ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

คูณด้วยร้อย 100%

ชื่อตอน : คูณด้วยร้อย 100%

คำค้น : กลรักรุ่นพี่ กลรักวีมาร์ค วีมาร์ค

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 381.8k

ความคิดเห็น : 369

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ธ.ค. 2560 00:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คูณด้วยร้อย 100%
แบบอักษร

-****28-

คูณด้วยร้อย

[Vee Vivis]




          ผมนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ข้างสนามฟุตบอลที่ซ้อมเป็นประจำ อยากจะตะโกนดังๆ และหัวเราะออกมาให้สุดเสียงก็กลัวคนอื่นเขาหาว่าบ้า เลยได้แต่นั่งก้มหน้าก้มตาแอบยิ้มอยู่คนเดียวแบบนี้

          ผมไม่รู้ว่าที่มาร์คพูดมันพูดเพื่อตัดรำคาญหรือคิดแบบนั้นจริงๆ แต่สำหรับผม คำพูดของมันมีความหมายเสมอ มันจะพูดเพราะเบลอ เพราะเหนื่อยหรือเพราะอะไรก็เถอะ ผมเก็บมาคิดหมดแหละ

          หลังจากชี้ทางสว่างในการทำรายงานให้กับเด็กน้อยสามตัวนั้นแล้ว ผมก็มานั่งรอคัดเด็กปีหนึ่งเข้าทีมกับรุ่นพี่อีกที ผมเป็นรองกัปตันชมรมฟุตบอล ที่ได้มาวันนี้เพราะไอ้กัปตันตัวดีมันไม่มา ผมนั่งมองเด็กปีสองเลี้ยงลูกบอลไปมาในสนาม มีแค่สองกลุ่มที่เตะเล่นกันเป็นวง ซึ่งผมก็ปล่อยพวกมันเล่นไป

          “เฮ้ย! ทำไมมาเร็วจังวะ”  แซทที่เล่นตำแหน่งผู้รักษาประตูตอนผมอยู่ปีหนึ่งยันตอนนี้เดินมาทัก ผมหันกลับไปพยักหน้าให้มันกับลูกสมุนของมันอีกสองสามคน

          “สวัสดีครับพี่วี”

          “อือ” ผมส่งเสียงตอบรับในลำคอเมื่อเด็กมันทักมาก่อน

          “ไม่ตอบกูไอ้หล่อ เห็นว่าตามง้อเด็กอยู่กูไม่คิดว่าจะมีเวลา” แซทนั่งลงข้างผมแล้วพูดขึ้น

          “ก็ไอ้เหนือไม่มา กูเลยมาเนี่ย” ผมขยับให้มันนั่งดีๆ แล้วตอบออกไป

          “แล้วเรื่องเด็กล่ะ?” แซทยิ้มล้อแล้วเอาไหล่มาแซะไหล่ผม

          “เด็กอะไร?”

          “เด็กปีหนึ่งคนนั้น…คนนั้น…” มันชี้ไปที่เด็กปีหนึ่งในสนามแล้วลากเสียงยาว “หรือว่าคนนั้น…”

          “เหี้ย…” ผมอุทานเบาๆ เมื่อเห็นว่ามาร์คกำลังเดินมาทางนี้พร้อมกับเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง ในนั้นมันมีตัวนักกีฬาที่ผมดูๆ ไว้ตั้งแต่คราวกีฬาน้องใหม่ ผมก็พอรู้ว่ากลุ่มไอ้มาร์คมันดัง อีกอย่างไอ้ฟิวส์กับคำผานมันก็อัธยาสัยดีจะมีคนคบเยอะก็ไม่แปลก แต่ผมไม่รู้ว่าพวกมันคบเด็กชมรมผมด้วย

          ผมแยกกับมาร์คเมื่อตอนสี่โมงเย็น มันไม่ยอมมากับผมเพราะตอนนั้นไอ้กล้าโทรมาคุยเรื่องกีฬาว่ายน้ำพอดี ไอ้หน้าหล่อที่ชื่อฟิวส์เลยไล่ให้ผมมาก่อนแล้วบอกว่าจะไปส่งมาร์คที่สระว่ายน้ำ ผมเลยเอาตามที่เด็กมันเสนอ คิดว่าเสร็จจากนี่แล้วค่อยไปรับมันที่สระว่ายน้ำก็ยังได้ แต่ทำไมมันว่ายน้ำเสร็จเร็วขนาดนี้วะ

          “พี่สวัสดีครับ” พวกมันยกมือไหว้รวมๆ ไอ้เก้าเดินเข้ามาหาผมแล้วยกมือขึ้นมาชกกับผม ยักคิ้วให้ผมอีกหนึ่งทีแล้วเดินลงไปหาเพื่อนมันที่สนาม

          “มาได้ไง ไหนบอกจะไปว่ายน้ำ” ผมถามโดยไม่ต้องเอ่ยชื่อคนในประโยค แต่ผมมั่นใจว่าคนที่ถูกถามเขารู้ตัว

          “พี่บาร์ไม่อยู่” มันตอบนิ่งๆ แล้วมองหาที่นั่ง เพื่อนมันส่วนใหญ่นั่งลงกับพื้นหญ้าโดยมีพวกผมนั่งบนม้าหินดูพวกมันอยู่ด้านบน

          “นั่งนี่” ผมว่าแล้วขยับให้มาร์ค มันก็มองไปที่เพื่อนแล้วเหลือบตามามองไอ้แซทที่นั่งข้างผม

          “พี่ครับ…เข้าใจว่ากำลังทำคะแนนแต่ห่างบ้างคงไม่ติดลบหรอกครับ” คำผานว่าแล้วดึงมือมาร์คให้นั่งลงข้างๆ มาร์คเองก็นั่งลงอย่างงงๆ

          “พูดมากว่ะมึง” มาร์คหันไปว่าเพื่อน

          “นี่คือพวกมึงอะไรยังไงกันจริงๆ ใช่ไหม?” แซทกระซิบถามผม ผมหันไปมองมันก่อนจะส่งยิ้มหล่อๆ ไปให้ เพื่อนมันก็อ้าปากค้าง

          “แล้วทำไม?” ผมถามมันกลับ

          “กูก็นึกว่าดิวลี่ลงข่าวมั่ว” แซทมันกระซิบกลับมา

          “มั่วมาก”

          “อ้าว…” ผมทำหน้าตากวนๆ ใส่มันเมื่อมันทำหน้าสงสัย

          “ที่ดิวพูดจริงมีแค่กูคุยกับมาร์ค นอกนั้นผิดหมด” ผมหมายความถึงการที่มาร์คเข้ามาทำให้ผมเลิกกับพลอย หรือการที่มาร์คทำตัวเป็นชู้ห่าเหวอะไรนั่นมันผิดทั้งหมด

          “จริงดิวะ? มึงนี่นะ?” แซทโยกตัวออกไปแล้วมองสำรวจผม

          “ก็…เออ” พอเพื่อนมองอย่างนั้นผมก็รู้สึกเขินขึ้นมาเสียดื้อๆ เอามือเกาท้ายทอยแล้วหันหน้าหนีจากเพื่อน แต่องศาที่หน้าผมเบี่ยงไปคือหน้าของเด็กคนหนึ่งที่กำลังมองผมนิ่งๆ ตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจสายตาของมาร์คหรอกแต่พอมองไปที่คำผานเท่านั้นแหละ ผมเข้าใจเลย

          ควรดีใจที่ถูกหึงหรือควรกังวลว่าจะโดนตัดคะแนนดีนะ

          “มาร์คๆ มึงมองไอ้เก้ากับไอ้หินโน่น…เจริญสายตากว่าเยอะ” ไอ้ตัวชงนี่มันก็จริงๆ เลย แทนที่ผมจะได้สบตาเพื่อแก้ตัว คำผานก็เรียกความสนใจจากมาร์คไปก่อน

          “คือยังไงวะ กูงง” แซทถามเมื่อสังเกตปฏิกิริยาของผมกับมาร์ค

          “ไม่มีอะไร แค่เด็กกูมันเอาใจยากเฉยๆ” ไม่รู้ว่ามีสิทธิ์ใช้คำนี้หรือยัง แต่ผมอยากจะพูดดังๆ ให้ทุกคนในนี้ได้ยิน จะไอ้พวกที่กำลังเล็งๆ มันอยู่นอกตาข่าย หรือพวกนักกีฬาที่กำลังวิ่งอยู่ในสนามก็เถอะ

          “อ้าว…คราวนี้ไม่แย้งล่ะวะ” คำผานถามมาร์ค

          “แย้งอะไร?” มันก็ถามเพื่อนกลับด้วยเสียงนิ่งๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของมัน

          “ก็พี่วีบอกว่ามึงเป็นเด็กเขาอ่ะ” คำผานว่า

          “ประโยคไหน? ไม่เห็นมีชื่อกู” มาร์คตอบกลับทันที ซึ่งคำตอบนั้นตีได้หลายความหมาย แต่สถานการณ์ตอนนี้เด็กตัวสูงนั่นกำลังงอน ผมจะคิดว่ามันงอนผมมมากขึ้นก็แล้วกัน

          “หึ! ประโยคบางบางประโยค ไม่ต้องพูดทั้งหมดก็ได้ใจความ” ผมหัวเราะในลำคอก่อนจะเดินไปหามันแล้วพูดเบาๆ วางมือขยี้ผมสีเข้มด้วยความหมั่นเขี้ยวแล้วเดินลงสนาม

          การคัดตัวนักกีฬาของคณะก็ไม่มีอะไรมาก ส่วนใหญ่เราก็เล่นกันดีอยู่แล้ว แต่ลำบากหน่อยตรงที่หาตัวจริงมาลงสนาม ใครๆ ก็อยากเป็นตัวจริงทั้งนั้น มันเลยต้องใช้เวลาในการเลือกหน่อย เด็กบางคนผมเห็นฝีมือมาแล้วตอนแข่งกีฬาน้องใหม่ บางคนก็ไม่ใช่ว่าไม่ดีแต่ฝึกฝนมากกว่านี้จะดีกว่า อีกอย่างพวกรุ่นพี่แม่งก็คิดว่าตัวเองเก่งกันอยู่แล้ว แต่ระบบของพวกผมไม่ใช่การเอารุ่นพี่เป็นใหญ่ ผมเองที่เป็นพี่พวกมันก็ต้องยอมรับในฝีมือพวกมันถ้าเด็กมันทำได้ดีกว่า

          การคัดตัวจบลงในเวลาสองชั่วโมง พวกมันตกลงที่จะเตะเล่นกันต่ออีกสักหน่อย ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงจะตกลงกับพวกมันไปแล้ว แต่ตอนนี้ผมหันกลับไปมองด้านหลังตรงที่มาร์คนั่งอยู่…

          ไม่เจอมัน

          “เดี๋ยวกูมานะ” ผมว่าแล้วเดินกลับมาที่ม้าหิน จะหาผ้ามาเช็ดหน้าก็นึกขึ้นได้ว่าลืมหยิบมา ผมเลยถอดเสื้อออกเช็ดไปพลางๆ ก่อน พาดเสื้อไว้บนไหล่แล้วควานหาโทรศัพท์ในเป้ใบเล็กเพื่อที่จะเอามาโทรหาคนที่ไปไม่บอกไม่กล่าว

          “หุ่นดีมากถึงขนาดต้องถอดเสื้อโชว์ถูกไหม?” ผมหยุดควานหาโทรศัพท์แล้วหันกลับมามองด้านหลัง มาร์คยืนอยู่คนเดียวพร้อมกับถุงจากร้านสะดวกซื้อ

          “ไปไหนมา” ผมถาม

          “ไปส่งคำผาน” เออ…ไอ้พวกลูกคุณหนู อยากจะด่าเผื่อแผ่ไปถึงเด็กเชื้อจีนตัวขาวนั่นแต่ก็ทำได้แค่ถอนหายใจอย่างโล่งอก

          “ก็นึกว่าหายไปไหน แล้วทำไมไม่บอก”

          “ก็เห็นซ้อมอยู่”  มาร์คตอบนิ่งๆ แล้วมองเข้าไปในสนาม

          “เออ…นี่พวกมันจะเล่นต่ออ่ะ มึงอยากกลับยัง?” ผมถามมาร์คแล้วนั่งลงที่ม้าหิน

          “เกี่ยวอะไรกัน ต้องกลับพร้อมกันเหรอ?” มันตอบคำถามผมด้วยคำถามของมัน ซึ่งคำถามนั่นทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นไปมองคนที่ยืนอยู่แล้วส่งยิ้มให้

          “แล้วที่กลับมานี่ไม่ได้มารับเหรอ?” ผมเอียงคอน้อยๆ พอให้มองว่าน่ารัก ส่งยิ้มหวานๆ ไปให้แล้วถามออกไปเบาๆ

          “ปะ…เปล่า…มาดูไอ้เก้า” มาร์คว่าแล้วขยับเล็กน้อย เบี่ยงตัวให้หันหน้าไปทางสนาม แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังรู้สึกได้ว่ามันเขิน

          “หึ! นอกจากใจจะแข็งแล้วปากยังแข็งอีก” ผมว่าแล้วดึงข้อมือมันเบาๆ มันหันมาทำหน้ายุ่งใส่แต่ก็ยอมเดินมาหาผม

          “ปล่อยก่อน…” มันบิดข้อมือออก

          “ทำไม?”

          “คนเยอะ…” ผมมองไปรอบๆ ตามที่มันบอก คนเยอะก็จริงแต่ผมกลับไม่รู้สึกว่าพวกเขามองเราอยู่

          “งั้นขอไปจับต่อบนห้องนะ”

          “พี่วี!” มันเรียกผมเสียงเข้มแต่ผมกลับยิ้มให้มัน “เอาไปเลย” มันโยนถุงที่ซื้อมาลงบนตักผม ผมดูแล้วเป็นถุงผ้าเย็นกับน้ำเย็นอีกหนึ่งขวด

          “ถ้าขวดน้ำไม่โดนแค่หน้าขามึงจะเจ็บนะมาร์ค” ผมเงยหน้าขึ้นไปคาดโทษคนที่โยนลงมาเบาๆ มันโยนเฉียดลูกรักของผมไปไม่เท่าไหร่เอง

          “ซื้อมาให้ก็ดีแล้วป่ะ” ประโยคที่ตอบกลับของคนที่ยืนอยู่ทำให้ผมเลิกสนใจส่วนสำคัญของร่างกาย ตอนนี้ผมกำลังสนใจหัวใจของผมที่กำลังบีบตัวเร็วๆ จนผมกลัวว่าอัตราการสูงฉีดเลือดจะสูงเกิน

          “ขอบคุณครับ” ผมบอกขอบคุณพร้อมกับส่งยิ้มที่คิดว่าหล่อที่สุดไปให้ เด็กมันก็ยิ้มตอบน้อยๆ นั่นแหละ อยากบอกมันว่าไม่จำเป็นต้องอมยิ้มแต่คิดอีกทีผมก็อยากเก็บยิ้มกว้างๆ ของมันไว้คนเดียว

          “มาร์ค! ได้น้ำกูป่ะ” ผมหันไปหาต้นเสียงพร้อมกันกับมาร์ค เก้ากับหินวิ่งเหยาะๆ มาหาพร้อมกับเท้าเข่าหอบแฮ่กๆ เมื่อมาถึง

          “น้ำ? อะไรวะ” มาร์คถามเพื่อนกลับ

          “ก็ที่พวกกูฝากอ่ะ น้ำอัดลมกูอ่ะ” หินทำหน้าหงุดหงิดแล้วตอบกลับ

          “ก็…เล่นกีฬาแล้วดื่มน้ำอัดลมมันไม่ดีป่ะวะ ดื่มน้ำเปล่าแทนแล้วกัน” มาร์คว่าแล้วชี้ลงไปที่กระติกน้ำซึ่งพวกผมเตรียมมาตั้งแต่ห้าโมงเย็น

          “แต่มันไม่เย็นอ่ะ อย่างน้อยขอน้ำเย็นๆ หน่อยสิ” เก้าบอกแล้วเริ่มทำหน้างอแง

          “เดี๋ยวกินน้ำเย็นเข้าไปมันจะไปทำให้กล้ามเนื้อหดตัวเร็วเกินไป เจ็บอีก” มาร์คบอก

          “มึงมั่วป่ะมาร์ค ทำไมพี่วีกินได้” หินโวยวายแล้วชี้มาที่ผมที่กำลังจะอ้าปากกินน้ำเย็นๆ ที่มาร์คซื้อมาให้ ผมหันกลับไปมองรุ่นน้องแล้วมองมาที่น้ำในมือผม จากนั้นก็มองไปที่มาร์ค เด็กตัวสูงของผมกำลังกัดปากเหมือนหาคำแก้ตัวต่อ

          “กูเป็นข้อยกเว้นว่ะ” ผมตอบพวกมันแทนมาร์ค

          “ยกเว้นอะไรวะพี่” หินหันมาถาม

          “กูไปตรวจร่างกายมา หมอบอกกูทำได้” ผมว่า พวกมันก็ทำหน้างงๆ มองเหมือนจะไม่เชื่อ “ไม่เชื่อกูเหรอ? เชื่อเถอะ เพื่อนกูมีผัวเป็นหมอ”

          “จริงเหรอวะ?” หินหันไปถามมาร์ค มาร์คมันก็มองมาที่ผมก่อนจะค่อยๆ พยักหน้าแบบงงๆ

          “เออ…งั้นเดี๋ยวกินนี่ก็ได้” โง่อีกน้องกู…ผมจะไม่พูดอะไรต่อแล้วกัน ปล่อยพวกมันสองคนกินน้ำในกระติกนั่นต่อไป หินกับเก้ากินน้ำเสร็จก็บอกลาผมแล้ววิ่งลงไปที่สนามอีกรอบ

          “ไม่จุกเหรอวะ” มาร์คว่าเบาๆ แล้วส่ายหน้ามองเพื่อน

          “แล้วมึงไม่เจ็บเหรอ? เห็นแถซะจนสีข้างแทบถลอก” ผมแซวมัน มันก็หันมาทำหน้ายุ่งใส่ผม

          “ไม่ได้แถ”

          “ลืมซื้อก็บอกลืมซื้อสิ หรือนี่ของพวกมันไม่ใช่ของกู?” ผมยกขวดน้ำขึ้นแล้วถาม

          “ของพี่แหละ  แค่ไปถึงแล้วลืมซื้อให้พวกมัน”

          “ลืมพวกมันแต่ไม่ลืมกู?” ผมเลิกคิ้วถามมันยิ้มๆ

          “กินน้ำไหม?” มันว่ากลับเสียงนิ่งๆ ผมเลยส่งยิ้มให้มันแล้วยกน้ำขึ้นดื่ม

          “ชื่นใจที่สุดในโลกเลยครับ” ผมลุกขึ้นแล้วเดินไปกระซิบข้างหูมาร์ค  ผละออกมายิ้มหวานๆ ส่งไปให้อีกแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อเด็กมันยืนตัวแข็งอยู่

          “…พี่แม่ง” มันว่าแค่นั้นแล้วหมุนตัวเดินออกไป

          ผมนั่งสบตากับอาจารย์ ส่งสายตาโง่ๆ ไปให้เพื่อบอกว่าที่เรียนมาผมยังไม่เข้าใจ ก็อย่างที่รู้ว่าที่ผ่านมาผมไม่ค่อยจะตั้งใจเรียนสักเท่าไหร่ ตั้งใจตามคนบางคนมากกว่า จนตอนนี้มันมากกว่าตามแทบจะกลายเป็นเสพติด

          “ว่าไงวิวิศน์ ข้อนี้ตอบอะไร” ผมพยายามจะเหลือบซ้ายแลขวา แต่ก็ทำได้แค่พยายามเพราะเพื่อนไม่สบตาผมสักคน มีแค่อาจารย์สวยๆ ที่ยืนจ้องหน้าผมอยู่

          “เอ่อ…”

          “เวลาเรียนก็ตั้งใจเรียนนะคะ ไม่ใช่เล่นแต่โทรศัพท์” อาจารย์พูดช้าๆ แล้วปรายตาลงมามองโต๊ะเรียนผมที่ตอนนี้มีสมาร์ทโฟนสีดำวางอยู่

          “…ครับ” ผมยิ้มโง่ๆ แล้วตอบอาจารย์ ท่านถอนหายใจแล้วมองผมอย่างเบื่อหน่ายก่อนจะเดินกลับไปที่หน้าห้อง

          “ขนาดหลังห้องยังเดินมาอ่ะมึง” บาร์โน้มตัวมากระซิบผมทันทีที่ผมนั่งลง

          “ก็ไอ้วีมันชัดเจนเกิน” กล้าที่นั่งอยู่ด้านหน้าพูดเบาๆ

          “เออ…มีอะไรดีๆ พูด!” ยี่หวาหันกลับมาหาผม

          “คือ…”

          “แล้วจะชวนเพื่อนคุยกันอีกนานไหมคะคุณวิวิศน์!” ผมยังไม่ทันได้ตอบยี่หวาอาจารย์ก็ตะโกนมาก่อน ไอ้ที่ผมจะบอกเพื่อนคือรอให้อาจารย์สอนเสร็จก่อน แต่ตอนนี้ผมอยากบอกอาจารย์ว่าคนที่ชวนคุยคือเพื่อน ไม่ใช่ผม

          การบรรยายของวันนี้จบลงอย่างทุลักทุเล อาจารย์เพ่งเล็งมาที่ผมตลอดและเรียกให้ผมตอบคำถามอยู่ตลอด แชทไลน์ที่ผมสนใจเมื่อต้นชั่วโมงถูกวางลงเพราะต้องจดจ่ออยู่กับสิ่งที่อาจารย์สอน อยากรู้ว่าคนที่คุยด้วยเขาจะงอนผมหรือเปล่า เพราะตอนที่เขาไม่ตอบผม ผมรู้สึกเฟลอยู่บ้างนิดหน่อย

          ครืด~

          ผมหยุดยืนทันทีทั้งๆ ที่อยู่หน้าประตู จับโทรศัพท์ขึ้นมาเพราะหวังว่าจะได้อ่านข้อความตัดพ้อจากอีกคนแต่กลับต้องผิดหวัง เพราะข้อความที่ส่งมาเป็นข้อความง่อยๆ ของพี่ชายที่บอกว่าจะกลับบ้านดึก ผมกดสติกเกอร์รับทราบแล้วยัดใส่กระเป๋าตามเดิม

          “ติดโทรศัพท์เหมือนคนมีความรักนะทุกวันนี้” ปอนด์หยุดอยู่ข้างผมแล้วพูดยิ้มๆ

          “ตอนเรียนแม่งเช็กทุกห้าวินาทีแล้วยิ้ม ตอนนี้ทำหน้าเหมือนผัวไม่ตอบแชท คืออะไร?” แพนถามแล้วพยายามเขย่งขึ้นมาหาผม

          “ผัวเผอที่ไหน พวกมึงนี่ก็นะ” ผมว่าปัดๆ แล้วเตรียมจะเดินหนีพวกมัน

          “ไม่ใช่ผัวก็เมียอ่ะ” ปอนด์ว่าแล้วเดินตามผม แต่ผมก็ไม่ได้สนใจจะหันกลับไปต่อปากต่อคำกับมัน

          “ไม่ใช่เมียก็มาร์คแหละวะ” ไอ้บาร์พูดแล้วทุกคนก็หยุดเดินรวมทั้งผมด้วย

          “ยังไง? อะไร? ไหนพูด” ยี่หวาเดินมายืนข้างผมแล้วถาม

          “เออ…จริงไหม ยังไง?” แพนเดินมาอีกข้าง สองสาวใช้สายตากดดันพอๆ กับเพื่อนที่เหลือ

          “ก็…เออ” ผมพยักหน้าตอบพวกมันไป แล้วพวกมันก็ทำตาโตเหมือนไม่เชื่อ

          “จริงอ่ะ!”

          “เห็นทำตัวเหมือนเด็กหัดอกหักอยู่ตั้งนาน ไปเอาคืนมาได้ไงวะ” ปอนด์ถามหลังจากที่กล้าพูด

          “เรื่องของกูไหมล่ะ” ผมว่าแบบนั้นแต่หน้ากลับร้อนขึ้นมา ถ้าให้ตอบว่าทำไมถึงคืนดีได้มันก็จะเป็นเขินๆ อยู่แหละ

          “ฮั่นแหนะ…”

          “มานงมาแน่อะไร พวกมึงนี่”

          ผมปัดนิ้วชี้ของแพนออกแล้วหันหน้าไปทางอื่น ก็ตอนนี้ผมเริ่มจะเขินขึ้นมาจริงๆ แล้วสิครับ

          “กูอยากรู้จริงจังนะเนี่ย” ปอนด์ว่า “ตอนนั้นยังไปนั่งร้องไห้อยู่หน้าห้องเขาอยู่เลย”

          “ก็…ยังไม่คืนดี มาร์คมันแค่ยอมคุยกับกู” ผมตอบแล้วเกาคอแก้เก้อ

          “โอ๊ย…แค่น้องกูยอมคุยยังเป็นยิ้มเหมือนคนบ้าขนาดนี้ ถ้าเขายอมคืนดีนี่กูไม่ต้องหาเข็มมารอเย็บปากมึงเหรอ” ยี่หวาว่าแล้วทำหน้าเอือม ไม่ต่างจากที่ยูมันว่าผมสักนิด

          “พวกมึงก็ไปว่ามัน” บาร์พูด

          “อ้าวก็กูอยากรู้ งั้นมึงแล้วกัน เวลามึงงอนไอ้หมอมันง้อยังไง” กล้าหันไปถามบาร์แทน

          “ก็ง้อแบบ…” ไอ้เพื่อนสนิทผมก็เงียบก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามองผม แล้วผมก็ยิ้มตอบแบบที่มันรู้ความหมาย สุดท้ายหน้าขาวๆ ของไอ้บาร์ก็เริ่มแดง

          “ง้อแบบกูป่ะวะ” ผมถามยิ้มๆ

          “กูไม่รู้ว่ามึงง้อยังไงอ่ะ กูจะไปสนามว่ายน้ำแล้ว ไปกล้า!” มันโวยวายก่อนจะเดินกระทืบเท้าออกไป พวกผมเลยได้แต่มองตามยิ้มๆ

          “มึงง้ออย่างที่ไอ้หมอง้อไอ้บาร์เหรอวะ” ปอนด์เดินมากระซิบถามผม

          “ยังไงวะ?” ยี่หวาทำหน้างงแล้วถามต่อ

          “ก็แบบที่เราไปเห็นวันนั้นไง” ปอนด์ว่าแล้วยี่หวาก็เหมือนจะนึกอยู่ชั่วครู่ หลังจากนั้นไม่นานหน้าสวยก็เงยขึ้นมามองผม

          “จริงป่ะวี” ยี่หวาถามเสียงต่ำ

          “ก็แล้วแต่จะคิดอ่ะ กูต้องไปกีฬาต่อเหมือนกัน” ผมบอกปัดๆ

          “วีแม่งร้ายว่ะ” ไอ้เหนือที่ยืนอยู่ไกลๆ ว่า

          “ก็กูบอกแล้วว่าคนนี้จริงจัง” ผมตอบเพื่อนไป

          “มึงจริงเขาก็ต้องจริง ดูนั่น” ปอนด์ว่าแล้วชี้ไปด้านหลังของผม ผมหันกลับไปเจอมาร์คเดินกับกลุ่มเพื่อนของมัน แต่ข้างมันกลับเป็นคนตัวเล็กที่ชื่อนุ๊ก

          ผมยังไม่ได้ถามวามาร์คเลยว่าคนนี้กับมันไปถึงไหนกันแล้ว ส่วนหนึ่งคือผมรู้สึกว่าไม่มีสิทธิ์เพราะผมกับมันถอยห่างจากกันมาระยะหนึ่ง แต่ลึกๆ แล้วผมก็อยากรู้ สมองมันยังไม่ได้สั่งแต่ร่างกายกลับทำงานตามหัวใจ  ขาผมเดินตามมันไปก่อนจะเดินขนาบข้างมันอีกฝั่ง คนตัวสูงที่เป็นรุ่นน้องเงยหน้ามองผมงงๆ ไม่ต่างจากเพื่อนมัน

          “คิดถึงผมเหรอพี่” ไอ้ฟิวส์ทักยิ้มๆ

          “ไม่อ่ะ แต่ก็คิดถึง” ผมตอบ

          “ยังไงเนี่ย? ย้อนแย้งป่ะพี่วี” เด็กตัวเล็กหน้าสวยที่ผมจำได้รางๆ ว่าชื่อหนึ่งเป็นคนถาม

          “กูมีคนให้คิดถึง แต่ไม่ได้คิดถึงไอ้ฟิวส์” ผมตอบนิ่งๆ แล้วมองไปยังคนที่คิดถึง มาร์คมันหยุดเดินแล้วเพื่อนก็เลยหยุดตาม ตาเรียวรีนั่นหรี่มองผม แต่ผมกลับรู้ตัวว่าตัวเองทำหน้าบึ้งใส่มัน

          ครั้งที่สองแล้วที่มันสนใจไอ้นุ๊กมากกว่าแชทไลน์ของผม

          “คิดถึงผมใช่ไหม?” คำผานมุดตัวจากซอกแขนไอ้ฟิวส์มาถามผม

          “หลงตัวเอง…ตาเขามองไอ้มาร์ค” วินด์หันไปว่าคำผานแล้วพูดออกมา

          “แต่ตอนนี้มาร์คไม่มองว่ะพี่” ไอ้เด็กฝรั่งที่ชื่อเจมส์พูดแล้วยิ้มเยาะผม

          “ไม่เป็นไร ไม่ต้องมองก็ได้กูไม่ถือ” ผมตอบกลับกวนๆ

          “แต่กูถือ” นุ๊กพูดแล้วมองผม “ไหนบอกเพิ่งเริ่มต้นไง อะไรจะเร็วขนาดนี้” มันหันไปหามาร์คแล้วถามออกมา ผมเลยได้แต่เก็บความรู้สึกน้อยใจไว้ลึกๆ ไอ้นี่มันสำคัญขนาดไหนถึงรู้เรื่องของผมกับมาร์ค

          “อ้าว…แล้วมึงเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้วะ” ปอนด์เดินมาแล้วถาม ผมหันกลับไปข้างหลังเห็นเพื่อนกลุ่มผมคนที่เหลือยืนอยู่

          “ก็น้องกูเคยเจ็บ กูก็ไม่อยากให้มันเจ็บอีก” นุ๊กบอก

          “อย่างกู ไม่มีปัญญาทำให้มันเจ็บอีกแล้วล่ะ” ผมตอบแล้วมองตามาร์ค มันก็หรี่ตามองเมื่อผมพูดจบ

          “แต่ก็ควรเริ่มเบาๆ ป่ะพี่ นี่ยังไม่เท่าไหร่ก็เดินมาทำหน้าหวงใส่เพื่อนผมแล้วอ่ะ” วินด์พูด

          “ก็กูหวง…” ผมว่าเบาๆ แล้วช้อนตามองมาร์ค เด็กมันก็มองผมอึ้งๆ นั่นยิ่งทำให้ผมได้ใจส่งสายตาน่าสงสารไปให้มันอีก

          “น้อยๆ หน่อยก็ดี เริ่มต้นเขานับที่หนึ่ง” เจมส์พูด

          “กูก็นับหนึ่งแล้วไงเมื่อวันเสาร์ แล้ววันนี้กูคูณร้อย” ผมตอบ เด็กพวกนั้นก็อ้าปากค้างไม่ต่างจากเพื่อนผม

          “พี่แม่ง…” มาร์คว่าเบาๆ แล้วมองผมดุๆ

          “กูพูดจริงเนี่ย ถ้านับหนึ่งสองสามเมื่อไหร่กูจะได้มึงคืนอ่ะ มึงบอกกูนับหนึ่งก็นับแล้วไง ไม่ผิดกฎนะ” ผมหันไปสนใจแค่มาร์คแล้วตอบกลับ

          “มานี่…” มันดึงแขนผมให้เดินตามโดยไม่สนใจคนรอบข้าง ซึ่งผมเองก็ได้แต่ยิ้มบ้าๆ แล้วเดินตามมันอย่างโง่ๆ

          มาร์คลากผมมาที่รถคันสวยของตัวเอง มันจอดไว้ไกลจากภาควิชาพอสมควร นั่นทำให้มันจับมือผมนานอยู่เหมือนกัน มันหันหลังให้รถแล้วหันกลับมาทำหน้าหงุดหงิดใส่ผม แต่มือก็ยังไม่ปล่อยจากแขนผมเหมือนมันลืมตัว ซึ่งผมเองจะไม่มีทางท้วงมันเรื่องนี้แน่ๆ

          “พี่พูดอะไรออกมาวะ” มันพูดเบาๆ

          “กูก็พูดเรื่องจริงป่ะ เขินแล้วแม่งโวยวายว่ะ” ผมว่าแล้วยิ้มล้อมัน

          “พี่วี!” มันตะคอกในลำคอแต่ผมยังยิ้มอยู่

          “เถอะน่า…ยอมๆ กูเถอะ ไอ้นงไอ้นุ๊กนั่นอย่าไปยุ่งกับมันมาก” ผมว่าแล้วขยับเข้าหามัน มาร์คถอยไปจนติดกับรถแล้วก้มลงมองที่มือของตัวเอง มันปล่อยออกทันทีเหมือนเพิ่งจะรู้ตัวแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกว่ามันรังเกียจ

          “ทำไม” มันถามเบาๆ แล้วมองผมอย่างระแวง

          “กูบอกไปแล้ว” ผมหยุดขยับแล้วบอกมันออกไป

          “อะไรของพี่” มันถามอย่างหงุดหงิด ผมกระตุกยิ้มเมื่อเห็นแบบนั้น โน้มตัวลงไปใกล้ๆ มัน มองหน้าหล่อที่ไม่ได้เห็นมาเกือบสองวันแล้วยิ้มหล่อๆ ให้ เบี่ยงปากไปที่ข้างใบหูที่กำลังขึ้นสีแล้วกระซิบเบาๆ

          “คนง้อก็หวงเป็นนะครับ”

#กลรักวีมาร์ค

อยู่ระหว่างการทำเล่มและตรวจคำผิด แป้งจึงจะทยอยลงตอนที่ตรวจคำผิดแล้วเรื่อยๆ นะคะ

สามารถสั่งจองหนังสือได้ที่

เพจเฟซบุ๊ก : faddist

ทวีตเตอร์ : @pflhzt

Line ID : @hzn1709t

ความคิดเห็น