ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 10

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.4k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ต.ค. 2560 22:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 10
แบบอักษร

-10-


“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวดูแลให้” กรพัฒน์บอกพร้อมตบบ่าเพื่อนสาวเบาๆ ขณะมาส่งที่สนามบิน ชายหนุ่มยิ้มให้เพื่อนก่อนหันไปมองปูน ที่กำลังกอดกับแม่ของโรส ดูท่าจะสนิทกันพอดู นี่ถ้าหากเขาไม่ชอบปูนละก็ มีหวังโรสได้พาปูนไปด้วยจริงๆ แน่ ยิ่งรู้มาว่าคนในครอบครัวโรสชอบปูนกันทุกคนอีก ไม่รั้งไว้คงไม่มีหวังแน่


“ถ้าดูแลไม่ดี ฉันจะบินกลับมาเอาคืนนะ” โรสว่ายิ้มๆ ที่เธอยอมปล่อยปูนไว้ที่นี่ เพราะรู้ว่ากรพัฒน์เป็นคนดีมากคนหนึ่ง แม้ดูเจ้าชู้แต่ก็แค่เปลือกนอก เนื้อแท้รักเดียวใจเดียวไม่เหลียวมองใคร “ฝากปูนด้วยนะ” 


“จะดูแลอย่างดีที่สุด” 


หลังจากฝากฝังปูนเสร็จ โรสก็เดินไปกอดน้องสุดที่รักบ้าง และอดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมา ความผูกพันมันมากซะจนรู้สึกใจหายที่ต้องจากลากันเช่นนี้ 


“เดินทางปลอดภัยนะครับพี่โรส” ปูนบอกพร้อมรอยยิ้มหวาน 


“ขอบใจจ้ะ ปูนก็ดูแลตัวเองด้วยนะ ไว้พี่จะกลับมาเที่ยวหาบ่อยๆ พอดีรวย” พูดติดตลกไปเรื่อยแต่ก็พากันหัวเราะ “พี่ไปนะ แล้วเจอกัน”


ปูนพยายามกลั้นน้ำตา แสร้งหัวเราะโบกมือลาคนที่เปรียบเสมือนพี่สาวที่กำลังเดินเข้าประตูไป ไม่รู้อีกนานเท่าไหร่ถึงจะได้พบกันอีก 


“กลับเลยไหม เดี๋ยวพี่ไปส่ง” เมื่อคนถูกถามพยักหน้า กรพัฒน์ก็ยื่นมือไปโอบเอวบางไว้พร้อมพาเดินไปที่รถ ชายหนุ่มรู้ดีว่าคนข้างเขากำลังพยายามกลั้นน้ำตา เขาเลยไม่พูดอะไรออกมาอีก กลัวว่าพูดไปน้ำใสๆ ที่คลอหน่วยตาจะไหลอาบแก้ม 


บนรถที่ไม่มีเสียงพูดคุย มีแค่คนขับที่หันไปมองคนเงียบอยู่บ่อยครั้ง ปูนซึมลงถนัดตาอย่างน่ากังวล คงเพราะคิดถึงโรสนั่นแหละ 


“ปูนคิดจะทำอะไรต่อล่ะ” เพราะไม่อยากให้เศร้ามากไปกว่านี้ กรพัฒน์เลยชวนคุยซะเลย ซึ่งปูนก็หันมายิ้มบางๆ ให้แล้วตอบ


“จะหางานทำครับ” คิดไว้ตั้งแต่รู้ว่าร้านจะปิด ปูนวางแผนจะไปยื่นสมัครงานหลายที่ๆ มีตำแหน่งว่าง 


“งานอะไรหรือ” กรพัฒน์ขมวดคิ้วทันทีที่ปูนว่า 


“ก็งานทั่วๆ ไปนั่นแหละครับ งานที่ปูนทำได้” คนว่าขำแห้ง “พี่กรส่งปูนแถวนี้ก็ได้ ไม่ต้องไปส่งที่หอหรอก มันไกล” ขืนไปส่งที่หอ กรพัฒน์จะเสียเวลาย้อนกลับไปทำงานอีก 


“ปูนมาทำงานกับพี่ไหม” นอกจากไม่ทำตามแล้ว ยังมีคำถามออกมาอีกด้วย ปูนเลิกคิ้วเอียงคอมองอย่างสงสัย “มาเป็นเลขาอย่างที่พี่เคยชวน”


“แต่ปูนทำไม่เป็น” ไม่เคยเรียนด้านนั้นมา แม้รู้ว่าเรียนรู้ได้ แต่มันก็ต้องใช้เวลามากกว่าคนอื่นที่จบมาโดยตรง 


“งั้นปูนก็นั่งเฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรก็ได้” เป็นตำแหน่งที่น่าสนสำหรับคนอื่นที่ไม่ใช่ปูน 


“แบบนั้นก็ไม่เรียกว่าทำงานน่ะสิครับ” ร่างผอมยู่ปากเมื่อได้ยินตำแหน่งที่เสนอมา


“ไม่อย่างนั้นก็ทำคอสตูมไหม ดูพวกเสื้อผ้ากับพวกของประกอบฉากอะไรแบบนี้” ตำแหน่งนี้ค่อยน่าสนหน่อย “แต่งานมันค่อนข้างหนัก พี่ว่าไม่เหมาะ” ที่ไม่เหมาะอีกอย่างคือปูนจะไม่มีเวลาให้เขาต่างหาก 


“น่าสนนะครับ แล้วมันต้องทำอะไรบ้าง” กรพัฒน์หันมามองพร้อมรอยยิ้ม “เรื่องเสื้อผ้าปูนก็พอทำเป็นนะ แต่ก็ไม่เก่งมาก”


“ถ้าปูนสนใจละก็ เดี๋ยวพี่พาไปสมัคร”


“ไม่ได้นะ ถ้าพี่กรพาไปสมัคร เขาก็จะหาว่าปูนใช้เส้นน่ะสิ เดี๋ยวปูนไปสมัครเอง” 


“ปูนไปวันไหนล่ะ พรุ่งนี้เลยไหม” ที่ถามเพราะจะได้บอกฝ่ายบุคคลให้รับเลย แต่จะไม่บอกหรอกว่าเขาสั่ง พออีกคนพยักหน้า กรพัฒน์ก็ยิ้มกริ่ม เอาละวะ อย่างน้อยก็มาใกล้อีกหน่อย “พี่จะรอนะ”




****




เช้าวันที่ท้องฟ้าสดใส ปูนแต่งตัวเรียบร้อยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ในอ้อมกอดมีซองเอกสารที่จะใช้สำหรับสมัครงาน ดวงตากลมโตทอดมองไปยังตึกสูงที่ออกแบบทรงโมเดิร์น กระจกสีทึบกำลังสะท้อนแสงแดดอ่อนจนต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย ยังไงซะ ที่นี่ก็มีคนรู้จัก ได้ไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที


ปูนเดินเข้าตึกไปอย่างกังวลเล็กๆ ขาเรียวเดินมาหยุดที่หน้าเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ซึ่งพอบอกชื่อตัวเองปุ๊บ สาวสวยตรงหน้าก็รีบบอกให้ขึ้นไปห้องฝ่ายบุคคลทันที ความตื่นเต้นมันมากซะจนฝ่ามือทั้งสองข้างเต็มไปด้วยเหงื่อ ยิ่งตัวเลขดิจิตอลบอกชั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งตื่นเต้น 


ทันทีที่ลิฟต์เปิดประตูออก ปูนก้าวขาออกมาด้วยความประหม่า ด้านหน้ามีคนเดินไปเดินมาให้วุ่น แต่ละคนสวมเสื้อยืดสีดำที่สกรีนชื่อบริษัท ใบหน้าบางคนอิดโรยราวกับคนอดนอนเป็นเดือนๆ ปูนรีบเบี่ยงตัวเดินมาอีกฝั่งตามคำบอกของประชาสัมพันธ์สาว ทางเดินทอดยาวมาจนถึงหน้าห้องที่ติดชื่อฝ่ายบุคคล ร่างผอมสูดเอาความกล้าเอาปอดแล้วยื่นมือผลักบานประตูเข้าไป 


ความเย็นของห้องปะทะเข้ากับหน้าขาว ภายในห้องมีโต๊ะตั้งเรียงกันอยู่ประมาณห้าโต๊ะแต่กลับไม่มีคนนั่ง พอมองเลยไปด้านในสุดยังมีประตูกระจกกั้นห้องเล็กๆ ที่มีป้ายติดว่าเป็นหัวหน้า ปูนก้าวขาเข้าไปด้วยความสั่น ก่อนจะยกมือเคาะประตูกระจกเบาๆ พร้อมกับมีเสียงอนุญาตให้เข้าไป


“มาแล้วหรือคะ” เสียงนุ่มของหญิงวัยกลางคนทักขึ้น ดูจากภายนอกแล้วน่าจะอายุไม่เกินห้าสิบอย่างแน่นอน “นั่งสิ” 


“สวัสดีครับ” ปูนยกมือไหว้ก่อนจะนั่งที่เก้าอี้ด้านหน้าโต๊ะ ความกดดันถาโถมเกือบต้องกลั้นหายใจ ช่างเป็นห้องที่น่ากลัวซะจริงๆ 


“เอาเอกสารมาหรือเปล่าคะ” หัวหน้าฝ่ายบุคคลเงยขึ้นมองผ่านแว่นตากรอบดำ ปูนรีบเปิดซองสีน้ำตาลแล้ววางเอกสารของตัวเอง “เรียบร้อยค่ะ”


“ครับ?” ทั้งที่หัวหน้าบุคคลไม่ได้อ่านดูประวัติด้วยซ้ำ กลับบอกว่าเรียบร้อย แบบนี้จะไม่ให้ปูนเผลอหลุดคำอุทานออกมาได้ยังไง 


“สงสัยอะไรหรือคะ” คำถามแม้มาพร้อมรอยยิ้ม แต่ก็ดูเยือกเย็นจนปูนต้องรีบส่ายหน้า “งั้น รอแป๊บนะ” ว่าแล้วหัวหน้าฝ่ายบุคคลก็กดโทรศัพท์พร้อมเรียกชื่อใครสักคนให้มาหา รอไม่นานก็มีหญิงสาวร่างท้วมวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา “พาไปที่ห้องคอสตูม ดูแลดีๆ แล้วก็สอนงานด้วยนะ”


“ค่ะพี่หญิง” สาวร่างท้วมรับคำก่อนจะเรียกปูนให้เดินตาม ปูนยกมือลาแล้วหันหลังเดินตามออกห้อง โดยมีเสียงพึมพำที่ไม่มีใครได้ยิน


“นี่น่ะหรือเด็กคุณกร ไม่อยากจะเชื่อ” 



***



“ชื่ออะไรเหรอ หน้าตาน่ารักจัง” สาวร่างท้วมชวนคุยขณะพาปูนเดินไปยังห้องที่เธอทำงานอยู่ 


“ชื่อปูนครับ” ชายหนุ่มว่าอย่างอายๆ แม้จะชินกับคำชมแบบนั้นแต่ก็อดจะเขินไม่ได้ “พี่ชื่ออะไรหรือครับ”


“พี่น่ะเหรอ เรียกว่าแอ้นก็ได้” ท่าทางกับรอยยิ้มช่างดูเป็นมิตรเสียจริง ปูนยิ้มจนตาหยีทำเอาแอ้นหัวเราะให้กับคนน่ารัก 


“ปูนต้องเป็นคนฮอตในแผนกแน่นอน เชื่อพี่สิ” ดูจากหน้าตาและการพูดคุยแล้ว อีกไม่นานคงจะเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน แต่ก็อาจเจอส่วนน้อยที่ไม่ชอบ มันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วที่จะมีทั้งคนรักกับคนเกลียด อยู่ที่ว่า เราจะเลือกรับอะไรมาใส่ชีวิตตัวเอง 


“พี่แอ้นก็พูดเกินไป แล้วปูนต้องทำอะไรบ้างหรือครับ” 


“ก็ดูเสื้อผ้าให้กับนางแบบนายแบบ ซ่อมชุดบ้าง ดูแลของที่ใช้กับฉาก ประมาณนี้แหละ ส่วนจะมีอีกทีมจะเป็นคนดูแลตอนนางแบบใช้ถ่ายงาน อันนั้นก็จะสบายหน่อย” 


แอ้นอธิบายงานที่ต้องทำมาตลอดทาง จนมาถึงห้องสตูดิโอขนาดใหญ่ของแผนกดูแลคอสตูม เมื่อประตูเปิดเข้าไป ห้องๆ นี้กว้างขวางถูกจัดเป็นสัดส่วน ที่แน่ๆ เสื้อผ้าเยอะมาก


“ชุดเยอะมากเลยนะครับเนี่ย” แทบตกตะลึงในสิ่งที่เห็น 


“ใช่แล้ว บางชุดก็สั่งตัดจากโรงงานผลิตของเรา แต่ฝั่งนั่นเป็นของสปอนเซอร์ ไม่ก็ชุดที่ยืมมา ซึ่งเราต้องตรวจให้ดีก่อนจะส่งคืน เพราะบางชุดอาจชำรุดหรือไม่ก็ขาด” 


“ครับ”


ปูนเดินเข้ามาด้านใน คนเพิ่งเคยมามองนั่นมองนี่อย่างสนใจ แม้คนในนี้จะเยอะไปสักหน่อย แถมดูวุ่นวาย บ่อยครั้งที่ต้องเอี้ยวตัวหลบคนอื่นๆ ที่หอบชุดเดินไปเดินมา 


“พี่เหมียวคะ แอ้นพาเด็กใหม่มาค่ะ” คำบอกของแอ้นทำให้ปูนรีบหันกลับมา คนที่ยืนตรงหน้าเป็นหญิงสาวรูปร่างสูงผอมแต่งตัวต่างจากคนอื่น “พี่หญิงให้มาลงแผนกเรา” 


“อ๋อ คนนี้นี่เอง” ปูนยืนเกร็งยามถูกคนชื่อเหมียวเดินวนรอบตัว สายตาที่จ้องมาคล้ายกับประเมินอะไรบางอย่าง จนมาหยุดยืนตรงหน้า “ชื่ออะไร”


“ปูนครับ” ตอบพร้อมรอยยิ้ม ซึ่งอีกฝั่งไม่ได้ยิ้มตามเพราะกำลังมองหน้าปูนคล้ายกับจะหาอะไรบางอย่าง จนแอ้นต้องรีบแนะนำแทน


“นี่พี่เหมียวนะปูน เป็นหัวหน้าของแผนก” พอสิ้นคำแนะนำ ปูนก็รีบยกมือไหว้ ซึ่งคนจ้องหน้าก็ยิ้มบางๆ ให้ “เดี๋ยวแอ้นจะพาปูนไป...”


“ให้เข้าไปช่วยในสตูถ่ายงาน” คำสั่งที่ดูไม่ค่อยจะเข้าใจของคนพามา “ไม่เข้าใจที่พี่บอกหรือ”


“เปล่าค่ะ แต่ว่างานในนั้น...”


“ตามนี้แหละ”


“เดี๋ยวครับ” เหมือนจะรู้สึกอะไรบางอย่างปูนเลยรีบรั้งคนที่จะเดินหนีไป เหมียวมองปูนอีกครั้งเมื่อถูกเรียกตัวไว้ “คือผมทำอะไรยังไม่เป็น ถ้าเข้าไปแล้วอาจจะทำให้งานช้านะครับ” ข้ามขั้น ใช่ ปูนรู้สึกแบบนั้น ว่าตัวเองเหมือนได้อภิสิทธิ์ที่มองไม่เห็นบางอย่าง 


“งั้น” เหมียวเลิกคิ้วมองประเมินอีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้ายอมให้ปูนอยู่ในห้องนี้ “เรียนรู้งานจากแอ้นแล้วก็คนอื่นๆ ไปก่อนก็ได้ ดูแลดีๆ นะ” ก่อนไปมิวายกำชับแอ้นเสียงเข้ม ดวงตากรีดอายไลน์เนอร์หันมามองปูนอีกหลายรอบก่อนเจ้าตัวจะหายไปหลังประตูสตูอีกฝั่ง ที่ใช้สำหรับถ่ายแบบ 


“อะไรหรือครับ” รู้สึกเหมือนถูกมองซึ่งก็จริง แอ้นกำลังเลิกคิ้วมองปูนอย่างสงสัย ก็จะมีสักกี่คนที่เข้ามาใหม่แล้วได้เข้าไปในสตูเลย ขนาดมีคนเก่งตั้งหลายคนยังได้อยู่แค่ในนี้ แถมหัวหน้าสองแผนกยังกำชับให้ดูแลดีๆ อีก “พี่แอ้นครับ”    “เปล่าจ้ะ ไปดูงานกันเถอะ” แอ้นเก็บเอาความสงสัยไว้ในใจก่อนจะพาเด็กใหม่ไปเรียนรู้งานจากแรกเริ่ม “ที่นี่เมื่อก่อนก็เป็นแค่บริษัทเอเจนซี่ดูแลนายแบบนางแบบ แต่ปัจจุบันมีหัวหนังสือหลายปกที่อยู่ในเครือด้วย เลยทำให้งานของแผนกเราจึงหนักเป็นพิเศษ ปูนไหวใช่ไหม”


“ครับ” 


“แม้งานจะหนัก แต่เงินดีมากนะ ค่าโอทีก็เยอะ สวัสดิการอีก บลาๆๆ”


ปูนมองการทำงานด้วยความทึ่ง ทุกคนดูเป็นมืออาชีพจริงๆ จะหยิบจับอะไรก็ดูเชี่ยวชาญไปเสียหมด ไม่ว่าจะเย็บ จะตัดแต่งก็ดูชำนาญ แอ้นพาเด็กใหม่ไปแนะนำตัวกับคนในแผนกซึ่งก็เป็นอย่างที่แอ้นเคยพูดทิ้งไว้ ว่าปูนจะเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน 


การเริ่มงานดูติดขัดบ้างในช่วงแรก แต่ปูนก็สามารถปรับตัวได้ไว แถมตอนนี้เสื้อเชิ้ตที่ใส่มาก็ถูกเปลี่ยนเป็นเสื้อยืดของบริษัท ร่างผอมถูกใช้ให้หยิบนั่น หยิบนี่ หลายครั้งถูกสั่งให้วิ่งไปหาของจนหัวหมุน จากการคิดไว้ตอนแรกว่างานคงไม่หนักมากนั้น เขาช่างคิดผิดซะจริง เพราะงานพวกนี้เป็นงานละเอียดอ่อนที่หนักมากและเหนื่อยมากเช่นกัน


กว่าจะได้พักมือก็เกือบบ่ายสาม ปูนมองนาฬิกาที่ติดเสาอย่างเหนื่อยอ่อน คงเพราะไม่ได้กินข้าวกลางวันด้วย เรี่ยวแรงเลยน้อยลง ว่าแล้วมือขาวก็ลูบท้องตัวเองไปมา 


“ปูนเอาเสื้อไปส่งในสตูทีนะ” แอ้นส่งชุดเดรสลายดอกไม้มาให้แล้วรีบเดินกลับเข้าไปทำงาน ปูนมองชุดนั้นแล้วถอนหายใจออกมาอีกรอบ 


เอาวะ หนักกว่านี้ก็เคยมาแล้ว 


ร่างผอมลุกขึ้นจากพื้นแล้วเดินเข้าห้องสตูอีกด้านที่กำลังถ่ายแบบอยู่ ปูนก้าวขายาวๆ มาหาทีมชุดที่กำลังจัดแจงเดรสบนตัวนางแบบอยู่ เมื่อส่งตามคำบอกเสร็จก็เตรียมหมุนตัวกลับ บังเอิญไปชนกันคนอื่นเข้า ปากแดงก็รีบเอ่ยขอโทษทันที 


“ขอโทษครับ”


“ไม่เป็นไร อ่าว น้องนั่นเอง”


ปูนเงยหน้ามองเมื่อถูกทัก คนชนเป็นตากล้องที่เคยเจอคราวที่แล้วนั่นเอง อีกฝ่ายก็ดูตกใจไม่แพ้กัน 


“มาทำอะไรที่นี่น่ะ” 


“พอดีผมเพิ่งเริ่มงานวันแรกครับ ขอโทษที่ชนเมื่อกี้นะครับ” 


“เดี๋ยวๆ” มือใหญ่ยื่นมาคว้าแขนปูนที่กำลังจะเดินหนี เจ้าของแขนมองอย่างงงๆ “น้องชื่ออะไรนะ” 


“ปูนครับ”


“พี่ชื่ออินนะ” ตากล้องหนุ่มเหยียดยิ้มก่อนจะนึกอะไรออก “เจอหน้าก็เพิ่งนึกออก พี่ลืมส่งรูปให้ใช่ไหม เผลอทำงานจนลืมเลย” 


“ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องก็ได้” ไม่แน่ว่ารูปอาจจะถูกลบไปแล้ว 


“ได้สิ พี่เก็บไว้ในคอม อย่าลืมเตือนพี่นะ” อินตบบ่าปูนเบาๆ “แล้วก็ไม่ต้องเกรงใจ เพราะเรายังต้องเจอกันอีกนาน” 


“ครับ” 


จังหวะก้าวขาพอดีกับเสียงท้องของปูนร้องพอดี มือขาวเลยยกลูบเบาๆ ขนาดดื่มน้ำเป็นขวดไปแล้วก็ยังไม่หายหิว 


“หิวข้าวหรือ” ก็ไม่แปลกที่อินจะได้ยิน ในเมื่อยืนห่างกันไม่มาก ชายหนุ่มหน้าเข้มขำเบาๆ ยามใบหน้าขาวมีสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย “ยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงใช่ไหม”


“ครับ” ปูนยอมรับพร้อมยิ้มแห้ง ก็เวลาว่างแทบไม่มี แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปกินข้าว 


“งั้นไปกินข้าวก่อนไป แล้วค่อยกลับมาทำงานใหม่ ไม่งั้นจะเป็นลมนะ” อินเข้าใจดีว่าเด็กใหม่เกือบทุกคนมักจะเป็นแบบปูน คือปลีกตัวไปกินข้าวไม่ได้ เพราะไม่ว่างานไหนก็ดูยุ่งไปซะหมดจนไม่กล้าทิ้งไป 


“แต่...” ใจหนึ่งก็อยากไป แต่อีกใจก็ทิ้งงานอีกฝั่งไม่ได้ เกิดหายไปแล้วพวกเขาหาไม่เจอ ก็ถูกไล่ออกตั้งแต่วันแรกพอดี “ไม่เป็นไรครับ ผมทนได้” 


“ทนได้หรือต้องทน” คราวนี้ตากล้องหนุ่มไม่ว่าเปล่า มือใหญ่ดึงแขนให้คนตัวผอมกว่าเดินตาม ก่อนออกไปยังตะโกนบอกคนอื่นๆ ที่วิ่งวุ่นว่าจะไปหาอะไรกิน ซึ่งทุกคนก็ไม่ตอบอะไรและไม่ได้สนใจ 


“แบบนี้เขาจะว่าเอานะครับ” รู้สึกไม่ดีที่ต้องทิ้งงานออกมา ป่านนี้ปูนอาจกำลังถูกมองหาอยู่ก็ได้ 


“ไม่มีใครว่าหรอก ฝั่งนั่นเขาไม่บอกเหรอ ว่าถ้าไม่มีอะไรทำก็ให้ออกมาหาอะไรกินได้เลยน่ะ” อินหันไปคุย มือก็ยังคงจูงอีกคนอยู่ พอปูนส่ายหน้าเขาก็ขำออกมาเบาๆ “งั้นก็รู้ไว้ ถ้าไม่มีงานอะไรที่เราต้องทำ ก็ออกมาหาอะไรรองท้อง เขาไม่ว่ากันหรอก ที่นี่อยู่กันแบบนี้แหละ ไม่ได้เข้าออกตามเวลาแบบบริษัทอื่นๆ”

พอได้ยิน ปูนก็เหมือนจะนึกออก ช่วงเวลาที่วิ่งวุ่นในนั้น หลายคนมักจะออกไปข้างนอกนานๆ และกลับเข้ามาพร้อมของกินในมือ และก็มีคนสับเปลี่ยนออกไปตลอด แต่ปูนดันไปช่วยทำงานทุกอย่างเอง เวลาว่างส่วนนั้นเลยหายไป เพราะการอยากเรียนรู้เร็วทำให้ต้องอดมื้อเที่ยงนี่เอง


ความผิดตัวเองล้วนๆ เลยแบบนี้


ตากล้องหนุ่มพาเด็กใหม่มานั่งที่โรงอาหารของบริษัท พนักงานหลากหลายแผนกยังคงนั่งกิน นั่งคุยกันอย่างสบาย ไม่มีใครรีบร้อนอย่างที่เห็นในการทำงานสักคน


“ปูนอยากกินอะไร แต่พี่แนะนำข้าวมันไก่ ขอบอกว่าน้ำจิ้มเด็ดมาก” ใบหน้าแสดงความมั่นใจซะจนปูนขำออกมา “พี่พูดจริงๆ ไม่ได้โกหก ถ้าปูนได้ลองแล้วจะติดใจ” 


“ร้านไหนหรือครับ” ปูนเอียงคอมองหา ตอนนี้อินพามานั่งที่โต๊ะ แทนที่จะพาไปยืนต่อคิวซื้อข้าวอย่างคนอื่นๆ “ร้านนั้นใช่ไหม” ว่าแล้วก็จะลุก แต่มีมือใหญ่มารั้งไว้ซะก่อน


“เดี๋ยวพี่ไปซื้อให้ พอดีซี้กัน” พูดเสร็จก็เดินมุ่งหน้าไปที่ร้าน ปูนได้แต่มองตามอย่างงงๆ ก็คงจะซี้กันจริงๆ อย่างที่ว่า เพราะเห็นยืนสั่งเสร็จก็คุยกันจ้อเชียว 


ปูนลอบสังเกตรอบๆ บริเวณ โรงอาหารที่นี่ใหญ่โตและดูสะอาดมาก แม้แต่พื้นก็สะอาดไม่มีคราบสกปรกสักนิด ดูเป็นบริษัทที่รักษาความสะอาดได้ยอดเยี่ยม แถมร้านอาหารก็มีให้เลือกหลากหลายแบบ ทั้งไทย อีสาน หรือแม้แต่อาหารฝรั่งก็ยังมี ช่างเอาใจใส่พนักงานเสียจริง 


“มาแล้วๆ ได้เยอะด้วยนะ พิเศษสุดๆ” อินวางจานข้าวมันไก่ไว้บนโต๊ะสองจาน ปูนมองสองจานสลับกันไปมา “นี่ของพี่เอง เริ่มหิวเหมือนกันนะเนี่ย”


“ที่ออกมาเพราะหิวเหมือนกันนี่เอง” ว่าแล้วก็ขำออกมา พอปูนลองคำแรกก็ทำตาโตให้กับคนนั่งลุ้น “อร่อยครับ”


“เห็นไหม พี่ไม่ได้โกหก มันอร่อยจริงๆ” อินพูดจบก็ตักข้าวใส่ปากคำโตจนไก่ร่วงลงมาใส่จาน ทั้งคู่พากันหัวเราะเอิ๊กอ๊ากเสียงดัง ไม่ได้สนใจคนรอบข้าง ก็คนที่นี่ไม่ได้สนใจกันอยู่แล้ว 


แต่ท่ามกลางคนที่ไม่สนใจกันนั้น กลับมีบุคคลที่ไม่น่าจะลงมาอยู่โรงอาหารในเวลานี้ กรพัฒน์หยุดเดิน ดวงตาคมจ้องมองไปยังโต๊ะตรงกลางที่มีชายหนุ่มสองคนหัวเราะกันอยู่ ยิ่งเห็นสายตาของอินที่มองปูนแล้วนั้น คิ้วก็กระตุกอย่างถี่ยิบ 


“มึงจะกินข้าวที่นี่หรือ” พอลเอ่ยถามเพื่อนอย่างงงๆ ตอนนั่งคุยงานกันในห้อง อยู่ๆ ก็มีโทรศัพท์เข้ามาหา พอวางปุ๊บกรพัฒน์ก็รีบเดินออกมา ด้วยความอยากรู้จึงเดินตามออกมาด้วย แต่ไม่คิดว่าเพื่อนจะมาโรงอาหารทั้งที่เพิ่งกินข้าวไป “ไอ้กร มองอะไรวะ”


ไม่มีเสียงตอบใดๆ หลุดออกมา นอกจากการเดินตรงเข้าไปหาสองหนุ่มที่โต๊ะนั้น กรพัฒน์ตีหน้านิ่งพยายามสะกดกลั้นอารมณ์หึงหวงที่พลุ่งพล่านในอกด้วยความยากยิ่ง 


“คุยอะไรกันอยู่ หัวเราะเสียงดังขนาดนี้” ไม่ใช่แค่สะกดกลั้นอารมณ์ แต่น้ำเสียงก็ต้องพยายามปรับอยู่ในโหมดปกติ “นั่งด้วยคนได้ไหม” 


“ครับ” อินตอบรับพร้อมรอยยิ้ม น้อยครั้งที่จะเห็นเจ้าของบริษัทสองคนลงมานั่งที่โรงอาหารกลาง ส่วนมากจะสั่งขึ้นไปบนห้อง “คุณกรกับคุณพอลอยากได้อะไรไหมครับ เดี๋ยวผมไปซื้อให้” จะทำดูดายก็ไม่ได้ในเมื่ออีกฝั่งเป็นเจ้านาย อินทำท่าจะลุกแต่กรพัฒน์โบกมือปฏิเสธ 


“แล้วนี่ทำไมลงมากินข้าวกันเวลานี้ล่ะ” กรพัฒน์ถามปูนโดยตรง แต่คนถูกถามกลับก้มหน้ากินข้าวมันไก่อย่างไม่สนใจ ไม่ใช่ปูนจะไม่สน แต่ตอนนี้สายตาทุกโต๊ะกำลังมองมาด้วยความอยากรู้ “ปูน พี่ถามอยู่”


“พอดีน้องปูนไม่ได้กินข้าวเที่ยง ผมเลยพามา” เสียงที่ตอบมาแทนไม่ได้ทำให้กรพัฒน์สนใจ ชายหนุ่มยังคงนั่งจ้องคนก้มหน้าที่ไม่ยอมสนใจเขา 


“ปูน พี่ถาม” เสียงเข้มขึ้นทำให้พอลตบบ่าเพื่อนตัวเอง “เดี๋ยวกินเสร็จแล้วไปหาพี่ที่ห้องด้วย ถ้าไปไม่ถูกก็ให้อินพาไป” พูดจบกรพัฒน์ก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกจากโรงอาหารไปทันที แต่เพื่อนสนิทยังคงยืนงงอยู่กับที่ 


“คุณกรเป็นอะไรไปหรือครับ” อินเอ่ยถามเจ้านายอีกคนที่ส่ายหน้ารัวๆ


“ไม่รู้ว่ะ สงสัยวัยทองมาเร็วกว่ากำหนด” พอลเอ่ยตลก ก่อนจะเดินตามหลังเพื่อนที่เดินหายไปแล้วพร้อมบ่น “ไม่รู้โดนหมาบ้ากัดหรือเปล่า บ้าเลยขึ้น”


ส่วนปูนยังคงแสร้งทำเป็นกินข้าวมันไก่ต่อ โดยมีอินนั่งจ้องด้วยความอยากรู้ เป็นพนักงานธรรมดาแถมเพิ่งเข้ามาใหม่แท้ๆ กลับดูสนิทสนมกับเจ้าของ ขนาดกรพัฒน์เรียกแทนตัวเองว่าพี่ได้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน แต่ถึงจะรู้จักกันก็ใช่เรื่องที่อินจะสนใจ เรื่องส่วนตัวของใครก็ของมันอยู่แล้ว 


“ปูนต้องไปทางไหนหรือครับ” เสียงถามที่เอาคนเผลอจ้องสะดุ้ง “ห้องของพี่ เอ่อ คุณกร” 


“เดี๋ยวพี่พาไปเอง ไม่งั้นปูนอาจหลง” คนตั้งใจดียิ้มให้อย่างจริงใจ ก่อนจะก้มหน้าจัดการข้าวตรงหน้าต่อ 


“ขอบคุณครับ” แม้จะพูดเบาแต่คนนั่งตรงข้ามได้ยินชัด ปูนยิ้มบางๆ แม้ในใจกำลังวิตก ไม่รู้กรพัฒน์คิดจะทำอะไรอีก แค่การมานั่งด้วย ปูนก็กลายเป็นเป้าสายตา โดยเฉพาะอินที่คงกำลังสงสัยแน่นอน ว่าแล้วดวงตากลมโตก็คอยลอบสังเกตคนตรงหน้า แต่ก็ดูเป็นปกติดี คงจะไม่มีอะไรให้กังวล ไม่แน่ ปูนอาจคิดกลัวไปก่อนก็ได้ ทั้งที่อาจไม่มีอะไรเกิดขึ้น คงได้แต่ภาวนาให้เป็นแบบนั้น



***



ด้านกรพัฒน์ที่ก้าวเท้ายาวกลับมาที่ห้อง มีพอลซอยเท้ายิกๆ เร่งตามมาด้วยความเหนื่อยหอบ พอเข้ามาถึงห้องก็ทิ้งตัวนั่งบนโซฟาอย่างคนหมดเรี่ยวแรง 


“จะรีบไปตามควายหรือไง” อดที่จะด่าไม่ได้ “แล้วนี่มึงเป็นอะไร ทำหน้าอย่างกับเมียมีชู้” 


“ไอ้พอล!” กรพัฒน์ตวาดเสียงดังจนพอลตกใจ นั่นเพราะเพื่อนกำลังจี้ถูกจุดอยู่ ใช่ เขาหึงและหวงมาก ตอนเห็นปูนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้ตากล้องนั่น ยิ่งเห็นอินทำตาเล็กตาน้อยใส่อีก เขารู้สึกอยากฆ่าคนขึ้นมาทันที ก็ผู้ชายด้วยกันทำไมจะดูไม่ออกว่ามันก็ถูกใจปูนเหมือนกัน “เชี่ยเอ๊ย” พอคิดก็ยิ่งหงุดหงิด กรพัฒน์กระแทกตัวนั่งที่เก้าอี้ทำงานแล้วหมุนตัวหันหลังให้เพื่อนที่กำลังทำหน้าอยากรู้เต็มแก่ 


“เป็นอะไรวะ อยู่ๆ ก็หงุดหงิด” พอลอดไม่ได้ที่จะลุกมานั่งเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของเพื่อน “ไอ้กร มึงเป็นอะไร”


“เรื่องของกู” บอกปัดๆ ไป ไม่อยากต่อความยาว 


“นี่เพื่อนนะเว้ย กูอยากรู้” พอลไม่ยอม คราวนี้ลุกไปยืนหน้าเพื่อนแล้วจ้อง “บอกกูมา อย่าให้กูเดาเอง”


“ก็บอกว่าไม่มีอะไร” กำลังจะหมุนเก้าอี้หนี แต่ถูกมือของพอลจับไว้ซะก่อน “ปล่อย ไอ้พอล”


“เด็กตัวขาวเมื่อกี้” พูดปุ๊บ เพื่อนก็มีอาการทันที พอลลอบสังเกตอาการของกรพัฒน์ที่เริ่มขมวดคิ้ว บอกแล้วว่าอย่าให้เขาเดา ขนาดพูดถึงแค่นี้อาการยังออกชัดเจน จนอยากจะลองอีกสักหน่อย “เด็กเมื่อกี้โคตรน่ารัด เอ๊ย น่ารัก”


“มึงออกห้องกูไปเลย” ไม่ว่าเปล่า กรพัฒน์ยังยกขาทำท่าจะเตะ พอลหัวเราะลั่นห้องก่อนวิ่งออกไป แต่ก็มิวายโผล่หน้าพ้นประตูมามอง “อะไร!”


“น่ารัดจริงๆ นะเว้ยเด็กคนเมื่อกี้” พูดเสร็จก็ต้องรีบหนี ก่อนที่แฟ้มหนาจะปลิวมาใส่หน้า เสียงคนหัวเราะด้านนอกยังดังเล็ดลอดเข้ามาอยู่ตลอด 


กรพัฒน์สบถคำหยาบออกมาเป็นชุด ก่อนจะกระแทกแฟ้มที่ถือลงบนโต๊ะ หงุดหงิดเรื่องตากล้องนั่นยังไม่พอ ยังต้องมาอารมณ์เสียจากคำพูดทีเล่นทีจริงของเพื่อนอีก เหอะ น่ารัดเหรอ ไม่มีทางได้รัดหรอก เพราะปูนน่ะเป็นของเขา และเขาคนเดียวเท่านั้นที่รัดได้ คนอื่นไม่มีสิทธิ์โว้ย



...TBC



ขอบคุณมากค่าาาาา

ความคิดเห็น