่หนึ่งหรือสองเม้นนี่แหละ หนายยย แสดงตัวหน่อยยย กว่านางจะเริ่มจำฉิงเอ๋อได้ก็เกือบไปแล้ววว ยังดีนะที่จำได้ แสดงความจำนางยังดี ไม่งั้นนะเทคจะเอาอาหารปลาซากูระให้หย่งชางกิน ฮ่าๆ

ความคิดเห็น